จักรพรรดิเพลิงทะยานสวรรค์

    ตอนที่ 43 ผู้มีพรสวรรค์ระดับ 7 หลาง เยว่

    "และผลการจับคู่การประลองรอบต่อไปมีดังนี้..."


    ชายวัยกลางคนพูดพร้อมประกบนิ้วเข้าหากันและชูขึ้นเหนือศีรษะก่อนจะปรากฏภาพตารางการจับคู่ต่อสู้ขึ้นมากลางอากาศได้อย่างน่าประหลาด


    "เอาล่ะ นี่คือรายชื่อการประลองการของพวกเจ้าใครได้ต่อสู้กับใครจงเตรียมพร้อมเอาไว้ ใครแพ้จะถูกปรับตกทันที และการประลองในครั้งนี้จะเป็นการประลองหาผู้ชนะไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเหลือผู้ชนะแค่เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นและคน ๆ นั้นจะถูกทางสำนักอัคคีสวรรค์รับเข้าเป็นศิษย์นอกของสำนักในทันที..เพราะฉะนั้นแล้วจงใช้ทุกอย่างที่พวกเจ้ามีเอาชนะคู่ต่อสู้ของพวกเจ้าซะ"


    ชายวัยกลางคนไว้ผมดำขลับประกาศด้วยเสียงดังก้อง สิ้นเสียงของเขาไม่นานผู้คนรอบบริเวณต่างก็ระเบิดเสียงฮือฮากันขึ้นมาอีกระลอก


    "คะ..คนเดียวงั้นรึ? ข้าไม่ได้หูฝาดไปใช่หรือไม่การประลองครั้งนี้จะมีคนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะถูกรับเข้าไปเป็นศิษย์ของสำนักอัคคีสวรรค์?"


    เสียงผู้คนกล่าวสนทนากันอย่างออกรสบ้างก็ตื่นเต้นที่จะได้รอชมการประลอง บ้างก็คาดเดาถึงตัวผู้ที่จะได้รับเลือก บ้างก็พูดถึงเกณฑ์การรับศิษย์ของสำนักอัคคีสวรรค์ว่ามีมาตรฐานสูงเกินไป


    แต่ซูฉินและซูหมิงที่ยืนอยู่บนเวทีและกำลังจ้องมองไปยังภาพตารางการจับคู่บนอากาศกลับถอนหายใจออกมาอย่างหมดหวังโดยเฉพาะซูฉินที่ตอนนี้สีหน้าของเขาดูไม่ค่อยสู้ดีเท่าใดนัก


    "ทะ..ทำไมคู่ของข้าถึงเป็นพี่ชายฉินหยางกัน!! เช่นนี้โอกาสชนะของข้าก็จบสิ้นแล้ว"


    ซูฉินกล่าวออกมาอย่างหมดหวังไม่คิดว่าเขาจะต้องมาเจอกับฉินหยางในรอบแรกเช่นนี้


    "เจ้าอย่าพึ่งดูถูกตัวเองเช่นนั้นสิ หากเจ้าดูถูกตัวเองเช่นนี้ไม่ว่าคู่ต่อสู้ของเจ้าจะไม่ใช่ข้าเจ้าก็จะพ่ายแพ้อยู่ดี'


    ฉินหยางที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เอ่ยปากพูดด้วยสีหน้านิ่งเรียบ


    "จริงด้วยน้องฉินเจ้าถอดใจง่าย ๆ เช่นนี้ไม่สมเป็นน้องชายข้าเอาเสียเลย ทำให้สุดความสามารถของเจ้าซะ ถึงตอนนั้นต่อให้ไม่ชนะก็ไม่มีอะไรต้องมาเสียใจ"


    ซูหมิงจับบ่ากล่าวให้กำลังใจน้องชายของตน


    "อื้ม..ตกลง!! ข้าจะทำให้เต็มที่ ขอบคุณพี่ชายและพี่ชายฉินหยางที่เตือนสติ"


