เมื่อทั้งสองคนมาถึงสถานที่จัดการสอบคัดเลือกเข้าศึกษา ก็พบว่ามีฝูงชนมารวมตัวกันจนแน่นขนัดไปหมด ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยต่างพากันล้อมวงกอดลูกหลานร่ำไห้ด้วยความตื้นตัน
“มันจะเกินจริงขนาดนี้เลยเหรอวะ” หวังเฉียงมองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ
พ่อแม่ของเขาแทบไม่สนใจว่าเขาจะสอบติดสถาบันการศึกษาระดับสูงหรือไม่ ดังนั้นในวันสำคัญแบบนี้ เขาจึงเดินทางมาพร้อมกับหลินหาน
หลินหานอธิบาย “การสอบคัดเลือกเข้าศึกษามันคือโอกาสเปลี่ยนชีวิตเลยนะ เด็กจากครอบครัวยากจนตั้งมากมายต่างรอคอยที่จะใช้การสอบครั้งนี้เพื่อพลิกชะตากรรม”
“ฐานะทางบ้านของนายดีขนาดนั้น คุณอาทั้งสองคงให้ความสำคัญกับธุรกิจมากกว่า อีกอย่าง อาชีพของนายก็อาจจะไม่ตรงกับที่พ่อคาดหวังไว้ เลยกึ่ง ๆ ปล่อยวางแล้วละ เพราะสำหรับนายแล้ว อย่างแย่ที่สุดก็ยังสืบทอดกิจการครอบครัวได้ไม่ใช่เหรอ”
ฟังคำของหลินหานแล้ว หวังเฉียงก็พูดขึ้นอย่างครุ่นคิดว่า “ฉันเป็นแบบนี้แล้ว ถ้าฉันยังเข้าร่วมการสอบคัดเลือกเข้าศึกษา มันจะดูไม่ยุติธรรมสำหรับพวกเขาหรือเปล่านะ”
หลินหานกลอกตา ผลักหวังเฉียงไปข้างหน้า “นายช่วยมียางอายหน่อยได้ไหม รีบเดินเข้าไปข้างในเถอะ วันนี้จะให้นายน้อยผู้ร่ำรวยได้ลิ้มรสความพ่ายแพ้ให้เต็มที่เลย”
หวังเฉียงรีบขอโทษทันที “หลินหาน นายอย่าแกล้งฉันสิ ฉันยอมรับผิดแล้วก็ได้ โอเคไหม”
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังหยอกล้อกัน เสียงที่ทั้งคู่แสนเกลียดชังก็ดังขัดขึ้นมา
“โอ้โห! นี่ไม่ใช่รุ่นพี่หลินหาน อัจฉริยะอันดับหนึ่งผู้ใช้อาชีพผู้สังเวยประจำโรงเรียนเราหรอกเหรอ”
ได้ยินเสียงนี้ ทั้งสองคนต่างรู้สึกเอือมระอา “เกาชง ไอ้ตัวน่ารำคาญนี่ ทำไมถึงมีมันอยู่ทุกที่เลยนะ”
หลินหานไม่อยากสนใจ ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญของการสอบคัดเลือกเข้าศึกษา เขาจึงไม่อยากสร้างเรื่องที่นี่ ทว่าหากในวันข้างหน้าเจอเกาชงในดันเจี้ยน หลินหานก็ไม่รังเกียจที่จะทำให้หมอนี่หายไปจากโลกนี้ตลอดกาล
“อันดับหนึ่งของโรงเรียนอารมณ์ร้ายชะมัด ถึงกับไม่ยอมเสวนาด้วย ดูท่าว่าการปลุกพลังได้อาชีพสายฮีลเนี่ยมันวิเศษจริง ๆ เลยนะ” เกาชงหัวเราะเสียงดัง
บรรดาลูกน้องรอบตัวต่างก็หัวเราะครืนตาม การได้เห็นอดีตอันดับหนึ่งตกต่ำลงมาอยู่ในสภาพนี้เป็นเรื่องสนุกอย่างยิ่งสำหรับพวกเขา
“เกาชง แกต้องการอะไรกันแน่” หวังเฉียงทนไม่ได้ที่คนพวกนี้หัวเราะเยาะเพื่อน สนิท จึงตวาดกลับ “เกาชง ไม่รู้ว่าเมื่อก่อนใครกันแน่ที่เรียกพี่หาน ๆ ตอนนี้แค่เขาปลุกพลังได้อาชีพไม่ตรงกับที่คิดไว้ จำเป็นต้องตามระรานไม่เลิกขนาดนี้เลยเหรอ ถ้าปากเหม็น ๆ ของแกหุบไม่ได้ ฉันจะพิจารณาช่วยปิดให้เอง!”
