เสียงของอาวุโสฮูจินดังขึ้นเหนือหัวผม
“เกิดอะไรขึ้นหลานข้า”
แกลอยตัวลงมาแทบจะทันทีเมื่อเห็นผมทรุดลงเข่าติดพื้น
และใช่! ผมรู้ว่าท่าทางตัวเองมันดูผิดปกติ
แต่เอาเข้าจริง ถ้าคนไม่เคยผ่านเหตุการณ์นี้มาก่อนก็คงไม่มีใครเข้าใจหรอกว่ามันรู้สึกยังไงเวลาจุดตันเถียนในร่างมันเหมือนจะระเบิดออกจากกันอยู่ทุกขณะ
“พี่หลิวตอนนี้กำลังเลื่อนระดับพลังฝึกปรือขอรับน้ารอง”
“เลื่อนระดับฝีมือหลังจากจบการแข่งขัน?
คนอะไรดวงมันจะดีถึงเพียงนี้..!
หากเมื่อครู่เจ้าทนได้อีกสักห้าอึดใจ เจ้าย่อมชนะมันแน่..”
คิ้วของตาแก่โสฮูจินขมวดแน่นเข้าหากันเป็นปมเมื่อเห็นอาการของผม
แต่เสียงอธิบายที่ดังขึ้นหลังจากนั้นผมแทบไม่ได้ยิน
เพราะตอนนั้น..
ผมกำลังจมอยู่ในคลื่นความเจ็บปวดที่ไม่เคยชินเสียที
จุดตันเถียนของผม.. มันปวดระบมจนแทบอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้
รู้แค่ว่า.. ถ้ามีใครมาถามตอนนั้นว่ารู้สึกเหมือนกับอะไร ผมก็คงตอบไปตรง ๆ ว่ามันเหมือนมีใครใช้เท้าเหยียบแผลสดที่ท้องซ้ำ ๆ อยู่ไม่หยุด
ช่วงเลื่อนระดับพลังแม้จะเป็นสิ่งที่จอมยุทธ์ทุกคนถวินหา
แต่มันก็แลกมาด้วยความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วจุดตันเถียน
พลังปราณสายใหม่ที่หนาแน่นขึ้นกำลังทะลักจากจุดตันเถียนออกมา ราวกับน้ำป่าที่พยายามเจาะแนวเขื่อน
ทุกอย่างในตัวของผมกำลังตึงเครียด ต้องใช้จิตช่วยผลักดันทำให้ระดับพลังสายใหม่เข้ากันให้ได้กับเส้นปราณของผม
ผมต้องคอยใช้จิตนำพาพลังเหล่านั้นไหลผ่านเส้นปราณของตัวเองอย่างช้า ๆ
กระบวนการนี้ไม่มีทางลัด..
และไม่ว่าพรสวรรค์ของใครจะสูงแค่ไหน มันก็เจ็บปวดไม่ต่างกันเท่าไหร่
ที่ต่างกัน..
คงจะมีแค่ว่า..
ใครจะเข้าใจพลังที่เพิ่มขึ้นได้มากกว่ากัน
“พักสนามประลองอย่างไม่มีกำหนด!”
เสียงของอาวุโสฮูจินดังก้องเหนือหัวผมอีกครั้ง
ผมยังจมอยู่ในภวังค์ รู้เพียงว่ารอบกายเงียบลงกะทันหัน..
เงียบจนน่าประหลาด..
แม้กระทั่งเสียงฝีเท้าหรือเสียงพูดคุยเบา ๆ ก็ไม่มีหลุดลอดออกมาเลยสักแอะเดียว
สัญชาตญาณบอกผมได้ทันที..
คนทั้งสนามกำลังจับจ้องมาที่ผม
ตอนนั้นคงไม่มีใครกล้าลุกเดิน ไม่มีใครแวะเข้าห้องน้ำ ไม่มีแม้แต่เสียงกระซิบ ทุกคนกำลังรอดูสิ่งเดียวกัน...
ว่าไอ้หลิวเจี้ยนคนนี้..
จะใช้เวลานานแค่ไหนในการทะลวงจากขั้นต้นไปขั้นกลางของระดับสัมผัสสรรพวิถี
ไม่แน่..
อาจมีใครบางคนกำลังแช่งผมอยู่ก็เป็นไปได้..
