ที่สนามโรงเรียนมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งกำลังวิ่งอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เจียงมั่วจึงเร่งฝีเท้าวิ่งแซงเขาไป พลอยทำให้เขาหันกลับมามอง ตอนที่เห็นหน้าเขาเธอก็อดอุทานในใจไม่ได้ว่า ถ้าเด็กคนนี้โตขึ้นอีกหน่อย ตำแหน่งเดือนโรงเรียนคงไม่ใช่ที่ของฉีอิ้นหรานอีกต่อไปแล้วล่ะ
“พี่ครับ ตาจะหลุดออกมาอยู่แล้ว” เด็กผู้ชายคนนั้นพูดพลางมองบนใส่เจียงมั่วไปทีหนึ่งก่อนจะเร่งฝีเท้าขึ้นนิด
“จิ๊ เด็กอะไร ทั้งหลงตัวเองทั้งขี้เก๊กชะมัด ที่ฉันมองเนี่ย ก็แสดงว่านายหล่อพอดูเลยต่างหาก!” อัปเลเวลตรงตามสเปกของเธอเป๊ะ
“ไม่ต้องมาพูดเลย!” วิ่งไปได้อีกสองสามก้าวเด็กคนนั้นก็หยุดวิ่ง จากนั้นเขาก็สำรวจเจียงมั่วด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ผมไม่เคยเห็นพี่มาก่อน พี่คงไม่ใช่เด็กใหม่ที่ชื่อ...เจียงมั่วหรอกนะ?”
“ถ้าใช่แล้วจะทำไม?” เจียงมั่วเชิดคางขึ้น
เด็กผู้ชายคนนั้นยื่นมือมาทางเจียงมั่วทันทีที่รู้ชื่อเธอ “สวัสดีครับ ผมชื่อฮั่วจิ่ง อยู่โรงเรียนมัธยมต้นอวี้เต๋อ มาเป็เพื่อนกันไหมครับ?”
เจียงมั่วเผลอเคลิ้มมองเขาอย่างลังเลแวบหนึ่ง พลางคิดในใจว่า เด็กสมัยนี้รุกเก่งขนาดนี้เลยเหรอ?
“พี่คิดอะไรอยู่เนี่ย? ผมแค่ได้ยินมาว่าวันนี้พี่เปิดศึกกับไอ้โง่ฉีอิ้นหรานมาทั้งเช้า ชื่นชมในความใจเด็ดของพี่หรอกนะถึงอยากรู้จัก วางใจได้เลย ผมคนนี้แอนตี้รักต่างวัยแบบกินเด็กสุด ๆ ”
เจียงมั่วที่ถูกอ่านใจจนทะลุแก้มขาวเนียนแดงซ่านขึ้นมาทันควัน แต่จะว่าไปแล้ว เื่วีรกรรมของเธอแพร่กระจายไปไกลถึงตึกมัธยมต้นแล้วงั้นเหรอ? เธออดไม่ได้ที่จะยกยิ้มมุมปากก่อนจะปรายตามองเขา “เกณฑ์การเป็เพื่อนกับฉันน่ะสูงมากนะ นายมั่นใจเหรอว่าจะเอื้อมถึง?”
ฮั่วจิ่งไม่ได้ใส่ใจกับคำขู่ขวัญนั้น เขายักไหล่อย่างยโส “สูงแค่ไหนกันเชียว?”
เจียงมั่วชูมือขึ้นแล้วทาบไว้เหนือศีรษะของเด็กหนุ่ม แล้วขยับขึ้นไปอีกเกือบยี่สิบเิเ “ก็ประมาณ...สูงเท่านี้มั้ง?”
หน้าของฮั่วจิ่งมืดมนลงไปก่อนที่เขาจะประชดกลับ “นี่ยังไม่ถึงเวลาเลิกเรียนเลย พี่มาวิ่งอยู่ตรงนี้ คงไม่ได้ถูกลงโทษหรอกนะ?”
“แล้วนายล่ะ? คงไม่ได้โดนทำโทษเหมือนกันหรอกนะ?”