“หวังเฉียง แกจะปกป้องไอ้ขยะนั่นไปเพื่ออะไรวะ” เกาชงล้วงกระเป๋าทั้งสองข้าง เดินอาด ๆ ตรงเข้าไปในสนามสอบ
“เรื่องของฉัน ตอนสอบคัดเลือกเข้าศึกษาอยากลองมาสู้กับฉันสักตาไหมล่ะ” น้ำเสียงของหวังเฉียงแข็งกร้าว ไร้การไว้หน้าเกาชง
“หวังเฉียง อะไรกัน แกคิดว่าฉันไม่รู้ขีดความสามารถของแกหรือไง” เกาชงแค่นหัวเราะ “ถึงตอนนี้แกจะเลเวลสิบแล้ว แต่สุดท้ายแกก็แค่คลาส 1 ตอนนี้ฉันมีความแข็งแกร่งระดับคลาส 2 แล้ว แกคิดเหรอว่าถ้าเผชิญหน้ากับฉันแล้วจะมีโอกาสชนะ!”
“บอกให้รู้ไว้เลยนะว่า เป้าหมายของฉันในครั้งนี้คืออันดับหนึ่ง และแกก็เป็นได้แค่บันไดให้ฉันเหยียบขึ้นไปเท่านั้น! อีกอย่าง อย่าลืมคำที่ฉันเคยพูดไว้ล่ะ เป้าหมายจริง ๆ ของฉันคือหลินหาน ฉันจะยื่นเรื่องขอท้าสู้กับมัน!”
คลาส 2!?
หวังเฉียงใจหายวาบ ไอ้หมอนี่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนเป็นคลาส 2 แล้วจริง ๆ ด้วย!
ต้องโชคดีขนาดไหนถึงหาสนามทดสอบเปลี่ยนคลาส 2 ภายในเมืองได้ ถ้าเป็นคลาส 2 จริง ๆ ตัวเขาก็ไม่มีโอกาสเอาชนะเกาชงได้ แต่ถ้าเป็นหลินหานละก็ น่าจะไม่ใช่ปัญหา
“หลินหาน แกเตรียมตัวโดนฉันขยี้ได้เลย!” เกาชงแค่นเสียงในลำคอ จากนั้นก็เดินเข้าสู่สนามสอบท่ามกลางการห้อมล้อมของกลุ่มลูกน้อง
หลินหานไม่ได้ใส่ใจคำพูดเหล่านั้น เขาบอกหวังเฉียงว่า “ไปเถอะ พวกเราก็ควรเข้าไปได้แล้ว”
เมื่อมาถึงทางเข้า หลังยื่นบัตรประจำตัวผู้สอบเรียบร้อย ทั้งสองก็เข้ามารอในพื้นที่
บรรยากาศสนามสอบคัดเลือกเข้าศึกษาทั้งหมดดูคล้ายกับโคลอสเซียมประลองเป็นตายของโรมันโบราณ แผ่แรงกดดันเข้มข้น และบนอัฒจันทร์ตำแหน่งสูงสุดคือเหล่าผู้ประเมินที่ถูกส่งมาจากสถาบันการศึกษาระดับสูงต่าง ๆ
“ได้ยินว่าผู้เข้าสอบรุ่นนี้ไม่เลวเลยนะ” ชายชราผมขาวคนหนึ่งหรี่ตามองทั่วสนาม “ดูท่าครั้งนี้จะได้ผลเกี่ยวเก็บที่น่าพึงพอใจทีเดียว”
“หวังว่าครั้งนี้จะมีสักสองสามคนที่ทำให้คนแก่อย่างฉันทึ่งได้บ้าง ไม่อย่างนั้นพวกเราคงเดินทางมาเสียเที่ยวเปล่า” ชายชราอีกคนกล่าว
“สถานที่เล็ก ๆ อย่างเมืองฮุยเยว่จะสร้างบุคลากรเก่งกาจอะไรได้ แค่มีอาชีพสายต่อสู้คลาส 2 สักไม่กี่คนก็ถือว่าหรูหราแล้ว พวกเราก็แค่มาทำตามพิธีเท่านั้นแหละ ต่อให้พวกเราไม่เอา สถาบันห่วย ๆ บางแห่งก็คงรับพวกเขาไปเอง” ผู้ประเมินที่อายุน้อยกว่าพูดอย่างดูแคลน