    ซูฉินกล่าวพรางโค้งคำนับให้คนทั้งสองก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาพูดกับฉินหยางอีกครั้งว่า


    "พี่ชายฉินหยางการต่อสู้ของเราขอพี่ชายโปรดอย่าได้ออมมือ ข้าอยากขอชมความสามารถที่แท้จริงของพี่ชายให้เห็นกับตาของข้าคู่นี้"


    "อื้ม..ได้สิแต่ว่าเจ้าก็จงอย่าได้ออมมือซะล่ะ"


    ฉินหยางกล่าวออกมาเพียงประโยคสั้น ๆ ใบหน้าของเขาเผยสีหน้ายิ้มแย้มออกมาเล็กน้อย


    อีกฝั่งหนึ่งทางด้านของมู่เฉินที่ตอนนี้พวกเขาเองก็ยืนมองตารางการจับคู่อยู่เช่นเดียวกัน


    "การจับคู่นี่มันอะไรกัน แล้วเช่นนี้เราจะจัดการไอ้เด็ดเวรนั่นได้อย่างไรกัน"


    หลินลู่เฟยสบถออกมาด้วยความไม่สบอารมณ์


    "มู่เฉินเจ้าบอกให้บิดาเจ้า แก้ไขผลการจับคู่ประลองครั้งนี้ไม่ได้เช่นนั้นงั้นรึ"


    หลินลู่เฟยหันหน้าไปถามมู่เฉินที่อยู่ข้าง ๆ ส่วนมู่เฉินในตอนนี้ก็มีสีหน้าเคร่งขรึมไม่ต่างกัน


    "เจ้าจะให้ข้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร นี่เป็นการประลองที่ทางสำนักอัคคีสวรรค์จัดขึ้น ต่อให้เป็นบิดาของข้าก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ในตอนนี้"


    มู่เฉินกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าจนปัญญาและเงียบไปสักพักแต่ไม่นานเขาก็เอ่ยปากกล่าวต่อว่า


    "แต่ว่าก็ใช่ว่าเราจะไม่มีโอกาสจัดการมันเสียทีเดียว.."


    "มู่เฉิน เจ้าหมายความว่า..."


    หลินลู่เฟยกล่าวราวกับรู้ว่ามู่เฉินคิดจะทำสิ่งใด


    "นั่นมันจะไม่เสี่ยงไปหน่อยงั้นรึ? หากโดนจับได้ขึ้นมาล่ะก็..."


    "เจ้าไม่ต้องกังวลไป สิ่งที่เราจะใช้นั้นไร้สีไร้กลิ่นไม่มีผู้ใดจับได้แน่นอน"


    มู่เฉินกล่าวด้วยสีหน้าราวกับมีแผนการณ์บางอย่าง


    "เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาคู่แรกที่จะทำการประลองรีบขึ้นมาบนเวทีประลองซะ"


    ชายวัยกลางคนกล่าวเรียกไม่นานก็มีชายสองคนเดินขึ้นมาบนเวทีจากคนละฝั่ง คนแรกเดินขึ้นจากเวทีทางด้านทิศตะวันออกเป็นชายอายุราว 20-21 ปี แต่งกายด้วยชุดจีนโบราณสีเขียวขี้ม้าผูกผ้ามัดเอวสีดำหน้าตาดูทนงค์ตนราวกับเป็นคนชายจากตระกูลใดตระกูลหนึ่ง


    ส่วนอีกคนเป็นชายรูปร่างกำยำสวมเสื้อผ้าธรรมดา ๆ แต่แววตากลับเปล่งประกายความมุ่งมั่นแรงกล้า เดินขึ้นมาจากทางด้านทิศตะวันออกของเวทีก่อนที่ทั้งสองจะมาหยุดอยู่ใจกลางเวทีประลองในเวลาต่อมา


    เอาล่ะการประลองจะสิ้นสุดลงก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยคำว่า "ขอยอมแพ้" ออกมาเท่านั้น หากพวกเจ้าทั้งสองพร้อมแล้วก็เริ่มการประลองได้


    หลังจากได้ยินสัญญาณจากชายวัยกลางคนทั้งสองก็รีบปลดปล่อยท่าโจมตีใส่กันในทันที


    ตู้มม ๆ ๆ ๆ ๆ!!!


