ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 80 เจ้าไม่คู่ควร

            เสียงของอาวุโสฮูจินดังขึ้นเหนือหัวผม

            “เกิดอะไรขึ้นหลานข้า”

            แกลอยตัวลงมาแทบจะทันทีเมื่อเห็นผมทรุดลงเข่าติดพื้น

            และใช่! ผมรู้ว่าท่าทางตัวเองมันดูผิดปกติ

            แต่เอาเข้าจริง ถ้าคนไม่เคยผ่านเหตุการณ์นี้มาก่อนก็คงไม่มีใครเข้าใจหรอกว่ามันรู้สึกยังไงเวลาจุดตันเถียนในร่างมันเหมือนจะระเบิดออกจากกันอยู่ทุกขณะ

             

            “พี่หลิวตอนนี้กำลังเลื่อนระดับพลังฝึกปรือขอรับน้ารอง”

             

            “เลื่อนระดับฝีมือหลังจากจบการแข่งขัน?

            คนอะไรดวงมันจะดีถึงเพียงนี้..!

            หากเมื่อครู่เจ้าทนได้อีกสักห้าอึดใจ เจ้าย่อมชนะมันแน่..”

            คิ้วของตาแก่โสฮูจินขมวดแน่นเข้าหากันเป็นปมเมื่อเห็นอาการของผม

            แต่เสียงอธิบายที่ดังขึ้นหลังจากนั้นผมแทบไม่ได้ยิน

            เพราะตอนนั้น..

            ผมกำลังจมอยู่ในคลื่นความเจ็บปวดที่ไม่เคยชินเสียที

             

            จุดตันเถียนของผม.. มันปวดระบมจนแทบอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้

            รู้แค่ว่า.. ถ้ามีใครมาถามตอนนั้นว่ารู้สึกเหมือนกับอะไร ผมก็คงตอบไปตรง ๆ ว่ามันเหมือนมีใครใช้เท้าเหยียบแผลสดที่ท้องซ้ำ ๆ อยู่ไม่หยุด

            ช่วงเลื่อนระดับพลังแม้จะเป็นสิ่งที่จอมยุทธ์ทุกคนถวินหา

            แต่มันก็แลกมาด้วยความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วจุดตันเถียน

            พลังปราณสายใหม่ที่หนาแน่นขึ้นกำลังทะลักจากจุดตันเถียนออกมา ราวกับน้ำป่าที่พยายามเจาะแนวเขื่อน

            ทุกอย่างในตัวของผมกำลังตึงเครียด ต้องใช้จิตช่วยผลักดันทำให้ระดับพลังสายใหม่เข้ากันให้ได้กับเส้นปราณของผม

            ผมต้องคอยใช้จิตนำพาพลังเหล่านั้นไหลผ่านเส้นปราณของตัวเองอย่างช้า ๆ

            กระบวนการนี้ไม่มีทางลัด..

            และไม่ว่าพรสวรรค์ของใครจะสูงแค่ไหน มันก็เจ็บปวดไม่ต่างกันเท่าไหร่

            ที่ต่างกัน..

            คงจะมีแค่ว่า..

            ใครจะเข้าใจพลังที่เพิ่มขึ้นได้มากกว่ากัน

             

            “พักสนามประลองอย่างไม่มีกำหนด!”

            เสียงของอาวุโสฮูจินดังก้องเหนือหัวผมอีกครั้ง

             

            ผมยังจมอยู่ในภวังค์ รู้เพียงว่ารอบกายเงียบลงกะทันหัน..

            เงียบจนน่าประหลาด..

            แม้กระทั่งเสียงฝีเท้าหรือเสียงพูดคุยเบา ๆ ก็ไม่มีหลุดลอดออกมาเลยสักแอะเดียว

            สัญชาตญาณบอกผมได้ทันที..

