ประตูเส้นทางโบราณ

    บทที่ 52 หลอกลวง (1)

    บทที่ 52 หลอกลวง (1)


       “อะไรนะคะ!” สาวน้อยดารินทร์ตกใจ เธอไม่คิดเลยว่าเมื่อครู่สายฝนจะพูดแบบนั้นออกมา เขากำลังขอแยกตัว? เขาต้องการไปทำอะไร? แม้จะเต็มไปด้วยความสงสัยทว่าดารินทร์ก็ไม่ได้กล่าวถามสายฝนแต่อย่างใด เธออยู่กับสายฝนมาเกือบครึ่งเดือนเธอพอจะรู้นิสัยสายฝนคร่าวๆ หากเขาไม่ต้องการบอกก็ไม่มีใครสามารถทำให้สายฝนเปิดปากได้ ยกเว้นว่าคนๆนั้นจะมีความสามารถสังหารสายฝน


       “นายจะทิ้งท่านนักบุญศักดิ์สิทธิ์เหรอ? นายนี่มันเลวจริงๆ ทิ้งได้กระทั่งเด็กผู้หญิง!” ฮันน่ากล่าว เธอซึ่งไม่พอใจสายฝนอยู่แล้วยิ่งไม่พอใจเข้าไปใหญ่ เวลานี้เธอเริ่มคิดถึงพ่อ ถ้าพ่ออยู่ที่นี่ล่ะก็เธอจะให้พ่อสั่งสอนสายฝนให้เข็ด


       “ต้องขอโทษด้วยแต่ฉันมีธุระสำคัญจริงๆ คงไม่สามารถไปเมืองขั้งที่หนึ่งกับเธอได้ ธุระนี้สำคัญมาก” ไม่สนใจคำกล่าวของฮันน่า สายฝนเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง


       สาวน้อยพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ชีวิตเป็นของคุณไม่ใช่ของหนูซักหน่อย หนูไม่สามารถไปบังคับคุณได้หรอก” เธอกล่าวแบบนี้ ดารินทร์เคยคิดใว้แล้วว่าซักวันหนึ่งที่จะต้องกลับมาอยู่คนเดียวอีกครั้ง เธอได้ทำใจใว้แล้ว มันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นตลอดเวลา


       สายฝนอธิบายความสามารถของผลึกสื่อสารให้สาวน้อยฟังอย่างละเอียดก่อนกล่าวลาและจากไปโดยไม่หันกลับมา สำหรับสายฝนแล้วไม่ว่าใครจะเป็นยังไงช่างมัน ขอแค่ตัวเขาทำในสิ่งที่ต้องการก็พอ


       สาวน้อยดารินทร์และคนอื่นๆมองสายฝนจากไปโดยที่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา เมื่อร่างสายฝนหายไปจากระยะการมองเห็นแล้วดารินทร์ก็ระมัดระวังตัวมากกว่าเดิม แม้เธอกับพวกฮันน่าจะเข้ากันได้ดีทว่าสาวน้อยก็ยังไม่เชื่ออีกฝ่ายหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ อาจเป็นเพราะทุกๆวันสายฝนจะคอยกล่าวเตือนสาวน้อยเสมอว่าอย่าเชื่อใจใครง่ายๆโดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงนี้ คำกล่าวนี้ได้อยู่ในใจสาวน้อยตลอด


       “พี่ฮันน่าพวกเราควรไปที่เมืองขั้นที่หนึ่งหรือว่าหาศิลาท้องทะเลต่อ?” ดารินทร์กล่าวถาม


       ฮันน่าครุ่นคิดอยู่หลายวินาทีก่อนส่ายหัวไปมาและตอบกลับว่า “พวกเราจะไม่ไปตามหาศิลาท้องทะเลต่อแล้ว ต่อจากนี้ฉันจะกลับไปที่เมือง” หลายวันมานี้เกิดเรื่องอันตรายขึ้นหลายต่อหลายครั้ง ทุกครั้งมันเกือบทำให้ชีวิตเธอจบสิ้น ฮันน่าไม่สามารถฝืนทนได้อีกต่อไป รอบนี้อาจโชคดีรอดแต่ก็ใช่ว่ารอบหน้าจะโชคดีแบบนี้ การนำเอาชีวิตไปเสี่ยงเพียงเพราะศิลาท้องทะเลไม่กี่ก้อนมันไม่คุ้มเอาซะเลย ถึงมันจะน่าเสียดายที่ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปก็เถอะ


    ---


       ทางด้านสายฝน หลังจากแยกตัวออกจากพวกฮันน่าแล้วเขาก็รีบวิ่งไปยังทิศทางหนึ่งซึ่งเป็นทิศทางที่พวกกลุ่มโจรภูเขาวายุศักดิ์สิทธิ์จากไป สายฝนหยิบหน้ากากอันหนึ่งขึ้นมา หน้ากากอันนี้เป็นสีขาวทั้งหมด ไม่มีสีอื่นใดนอกจากสีขาว ขนาดของหน้ากากเล็กกว่าหน้าสายฝนมาก ดูยังไงก็ไม่มีทางที่เขาจะใส่ได้


