จิ๋นเม่ยหลง ที่กำลังเอนกายลงบนเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งสีหน้าเคร่งเครียดคล้ายกำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่งบางอย่างอยู่.. ไม่นานนักเสียงประตูก็เปิดขึ้น
“พี่ใหญ่ ท่านแม่ทำอาหารเสร็จแล้วพวกเราไปกินกันเถอะ” เป็นทุกวันที่ ซิ่นลี่ ต้องขึ้นมาตาม จิ๋นเม่ยหลง ลงไปกินอาหารทุกครา พฤติกรรมเช่นนี้ของ จิ๋นเม่ยหลง ไม่ทำให้ ซิ่นลี่ ต้องแปลกใจเท่าใด เพราะทุกครั้งการประลอง จิ๋นเม่ยหลง เมื่อกลับมาถึงโรงเตี๊ยมก็เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในห้องมีแค่เวลาดื่มหรือกินเท่านั้นที่มันจะย่างเท้าออกมา
“อืม” จิ๋นเม่ยหลง พยักหน้าพร้อมรอยยิ้มส่งกลับก่อนที่จะลุกขึ้นจากเก้าอี้ เมื่อ ซิ่นลี่ เห็นรอยยิ้มของ จิ๋นเม่ยหลง ในใจก็คลายความกังวลไปได้หลายส่วน ขณะที่กำลังเดินลงบันได จิ๋นเม่ยหลง ก็พลันนึกถึงเหตุการณ์ในการประลองในวันนี้อีกครั้ง บาดแผลของ หยางเฉิน ที่เกิดจากภายใต้วิชา *ลมหายใจมังกร*
จิ๋นเม่ยหลง เพิ่งจะเคยใช้มันเป็นครั้งแรกแต่ตนก็ไม่คาดคิดเลยว่า ภายใต้วิชา *ลมหายใจมังกร* จะเป็นวิชาที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้ บาดแผลที่เกิดจากวิชานี้ไม่เพียงจะดูดกลืนพลังลมปราณของศัตรูออกไปจากร่างกาย แต่บาดแผลยังบังเกิดอาการเน่าอีกด้วย!! คนที่ไม่พบเจอเหตุการณ์ในครั้งนั้น ถ้าหากได้ยินคนอื่นพูดให้ฟังคงคิดว่าเป็นเรื่องตลกโดยแท้ วิชาบ้าอะไรกันสามารถทำเช่นนี้ได้?
เมื่อลงมาถึงชั้นล่างก็เหมือนดังเช่นเดิมพบเห็น เหวินฉี กำลังจัดเตรียมอาหารมากมายลงบนโต๊ะ... หลังจากนั้นคนทั้งสามก็นั่งลงร่วมรับประทานอาหารพร้อมหน้ากัน
***************************
ในสวนหย่อมด้านหลังที่พำนักของพรรค มังกรอัสนี เฟยหลง,เฟยเทียน และ หนิงเอ๋อ ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ศิลาหยกม่วงในโต๊ะมีถ้วยน้ำชาวางอยู่บรรยากาศโดยรอบช่างเงียบเชียบที่ได้ยินอย่างถนัดหูในตอนนี้คงจะมีแค่เสียงลมที่พัดผ่านเท่านั้น แน่นอนว่าคนทั้งสามกำลังสนทนาเรื่องสำคัญบางประการอยู่
“เจ้าเด็กที่ชื่อจิ๋นเม่ยหลง ผู้นี้เป็นใครกัน? เหตุใดมันจึงใช้วิชามารได้” เฟยหลง เอ่ยขึ้นน้ำเสียงของมันจริงจังเห็นได้ชัด หนิงเอ๋อ เองก็รอบถอนหายใจออกมาเบาๆ
“ข้าได้ให้คนไปสืบเรื่องของมันมาบ้างแล้ว” เฟยเทียน เอ่ยขึ้นมือขวาก็ยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบก่อนที่เอ่ยต่อ “มันปรากฏตัวในเมืองฟ้าประกายแสงแห่งนี้ครั้งแรกเมื่อสิบสี่ปีก่อนมันทำงานเป็นคนทำปุ๋ยอยู่ภายในเมืองนี้แค่ไม่กี่เดือนจากนั้นมันก็หายตัวไปนานถึงสิบสี่ปี! ก่อนที่จะโผล่มาอีกครั้งในไม่กี่วันก่อนพิธีการประลองจะถูกจัดขึ้น”