            คนทั้งสนามกำลังจับจ้องมาที่ผม

            ตอนนั้นคงไม่มีใครกล้าลุกเดิน ไม่มีใครแวะเข้าห้องน้ำ ไม่มีแม้แต่เสียงกระซิบ ทุกคนกำลังรอดูสิ่งเดียวกัน...

            ว่าไอ้หลิวเจี้ยนคนนี้..

            จะใช้เวลานานแค่ไหนในการทะลวงจากขั้นต้นไปขั้นกลางของระดับสัมผัสสรรพวิถี

            ไม่แน่..

            อาจมีใครบางคนกำลังแช่งผมอยู่ก็เป็นไปได้..

             

            และใช่..

            ผมเองก็รู้ ว่าระยะเวลาในการเลื่อนระดับไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ

            เพราะยิ่งนาน..

            ก็ยิ่งหมายถึงพลังปราณที่ผมแบกรับอยู่มันมากมายขนาดไหน

            นั่นแหละ..

            คือตัวชี้วัดพรสวรรค์ที่แท้จริงของโลกยุทธภพใบนี้

            เป็นข้อแตกต่างของพลังสถิตร่างของแต่ละคน

            ว่าระดับไหนคือระดับไหนจากพลังปราณที่อยู่ในตัว

             

            แม้จะเคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วหลายครั้ง

            แต่ผมก็ยังไม่ชินเสียทีในทุกครั้งที่สัญญาณการเลื่อนระดับเดินทางมาถึง

            เพื่อไม่ให้เสียสมาธิ..

            ผมตัดขาดการรับรู้รอบกายทั้งหมด ปิดหู ปิดตา ปิดทุกอย่าง เหลือเพียงจิตที่มุ่งหน้ากรุยทางให้พลังปราณสายใหม่ได้ไหลเวียนอย่างเป็นระบบ

            ปราณสีครามและสีชาดไหลไปตามเส้นปราณตามที่ผมกำหนดทีละนิด

            ไม่เร่ง ไม่ดัน แต่ค่อย ๆ ให้มันคุ้นชินกันเองกับทางเดินพลังของร่างนี้

            เมื่อสองสีแรกไหลเวียนครบทุกเส้นแล้ว คราวนี้ก็ถึงตาของปราณมาศที่ยังพล่านไม่หยุด

            จุดตันเถียนของผม..

            ถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพ ก่อนหน้านี้มันก็แค่บ่อน้ำเล็ก ๆ ที่พอมีปลาว่ายเล่นได้บ้าง

            แต่ตอนนี้มันกลายเป็นลำธารเชี่ยวกรากที่เต็มไปด้วยพลังที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

            พลังที่มากกว่าที่ผมเคยมีหลายเท่าตัว..

             

            สำหรับผมในตอนนั้น..

            ผมไม่รู้ว่าใช้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน

            แต่เมื่อเส้นปราณและพลังในตัวผมปรับตัวเข้าหากันได้อย่างสนิทสนมแล้ว

            ผมจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น

            และภาพแรกที่ผมเห็นคือคนของตระกูลซุน พร้อมกับเจ็ดมงกุฎทั้งหก ยืนล้อมผมอยู่

             

            “อย่างไรเล่าเกลอ..

            รู้สึกเช่นไร”

            เสียงแรกที่ได้ยินหลังลืมตาออกจากสมาธิก็คือเพื่อนรักของผมเอง

            ขนรุงรังเป็นบ้า..

            มันเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นผมหลุดจากภวังค์ คล้ายกับรอเวลานี้มานานแล้ว

             

            “สุดยอดไปเลยพวก..”

