Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 29 ไม่ทำให้ผิดหวัง

    ตอนที่ 29 ไม่ทำให้ผิดหวัง

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****

     

     

     

    เมอร์ลินฟังอย่างตั้งใจ ซึ่งข้อมูลนี้ดูเหมือนจะลึกซึ้งมากเพราะเกี่ยวเนื่องกับการบ่มเพาะ

     

    ศาสตราจารย์ออสตินอธิบายเรื่องนักเวทและนักวิชาการเวทให้กับเมอร์ลินอย่างกระตือรือร้น

     

    จนเมอร์ลินสามารถสรุปความได้ว่า

     

    นักเวทคือผู้ใช้เวทที่สร้างวงเวทแล้วนำคาถาเวทสลักเอาไว้ ส่วนนักวิชาการเวทคือผู้ที่ค้นคว้าสูตรหรือสมการที่สร้างคาถาเวทหรือค่ายกลเวทขึ้นมา

     

    ทั้งนี้นักวิชาการเวทยังไม่จำเป็นต้องเป็นนักเวทเท่านั้น แต่ปุถุชนคนธรรมดาเองก็สามารถเป็นนักวิชาการเวทได้หากพวกเขามีความรู้ความสามารถ

     

    แต่สิ่งที่นักวิชาการเวทที่มาจากคนธรรมดาและนักเวทต่างกันก็คือ “อายุขัย”

     

    สำหรับนักเวทแล้วเมื่อสามารถสร้างวงเวทภายในร่างกายได้ ร่างกายจะถูกวิวัฒน์จนมีอายุยืนยาวกว่าคนธรรมดาได้

     

    งานค้นคว้าแต่ละชิ้นนักวิชาการเวทจำเป็นต้องใช้เวลาไปเป็นจำนวนมาก ยิ่งเป็นงานวิจัยชิ้นใหญ่ยิ่งต้องใช้เวลาไปอย่างมากมาย กระทั่งว่าอายุขัยของคนธรรมดานั้นไม่เพียงพอ

     

    ดังนั้นนักวิชาการเวทต้องทำการสร้างวงเวทของตนเอง จุดประสงค์เพียงแค่เพิ่มอายุขัย ไม่ใช่เพื่อพลังรบ

     

    ยิ่งพวกเขามีอายุมากขึ้นเท่าไหร่ พวกเขาก็สามารถทำงานวิจัยได้มากขึ้นเท่านั้น

     

    เพราะเหตุนี้แม้นักวิชาการเวทจะไม่ได้สนใจการบ่มเพาะวงเวทมากนัก แต่พวกเขาก็ต้องสร้างมันขึ้นมาเพื่อเพิ่มอายุขัยและประโยชน์อย่างอื่น เช่นงานวิจัยที่ต้องใช้พลังเวทเป็นตัวขับเคลื่อน

     

    การที่ศาสตราจารย์ออสตินผู้เป็นมหาปราชญ์เกียรติยศเจ็ดดาวและมีการบ่มเพาะพลังเวทหกดาวจึงไม่ใช่เรื่องแปลก

     

    ยังมีนักวิชาการเวทคืนอื่นๆ ที่โดดเด่น โดยเฉพาะนักวิชาการเวทอัจฉริยะที่อายุน้อย บางคนเป็นนักวิชาการเวทห้าดาว แต่กลับเป็นนักเวทหนึ่งดาวก็มี หรือนักวิชาการเวทที่เป็นคนธรรมดา มีตำแหน่งเพียงนักวิชาการเวทแต่ไม่มีตำแหน่งของนักเวทก็มีอยู่ถมไป

     

    ด้วยเหตุนี้นี่เองจึงทำให้ดินแดนเวทมนตร์แห่งนี้กลายเป็นสถานที่แห่งความเท่าเทียม ไม่ว่าใครก็สามารถกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้รับการยอมรับได้หากพวกเขามีความสามารถมากพอ ซึ่งไม่ยึดติดกับวงศ์ตระกูลสายเลือด

     

    อย่างไรก็ตามสาเหตุที่นักวิชาการส่วนใหญ่มีตำแหน่งเวทอยู่ในระดับต่ำ นั่นก็เป็นเพราะว่าการบ่มเพาะพลังเวทนั้นมีความเสี่ยง

     

    นักเวทที่จะทำการยกระดับขั้นต้องสร้างวงเวทใหม่ขึ้นมาซ้อนทับวงเวทเดิมที่กลายเป็นบันไดเหยียบย่ำ พวกเขาต้องใช้คาถาเวทระดับที่สูงกว่าหนึ่งขึ้นในการสลักเพื่อเป็นการสร้างวงเวทวงต่อไปขึ้นมา วิธีการนี้มีความเสี่ยงเป็นอย่างมาก

     

    การสลักคาถาเวทยิ่งมีระดับที่สูงมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงในการสูญเสียก็จะมากขึ้นเท่านั้น

     

    หากล้มเหลว โชคดีอาจจะแค่ได้รับบาดเจ็บ แต่หากโชคร้ายนั่นคือการนำชีวิตสังเวยแก่ความตาย คาถาเวทอาละวาดในร่างกาย บดขยี้จากภายในไม่สามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้ ซึ่งนั่นเป็นที่น่ากลัวเป็นอย่างมาก

     

    เพราะเหตุนี้นักเวทระดับสูงจึงมีไม่มาก และนักวิชาการเวทที่จะกลายเป็นนักเวทระดับสูงก็ยิ่งมีน้อยเข้าไปใหญ่ หากพลังชีวิตไม่หมดลงพวกเขาไม่มีทางที่จะเสี่ยงยกระดับสร้างวงเวทใหม่เด็ดขาด