และใช่..
ผมเองก็รู้ ว่าระยะเวลาในการเลื่อนระดับไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ
เพราะยิ่งนาน..
ก็ยิ่งหมายถึงพลังปราณที่ผมแบกรับอยู่มันมากมายขนาดไหน
นั่นแหละ..
คือตัวชี้วัดพรสวรรค์ที่แท้จริงของโลกยุทธภพใบนี้
เป็นข้อแตกต่างของพลังสถิตร่างของแต่ละคน
ว่าระดับไหนคือระดับไหนจากพลังปราณที่อยู่ในตัว
แม้จะเคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วหลายครั้ง
แต่ผมก็ยังไม่ชินเสียทีในทุกครั้งที่สัญญาณการเลื่อนระดับเดินทางมาถึง
เพื่อไม่ให้เสียสมาธิ..
ผมตัดขาดการรับรู้รอบกายทั้งหมด ปิดหู ปิดตา ปิดทุกอย่าง เหลือเพียงจิตที่มุ่งหน้ากรุยทางให้พลังปราณสายใหม่ได้ไหลเวียนอย่างเป็นระบบ
ปราณสีครามและสีชาดไหลไปตามเส้นปราณตามที่ผมกำหนดทีละนิด
ไม่เร่ง ไม่ดัน แต่ค่อย ๆ ให้มันคุ้นชินกันเองกับทางเดินพลังของร่างนี้
เมื่อสองสีแรกไหลเวียนครบทุกเส้นแล้ว คราวนี้ก็ถึงตาของปราณมาศที่ยังพล่านไม่หยุด
จุดตันเถียนของผม..
ถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพ ก่อนหน้านี้มันก็แค่บ่อน้ำเล็ก ๆ ที่พอมีปลาว่ายเล่นได้บ้าง
แต่ตอนนี้มันกลายเป็นลำธารเชี่ยวกรากที่เต็มไปด้วยพลังที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
พลังที่มากกว่าที่ผมเคยมีหลายเท่าตัว..
สำหรับผมในตอนนั้น..
ผมไม่รู้ว่าใช้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน
แต่เมื่อเส้นปราณและพลังในตัวผมปรับตัวเข้าหากันได้อย่างสนิทสนมแล้ว
ผมจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
และภาพแรกที่ผมเห็นคือคนของตระกูลซุน พร้อมกับเจ็ดมงกุฎทั้งหก ยืนล้อมผมอยู่
“อย่างไรเล่าเกลอ..
รู้สึกเช่นไร”
เสียงแรกที่ได้ยินหลังลืมตาออกจากสมาธิก็คือเพื่อนรักของผมเอง
ขนรุงรังเป็นบ้า..
มันเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นผมหลุดจากภวังค์ คล้ายกับรอเวลานี้มานานแล้ว
“สุดยอดไปเลยพวก..”
ผมยิ้มออกโดยไม่รู้ตัวทั้ง ๆ ที่เหงื่อยังโชกเต็มหน้า
ผมรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าตัวเองตอนนี้ไม่ใช่หลิวเจี้ยนคนเดิมที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าอีกต่อไปแล้ว
ผมหันไปมองแขนทั้งสองข้างของตัวเองอย่างละเอียด
ไม่ใช่ว่ามีอะไรเปลี่ยนไปภายนอกหรอกนะ แต่ความรู้สึกในตอนนั้นมันต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ราวกับว่าข้างในแขนพวกนี้บรรจุอะไรบางอย่างที่เหนือกว่าที่เคยเป็น
ผมแน่ใจเลยว่าถ้าต้องประลองกับหม่าชุนเฟิงอีกครั้งในตอนนี้..
ผมน่าจะเอาชนะเขาได้แบบไม่ต้องมานั่งคิดหาวิธีรับมือให้วุ่นวายเหมือนตอนก่อนหน้า
แค่พละกำลังล้วน ๆ ก็เพียงพอแล้ว
แต่เมื่อได้ระดับพลังใหม่..
ก็คงต้องลองอะไรเดิม ๆ ดูว่าทำได้ดีแค่ไหน
พรึ่บ...พรึ่บ...พรึ่บ...