            ผมยิ้มออกโดยไม่รู้ตัวทั้ง ๆ ที่เหงื่อยังโชกเต็มหน้า

            ผมรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าตัวเองตอนนี้ไม่ใช่หลิวเจี้ยนคนเดิมที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าอีกต่อไปแล้ว

            ผมหันไปมองแขนทั้งสองข้างของตัวเองอย่างละเอียด

            ไม่ใช่ว่ามีอะไรเปลี่ยนไปภายนอกหรอกนะ แต่ความรู้สึกในตอนนั้นมันต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ราวกับว่าข้างในแขนพวกนี้บรรจุอะไรบางอย่างที่เหนือกว่าที่เคยเป็น

            ผมแน่ใจเลยว่าถ้าต้องประลองกับหม่าชุนเฟิงอีกครั้งในตอนนี้..

            ผมน่าจะเอาชนะเขาได้แบบไม่ต้องมานั่งคิดหาวิธีรับมือให้วุ่นวายเหมือนตอนก่อนหน้า

            แค่พละกำลังล้วน ๆ ก็เพียงพอแล้ว

             

            แต่เมื่อได้ระดับพลังใหม่..

            ก็คงต้องลองอะไรเดิม ๆ ดูว่าทำได้ดีแค่ไหน

            พรึ่บ...พรึ่บ...พรึ่บ...

            ผมลองเรียกปราณธาตุอัคคีขึ้นมา แล้วสั่งให้มันดับ.. แล้วก็เรียกใหม่อีกครั้ง สลับไปมาแบบนั้นหลายรอบ

            สิ่งที่รู้สึกได้ทันทีคือความแตกต่าง

            มันเชื่อฟังง่ายกว่าก่อนมาก จิตผมแค่ขยับ ปราณก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที ไม่มีอาการหน่วงหรือสะดุดเหมือนแต่ก่อนเลย

            เวลาเครื่องยนต์ได้ถ่ายน้ำมันเครื่องที่ดีและแพงกว่าก็น่าจะมีความรู้สึกแบบนี้ล่ะมั้ง..

            มันทำให้ผมรู้สึกปลอดโปร่งมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก

             

            “หากทะลวงเสร็จก็รีบลงจากสนามประลองไป..

            อยากลองอะไรก็ให้ไปลองที่อื่น นี่เกินเวลาประลองในคู่สุดท้ายของรอบเช้ามานานมากแล้ว”

            ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตาแก่ฮูจินไปโดนแตนต่อยมาหรือไม่ทราบ

            ก็รู้อยู่หรอกว่าตอนนี้ผมโคตรจะเกะกะ

            แต่ให้เวลาคนเขาดีใจหน่อยไม่ได้หรือยังไง..

            ปัดโถ่..

             

            แต่ก็เขาใจเข้าได้อยู่เหมือนกันนะ..

            เพราะผมเพิ่งชนะความหวังเดียวที่มีอยู่ของตระกูลฮูลงไปได้

            ยังไม่พอ..

            ยังมานั่งโชว์การเลื่อนระดับหน้าตาเฉยอีก..

            เขาต้องมีความลำเอียงรักหลานบ้างแหละน่า..

            ว่าไหม..

             

            หลังจากทุกคนลงจากเวที ผมเองก็เดินลงมาเงียบ ๆ แบบไม่คิดจะทำตัวเด่นอะไรอีก

            แต่เอาเข้าจริง ต่อให้ผมอยากเงียบ คนทั้งสนามก็ดันไม่ยอมเงียบตามเสียอย่างนั้น

            ระหว่างที่พวกช่างซ่อมสนามกำลังรีบจัดการให้ลานประลองกลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิม เสียงพูดคุยทั่วทั้งสนามกลับไม่ได้พูดถึงสองคนที่กำลังจะขึ้นประลองเลยแม้แต่น้อย

            ทั้งที่คนทั้งสองคนนั้นก็ล้วนมาจากตระกูลห้าเสาหลักเหมือนกันแท้ ๆ

            แต่สิ่งที่ผมได้ยินจากรอบทิศ...

