ฟางเสียนจือรู้ว่าถ้าเขาไปหาจิ่งเยี่ยนกุยบ่อยๆ เข้า อาจทำให้เธอลำบากใจ เขาเองก็อยากรู้ว่า่นี้เธอกำลังทำอะไรอยู่บ้าง แผลที่ศีรษะดีขึ้นบ้างหรือยัง จึงเรียกเชอฉางเกินมาเปลี่ยนยาให้เธอ เพื่อที่จะได้รู้เื่ราวเกี่ยวกับเธอบ้าง
หลังจากเชอฉางเกินไปที่บ้านเก่าตระกูลจิ่ง เขาก็อ่านหนังสือไม่เข้าหัวอีกเลย กว่าจะรอจนเชอฉางเกินมาถึงไม่ใช่เื่ง่าย เขาก็รีบถามทันทีว่า “แผลของเยี่ยนกุยเป็ยังไงบ้าง?”
เชอฉางเกินหยิบเงินค่ารักษาที่จ่ายล่วงหน้าออกมาจากกระเป๋า แล้วยื่นให้เขาพร้อมกล่าวว่า “แผลของเธอวันนั้นดูเหมือนจะสาหัส ฉันนึกว่าต้องใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าจะดีขึ้น แต่ไม่คิดว่าเธอจะฟื้นตัวเร็วมาก แผลหายสนิทแล้ว ไม่จำเป็ต้องเปลี่ยนยาอีกต่อไป”
“ฉันเป็หมอมาหลายปี เพิ่งเคยเจอคนฟื้นตัวเร็วแบบนี้เป็ครั้งแรก สมกับเป็คนหนุ่มสาวจริงๆ!”
ฟางเสียนจือได้ยินว่าแผลของจิ่งเยี่ยนกุยหายดีเกือบหมดแล้วก็โล่งใจ เพราะไม่ว่าอย่างไรก็เป็ข่าวดี
ปกติเชอฉางเกินก็มีจรรยาบรรณในอาชีพหมอ ไม่ค่อยพูดเื่อื่นต่อหน้าคนไข้ ทว่าวันนี้เขาอดไม่ได้จริงๆ จึงถามขึ้นว่า “คุณอายุมากกว่าแม่หนูตระกูลจิ่งหลายปีเลยใช่ไหม?”
ฟางเสียนจือพยักหน้า เชอฉางเกินหัวเราะแล้วพูดว่า “เื่แต่งงานนั้น อายุไม่ควรห่างกันมากเกินไปนะ เด็กสาวตระกูลจิ่งคนนั้น ฉันรู้สึกว่ายังไม่ค่อยรู้ความอะไรนัก ลูกสาวฉันปีนี้อายุยี่สิบสอง ทำงานที่ห้างสรรพสินค้าเหรินหมิน สวยและมีเสน่ห์ คุณอยากจะเจอเธอสักหน่อยไหม?”
ถึงแม้เขาจะได้รับมอบหมายจากตระกูลฟางให้ไปดูแลรักษาอาการาเ็จิ่งเยี่ยนกุยหลายครั้ง แต่เขากลับรู้สึกว่าจิ่งเยี่ยนกุยไม่คู่ควรกับฟางเสียนจือ
ก่อนหน้านี้เขาอยากจะแนะนำลูกสาวของตัวเองให้ฟางเสียนจือ แต่ก็ไม่มีโอกาส พอได้ยินว่าฟางเสียนจือต้องแต่งงานกับจิ่งเยี่ยนกุยด้วยความรับผิดชอบ เขาก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับเื่นี้
ตอนนี้ตระกูลฟางกับตระกูลจิ่งก็ยังไม่ได้หมั้นกันอย่างเป็ทางการ และวันนี้ยังได้ยินจากน้ำเสียงของจิ่งเยี่ยนกุยที่ดูเหมือนมีท่าทีรังเกียจว่าฟางเสียนจืออายุมากเกินไป เขาจึงผุดความคิดขึ้นมา บางทีเขาอาจช่วยให้บุตรสาวคว้าโอกาสนี้ไว้ได้
หลายปีมานี้ มีคนมาเป็แม่สื่อให้ฟางเสียนจือไม่ต่ำกว่าร้อยคน เมื่อได้ยินเชอฉางเกินพูดแบบนี้ เขาก็เข้าใจความหมายทันที จึงรีบปฏิเสธอย่างสุภาพ “ขอบคุณในความหวังดีของลุงฉางเกิน แต่ผมรู้สึกว่าเยี่ยนกุยก็ดีมากอยู่แล้วครับ”
เชอฉางเกินไม่โกรธที่ถูกปฏิเสธ เพียงแต่ถอนหายใจในใจคิดว่าลูกสาวของตนไม่มีวาสนา ก่อนจะพูดว่า “ใช่ๆ เด็กตระกูลจิ่งคนนั้นก็ดี แต่ฉันอยากให้ลองพิจารณาเื่ที่ฉันพูดเมื่อกี้ดู ลูกสาวฉันก็ไม่เลวเลยจริงๆ นะ”
สีหน้าของฟางเสียนจือนิ่งขรึมอึมครึม เชอฉางเกินรู้ว่าถ้าพูดต่อไปก็คงไม่ดีนัก จึงหาข้ออ้างแล้วจากไป
ฟางเสียนจือรู้ว่าหลังจากที่เชอฉางเกินกลับมาจากบ้านตระกูลจิ่งก็ยกหัวข้อนี้ขึ้นมาพูด แสดงว่าจิ่งเยี่ยนกุยต้องพูดอะไรบางอย่างแน่นอน จากคำพูดของเชอฉางเกิน ดูเหมือนจิ่งเยี่ยนกุยจะรังเกียจที่เขาอายุมากเกินไป?