ผมลองเรียกปราณธาตุอัคคีขึ้นมา แล้วสั่งให้มันดับ.. แล้วก็เรียกใหม่อีกครั้ง สลับไปมาแบบนั้นหลายรอบ
สิ่งที่รู้สึกได้ทันทีคือความแตกต่าง
มันเชื่อฟังง่ายกว่าก่อนมาก จิตผมแค่ขยับ ปราณก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที ไม่มีอาการหน่วงหรือสะดุดเหมือนแต่ก่อนเลย
เวลาเครื่องยนต์ได้ถ่ายน้ำมันเครื่องที่ดีและแพงกว่าก็น่าจะมีความรู้สึกแบบนี้ล่ะมั้ง..
มันทำให้ผมรู้สึกปลอดโปร่งมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
“หากทะลวงเสร็จก็รีบลงจากสนามประลองไป..
อยากลองอะไรก็ให้ไปลองที่อื่น นี่เกินเวลาประลองในคู่สุดท้ายของรอบเช้ามานานมากแล้ว”
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตาแก่ฮูจินไปโดนแตนต่อยมาหรือไม่ทราบ
ก็รู้อยู่หรอกว่าตอนนี้ผมโคตรจะเกะกะ
แต่ให้เวลาคนเขาดีใจหน่อยไม่ได้หรือยังไง..
ปัดโถ่..
แต่ก็เขาใจเข้าได้อยู่เหมือนกันนะ..
เพราะผมเพิ่งชนะความหวังเดียวที่มีอยู่ของตระกูลฮูลงไปได้
ยังไม่พอ..
ยังมานั่งโชว์การเลื่อนระดับหน้าตาเฉยอีก..
เขาต้องมีความลำเอียงรักหลานบ้างแหละน่า..
ว่าไหม..
หลังจากทุกคนลงจากเวที ผมเองก็เดินลงมาเงียบ ๆ แบบไม่คิดจะทำตัวเด่นอะไรอีก
แต่เอาเข้าจริง ต่อให้ผมอยากเงียบ คนทั้งสนามก็ดันไม่ยอมเงียบตามเสียอย่างนั้น
ระหว่างที่พวกช่างซ่อมสนามกำลังรีบจัดการให้ลานประลองกลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิม เสียงพูดคุยทั่วทั้งสนามกลับไม่ได้พูดถึงสองคนที่กำลังจะขึ้นประลองเลยแม้แต่น้อย
ทั้งที่คนทั้งสองคนนั้นก็ล้วนมาจากตระกูลห้าเสาหลักเหมือนกันแท้ ๆ
แต่สิ่งที่ผมได้ยินจากรอบทิศ...
กลับมีแต่ชื่อของผมเซ็งแซ่ไปทั่วสนามซะอย่างนั้น
พวกเขากำลังพูดถึงการทะลวงระดับที่ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงของผม ว่ามันหมายถึงพลังปราณที่มากขนาดไหน แล้วถ้าหากในอนาคตผมต้องเลื่อนขึ้นไปอีกระดับ
มันจะน่ากลัวแค่ไหนกันเชียว
ความรู้สึกที่แผ่ซ่านอยู่ในอากาศมีทั้งความชื่นชม ความคาดหวัง และใช่.. บางสายตาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความหวาดเกรงแล้วเหมือนกัน
“การประลองสายบนรอบสี่คนสุดท้าย คำรบสอง!!
อุสางิซากิแห่งบ้านตระกูลศศะ ปะทะ ตงเสวี่ยซานแห่งบ้านตระกูลปีกมังกร!!
ข้าให้เวลาพวกเจ้าหกสิบชั่วลมหายใจในการขึ้นมาบนสนาม”
เสียงของตาแก่ฮูจินขี้หงุดหงิดยังคงดังชัด
แต่คราวนี้ผมไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่นัก เพราะยังคงรู้สึกได้ถึงคลื่นพลังที่สั่นสะเทือนอยู่ในร่างตัวเองอย่างจาง ๆ อยู่เลย
ผมหันสายตาไปมองเวทีอีกครั้ง
ทั้งยัยซากิและไอ้เสวี่ยซานตอนนี้ยืนพร้อมอยู่บนเวที
พวกเขาขึ้นเวทีด้วยสีหน้าคนละแบบ
แต่อย่างน้อยก็ไม่มีใครเสียเวลาเหมือนบางคนก่อนหน้านี้ (แหะ ๆ ผมเองนั่นแหละ)
ตงเสวี่ยซานวันนี้ก็ยังเหมือนเดิม..