            กลับมีแต่ชื่อของผมเซ็งแซ่ไปทั่วสนามซะอย่างนั้น

            พวกเขากำลังพูดถึงการทะลวงระดับที่ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงของผม ว่ามันหมายถึงพลังปราณที่มากขนาดไหน แล้วถ้าหากในอนาคตผมต้องเลื่อนขึ้นไปอีกระดับ

            มันจะน่ากลัวแค่ไหนกันเชียว

            ความรู้สึกที่แผ่ซ่านอยู่ในอากาศมีทั้งความชื่นชม ความคาดหวัง และใช่.. บางสายตาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความหวาดเกรงแล้วเหมือนกัน

             

            “การประลองสายบนรอบสี่คนสุดท้าย คำรบสอง!!

            อุสางิซากิแห่งบ้านตระกูลศศะ ปะทะ ตงเสวี่ยซานแห่งบ้านตระกูลปีกมังกร!!

            ข้าให้เวลาพวกเจ้าหกสิบชั่วลมหายใจในการขึ้นมาบนสนาม”

            เสียงของตาแก่ฮูจินขี้หงุดหงิดยังคงดังชัด

            แต่คราวนี้ผมไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่นัก เพราะยังคงรู้สึกได้ถึงคลื่นพลังที่สั่นสะเทือนอยู่ในร่างตัวเองอย่างจาง ๆ อยู่เลย

            ผมหันสายตาไปมองเวทีอีกครั้ง

            ทั้งยัยซากิและไอ้เสวี่ยซานตอนนี้ยืนพร้อมอยู่บนเวที

            พวกเขาขึ้นเวทีด้วยสีหน้าคนละแบบ

            แต่อย่างน้อยก็ไม่มีใครเสียเวลาเหมือนบางคนก่อนหน้านี้ (แหะ ๆ ผมเองนั่นแหละ)

             

            ตงเสวี่ยซานวันนี้ก็ยังเหมือนเดิม..

            เย็นชา จองหอง และไม่คิดจะมองใครเท่าเทียมมันเลยแม้แต่น้อย

            ทั้งที่อุสางิซากิก็เป็นลูกหลานของตระกูลห้าเสาหลักเหมือนกัน แถมยังมีสถานะว่าที่ผู้นำตระกูลซะด้วยซ้ำ

            ต่างจากตงเสวี่ยซานที่แค่ได้รับการเลื่อนขั้นจากเกล็ดเงินเป็นเกล็ดทองเท่านั้น

            ไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตพ่วงท้ายเหมือนยัยนั่น

            แถมสายตาที่หมอนั่นใช้มองเธอกลับเต็มไปด้วยความดูแคลน แบบที่ใครเห็นก็รู้ว่าเขาไม่ยอมรับในตัวเธอเลยแม้แต่นิด

             

            ส่วนทางอุสางิซากิ..

            วันนี้เธอไม่ได้มีแววตานิ่งเฉยเหมือนปกติ

            ดวงตาคู่นั้นกลับมีความโกรธแฝงอยู่ชัดเจน

            อาจเป็นเพราะตงเสวี่ยซานมองเธอแบบนั้น..

            หรือไม่ก็..

            ยังโกรธที่คิมบีโฮหักหน้าเธอเมื่อสองวันก่อนอยู่..

            โดยเฉพาะที่ตอนนี้..

            ที่คนทั้งอัฒจันทร์ต่างพูดเรื่องของเธอเมื่อสองว่ากันแบบไม่ไว้หน้า

            ผมไม่แปลกใจเลยที่เธอจะโกรธขนาดนี้

            เพราะในสถานการณ์แบบนี้..

            มีแค่สิ่งเดียวที่คนอย่างเธอจะทำได้..

            คือระบายมันทั้งหมดลงไปในสนามประลอง

             

            เสียงของอาวุโสฮูจินดังขึ้นรวบรัดชัดถ้อยชัดคำ

            “วันนี้ไม่ต้องกล่าวอะไรมากความ เดี๋ยวจักเลยเวลามากไปกว่านี้!