       ‘แต้มสำรวจของฉัน’ สายฝนคิดอย่างเศร้าใจ เมื่อครู่ขณะวิ่งเขาได้ซื้อหน้ากากอันนี้มาจากร้านค้า ราคาของมันโคตรแพง แพงจนสายฝนต้องใช้แต้มสำรวจทั้งหมดที่เหลืออยู่ในการซื้อ สายฝนไม่ได้เอากระเป๋าเป้มาด้วย เอามาก็มีแต่เกะกะเปล่าๆ ไม่ได้ช่วยอะไร แถมยังเพิ่มความน่าสงสัยในตัวเขาอีก สายฝนเลยฝากกระเป๋าเป้ทั้งสองใบใว้กับดารินทร์


       ‘ถึงมันจะแพงแต่ก็คุ้ม’ จริงๆแล้วหากสายฝนไม่ได้เจอเสื้อคลุมสายฟ้าทมิฬและผลึกสื่อสารของพวกลีโอเขาคงไม่มีแต้มสำรวจพอซื้อหน้ากากอันนี้แน่ จังหวะเดียวกันกับที่สายฝนตามพวกนิวลินทันเขาก็ได้ใส่หน้าหาก


       หลังใส่หน้ากาก พริบตาเดียวหน้ากากก็ขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้นเท่ากับขนาดหน้าสายฝน มันซึมเข้าไปในใบหน้าเขา ฉับพลันร่างสายฝนเปลี่ยนแปลง เวลานี้รูปลักษณ์ของเขาไม่ใช่รูปลักษณ์เดิมอีกต่อไป หน้าตาสายฝนดูเหมือนโจร สีตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีทอง สีเส้นผมกลายเป็นสีฟ้า ไม่ใช่เพียงแค่หน้าตาที่เปลี่ยนไป กระทั่งรูปร่างของเขายังเปลี่ยนไป เขาตัวสูงกว่าก่อน ปรากฏบาดแผลเล็กๆจำนวนมากตามร่างกาย เกิดรอยสักรูปพายุขึ้นที่แขนซ้าย นอกจากหน้าตาและร่างกายแล้วกลิ่นสายฝนยังเปลี่ยนอีกด้วย จากเดิมที่เป็นกลิ่นอายนํ้าทะเล วินาทีนี้กลิ่นอายเขาคล้ายกับกลิ่นอายของพวกโจร


       ‘ทรงพลังสมราคาจริงๆ’ สายฝนกล่าวขึ้นในใจ เขาสามารถรับรู้ถึงรูปร่างและกลิ่นอายที่เปลี่ยนไปได้ด้วยสัมผัสรับรู้ เพราะหน้ากากอันนี้เขาจึงไม่เหลือแต้มสำรวจแม้แต่แต้มเดียว ทว่ามันก็สมราคาของมันจริงๆ ไม่เคยมีสิ่งของชิ้นไหนจากแอปพลิเคชัน[ร้านค้า]ไร้ประโยชน์ ทุกๆชิ้นมีคุณค่าของตัวมันเอง แค่ความสามารถกับวิธีการใช้ต่างกัน อย่ามองว่าหน้ากากชิ้นนี้เป็นหน้ากากธรรมดา มันไม่ธรรมดาเลย ความสามารถเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์และกลิ่นอายของมันเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ หน้ากากที่สายฝนซื้อมาคือหน้ากากคุณภาพตํ่าสุด ถูกที่สุดในบรรดาหน้ากากปลอมแปลง


       “ถ้าคุณภาพสูงกว่านี้ไม่ใช่ว่ามันสามารถหลอกเทพเจ้าได้หรอกนะ?” สายฝนพึมพำขณะมองไปที่พวกนิวลินซึ่งดูเหมือนกำลังพูดคุยบางอย่างกัน หน้ากากคุณภาพตํ่าสุดสามารถหลอกระดับสองหรือตํ่ากว่าได้แต่ไม่สามารถหลอกระดับสามหรือสูงกว่านั้นได้ หากระดับสามมาเห็นสายฝนระดับสามจะต้องดูการปลอมแปลงรูปลักษณ์และกลิ่นอายของเขาออกแน่


       ‘ถึงเวลาแล้ว’ สูดลมหายใจเข้าลึก เขาพยายามทำตัวให้ตนเองดูเลอะเทอะมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สายฝนใช้มีดหั่นผลไม้ของราชันย์กรีดเสื้อผ้าของเขาให้เป็นรอยขาด เพราะเนื้อตัวที่ดูสกปรกบวกกับรูปลักษณ์และกลิ่นอายของเขาทำให้สายฝนยิ่งดูเหมือนโจรเข้าไปใหญ่