ฮั่วจิ่งหุบปากฉับ เขามองบนใส่เจียงมั่วทีหนึ่งด้วยความเคือง ก่อนจะวิ่งต่อไม่สนใจเธออีก ส่วนเจียงมั่วก็หามุมม้านั่งหลบแดดที่สบายที่สุด จากนั้นเธอก็เอนกายลงนอนพลางหรี่ตามองแสงอาทิตย์อัสดงยามเย็นอย่างสุนทรีย์
แต่จู่ ๆ ก็มีเงาดำทาบลงมาจากเหนือหัว เป็ฮั่วจิ่งที่ยืนค้ำหัวและมองเจียงมั่ว ก่อนจะถามด้วยความสงสัยว่า “ทำไมพี่ไม่วิ่งล่ะ?”
“ไม่อยากวิ่ง” เธอโดนใส่ร้ายมา เื่อะไรที่เธอต้องมาวิ่งด้วยล่ะ?
ฮั่วจิ่งได้ยินแบบนั้นก็นั่งลงข้าง ๆ แต่เจียงมั่วกลับร้องลั่น “เฮ้ย ๆ นายนั่งทำไมเนี่ย? รีบไปวิ่งสิ วิ่งเสร็จจะได้รีบกลับบ้าน”
ฮั่วจิ่งมองเจียงมั่วอย่างอึ้ง ๆ
“ตอนนี้นายอยู่ใน่กำลังโต ต้องออกกำลังกายให้เยอะ ๆ มันมีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตรู้ไหม!” เจียงมั่วพูดอย่างจริงจัง
ฮั่วจิ่ง “...”
ผู้หญิงคนนี้สองมาตรฐานชะมัด
แต่สุดท้ายฮั่วจิ่งก็วิ่งไม่ครบรอบที่เหลืออยู่ดี เขาจึงเลือกที่จะนั่งต่อปากต่อคำกับเจียงมั่วอยู่ที่เดิมแทน
“นี่ ทำไมพี่ถึงต้องไปงัดข้อกับไอ้โง่ฉีอิ้นหรานด้วยล่ะ?”
“นี่ มีข่าวลือว่าพี่เข้าเรียนที่อวี้เต๋อเพราะตามฉีอิ้นหรานมาเป็เื่จริงไหม?”
“นี่ พี่เป็ใบ้ไปแล้วเหรอ?”
เจียงมั่วทนรำคาญไม่ไหว เลยถอดเสื้อคลุมชุดนักเรียนออกมาคลุมหน้าไว้ แล้วตอบกลับด้วยเสียงอู้อี้ “ฉันไม่ได้ชื่อนี่”
“...”
กระทั่งเสียงกระดิ่งเลิกเรียนดังขึ้น เจียงมั่วยังคงรับรู้ได้ว่าคนข้าง ๆ ไม่มีทีท่าว่าจะขยับย้ายก้นไปไหน เธอจึงเอียงหน้าถาม “นายไม่กลับบ้านเหรอ?”
“ผมรออารองมารับน่ะ”
“อ้อ”
“พี่ตอบสนองแค่นี้เองเหรอ?”
เจียงมั่วขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ “แล้วฉันควรจะตอบสนองยังไงอีกล่ะ?”
ฮั่วจิ่งไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่แอบยิ้มกริ่มอยู่ในใจ... เดี๋ยวเถอะ ถ้าได้เห็นอารองของเขาเมื่อไหร่ มีเื่ให้พี่หลุดมาดแน่
ผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงบีบแตรสั้น ๆ ก็ดังมาจากบริเวณลานจอดรถข้างสนาม ฮั่วจิ่งลุกพรวดขึ้นมาก่อนจะชูมือโบกหยอย ๆ “อารอง! ผมอยู่นี่!”
“เดินมาเอง!” น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์แล่นเข้ามากระทบโสตประสาทของเจียงมั่วทันที
เพราะมาก! น้ำเสียงทุ้มต่ำนุ่มลึกราวกับสายน้ำใสสะอาดที่ตกลงกลางหุบเขา มันช่างละมุนชวนใจสั่นจริง ๆ สุดยอดมาก!