เย็นชา จองหอง และไม่คิดจะมองใครเท่าเทียมมันเลยแม้แต่น้อย
ทั้งที่อุสางิซากิก็เป็นลูกหลานของตระกูลห้าเสาหลักเหมือนกัน แถมยังมีสถานะว่าที่ผู้นำตระกูลซะด้วยซ้ำ
ต่างจากตงเสวี่ยซานที่แค่ได้รับการเลื่อนขั้นจากเกล็ดเงินเป็นเกล็ดทองเท่านั้น
ไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตพ่วงท้ายเหมือนยัยนั่น
แถมสายตาที่หมอนั่นใช้มองเธอกลับเต็มไปด้วยความดูแคลน แบบที่ใครเห็นก็รู้ว่าเขาไม่ยอมรับในตัวเธอเลยแม้แต่นิด
ส่วนทางอุสางิซากิ..
วันนี้เธอไม่ได้มีแววตานิ่งเฉยเหมือนปกติ
ดวงตาคู่นั้นกลับมีความโกรธแฝงอยู่ชัดเจน
อาจเป็นเพราะตงเสวี่ยซานมองเธอแบบนั้น..
หรือไม่ก็..
ยังโกรธที่คิมบีโฮหักหน้าเธอเมื่อสองวันก่อนอยู่..
โดยเฉพาะที่ตอนนี้..
ที่คนทั้งอัฒจันทร์ต่างพูดเรื่องของเธอเมื่อสองว่ากันแบบไม่ไว้หน้า
ผมไม่แปลกใจเลยที่เธอจะโกรธขนาดนี้
เพราะในสถานการณ์แบบนี้..
มีแค่สิ่งเดียวที่คนอย่างเธอจะทำได้..
คือระบายมันทั้งหมดลงไปในสนามประลอง
เสียงของอาวุโสฮูจินดังขึ้นรวบรัดชัดถ้อยชัดคำ
“วันนี้ไม่ต้องกล่าวอะไรมากความ เดี๋ยวจักเลยเวลามากไปกว่านี้!
ข้าให้เวลาหยิบศาสตราออกมาห้าชั่วลมหายใจเข้าออกและรอสัญญาณจากข้า!”
ช่าย..ช่าย.. ผมรู้..
ตาแก่นั้นกำลังพูดเหน็บผมอยู่..
แต่ว่าก็ว่าเถอะ!!
เขาจะผูกใจอะไรกับผมกันนักกันหนา..
ใครใช้ให้ผมต้องมาเจอกับหลานเขาล่ะ!!
ยัยซากิหยิบพัดหยกออกมาตามคำสั่งของอาวุโสฮูจินโดยไม่รีรอ
สีหน้าของเธอยังคงนิ่งแต่ในแววตามีเปลวเพลิงบางอย่างลุกวาบขึ้นเล็กน้อย
แต่ตงเสวี่ยซานกลับทำตรงข้ามโดยสิ้นเชิง..
หมอนั่นยังคงยืนนิ่ง มือไพล่หลังราวกับกำลังเหม่อลอย เหมือนไม่ได้ยินแม้แต่คำของอาวุโส
แน่นอน..
ผมไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับท่าทางของหมอนั่นเลย
เพราะถ้าย้อนดูทุกครั้งที่มันขึ้นเวที ตงเสวี่ยซานก็ไม่เคยใช้อาวุธอะไรทั้งนั้น ใช้แต่มือเปล่าล้วน ๆ ตบคู่ต่อสู้ทุกคนจนหมอบคลานมาตลอด
สำหรับมัน..
ครั้งนี้ก็ไม่ต่าง
ราวกับบอกว่าคู่ต่อสู้ของมันทุกคนที่ผ่านมารวมถึงซากิ..
ไม่มีใครคู่ควรให้มันเอาจริงเลยแม้แต่น้อย
“หากพร้อมแล้ว..
การประลองคู่สุดท้ายของสายบนในรอบสี่คนสุดท้าย!
เริ่มได้!”