            ข้าให้เวลาหยิบศาสตราออกมาห้าชั่วลมหายใจเข้าออกและรอสัญญาณจากข้า!”

             

            ช่าย..ช่าย.. ผมรู้..

            ตาแก่นั้นกำลังพูดเหน็บผมอยู่..

            แต่ว่าก็ว่าเถอะ!!

            เขาจะผูกใจอะไรกับผมกันนักกันหนา..

            ใครใช้ให้ผมต้องมาเจอกับหลานเขาล่ะ!!

             

            ยัยซากิหยิบพัดหยกออกมาตามคำสั่งของอาวุโสฮูจินโดยไม่รีรอ

            สีหน้าของเธอยังคงนิ่งแต่ในแววตามีเปลวเพลิงบางอย่างลุกวาบขึ้นเล็กน้อย

            แต่ตงเสวี่ยซานกลับทำตรงข้ามโดยสิ้นเชิง..

            หมอนั่นยังคงยืนนิ่ง มือไพล่หลังราวกับกำลังเหม่อลอย เหมือนไม่ได้ยินแม้แต่คำของอาวุโส

            แน่นอน..

            ผมไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับท่าทางของหมอนั่นเลย

            เพราะถ้าย้อนดูทุกครั้งที่มันขึ้นเวที ตงเสวี่ยซานก็ไม่เคยใช้อาวุธอะไรทั้งนั้น ใช้แต่มือเปล่าล้วน ๆ ตบคู่ต่อสู้ทุกคนจนหมอบคลานมาตลอด

            สำหรับมัน..

            ครั้งนี้ก็ไม่ต่าง

            ราวกับบอกว่าคู่ต่อสู้ของมันทุกคนที่ผ่านมารวมถึงซากิ..

            ไม่มีใครคู่ควรให้มันเอาจริงเลยแม้แต่น้อย

             

            “หากพร้อมแล้ว..

            การประลองคู่สุดท้ายของสายบนในรอบสี่คนสุดท้าย!

            เริ่มได้!”

            เสียงสัญญาณเริ่มศึกดังขึ้น พร้อมกับอากาศที่เหมือนจะกดทับลงเล็กน้อยแบบที่สัมผัสได้แม้จะนั่งอยู่ข้างสนาม

             

            ตงเสวี่ยซานก็ยังทำตัวเหมือนเดิม คือยืนอยู่กับที่ในท่าสบาย ๆ เหมือนไม่รู้จักคำว่าแรงกดดัน

            สายตามันยังคงมองยัยซากิ แบบว่าตนเองเหนือกว่าทุกกระเบียดนิ้ว ราวกับบอกว่าเธอไม่มีทางเทียบมันได้แม้แต่นิดเดียว

            ส่วนซากิก็ยังยืนนิ่งอยู่เช่นกัน..

            ถึงแม้ผมจะเห็นว่าความโกรธในแววตาเธอยังไม่จางไปเลย แต่เธอก็รู้ดีว่าการรุกเข้าไปโดยไม่คิดให้รอบคอบในตอนนี้

            อาจเป็นฝันร้ายได้ง่าย ๆ

            อย่างไรระดับวรยุทธ์ของอีกฝ่ายก็เหนือกว่าเห็น ๆ

             

            “อุสางิ..

            ซากิ..”

            หมอนั่นเอ่ยขึ้นก่อนเหมือนจะเปิดบทสนทนา

            แต่จากน้ำเสียงของมันก็รู้อยู่แล้วว่าไม่ได้มีเจตนาเป็นมิตรแม้แต่น้อย

            “เราใคร่รู้ยิ่งนักว่าด้วยเหตุผลใด..

            เจ้าถึงได้เลือกลงแข่งขันในปีนี้..

            ทั้ง ๆ ที่กับอีแค่ปราณธาตุ..

            เจ้ายังใช้ได้ไม่คล่องแคล่ว

            อายุอย่างเจ้า..