    ทั้งสองปลดปล่อยเปลวเพลิงออกมาปะทะโจมตีกันไปมาต่างคนต่างทุ่มพลังกันอย่าสุดความสามารถจนเวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูปชายแต่งกายด้วยชุดจีนโบราณสีเขียวก็หอบหายใจออกมาอย่างหนักด้วยความเหนื่อยล้า ชายสวมชุดธรรมดาเห็นดังนั้นก็ได้โอกาสปลดปล่อยท่าโจมตีโดยไม่ให้ชายสวมชุดจีนโบราณเขียวขี้ม้าตั้งตัวในทันที


    ฝ่ามือเพลิงทำลายร้าง!!


    ชายสวมชุดธรรมดาตะโกนก้องขึ้นก่อนจะซัดฝ่ามือที่มีเปลวเพลิงร้อนระอุใส่ชายตรงหน้าในทันที


    ตู้มมมม!!


    เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นครั้งหนึ่งก่อนร่างของชายสวมชุดจีนโบราณสีเขียวขี้ม้าจะลอยกระเด็นไปไกลจนเกือบจะตกขอบเวที


    "ขะ...ข้าขอยอมแพ้"


    ชายสวมชุดจีนโบราณสีเขียวขี้ม้ากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงก่อนจะหมดสติไปในที่สุด


    "สิ้นสุดการประลอง เฟย หลง เป็นผู้ชนะ" 


    ชายวัยกลางคนประกาศชื่อของเด็กหนุ่มที่สวมชุดธรรมดาออกมาก่อนจะเรียกให้คู่ต่อไปขึ้นมาทำการประลองในทันทีอย่างไม่รีรอ


    ไม่นานก็มีคนสองคนเดินขึ้นมาบนเวทีประลองคนแรกที่เดินขึ้นมาคนแรกเป็นชายสวมชุดดำหน้าตาดูเจ้าเล่ห์อายุราว ๆ 20 ปี ส่วนอีกคนดูเหมือนจะเป็นคุณชายที่มาจากเมืองในระแวกนี้นามว่า "เหยียนลู่ " อายุ 19 ปี หน้าตาดูเป็นหนุ่มใสซื่อ ราวกับเป็นเด็กหนุ่มอ่อนต่อโลก


    "เอาล่ะเริ่มการประลองได้"


    เมื่อชายชราประกาศเริ่มการประลองทั้งสองก็พุ่งเข้าปะทะกันในทันทีเช่นเดียวกับคู่ก่อนหน้านี้


    ทั้งสองแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากันอยู่หลายกระบวนท่าก่อนที่ชายหนุ่มนามเหยียนลู่จะจะโจมตีด้วยท่าไม้ตายของเขา "ระเบิดเพลิงผลาญ" จนชายหน้าตาเจ้าเล่ห์ต้องเอ่ยปากยอมแพ้ไปในที่สุด


    "เหยียนลู่เป็นผู้ชนะ"


    ชายวัยกลางคนประกาศชื่อของเด็กที่เป็นผู้ชนะออกมาก่อนจะเรียกให้คู่ต่อไปขึ้นมาอีกเช่นเคย