เสียงสัญญาณเริ่มศึกดังขึ้น พร้อมกับอากาศที่เหมือนจะกดทับลงเล็กน้อยแบบที่สัมผัสได้แม้จะนั่งอยู่ข้างสนาม
ตงเสวี่ยซานก็ยังทำตัวเหมือนเดิม คือยืนอยู่กับที่ในท่าสบาย ๆ เหมือนไม่รู้จักคำว่าแรงกดดัน
สายตามันยังคงมองยัยซากิ แบบว่าตนเองเหนือกว่าทุกกระเบียดนิ้ว ราวกับบอกว่าเธอไม่มีทางเทียบมันได้แม้แต่นิดเดียว
ส่วนซากิก็ยังยืนนิ่งอยู่เช่นกัน..
ถึงแม้ผมจะเห็นว่าความโกรธในแววตาเธอยังไม่จางไปเลย แต่เธอก็รู้ดีว่าการรุกเข้าไปโดยไม่คิดให้รอบคอบในตอนนี้
อาจเป็นฝันร้ายได้ง่าย ๆ
อย่างไรระดับวรยุทธ์ของอีกฝ่ายก็เหนือกว่าเห็น ๆ
“อุสางิ..
ซากิ..”
หมอนั่นเอ่ยขึ้นก่อนเหมือนจะเปิดบทสนทนา
แต่จากน้ำเสียงของมันก็รู้อยู่แล้วว่าไม่ได้มีเจตนาเป็นมิตรแม้แต่น้อย
“เราใคร่รู้ยิ่งนักว่าด้วยเหตุผลใด..
เจ้าถึงได้เลือกลงแข่งขันในปีนี้..
ทั้ง ๆ ที่กับอีแค่ปราณธาตุ..
เจ้ายังใช้ได้ไม่คล่องแคล่ว
อายุอย่างเจ้า..
ปีหน้าก็ยังสามารถลงแข่งขันได้สบาย ๆ แต่เหตุใดถึงเลือกที่จะเอาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลเจ้ามาถูกย่ำยีที่ศึกปัญจมิตรในปีนี้
เราไม่เข้าใจ...
เจ้าไม่กลัวทำให้อีกสี่ตระกูลที่เหลือเสื่อมเสียไปด้วยหรือ..
โดยเฉพาะตระกูลตงของเรา..”
ขนาดผมไม่ได้เป็นคู่ต่อสู่กับมัน และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลห้าเสาหลัก ตอนฟังผมยังรู้สึกเจ็บแทนยัยนั่นเลย
ตงเสวี่ยซานนี่มันตงเสวี่ยซานจริง ๆ
ยังหยิ่งและคำพูดก็ฟังดูคมดีไม่แผ่ว..
น่าพามันไปพบหมอว่าไหม?
“ชื่อเสียงตระกูลของข้ามันไม่ใช่กงการอะไรของเจ้า
ชื่อเสียงของตระกูลเจ้าด้วยเช่นกัน..
มันไม่ใช่อะไรที่ข้าต้องใส่ใจ...”
น้ำเสียงของอุสางิซากิแข็งกร้าวอย่างไม่ปิดบัง
ซึ่งผมก็พอจะเดาได้เลยว่าเบื้องหลังคำพูดของเธอซ่อนอะไรไว้บ้าง
เธอรู้แน่นอนว่าตอนนี้คนรอบข้างนินทาเธอว่ายังไง
ว่าทำไมถึงลงแข่งขันเร็วเกินไปทั้งที่ยังควบคุมปราณธาตุได้ไม่เต็มที่
คนอื่นอาจจะคิดว่าเธอประมาท..
แต่ผมรู้ว่าไม่ใช่
ความจริงคือเธอไม่มีทางเลือก
ผมได้รู้ข่าววงในมาจากโหวหวัง ว่าผู้นำตระกูลอุสางิ.. แม่ของเธอได้ตั้งเงื่อนไขเอาไว้
ว่าถ้าผลการประลองในปีนี้ของเธอออกมาย่ำแย่ เธอจะถูกบังคับให้กลับบ้านตระกูลทันทีหลังศึกจบ
และถ้าเธอกลับไป..
เธอก็ไม่มีทางเดินตามชายที่เธอรักได้อย่างที่หวังไว้แน่ ๆ
สำหรับซากิ..
การลงแข่งปีนี้จึงไม่ใช่เรื่องของศักดิ์ศรี..