            ปีหน้าก็ยังสามารถลงแข่งขันได้สบาย ๆ แต่เหตุใดถึงเลือกที่จะเอาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลเจ้ามาถูกย่ำยีที่ศึกปัญจมิตรในปีนี้

            เราไม่เข้าใจ...

            เจ้าไม่กลัวทำให้อีกสี่ตระกูลที่เหลือเสื่อมเสียไปด้วยหรือ..

            โดยเฉพาะตระกูลตงของเรา..”

            ขนาดผมไม่ได้เป็นคู่ต่อสู่กับมัน และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลห้าเสาหลัก ตอนฟังผมยังรู้สึกเจ็บแทนยัยนั่นเลย

            ตงเสวี่ยซานนี่มันตงเสวี่ยซานจริง ๆ

            ยังหยิ่งและคำพูดก็ฟังดูคมดีไม่แผ่ว..

            น่าพามันไปพบหมอว่าไหม?

             

            “ชื่อเสียงตระกูลของข้ามันไม่ใช่กงการอะไรของเจ้า

            ชื่อเสียงของตระกูลเจ้าด้วยเช่นกัน..

            มันไม่ใช่อะไรที่ข้าต้องใส่ใจ...”

            น้ำเสียงของอุสางิซากิแข็งกร้าวอย่างไม่ปิดบัง

            ซึ่งผมก็พอจะเดาได้เลยว่าเบื้องหลังคำพูดของเธอซ่อนอะไรไว้บ้าง

             

            เธอรู้แน่นอนว่าตอนนี้คนรอบข้างนินทาเธอว่ายังไง

            ว่าทำไมถึงลงแข่งขันเร็วเกินไปทั้งที่ยังควบคุมปราณธาตุได้ไม่เต็มที่

            คนอื่นอาจจะคิดว่าเธอประมาท..

            แต่ผมรู้ว่าไม่ใช่

            ความจริงคือเธอไม่มีทางเลือก

             

            ผมได้รู้ข่าววงในมาจากโหวหวัง ว่าผู้นำตระกูลอุสางิ.. แม่ของเธอได้ตั้งเงื่อนไขเอาไว้

            ว่าถ้าผลการประลองในปีนี้ของเธอออกมาย่ำแย่ เธอจะถูกบังคับให้กลับบ้านตระกูลทันทีหลังศึกจบ

            และถ้าเธอกลับไป..

            เธอก็ไม่มีทางเดินตามชายที่เธอรักได้อย่างที่หวังไว้แน่ ๆ

             

            สำหรับซากิ..

            การลงแข่งปีนี้จึงไม่ใช่เรื่องของศักดิ์ศรี..

            แต่มันคือเส้นทางเดียวที่เธอจะรักษาเสรีภาพของตัวเองไว้ได้

            ดังนั้นเธอจึงต้องทำให้ดีที่สุด..

            ไม่ใช่เพื่อใคร..

            แต่เพื่อตัวของเธอเอง

             

            “แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องของเรา..”

            ผมเห็นมุมปากของตงเสวี่ยซานขยับช้า ๆ ก่อนจะกวาดมือซ้ายออกเป็นวงกว้างอย่างโอ่อ่า

            ท่าทีของมันดูสุขุมจนเกือบเรียกได้ว่าน่ารำคาญ

            “เจ้าไม่เข้าใจถึงความสำคัญของศึกในรุ่นมัธยุทธ์หรือ..

            ว่ามันมีไว้ด้วยซึ่งเหตุผลใด..

            มันมิได้มีไว้สร้างความบันเทิงให้ผู้คนเหล่านี้

            แต่มันมีไว้เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ชาวปัญจมิตร..

            ว่ารุ่นหลังของห้าตระกูลที่อยู่เหนือพวกมัน..