    ซึ่งคนที่เดินขึ้นมาบนเวทีประลองในครั้งนี้ก็คือ หลินลู่เฟยและชายหนุ่มที่สวมชุดหนังสัตว์ราวกับคนป่าและสะพายดาบใหญ่สีดำไว้กลางหลังดูราวกับเป็นนักรบก็ไม่ปาน เขาคนนี้มีนามว่า "หลาง เยว่" อายุ 18 ปี เขาเป็นคนที่ผ่านการทดสอบรอบที่แล้วมาด้วยพรสวรรค์ระดับ 7 ซึ่งเป็นรองเพียงแค่ฉินหยางคนเดียวเท่านั้นนับว่าเป็นคนที่โดดเด่นอีกคนในการประลองครั้งนี้


    หลินลู่เฟยจ้องมองหลางเยว่ด้วยท่าทีรังเกียจและเปิดปากพูดขึ้นว่า


    "นี่เจ้าคนบ้านนอกข้าจะให้เวลาเจ้าสิบลมหายใจรีบเอ่ยยอมแพ้และไสหัวลงไปจากเวทีประลองซะ"


    หลินลู่เฟยกล่าวพร้อมแสดงสายตาดูถูกเหยียดหยามออกมาอย่างไม่คิดปิดบัง


    ชายหนุ่มนามหลาง เยว่ได้ยินคำพูดของหลินลู่เฟยก็ทำเพียงแค่ยกยิ้มขึ้นมาเบา ๆ และเอามือกอดอกยืนนิ่งไม่เอ่ยตอบสิ่งใด


    หลินลู่เฟยเห็นท่าทีไม่แยแสของหลางเยว่เช่นนั้นก็ไม่พอใจขึ้นมาทันทีก่อนจะซัดฝ่ามือเพลิงใส่ชายหนุ่มอย่างไม่คิดจะบอกกล่าว


    "ตายซะ"


    หลินลู่เฟยสบถออกมาอย่างชั่วร้ายและคิดในใจว่าชายหนุ่มตรงหน้าไม่มีทางหลบการโจมตีครั้งนี้พ้นอย่างแน่นอน ต่อให้มีพรสวรรค์แล้วอย่างไร หลินลู่เฟยสามารถมองออกว่าชายตรงหน้าเป็นเพียงผู้วิเศษระดับหลอมลมปราณขั้นที่ 2 เท่านั้นไม่มีทางสู้ตนได้อย่างแน่นอน แต่สิ่งที่หลินลูเฟยคิดต้องพังทลายลงเมื่อหลางเยว่ ชักดาบใหญ่ออกมาจากกลางหลังก่อนใบดาบจะลุกท่วมด้วยเปลวเพลิงสีส้มแดงอันร้อนระอุ


    ทันใดนั้นเขาก็สะบัดดาบสวนกลับการโจมตีของหลินลู่เฟยพร้อมตะโกนก้องขึ้นว่า


    "คมเขี้ยวอัคคี"!!


    หลังจากสิ้นเสียงของหลางเยว่ก็ปรากฏเป็นคลื่นดาบรูปทรงจันทร์เสี้ยวที่ร้อนระอุไปด้วยเปลวเพลิง พุ่งเข้าปะทะกับฝ่ามือเพลิงของหลินลู่เฟยจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นก่อนที่การโจมตีของทั้งสองจะสลายหายไปพร้อม ๆ กัน


    ตึก..ตึก..ตึก..!!


    "นะ..นี่มันเป็นไปได้อย่างไรกันสามารถต้านการโจมตีของข้าได้งั้นรึ?"


    หลินลู่เฟยที่ถูกคลื่นพลังจากการโจมตีของหลางเยว่ทำให้เขาต้องถอยหลังไปสามก้าวด้วยความไม่อยากเชื่อ


    "ในโลกของผู้วิเศษสำหรับข้านั้นไม่มีสิ่งใดเป็นไปไม่ได้หรอกนะคุณชาย..เจ้าคิดว่าเจ้ามีระดับพลังสูงกว่าข้าและไม่เห็นข้าอยู่ในสายตางั้นสินะ"