     

    ด้วยเหตุนี้นี่เองจึงทำให้รูปลักษณ์ของนักวิชาการเวทระดับสูงส่วนใหญ่จึงกลายเป็นตาแก่ยายแก่ทั้งสิ้น เหมือนเช่นศาสตราจารย์ออสตินที่เป็นชายชราผมขาวในตอนนี้

     

    การพูดคุยนี้ทำให้เมอร์ลินได้รับรู้เรื่องราวของนักเวทและนักวิชาการเวทมากขึ้น

     

    จนเวลาล่วงเลยผ่านไปจนค่ำ

     

    ไม่น่าเชื่อว่าการรับประทานอาหารมื้อนี้จะถูกทำให้ยืดยาวไปจนถึงเวลาเข้านอน

     

    “วันนี้พอแค่นี้เถอะ เพียงแค่นี้เธอก็น่าจะมีความรู้พื้นฐานมากกว่าเด็กที่เข้าโรงเรียนพื้นฐานแล้วกระมัง” ศาสตราจารย์ออสตินกล่าวพลางหัวเราะ

     

    เขารู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับเด็กน้อย 

     

    มันทำให้เขาไม่เหล่า เพราะเด็กน้อยมักจะมีคำถามแทรกในระหว่างพูดคุยอยู่ตลอดเวลา

     

    นับว่าเด็กคนนี้เป็นคนที่ช่างคิดช่างสังเกตเป็นอย่างมาก

     

    ความกล้าของเขายังเหนือกว่าเหล่านักศึกษาที่เคยเรียนกับเขาด้วยซ้ำ

     

    “ครับ วันนี้ผมได้อะไรมาเยอะมากกับการพูดคุยในครั้งนี้ ว่าแต่ว่าวันพรุ่งนี้ผมขออ่านหนังสือในห้องสมุดต่อได้ไหมครับ?” เด็กน้อยกล่าวอย่างอารมณ์ดี

     

    ความกระตือรือร้นของเขาทำให้ชายชรารู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ

     

    “ฉันดีใจที่เธอใฝ่รู้แบบนี้ เธอสามารถอ่านหนังสือในห้องนั้นได้ตามต้องการ หากเธอต้องการเรียนวิชารูนศาสตร์เมื่อไหร่ก็มาหาฉัน ด้วยความเฉลียวฉลาดของเธอแบบนี้ ไม่แน่ว่าให้เวลาเธอสักสามเดือนอาจจะเลื่อนขึ้นการเรียนในโรงเรียนพื้นฐานไปได้หลายปี”

     

    ศาสตราจารย์ออสตินทำหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเอ่ยออกมาว่า “เอาอย่างนี้ อีกสามเดือนข้างหน้าฉันจะพาเธอลงไปข้างล่างเพื่อลงทะเบียนเป็นพลเมืองและสอบวัดระดับโรงเรียนพื้นฐานในเวลาเดียวกัน อายุของเธอเกินเกณฑ์เข้าเรียนมาหลายปีแล้ว แต่ด้วยความเฉลียวฉลาดของเธอ ฉันเชื่อว่าเธอสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนพื้นฐานในชั้นเรียนที่สูงได้”

     

    สำหรับโรงเรียนพื้นฐานนั้นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองในดินแดนเวทมนตร์แห่งนี้ ไม่ว่าประเทศใดก็ล้วนมีกฎหมายการศึกษาขั้นต่ำทั้งสิ้น นี่เป็นการการันตีว่าประชาชนทุกคนจะต้องมีความรู้อย่างน้อยอยู่ในระดับโรงเรียนพื้นฐานอย่างแน่นอน

     

    ส่วนใครจะทำการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยเวทมนตร์หรือออกไปทำงานก็ล้วนเป็นสิทธิ์ของพวกเขา 

     

    ในยุคที่วิชาการมีความโดดเด่นเช่นนี้ร้อยประเทศในดินแดนแห่งนี้ย่อมไม่ปล่อยให้คนของพวกเขาโง่เขลา

     

    แม้ชายชราจะอยู่กับเด็กน้อยได้ไม่กี่วัน แต่ด้วยประสบการณ์การเป็นศาสตราจารย์มานับร้อยปีของเขา ออสตินย่อมมองออกว่าเด็กคนนี้จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงคาดหวังว่าเด็กน้อยจะได้เข้าเรียนในระดับชั้นที่สูง แม้ว่าเด็กน้อยพึ่งจะอยู่ในดินแดนแห่งนี้ได้ไม่เท่าไหร่ก็ตาม

     

    “ครับ ผมจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง” เมอร์ลินกล่าวออกมาอย่างมั่นใจ

     

    เมื่อเขาตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนแห่งนี้แล้ว เขาก็ต้องทำมันให้ดีที่สุด

     

    อย่างไรก็ตามสาเหตุที่เขามีความมั่นใจแบบนี้ นั่นย่อมเป็นเพราะว่าเขามีดวงตาสีเงินคู่นี้

     

    วันนี้ทั้งวันความรู้ที่เมอร์ลินได้รับนั้นแทบจะเทียบได้มากกว่าความรู้ทั้งชีวิตของเขาด้วยซ้ำ

     

    แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกกดดันหรือมีอะไรที่ไม่เข้าใจ

     

    ความรู้สึกปลอดโปร่งเช่นนี้ย่อมเป็นเพราะดวงตาสีเงินเป็นแน่

    คล้ายกับเรื่องSilver Dust : Merlin ที่คุณอ่าน