แต่มันคือเส้นทางเดียวที่เธอจะรักษาเสรีภาพของตัวเองไว้ได้
ดังนั้นเธอจึงต้องทำให้ดีที่สุด..
ไม่ใช่เพื่อใคร..
แต่เพื่อตัวของเธอเอง
“แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องของเรา..”
ผมเห็นมุมปากของตงเสวี่ยซานขยับช้า ๆ ก่อนจะกวาดมือซ้ายออกเป็นวงกว้างอย่างโอ่อ่า
ท่าทีของมันดูสุขุมจนเกือบเรียกได้ว่าน่ารำคาญ
“เจ้าไม่เข้าใจถึงความสำคัญของศึกในรุ่นมัธยุทธ์หรือ..
ว่ามันมีไว้ด้วยซึ่งเหตุผลใด..
มันมิได้มีไว้สร้างความบันเทิงให้ผู้คนเหล่านี้
แต่มันมีไว้เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ชาวปัญจมิตร..
ว่ารุ่นหลังของห้าตระกูลที่อยู่เหนือพวกมัน..
มีสามารถพอที่จะปกครองอาณาจักรแห่งนี้สืบต่อไปได้หรือไม่...”
น้ำเสียงของมันฟังดูราบเรียบ แต่ก็แฝงกดดันแบบแปลก ๆ
ราวกับนักบวชผู้ยืนเทศน์อยู่บนยอดเขา ขณะที่ก้มมองคนอื่นที่อยู่ต่ำกว่าด้วยสายตาที่เฉยเมย
มันไม่ใช่การพูดเพื่อสื่อสาร
แต่มันคือการสั่งสอน
“งานประลองนี้.. ที่จัดขึ้นทุกปี..
มันทำให้ตระกูลทั้งห้ายังคงเป็นเสาหลักที่คอยค้ำอาณาจักรนี้ต่อไปได้
มิใช่ที่เอาไว้ให้เจ้าเล่นสนุกเก็บประสบการณ์ไปวัน ๆ
มันไม่ใช่ที่เด็กเล่น!”
มือขวาของหมอนั่นค่อย ๆ ผายไปทางซากิ
สายตาโดยเฉพาะใบหน้าสื่อไปในทางเดียวกันว่ามันไม่ได้ให้ค่าซากิเลยด้วยซ้ำ..
ซึ่งเป็นสายตาแบบเดียวกันกับที่หม่าเฟยใช้มองซากิในวันที่สอบเข้าสำนักเมื่อแปดเดือนก่อน
“หากเรื่องแค่นี้เจ้ายังไม่เข้าใจ..
ภายภาคหน้าตระกูลอุสางิก็ไม่คู่ควรที่จะถูกเคารพบูชาในฐานะ 'ตระกูลห้าเสาหลัก' อีกต่อไป”
มันพูดเบา ๆ จนผู้ชมคนทั่วไปไม่ได้ยิน..
มีแค่พวกเราที่อยู่ในระดับสูงเท่านั้นที่จับน้ำเสียงหยามหมิ่นนี้ได้ถนัดถนี่
และผมก็ไม่แปลกใจเลยที่แม่ของอุสางิซากิถึงลุกพรวดขึ้นมาจากเก้าอี้ในวินาทีถัดมา
เธอตะโกนคำรามจนผมยังต้องละสายตาจากสนามประลองไปมองทางอัฒจันทร์ทางฝั่งนั้นแทน
“สามหาว!!”
เสียงกรีดร้องดังแหลมขึ้นมาจากบนอัฒจันทร์
แม่ของซากิลุกพรวดขึ้นจากบัลลังก์ สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยโทสะ ราวกับพร้อมจะทะยานลงมาเล่นงานตงเสวี่ยซานด้วยตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด
ผมไม่ได้แปลกใจเลยที่เห็นท่าทางนั้น..
หมอนั่นพูดจาหยามเหยียดตระกูลอุสางิแบบจงใจขนาดนั้น ต่อหน้าต่อตาหัวหน้าตระกูล
จะให้นั่งเฉยแล้วกลืนคำพวกนั้นลงคอได้ยังไง
สายตาของอุสางิยูกิตอนนั้น ไม่ได้มองตงเสวี่ยซานเหมือนคนมองเด็กปากเสีย
แต่มองเหมือนจะฟาดฟันศัตรูของทั้งตระกูลเลยด้วยซ้ำ
“นั่งลง..ยูกิ!”