ฟางเสียนจือหงุดหงิดไม่น้อย เขาอายุแค่ยี่สิบสี่เท่านั้น ถึงแม้จะแก่กว่าเธอเจ็ดปี แต่ก็ไม่ได้แก่ขนาดนั้นเสียหน่อย!
จิ่งเยี่ยนกุยไม่รู้เลยว่าคำพูดที่เธอพูดออกไปแค่เพียงลอยๆ นั้น ถูกเชอฉางเกินคาบไปบอกฟางเสียนจือ จนทำให้เขาหงุดหงิดใจอยู่นาน
ตอนนี้สิ่งที่เธอสนใจก็คือการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของตัวเอง ไม่ได้สนใจเื่การแต่งงานกับฟางเสียนจือเลยสักนิด
หลายวันต่อมา เธอตื่นแต่เช้าไปเก็บสมุนไพรบนูเา หลังจากเก็บเสร็จก็กลับมาก็ทำความสะอาดและปรุงยา การปรุงยาสมุนไพรนั้นต้องใช้เทคนิค เธอเคยเรียนกับเภสัชกรแผนโบราณในชาติก่อน เื่นี้จึงไม่ยากนักสำหรับเธอ
หยางหว่านซิ่วรับเธอมาพักรักษาตัวที่นี่ แต่เธอกลับอยู่ไม่สุข และวิ่งขึ้นูเาทุกวันเพื่อหาเงิน
คุณย่านึกสงสารเธอ จึงคอยทอดไข่ให้เธอกินทุกเที่ยงวัน
ถึงแม้ตอนนี้จะเลิกทำตามขนบธรรมเนียมเดิมๆ ยกเลิกจำนวนในการเลี้ยงไก่แล้ว แต่ผลผลิตธัญพืชก็มีจำกัด หยางหว่านซิ่วจึงไม่อยากเลี้ยงไก่มากนัก จึงเลี้ยงไว้แค่หกตัวเท่านั้น
่นี้อากาศร้อน แม่ไก่ไม่ค่อยออกไข่ ไก่หกตัวรวมกันได้แค่วันละฟองสองฟอง ไข่พวกนี้ ล้วนตกอยู่ในท้องของจิ่งเยี่ยนกุยคนเดียวในตลอดหลายวันที่ผ่านมา
ไม่รู้ว่าเป็เพราะได้กินอาหารดีๆ จนได้รับสารอาหารครบถ้วน หรือเพราะดื่มน้ำจากลำธารในมิติ จึงทำให้สีหน้าของเธอดีขึ้นมากในเวลาแค่ไม่กี่วัน การได้ยิน การมองเห็น และความจำต่างดีขึ้นกว่าเดิมไม่น้อย
หลังจากยุ่งอยู่กับเื่นี้เป็เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ จิ่งเยี่ยนกุยก็เก็บสมุนไพรไว้ไม่น้อย แล้วตัดสินใจจะไปขายที่ร้านขายยาแผนโบราณในเมือง
่ต้นยุคแปดศูนย์ เนื่องจากปัจจัยบางอย่าง ทำให้การแพทย์แผนตะวันตกพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่การบ่มเพาะแพทย์แผนจีนที่มีความสามารถล้ำเลิศกลับยากกว่าแพทย์แผนตะวันตกมากโข
และเนื่องจากแพทย์แผนตะวันตกมียาปฏิชีวนะจำนวนมาก จึงสามารถรักษาโรคบางชนิดได้เร็วกว่าแพทย์แผนจีนเล็กน้อย และส่งผลให้จุดยืนของเหล่าแพทย์แผนจีนมีที่ยืนค่อนข้างลำบาก ปัจจุบันในเมืองจึงมีร้านขายยาแผนโบราณไม่มากนัก โดยรวมแล้วมีอยู่แค่ไม่กี่แห่งเท่านั้น
วันนี้จิ่งเยี่ยนกุยจะไปที่ร้านขายยาแผนโบราณที่ใหญ่ที่สุดในเมือง ยุคนี้รถโดยสารมีน้อยมาก จุดที่ใกล้หมู่บ้านอิ๋นซานที่สุดที่จะขึ้นรถโดยสารได้ อยู่ห่างออกไปประมาณเจ็ดแปดลี้ [1] แต่การเดินเท้าไปในเมืองระยะทางแค่ยี่สิบลี้เท่านั้น เธอจึงตัดสินใจเดินไป