แต่ทันทีที่เจียงมั่วหันไปมอง วินาทีนั้นเธอถึงได้ตระหนักว่า สำหรับผู้ชายคนนี้ เสียงเป็แค่คะแนนเสริมเท่านั้น หน้าตา รูปร่าง และบุคลิกต่างหากคือที่สุด! ถอดแบบมาจากคุณชายผู้สูงศักดิ์ในภาพวาดเป๊ะ ไม่มีผิดเพี้ยน!
ฮั่วจิ่งชำเลืองมองเจียงมั่วพลางยิ้มกริ่มในใจอย่างภาคภูมิใจ “เป็ไง อารองของผมหล่อใช่ไหมล่ะ?”
เจียงมั่วพยักหน้ารับไม่มีการโกหกใด ๆ “อืม อารองของนายฉันให้สิบคะแนนเต็ม”
“แล้วผมล่ะ?”
“หนึ่งคะแนน”
ฮั่วจิ่งหน้าถอดสีทันทีที่ได้ยิน “ผมไม่เชื่อ! เมื่อกี้พี่ยังมองผมจนตาค้างอยู่เลยนะ!”
เจียงมั่วยิ้ม “เมื่อกี้เป็เพราะก่อนหน้านี้พี่สาวไม่เคยเปิดหูเปิดตาเห็นโลกต่างหากล่ะ”
ฮั่วจิ่งร้อง 'เหอะ' ออกมาทีหนึ่ง พลางกลอกตาไปมาแล้วคว้ามือเจียงมั่ววิ่งตรงไปหาฮั่วหลินเชินทันที “พี่ครับ ตอนนี้อารองของผมยังโสดอยู่นะ!”
ตัวแสบเอ๊ย ด้วยบุคลิกที่ชอบตัดขาดจากเพศตรงข้ามของอารองแล้ว แค่เธอเฉียดเข้าไปใกล้มีหวังโดนตอกกลับจนหมดอาลัยตายอยากแน่
เจียงมั่วอึ้งไปครู่หนึ่ง ในโลกเดิม เธอครองความโสดมาตลอดยี่สิบแปดปี พอเรียนจบปริญญาเอกจนกลายเป็ด็อกเตอร์ ก็เดินสายดูตัวมาตลอดแต่ไม่เคยสำเร็จ ประสบการณ์ความรักติดลบสุด ๆ หรือว่าจะลองใช้ตัวละครในกระดาษ*[1] สุดหล่อคนนี้ซ้อมมือดูดีไหมนะ?
แต่...จะเริ่มยังไงดีล่ะ?
ในขณะที่เจียงมั่วกำลังขัดเขินทำตัวไม่ถูก ฮั่วจิ่งก็พูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มแฉ่ง “อารองครับ เจียงมั่วบอกว่าอาหล่อมาก เธอเลยอยากได้วีแชตของอาครับ”
เจียงมั่วเบิกตากว้างในทันที เธอไม่ได้พูดสักคำ! ไอ้เด็กแสบนกต่อคนนี้มันแสบตัวพ่อจริง ๆ !
สายตาเฉียบคมและเ็าประดุจน้ำแข็งค่อย ๆ เลื่อนมาจับจ้องที่เจียงมั่ว พร้อมกับน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ของผู้ชายคนนั้น “อยู่ห่าง ๆ เขาไว้”
“คะ?”
“ฉันบอกให้อยู่ห่างจากฮั่วจิ่งไว้”
เจียงมั่วฉุนกึกขึ้นมาทันควัน สายตาระแวดระวังราวกับมองขโมยแบบนี้หมายความว่าไง? เห็น ๆ กันอยู่ว่าเป็เด็กคนนี้ที่ทึกทักเอาเองไม่ใช่หรือไง? เธอจ้องเขากลับก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “คุณพูดผิดแล้ว คุณควรบอกให้ฮั่วจิ่งอยู่ห่างจากฉันต่างหาก ตอนนี้เขาเป็คนจับมือฉันอยู่นะ!”