    ชายหนุ่มนามหลางเยว่เอ่ยปากพูดขึ้นกับหลินลู่เฟย มือข้างขวาของเขากับดาบใหญ่ที่มีเปลวเพลิงลุกท่วมตัวดาบอยู่ด้วยท่าทีที่ไม่เกรงกลัวหลินลู่เฟยเลยแม้แต่น้อย


    "หน่อยแก...!! กล้าพูดจาดูถูกข้าอย่างนั้นงั้นรึ? เป็นแค่คนบ้านนอกแท้ ๆ "


    เขาปะทูพลังปราณระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 4 ออกมาและตะโกนก้องขึ้นด้วยความเดือดดานว่า


    "ศรเพลิงทำลายล้าง!!"


    ทันใดนั้นด้านหลังของหลินลู่เฟยก็มีกลุ่มก้อนเปลงเพลิงนับไม่ถ้วนปรากฎขึ้นมาจากด้านหลังของเขาก่อนจะแปรเปลี่ยนรูปร่างเป็นศรเพลิงจำนวนนับไม่ถ้วนลอยอยู่กลางอากาศ ก่อนเขาชี้นิ้วควบคุมให้ศรเปลวเพลิงพุ้งเข้าโจมตีหลางเยว่ในทันที


    "อื้ม..มีทักษะการใช้เพลิงที่ไม่เลว สามารถแปรรูปเปลวเพลิงจำนวนมากขนาดนี้ได้พร้อม ๆ กัน ไม่คิดว่าในดินแดนแห่งนี้จะมีคนที่สามารถแสดงทักษะเช่นนี้ออกมาได้"


    เสียงของชายชรานามเฉินเทียนที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งพิเศษเอ่ยชมขึ้นเสียงเบา เมื่อเห็นท่าโจมตีของหลินลู่เฟยแต่เจียงเฉินศิษย์นอกสำนักอันดับหนึ่งกลับมองดูการต่อสู้ตรงหน้าด้วยแววตาเหยียดหยามไม่เปลี่ยนแปลง


    "หึ!! คิดจะใช้จำนวนเข้าข่มงั้นรึ!!?"


    ชายหนุ่มนามกลางเยว่แค้นเสียงในจมูกอย่างไม่เกรงกลัว หลังจากนั้นเขาก็ชูดาบที่ลุกท่วมด้วยเปลวเพลิงขึ้นเหนือศีรษะและตะโกนขึ้นเสียงดังว่า


    "วิชาดาบเพลิง"


    "คลื่นดาบเพลิงสะบั้นเมฆา!!"


    หลางเยว่ฟาดฟันดาบที่ชูขึ้นเหนือศีรษะลงมาอย่างรวดเร็วปรากฎเป็นคลื่นดาบทรงจันทร์เสี้ยวที่ลึกท่วมไปด้วยเปลวเพลิงพุ่งเข้าปะทะกับศรเปลวเพลิงของหลินลู่เฟยจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว


    "เด็กคนนี้ไม่เลวเป้นการใช้ทักษะยอดเยี่ยม สมกับเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับ 7 ยอดเยี่ยมจริง ๆ 


    "ชายชรากล่าวชื่นชมหลางเยว่ออกมาด้วยแววตาชื่นพลางจ้องมองการต่อสู้ตรงหน้าด้วยความสนใจ


    ตู้ม ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ!!!


    เสียงการโจมตีของทั้งสองเข้าปะทะกันอยู่หลายลมหายใจและดูเหมือนว่าพลังของทั้งสองจะสูสีกันไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ แต่ฉินหยางและเสวี่ยอวี๋ที่ยืนชมการประลองอยู่ไม่ได้คิดเช่นนั้น


    "เจ้าหลินลู่เฟยจอมอวดดีนั่นกำลังจะพ่ายแพ้แล้ว หึ!! ดีเหมือนกันให้มันสำนึกซะบ้างเที่ยวดูถูกเหยียดหยามผู้อื่นไปทั่ว โดนซะบ้างก็ดี"