            มีสามารถพอที่จะปกครองอาณาจักรแห่งนี้สืบต่อไปได้หรือไม่...”

            น้ำเสียงของมันฟังดูราบเรียบ แต่ก็แฝงกดดันแบบแปลก ๆ

            ราวกับนักบวชผู้ยืนเทศน์อยู่บนยอดเขา ขณะที่ก้มมองคนอื่นที่อยู่ต่ำกว่าด้วยสายตาที่เฉยเมย

            มันไม่ใช่การพูดเพื่อสื่อสาร

            แต่มันคือการสั่งสอน

            “งานประลองนี้.. ที่จัดขึ้นทุกปี..

            มันทำให้ตระกูลทั้งห้ายังคงเป็นเสาหลักที่คอยค้ำอาณาจักรนี้ต่อไปได้

            มิใช่ที่เอาไว้ให้เจ้าเล่นสนุกเก็บประสบการณ์ไปวัน ๆ

            มันไม่ใช่ที่เด็กเล่น!”

            มือขวาของหมอนั่นค่อย ๆ ผายไปทางซากิ

            สายตาโดยเฉพาะใบหน้าสื่อไปในทางเดียวกันว่ามันไม่ได้ให้ค่าซากิเลยด้วยซ้ำ..

            ซึ่งเป็นสายตาแบบเดียวกันกับที่หม่าเฟยใช้มองซากิในวันที่สอบเข้าสำนักเมื่อแปดเดือนก่อน

            “หากเรื่องแค่นี้เจ้ายังไม่เข้าใจ..

            ภายภาคหน้าตระกูลอุสางิก็ไม่คู่ควรที่จะถูกเคารพบูชาในฐานะ 'ตระกูลห้าเสาหลัก' อีกต่อไป”

             

            มันพูดเบา ๆ จนผู้ชมคนทั่วไปไม่ได้ยิน..

            มีแค่พวกเราที่อยู่ในระดับสูงเท่านั้นที่จับน้ำเสียงหยามหมิ่นนี้ได้ถนัดถนี่

            และผมก็ไม่แปลกใจเลยที่แม่ของอุสางิซากิถึงลุกพรวดขึ้นมาจากเก้าอี้ในวินาทีถัดมา

            เธอตะโกนคำรามจนผมยังต้องละสายตาจากสนามประลองไปมองทางอัฒจันทร์ทางฝั่งนั้นแทน

             

            “สามหาว!!”

            เสียงกรีดร้องดังแหลมขึ้นมาจากบนอัฒจันทร์

            แม่ของซากิลุกพรวดขึ้นจากบัลลังก์ สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยโทสะ ราวกับพร้อมจะทะยานลงมาเล่นงานตงเสวี่ยซานด้วยตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด

            ผมไม่ได้แปลกใจเลยที่เห็นท่าทางนั้น..

            หมอนั่นพูดจาหยามเหยียดตระกูลอุสางิแบบจงใจขนาดนั้น ต่อหน้าต่อตาหัวหน้าตระกูล

            จะให้นั่งเฉยแล้วกลืนคำพวกนั้นลงคอได้ยังไง

            สายตาของอุสางิยูกิตอนนั้น ไม่ได้มองตงเสวี่ยซานเหมือนคนมองเด็กปากเสีย

            แต่มองเหมือนจะฟาดฟันศัตรูของทั้งตระกูลเลยด้วยซ้ำ

             

            “นั่งลง..ยูกิ!”

            เสียงของหญิงชราคนหนึ่งก็ได้ดังขึ้นมาแทรกกลางบรรยากาศตึงเครียด เป็นเสียงที่แหบพร่า คล้ายเสียงใบไม้เสียดสีกันในยามลมโชยเบา ๆ ฟังดูอ่อนโยนแต่กลับมีพลังควบคุมในที

            ผมหันไปมองตามเสียงโดยไม่ตั้งใจ แล้วก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะอายุสี่สิบกลาง ๆ นั่งอยู่บนบัลลังก์ที่สูงกว่าอุสางิยูกิ

            ผมเอนตัวถามโหวหวังจึงได้รู้..