“ครั้งนั้นมันมีอายุเพียงแค่สี่ปีเพียงเท่านั้นครอบครัวของมันไม่อาจสืบเสาะหาที่มาได้ ในตอนนั้นมันอาศัยอยู่ในป่าทางใต้ห่างออกไปจากเมืองนี้ประมาณสองกิโล ข่าวนี้เหมือนจะเป็นเพียงการกุเรื่องมาลอยๆไม่อาจเป็นความจริง” เฟยหลง และ หนิงเอ๋อ ต่างก็พยักหน้าเพราะตอนที่ทั้งสองมาที่นี้เป็นครั้งแรกก็ออกสำรวจพื้นที่ของเมืองนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ป่าทางใต้ก็เช่นกัน ป่านี้มีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะมีมนุษย์อาศัยอยู่เพราะสัตว์อสูรในป่าต่างก็ดุร้าย
แต่มีสิ่งผิดแปลกอยู่เพียงอย่างเดียวตอนที่นางและสามีมาสำรวจที่ป่านี้นั้นก็คือ นางปลดปล่อยพลังปราณสุดมหาศาลในการตรวจสอบสิ่งมีชีวิตภายในป่านี้ แต่กลับกลางเป็นว่านางสามารถตรวจสอบได้เพียงแค่สี่ส่วนเท่านั้น หกส่วนที่เหลือคล้ายกับมีมวลศาลพลังผิดแปลกบางอย่างบดบังไว้
สัตว์อสูรชั่นต่ำสุด ต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณแตกฉานขั้นกลางก็ยากที่จะเอาชนะได้ “อาจจะเป็นอย่างที่เจ้าว่ามา เด็กน้อยอายุแค่สี่ปีอาศัยอยู่ในป่านั้นคนเดียวนับว่าเป็นเรื่องตลกอย่างแท้จริง” สีหน้าของเฟยหลงเริ่มที่จะผ่อนคลายลง
ตึ้งง!!
หนิงเอ๋อ ใช้มือซ้ายทุบลงไปโต๊ะหยกศิลาม่วงอย่างแรง เฟยเทียน และ เฟยหลง สะดุ้งโหยงน้ำชาในถ้วยที่เฟยเทียนถืออยู่หกเรอะเสื้อผ้าไปหมด โต๊ะหยกศิลาม่วงพลันแตกระเอียดเป็นเศษหยกเล็กน้อยกระจัดกระจายเต็มพื้นหย่อมหญ้า “ระ..ระ.หรือว่า เจ้าเด็กจิ๋นเม่ยหลงนี้จะเป็น.... จะเป็น...??!” คำพูดของหนิงเอ๋อ ทำให้ เฟยเทียน กับ เฟยหลง ต้องเบิกตากว้าง
“ฮ่าฮ่าฮ่า” เฟยเทียนระเบิดเสียงหัวเราะลั่น
“หนิงเอ๋อ จิ๋นเม่ยหลงไม่มีสิ่งใดที่จะเชื่อมโยงถึงราชันน้อยได้เลย เจ้าลืมไปเสียแล้วหรอกรึ? ว่าราชันน้อยถูกทำลายจุดกำเนิดปราณก่อนที่จะถูกชิงตัวหนีหาย” วาจาของ เฟยเทียน ทำให้อารมณ์ของหนิงเอ๋อค่อยๆเย็นลง
“แต่ว่าพลังมารของมันบริสุทธิ์มาก” “เจ้าคิดมากไปแล้ว” หนิงเอ๋อเอ่ยขึ้นก็ถูกเฟยเทียนพูดตัดบทลงเสียอย่างนั้น
เฟยหลงค่อยๆลุกขึ้นจากเก้าอี้ “เอาเป็นว่าพวกเราจับตาดูเจ้าเด็กนี่ไว้ก่อนก็แล้วกัน บางทีมันอาจจะเป็นท่านผู้นั้นจริงๆก็ได้ นี่มันก็ดึกมาแล้วข้าคงต้องขอตัวก่อน” หลังกล่าวจบ เฟยหลง ก็เหินร่างจากไป ทิ้งไว้แค่สอง สามีภรรยา อยู่ในสวน “นั่นนะสิ่ บางทีเจ้าเด็กนี้อาจจะเป็นจริงๆดังที่เจ้าว่าก็ได้” เฟยเทียน พูดกับ หนิงเอ๋อ ด้วยน้ำเสียงจริงจัง