ฮั่วหลินเชินยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะพูดอย่างดูแคลน “ผู้หญิงแบบเธอฉันเห็นมาเยอะแล้ว อย่าคิดจะใช้ฮั่วจิ่งเป็สะพานมาเข้าใกล้ฉันเลย ฉันไม่ได้หลอกง่ายเหมือนเขาหรอกนะ”
“ขึ้นรถ!” ประโยคนี้เขาหันไปพูดกับฮั่วจิ่งก่อนจะปิดประตูรถ ฮั่วหลินเชินยังคงปรายตามองเจียงมั่วด้วยสายตาเชิงเยาะหยัน “อายุยังน้อย อย่ามีความคิดบิดเบี้ยวเยอะนักเลย อย่างน้อย...ก็ควรรอให้บรรลุนิติภาวะก่อนค่อยว่ากัน”
เจียงมั่วโกรธจนริมฝีปากสั่นระริก ได้แต่ยืนกำหมัดแน่นมองดูรถของฮั่วหลินเชินแล่นจากไปต่อหน้าต่อตาจนฝุ่นตลบ
แปะ แปะ แปะ!
อยู่ ๆ เสียงปรบมือก็ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังทำให้เจียงมั่วหันกลับไปมอง และคนตบมือที่ว่าก็เป็ฉีอิ้นหราน เขาหาวหวอดหนึ่งแล้วยิ้มก่อนจะพูดกวนประสาท “ถ้าฉันไม่นอนเพลินจนลืมเวลา คงไม่ได้เห็นฉากเด็ดขนาดนี้ ที่แท้เธอชอบอารองของฉันเหรอ? อยากได้วีแชตเขาเหรอ? มาขอฉันสิ!”
“อารอง?”
ฉีอิ้นหรานพยักหน้า “ฮั่วหลินเชินคืออารองของฉัน ไม่มีใครบอกเธอหรือไง? แต่ฉันแนะนำให้เธอตัดใจซะเถอะ! คุณหนูตระกูลใหญ่ที่เพียบพร้อมตั้งมากมายเขายังไม่แล นับประสาอะไรกับเธอ เลิกหวังซะเถอะ”
เจียงมั่วยิ้มเล็กลง “ไม่ลองชนดู จะรู้ได้ไงว่ากำแพงมันหนา?”
“ได้ ฉันจะรอดูเธอเดินชนกำแพงแล้วกัน อ้อ จริงด้วย หนังสือของเธอน่ะ ห่าวซือฉีเป็คนฉีกนะ”
“นายรู้ได้ยังไง?”
“ฉันเห็น”
“ทำไมถึงบอกฉันล่ะ?”
“เพราะว่า...” เขาขยับเข้ามาใกล้เจียงมั่วทันทีพลางค่อย ๆ ยกมุมปากขึ้น “ฉันเกลียดเธอไงล่ะ แน่นอนว่าฉันอยากให้พวกเธอสองคนตบกันจะตายอยู่แล้ว”
เจียงมั่วหมดคำจะพูด “นายนี่มันว่างงานจริงนะ”
“อ๋อ อีกเื่หนึ่ง ก่อนจะออกมาฉันเอาน้ำหมึกของห่าวซือฉีเทราดใส่หนังสือของยัยนั่นจนหมดเลย พอพรุ่งนี้เช้ายัยนั่นตื่นมาเจอคงคิดว่าเป็ฝีมือเธอที่ไปแก้แค้นแน่ ๆ โชคดีแล้วกันนะ”
ฉีอิ้นหรานยิ้มกวน ๆ พลางยักคิ้วให้เจียงมั่วทีหนึ่ง เขาคิดว่าจะได้เห็นท่าทางเดือดดาลของเจียงมั่ว แต่กลับคาดไม่ถึงว่าเจียงมั่วจะคลี่ยิ้มออกมา “ขอบใจนะ! ฉันกำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าจะระบายความแค้นนี้ยังไง!”
แสงอาทิตย์อัสดงทอดประกายลงบนตัวเธอ ทำให้เธอดูสดใสเจิดจ้าขึ้นมาทันตา ทำเอาฉีอิ้นหรานถึงกับชะงักรีบดึงสายตากลับอย่างทำตัวไม่ถูก
[1] ตัวละครในกระดาษ คือ คำเปรียบเปรยถึงบุคคลที่หน้าตาดีสมบูรณ์แบบและดูดีมาก ๆ เหมือนหลุดออกมาภาพวาดหรือนิยาย ดูดีจนเหมือนไม่มีอยู่จริง