    เสวี่ยอวี๋กล่าวอแกมาด้วยน้ำเสียงสะใจ 


    "อื้ม ดูท่าแล้วเขาคงต้านไว้ได้อีกไม่เกินสิบลมหายใจแต่นั่นไม่ได้สำคัญอะไรกับข้า คนที่ทำให้ข้าประหลาดใจกลับเป็นเด็กหนุ่มคนนั้นเสียมากกว่า" 


    ฉินหยางส่งกระแสเสียงพูดคุยกับเสวี่ยอวี๋พลางปรายตามองไปยังหลางเยว่เล็กน้อยและเอ่ยต่ออีกครั้งว่า


    "ดูเหมือนเด็กหนุ่มคนนี้จะยังไม่ได้เอาจริงเลยเสียด้วยซ้ำ เขายังคงเก็บงำพลังบางส่วนเอาไว้อยู่"


    ดวงตาของฉินหยางมีประกายสีเหลืองทองสว่างวาบขึ้นจาง ๆ ก่อนจะหายลับไป


    ในตอนนี้การโจมตีของทั้งสองยังคงปะทะกันอย่างสนั่นหวั่นไหวแต่คนที่ดูเหมือนจะเหนือกว่าอย่างหลินลู่เฟยในตอนนี้กลับมีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีเท่าใดนัก คิ้วของเขาเริ่มขมวดเเน่น


    "นะ..นี่มัน..มันเป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร ข้าผู้นี้กำลังจะพ่ายแพ้เด็กบ้านนอกอย่างมันงั้นรึ?"


    หลินลู่เฟยสบถออกมาอย่างไม่อยากยอมรับความจริง เขากำหมัดแน่นด้วยความไม่ยินยอม แต่ในระหว่างที่เขากำลังจะต้านทานการโจมตีที่ถาโถมเข้ามาไม่ไหวและพ่ายแพ้อยู่นั้นก็เหมือนเขาจะฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้อย่างกระทันหัน


    "เจ้าบังคับให้ข้าต้องทำเช่นนี้เองนะ"


    เขากล่าวกับตัวเองในใจและยกยิ้มมุมปากชั่วร้ายก่อนจะล้วงมือเข้าไปหยิบอะไรบางอย่างภายในอกเสื้อออกมาและดีดสิ่งของดังกล่าวไปทางด้านหน้าปะทะเข้ากับการโจมตีของทั้งสองที่ยังคงโจมตีอยู่ต่อเนื่องจนสลายหายไปราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น


    เห็นดังนั้นหลินลู่เฟยก็ยกยิ้มพึงพอใจออกมาอีกครั้งก่อนจะรีบหยิบของอีกชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อและกลืนมันเข้าไปทันที การกระทำของเขานั้นรวดเร็วเป็นอย่างมากแทบจะไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น


    แต่นั่นไม่ใช่กับฉินหยางเขามองเห็นการกระทำต่าง ๆ ของหลินลูาเฟยอย่างเด่นชัด เขาหรี่ตาแคบลงจ้องมองการกระทำของหลินลูาเฟยตรงหน้าด้วยสีหน้ามืดทะมึนในทันที


    ในขณะนั้นเองจู่ ๆ หลางเยว่ที่เหมือนจะเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบในการต่อสู้มาตลอดก็หยุดชะงักลงและเผยสีหน้าราวกับไม่เข้าใจออกมา แต่ในจังหวะที่เขากำลังงุนงงและไม่เข้าใจในสถานการณ์อยู่นั้นเอง


    ตู้มมมม !!!


    เขาถูกการโจมตีของหลินลู่เฟยโจมตีเข้าอย่างจังจนเขาต้องกระเด็นลอยออกไปไกลหลายจั้งอย่างไม่อาจทรงตัวได้....




    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิเพลิงทะยานสวรรค์ ที่คุณอ่าน