            นั้นคือ อุสางิ ซึยุ แม่เฒ่ากระต่ายขาวแห่งสภาห้าผู้เฒ่า

            มีศักดิ์เป็นทั้งป้าของอุสางิยูกิ กับยายของอุสางิซากิ

             

            แต่พอหมอนั่นพูดออกมาแบบนั้น ผมกลับต้องยกนิ้วขยี้ตาแล้วมองไปทางแม่เฒ่ากระต่ายขาวอีกรอบ

            คำว่า 'ท่านป้า' กับ 'ท่านยาย' ดูไม่เข้ากับภาพของผู้หญิงคนนั้นเลย

            เพราะตามความจำของผม..

            ผมจำได้ว่าผู้เฒ่าที่อายุน้อยที่สุดในสภาห้าผู้เฒ่ายังอายุ 59 ปี

            แต่ตรงหน้าของผมนี่อะไร รูปลักษณ์ของเธอกลับดูอ่อนเยาว์อย่างเหลือเชื่อ

            ผมว่าเธอต้องซดพวกกลูต้าฯและคอลลาเจนหมดเป็นไห่แน่ทุกเช้า

             

            และตอนนี้แม่เฒ่าคนนั้นก็กำลังส่งสายตาเย็นเฉียบไปยังอุสางิยูกิ

            “แก่จนลูกสาวนมตั้งเต้าแล้ว.. เจ้ายังอารมณ์ร้อนเป็นสาวแรกรุ่นไปได้!

            เจ้าลืมสถานะของเจ้าแล้วหรือ..!!

            อุสางิ..ยู..กิ!”

             

            “แต่เจ้าเด็กแซ่ตงคนนั้นมันว่าร้ายถึงตระกูลอุสางิของเรา!

            ท่านจะให้ข้าไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยอย่างนั้นรึ!”

             

            “ที่ข้าบอกให้เจ้าหยุด..

            มิใช่เพื่อเจ้า..

            แต่เพื่อหลานสาวของข้าต่างหาก!”

            เสียงแม่เฒ่ากระต่ายขาวนั้นยังคงนิ่งเรียบ น้ำเสียงไม่มีแววโกรธเคือง

            มีเพียงแววตาที่คมกริบแบบที่คนผ่านโลกมาเกินครึ่งศตวรรษจะมีได้

            สายตาของเธอที่หันไปมองอุสางิซากิ..

            มันเต็มไปด้วยแววตาที่คาดหวังแบบไม่ต้องซ่อนให้ใครดู

            “ภายภาคหน้าอย่างไร..

            อย่างไร.. ซากิย่อมสืบต่อตำแหน่งของเจ้า..

            สำหรับคนอย่างนาง.. ที่เติบใหญ่มาด้วยความเคารพยกย่อง..

            มีพ่อที่ไม่ได้เรื่องคอยให้ท้าย มีแม่อย่างเจ้าคอยปลอมโอ๋..

            การที่ถูกตงเสวี่ยซานดูแคลนในวันนี้ นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีด้วยซ้ำ!

            ข้าอยากให้ตงเสวี่ยซานมันพูดแรงกว่านี้..

            ทำให้ซากิตรอมตรมกว่านี้..

            เพื่อตัวของซากิของข้า!

            เพื่อหลานสาวของข้า!!!”

            เธอทอดคำพูดสุดท้ายอย่างช้า ๆ ราวกับจงใจฝังมันลงกลางใจคนฟัง ก่อนจะตวัดสายตากวาดมองคนตระกูลอุสางิทุกคนบนอัฒจันทร์

            “ไม่มีคำสั่งของข้า..!

            ใครก็ห้ามสอดมือยุ่งเรื่องในครานี้!”

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน