“เป็นอันใดไปเด็กน้อยของข้า ผลักข้าออกทำไม” เขมทัตพูดพร้อมกับประสานมือของตนไปยังมือของคนรัก “เจ้าเจ็บงั้นรึ”
“เปล่า… แค่สงสัยว่าผมเป็นวิญญาณ แต่ทำไมหัวใจผมยังเต้นอยู่” ทีปกรพูดพลางใช้มือถูไปยังหน้าอกข้างที่หัวใจกำลังเต้นถี่ ๆ ไปตามเสียงของเครื่องวัดสัญญาณชีพจร
“มิเห็นแปลก ร่างกายของเจ้ายังมิตายเสียหน่อย มนุษย์ที่ตายแล้วเท่านั้นหัวใจจึงจะหยุดเต้น” มือหยาบหนาสัมผัสไปยังหน้าอกของฝ่ายตรงข้าม พร้อมทั้งลูบไล้ไปมาเบา ๆ “แล้วหัวใจดวงนี้ของเจ้าอยากเต้นแรงมากกว่านี้อีกหรือไม่ ข้าสามารถช่วยให้เจ้าสมความปรารถนาได้เพียงแค่เจ้าเอ่ยปาก”
เสียงแผ่วเบานั้นเกือบทำให้ทีปกรเคลิบเคลิ้ม หากแต่ภาพตรงหน้าคือร่างของตนที่กำลังนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง “เขมทัต ยะ…อย่า” แม้คำพูดจะขัดกับความต้องการภายในจิตใจ แต่การกลับเข้าร่างให้ได้นั้นสำคัญยิ่งกว่า เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ผละตัวออกจากชายผู้เป็นที่รักทันที
“อดใจเอ้าไว้ไอ้ที” ทีปกรบ่นอุบอิบกับตัวเอง ยิ่งนึกถึงสิ่งที่เพิ่งทำลงไปเมื่อครู่ก็ยิ่งทำให้รู้สึกเขินอายจนทำให้พวงแก้มนวล ๆ นั้นแดงก่ำดั่งลูกตำลึงสุก
‘พี่ดูสิหน้าไอ้ทีมันมีเลือดฝาด’ เสียงเพื่อนรักพูดแทรกเข้ามายิ่งทำให้รู้สึกอายมากขึ้นกว่าเดิม ชีพจรเต้นแรงขึ้นเพราะกลัวว่าเพื่อนจะล่วงรู้ถึงสาเหตุที่ให้แก้มแดง
“แก้มเจ้าแดงรึ เด็กน้อยของข้า” เขมทัตเอียงคอมองใบหน้าของทีปกรไปมา ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามพยายามเบี่ยงหน้าหนี
“นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาทำแบบนี้นะเขมทัต ผมลืมไปเลยว่าที่นี่ไม่ได้มีแค่เราสองคน” เขมทัตได้แต่ยิ้มกรุ้มกริ่ม เชยคางฝ่ายตรงข้ามและมองใบหน้านั้นด้วยสายตาที่หวานเชื่อม ทำให้นึกย้อนกลับไปครั้นเมื่อพบกันครั้งแรก
“ข้าอยากให้เจ้ารู้ว่าข้ารักเจ้ามานานมาก นานเสียจนเจ้าอาจลืมไปแล้วว่าข้ารักเจ้า”
“ผมรู้ว่าคุณรักผม แล้วผมก็…” เจ้าตัวหยุดพูด ดวงตาเบิกกว้างและทรุดตัวลงแต่โชคดีที่ฝ่ายตรงข้ามคว้าตัวไว้ทันก่อนที่จะลงไปกองอยู่กับพื้น มือทั้งสองของทีปกรจับไปยังศีรษะของตนเอง จู่ ๆ ภาพเหตุการณ์ร้าย ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาด ๆ ก็แล่นผ่านเข้ามาในสมอง
“เจ้าเป็นอันใด” เขมทัตประคองร่างที่สั่นเทาไว้แนบกาย “เจ็บที่หัวใช่หรือไม่ หรือนี่จะเป็นสัญญาณเตือนว่าเจ้าจะได้…”
“คุณรู้ไหม…” ทีปกรพูดแทรกขึ้นมาก่อนที่เขมทัตจะพูดจบ “ตอนนั้นผมกลัวมาก ยิ่งผมรับรู้เรื่องวิญญาณมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งทำให้รู้ว่ามนุษย์น่ากลัวกว่าวิญญาณมากแค่ไหน พวกนั้นสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อที่จะได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ” จากช่วงเวลาที่กำลังจะมีความสุขกลับกลายเป็นช่วงเวลาหดหู่ไปเมื่อไรก็ไม่รู้ มารู้ตัวอีกทีก็มีประกายน้ำคลออยู่รอบดวงตาอีกครั้ง เมื่อฝ่ายตรงข้ามเห็นดังนั้นก็ได้แต่ใช้มือลูบหัวเบา ๆ ให้คนรักรู้สึกผ่อนคลาย
“แล้วเจ้ารู้หรือไม่… ข้าทรมานใจเพียงใดเมื่อเห็นเจ้าถูกทำร้ายโดยมนุษย์พวกนั้น” ทีปกรเงยหน้ามองชายผู้เป็นที่รัก “กรรมครั้งนี้ของเจ้าช่างใหญ่หลวงยิ่งนัก ถึงแม้ว่าข้าจะจักมีพลังอำนาจมากเพียงใดก็มิอาจเข้าแทรกแซงกรรมของมนุษย์ได้ ข้าทำได้เพียงแค่มอง แต่ไม่สามารถช่วยเจ้าได้ หากเป็นเหล่าวิญญาณแล้วล่ะก็ข้าจักส่งมันไปลงนรกขุมที่ลึกที่สุดให้สาสมกับที่มันทำร้ายเจ้า ข้า…ขอโทษที่ช่วยเจ้ามิได้ เด็กน้อยของข้า”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ถ้าผมต้องคอยช่วยวิญญาณไปตลอดชีวิต วันหนึ่งผมก็คงต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้อยู่ดี คุณอย่าโทษตัวเองเลยนะ แค่ผมรู้ว่าคุณอยู่ข้าง ๆ ผมจนกว่าวันสุดท้ายของชีวิตก็พอแล้วครับ”
“จะไม่มีวันสุดท้ายสำหรับเจ้า ข้าจะอยู่กับเจ้าตลอดไป แม้ในยามเป็นหรือยามตายก็ตาม” เขมทัตถอดสร้อยคอสีทองประดับด้วยทับทิมสีเเดงเม็ดใหญ่ที่เด่นสง่าอยู่บนคอ
“จับมายังทับทิมเม็ดนี้แล้วเจ้าจะได้กลับไปยังร่างของเจ้า”
“กลับร่างงั้นเหรอ”
“จับซะ ก่อนข้าจะเปลี่ยนใจ” ทีปกรเอื้อมมือไปจับทับทิมสีแดงเม็ดโต ก่อนจะหยุดชะงัก
“เราจะได้พบกันอีกใช่ไหมครับ”
“ข้าบอกแล้วใช่หรือไหม เพียงแค่เจ้านึกถึงหรือเอ่ยชื่อข้า ข้าจะมาหาทันที แม้ว่าเจ้าจะมองไม่เห็นข้าก็ตาม” เขมทัตพูดแล้วก็ประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากทีปกรเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ดวงจิตจะไหลวนวูบกลับเข้าร่าง