เขาไม่เคยคิดจะมาหาเพชรในตมจากเมืองเล็ก ๆ แบบนี้ การมาที่นี่เป็นเพียงภารกิจที่สถาบันมอบหมายให้เท่านั้น ส่วนจะพบเพชรหรือไม่ ย่อมไม่ใช่เรื่องสำคัญ
ในฐานะสถาบันการศึกษาระดับท็อปในเมืองหลวง เงื่อนไขการรับนักเรียนย่อมเข้มงวดสุดขีด ต่อให้รับนักเรียนไม่ได้ ก็เป็นปัญหาของตัวเด็กเอง ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบัน
“อย่าพูดแบบนั้นสิ ถึงว่าล่ะทำไมฉันถึงเกลียดพวกนายที่สุด พวกบ้าทฤษฎีที่ชอบใช้คำหรูหรา โชคดีจริง ๆ ที่ตอนนั้นฉันไม่ได้เข้าสถาบันของพวกนาย” คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หัวเราะ
“อะไรกัน สถาบันของพวกคุณมันดีนักหรือไง กลุ่มผู้หญิงที่เกาะกลุ่มกันเพื่อความอบอุ่น ถ้าฉันเป็นผู้บริหารเมืองหลวง ฉันจะสั่งยุบสถาบันของพวกคุณเป็นอย่างแรกเลย!” ผู้ประเมินหนุ่มรู้สึกไม่พอใจ จึงเริ่มเปิดศึกโต้เถียงทันที
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังจะเปิดศึกน้ำลาย ชายชราผมสีเหลืองอ่อนคนหนึ่งก็พูดขึ้นว่า “พอได้แล้ว ข้างล่างยังมีเด็ก ๆ มองอยู่ตั้งเยอะ ช่วยรักษาภาพลักษณ์หน่อยได้ไหม”
“ถ้าอยากจะตีกัน เดี๋ยวคนแก่อย่างฉันจัดลานประลองให้ พวกนายอยากจะสู้กันแค่ไหนก็ได้ ต่อให้สู้กันจนตายก็ไม่มีใครว่า”
สิ้นคำพูด ทั้งสองคนที่กำลังจะเถียงกันก็เงียบกริบทันที
“ดูเหมือนว่าเวลาจะใกล้ถึงแล้ว ควรประกาศเริ่มได้แล้วละ”
...
ทันใดนั้น เสียงระฆังก็ดังกังวานขึ้นเหนือสนามประลอง เป็นสัญญาณเตือนว่าการสอบกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ชายวัยกลางคนคนหนึ่งก้าวขึ้นมายืนบนสนามประลอง ประกาศเสียงดัง
“เหล่านักเรียนทุกคน บัดนี้ถึงเวลาของการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาประจำปีอีกครั้ง การสอบครั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดว่า พวกเธอจะได้เข้าเรียนในสถาบันการศึกษาแบบไหน”
“หวังว่าทุกคนจะตั้งใจกับการสอบ แสดงความสามารถทั้งหมดที่มีออกมา หากคิดจะซ่อนพละกำลังไว้ เหล่าผู้ประเมินจะมองไม่เห็นนะ!”
“ต่อไป ฉันจะอธิบายกฎการประลอง สามารถใช้ไอเทมและอุปกรณ์ได้ตามต้องการโดยไม่มีข้อจำกัด ขอให้แสดงความสามารถที่แข็งแกร่งที่สุดออกมาก็พอ”
“แน่นอนว่า ยาต้องห้ามบางชนิดไม่อนุญาตให้ใช้ ทุกคนสามารถเลือกคู่ต่อสู้ได้ตามใจชอบ หากไม่เลือกจะใช้วิธีจับฉลากตัดสิน ผู้ชนะในท้ายที่สุดจะได้รับรางวัลอย่างงาม!”
“บัดนี้ ฉันขอประกาศว่า การประลองเริ่มต้นขึ้นได้!”