เสียงของหญิงชราคนหนึ่งก็ได้ดังขึ้นมาแทรกกลางบรรยากาศตึงเครียด เป็นเสียงที่แหบพร่า คล้ายเสียงใบไม้เสียดสีกันในยามลมโชยเบา ๆ ฟังดูอ่อนโยนแต่กลับมีพลังควบคุมในที
ผมหันไปมองตามเสียงโดยไม่ตั้งใจ แล้วก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะอายุสี่สิบกลาง ๆ นั่งอยู่บนบัลลังก์ที่สูงกว่าอุสางิยูกิ
ผมเอนตัวถามโหวหวังจึงได้รู้..
นั้นคือ อุสางิ ซึยุ แม่เฒ่ากระต่ายขาวแห่งสภาห้าผู้เฒ่า
มีศักดิ์เป็นทั้งป้าของอุสางิยูกิ กับยายของอุสางิซากิ
แต่พอหมอนั่นพูดออกมาแบบนั้น ผมกลับต้องยกนิ้วขยี้ตาแล้วมองไปทางแม่เฒ่ากระต่ายขาวอีกรอบ
คำว่า 'ท่านป้า' กับ 'ท่านยาย' ดูไม่เข้ากับภาพของผู้หญิงคนนั้นเลย
เพราะตามความจำของผม..
ผมจำได้ว่าผู้เฒ่าที่อายุน้อยที่สุดในสภาห้าผู้เฒ่ายังอายุ 59 ปี
แต่ตรงหน้าของผมนี่อะไร รูปลักษณ์ของเธอกลับดูอ่อนเยาว์อย่างเหลือเชื่อ
ผมว่าเธอต้องซดพวกกลูต้าฯและคอลลาเจนหมดเป็นไห่แน่ทุกเช้า
และตอนนี้แม่เฒ่าคนนั้นก็กำลังส่งสายตาเย็นเฉียบไปยังอุสางิยูกิ
“แก่จนลูกสาวนมตั้งเต้าแล้ว.. เจ้ายังอารมณ์ร้อนเป็นสาวแรกรุ่นไปได้!
เจ้าลืมสถานะของเจ้าแล้วหรือ..!!
อุสางิ..ยู..กิ!”
“แต่เจ้าเด็กแซ่ตงคนนั้นมันว่าร้ายถึงตระกูลอุสางิของเรา!
ท่านจะให้ข้าไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยอย่างนั้นรึ!”
“ที่ข้าบอกให้เจ้าหยุด..
มิใช่เพื่อเจ้า..
แต่เพื่อหลานสาวของข้าต่างหาก!”
เสียงแม่เฒ่ากระต่ายขาวนั้นยังคงนิ่งเรียบ น้ำเสียงไม่มีแววโกรธเคือง
มีเพียงแววตาที่คมกริบแบบที่คนผ่านโลกมาเกินครึ่งศตวรรษจะมีได้
สายตาของเธอที่หันไปมองอุสางิซากิ..
มันเต็มไปด้วยแววตาที่คาดหวังแบบไม่ต้องซ่อนให้ใครดู
“ภายภาคหน้าอย่างไร..
อย่างไร.. ซากิย่อมสืบต่อตำแหน่งของเจ้า..
สำหรับคนอย่างนาง.. ที่เติบใหญ่มาด้วยความเคารพยกย่อง..
มีพ่อที่ไม่ได้เรื่องคอยให้ท้าย มีแม่อย่างเจ้าคอยปลอมโอ๋..
การที่ถูกตงเสวี่ยซานดูแคลนในวันนี้ นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีด้วยซ้ำ!
ข้าอยากให้ตงเสวี่ยซานมันพูดแรงกว่านี้..
ทำให้ซากิตรอมตรมกว่านี้..
เพื่อตัวของซากิของข้า!
เพื่อหลานสาวของข้า!!!”
เธอทอดคำพูดสุดท้ายอย่างช้า ๆ ราวกับจงใจฝังมันลงกลางใจคนฟัง ก่อนจะตวัดสายตากวาดมองคนตระกูลอุสางิทุกคนบนอัฒจันทร์
“ไม่มีคำสั่งของข้า..!
ใครก็ห้ามสอดมือยุ่งเรื่องในครานี้!”