       รูปลักษณ์และกลิ่นอายนี้สายฝนยืมมาจากชายผมฟ้า ชายผมฟ้าคือคนที่อยู่กับพวกซีลและลีโอ สายฝนได้ลองดูข้อมูลชีวิตของพวกมันทั้งหมดแล้ว คนที่อ่อนแอสุดคือชายผมฟ้า มันมีชื่อว่าคิง ชื่อยิ่งใหญ่ทว่าความสามารถกลับไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนชื่อ


       จริงๆมันก็ไม่ได้อ่อนแอหรอก แค่มันมีทักษะติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดแต่มันไม่รู้ คิงมีทักษะตัวตนจาง หากไม่ขยับเขยื้อนหรือเปิดปากพูดแทบจะไม่มีระดับหนึ่งคนไหนสังเกตเห็นมัน ทักษะนี้ทำงานตลอดเวลาเป็นผลให้มันไม่มีเพื่อนโจรหรือคนรู้จักซักคน แล้วซีลกับลีโอล่ะ? ด้วยทักษะเขตแดนรับรู้ของลีโอ ไม่แปลกที่มันจะสัมผัสตัวตนของคิงได้ สายฝนคาดว่าเพราะแบบนี้ทั้งสองเลยรู้จักกัน ดังนั้นสายฝนจึงเลือกปลอมแปลงเป็นคิง


       ‘ด้วยทักษะตัวตนจางของคิง น่าจะมีคนรู้จักมันน้อย ยิ่งมีคนรู้จักมันน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ฉันจะได้อยู่ง่ายขึ้น ไม่มีคนสงสัย’ สายฝนคิด


    ///


       “มีสิ่งมีชีวิต” นิวลินสามารถสัมผัสได้ถึงสิ่งมีชีวิต มันพึมพำและเริ่มจริงจัง นิวลินมองไปยังทิศทางหนึ่งซึ่งทิศทางนั้นมีสิ่งมีชีวิต ลูกน้องมันก็มองตามเช่นกัน พวกมันเห็นชายคนหนึ่งกำลังเดินโซเซ เขาดูอายุรามเกือบๆสามสิบปี เสื้อผ้าฉีกขาดจนแทบไม่อาจเรียกเสื้อผ้าได้ ตามตัวมีแต่บาดแผล เขามีผมสีฟ้าคล้ายสีของนํ้าทะเล ชายคนนี้เป็นเพียงแค่ระดับครึ่งก้าวเท่านั้น ภายในดวงตาสีทองคู่นั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและเศร้าเสียใจ สิ่งที่เด่นชัดสุดคือรอสสักซึ่งอยู่แขนซ้าย เป็นรอยสักของกลุ่มโจรภูเขาวายุศักดิ์สิทธิ์ของพวกมัน!


       แม้จะพยายามเดินต่อไปทว่าเรี่ยวแรงกลับไม่เหลืออีกแล้ว ชายผมฟ้าล้มลงกับพื้น เขาต้องการลุกขึ้นมาอีกครั้งแต่ก่อนที่มันจะลุกขึ้นยืน นิวลินก็โผล่มาเบื้องหน้าชายผมฟ้าและกล่าวถามว่า “เจ้าคือคนของกลุ่มโจรพวกเราหนิ ทำไมถึงมีสภาพแบบนี้?”


       นิวลินไม่ได้สงสัยแม้แต่น้อยว่ารอยสักของชายผมฟ้าจะเป็นของปลอม เพราะรอยสักของกลุ่มโจรพวกมันไม่อาจปลอมแปลงได้โดยง่าย ถ้าต้องการปลอมแปลงอย่างน้อยก็ต้องมีพลังเหนือนักรบศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งคนระดับนั้นจะมาทำเรื่องไร้สาระแบบนี้เหรอ?


       “ฉัน….ฉัน...ฉันมันไม่ดีเอง ฉันมันอ่อนแอ หากไม่ใช่เพราะเจ้าพวกนั้นฉันคงตายไปแล้ว ฉันไม่มีความสามารถพอช่วยเจ้าพวกนั้น ฉัน...ฉัน..ฉัน อ๊ากกกก เจ้าบ้านั่นฉันจะฆ่าแก!” ได้ยินคำถามนิวลินชายผมฟ้าก็พึมพำเสียงเบา ท่าทางเหมือนคนบ้า ท้ายประโยคมันได้กรีดร้องออกมา นํ้าเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ดวงตาแดงกํ่า


       แม้เสียงจะเบาแต่นิวลินได้ยิน มันเริ่มครุ่นคิด ชายผมฟ้าไปเจอสิ่งใดมาถึงมีอาการเช่นนี้


    ---


    จบบทที่ 52 หลอกลวง (1)