ฟ้าเริ่มสางเธอก็ตื่นนอนแล้ว หยางหว่านซิ่วรู้ว่าเธอจะไปขายสมุนไพร จึงยัดแป้งทอดที่เตรียมไว้ั้แ่เมื่อคืนให้และยังยัดไข่ให้เธออีกฟอง พร้อมกำชับให้เธอระวังตัวตลอดทาง เพราะหยางหว่านซิ่วร่างกายไม่แข็งแรง เดินทางไกลๆ ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคงจะตามไปด้วยแล้ว
จิ่งเยี่ยนกุยรับปากอย่างว่าง่าย ปีที่แล้วเพิ่งมีการปราบปรามอาชญากรรมอย่างเข้มงวด ปีนี้สถานการณ์โดยรวมก็ค่อนข้างดี แต่การที่เด็กสาวเดินทางคนเดียว ก็ควรระวังตัวไว้บ้างย่อมไม่ผิด
เมื่อเธอเดินตามทางเล็กๆ ไปถึงในเมืองก็ประมาณเจ็ดโมงเช้า คนในยุคนี้ตื่นเช้ากันหมด ร้านค้าในเมืองหลายร้านเริ่มเปิดแล้ว
เมืองในความทรงจำของเธอค่อนข้างแตกต่างออกไป ถนนในเมืองดูเก่าและทรุดโทรม เธอจำทางไม่ได้ จึงต้องถามคนไปทีละคนขณะย่ำไปข้างหน้า
เธอใช้เวลานานกว่าจะหาร้านขายยาแผนโบราณร้านนั้นเจอ ซึ่งเป็เวลาเกือบแปดโมงแล้ว เธอเงยหน้ามองป้ายร้าน ที่อยู่ข้างบนเขียนว่า "ชิ่งอันถัง" สามคำ
จิ่งเยี่ยนกุยเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับร้านชิ่งอันถังมาก่อนในชาติที่แล้ว ร้านชิ่งอันถังเป็ร้านขายยาแผนโบราณมีไม่กี่แห่งที่สามารถอยู่รอดมาได้ หลังฝ่าฟันคลื่นลมต่างๆ จนแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารของร้านชิ่งอันถังมีความคิดที่เฉียบแหลม และยังมีความมุ่งมั่น สามารถเอาชนะการแข่งขันอันดุเดือดต่างๆ ได้
ร้านชิ่งอันถังยังคงสืบทอดวิธีการตรวจโรคแบบเก่า ในร้านมีแพทย์แผนจีนประจำอยู่ แต่ตอนนี้ยังไม่มีลูกค้าในร้าน
ทันทีที่จิ่งเยี่ยนกุยเดินเข้าไป แพทย์แผนจีนประจำร้านก็ถามว่า “ยายหนูน้อย จะมาซื้อยาหรือมาตรวจโรค?”
เธอรีบตอบทันที “ไม่ใช่ทั้งสองอย่างค่ะ หนูจะมาขายยา คุณปู่คะ ที่นี่รับซื้อสมุนไพรไหมคะ?”
ถึงแม้แพทย์แผนจีนจะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ยังพูดด้วยเสียงใจดีว่า “รับซื้อสิ แต่เรารับซื้อแต่สมุนไพรดีๆ เอาสมุนไพรของหนูมาให้ฉันดูหน่อย”
จิ่งเยี่ยนกุยพยักหน้า สมุนไพรที่เธอเก็บมามีหลายชนิดแต่ไม่มากพอ เธอคัดแยกและมัดรวมไว้อย่างเรียบร้อย จากนั้นนำไปวางตรงหน้าแพทย์แผนจีนทีละอย่าง
เชิงอรรถ
[1] ลี้ (里) คือหน่วยวัดระยะทาง ประมาณ 0.5 กิโลเมตร