ณ ศาลากลางน้ำ เฉินเซี่ยกับหมิงคังกำลังหน้าเคลียดปรึกษากันถึงเรื่องที่เขาเพิ่งเจอมา เฉินเซี่ยยังคงคิดไม่ตกว่าจะทำยังไงหากต้องเผชิญหน้าชางไห่อีกครั้ง เขาหาทางออกไม่เจอจึงต้องเอาเรื่องนี้มาปรึกษาหมิงคังเพื่อให้คนสนิทหาทางออกให้ เเต่ทว่าหมิงคังยังไม่ทันได้ตอบอะไร ชางไห่ก็เดินทางมาถึงพอดี พวกเขาทั้งคู่ต่างเกิดอาการเขินจนทำตัวไม่ถูก เพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่าก่อนหน้านี้มันเกิดอะไรขึ้น หมิงคังที่เห็นว่สถานการณ์นี้เจ้านายของเขาคงอยากอธิบายบางอย่างให้ชางไห่เข้าใจ เขาจึงรีบดึงมือหลิงหลิงเดินปลีกตัวออกไป
“อะไรของท่านเนี้ย ดึงข้าออกมาทำไม ข้าต้องคอยดูแลคุณหนูหลี่ไม่ให่ล่วงเกิดต่อคุณชายของท่านอยู่นะ”
“ข้าว่าเวลานี้ คุณหนูของเจ้าและคุณชายของข้าพวกเขามีเรื่องต้องคุยกันตามลำพัง ข้าถึงต้องดึงตัวเจ้าออกมานี่ยังไงล่ะ”
“ท่านหมายถึงอะไร?...นี่ท่านอย่าบอกนะว่าที่คุณชายเดินตัวเกร็งๆออกมาจากจวนรับรอง…..” หมิงคังพยักหน้าตอบรับเพื่อจะบอกว่าสิ่งที่หลิงหลิงคิดมันคือความจริง ทันทีที่ได้คำตอบ หลิงหลิงก็ยิ้มกว้างแอบเขินเเทนชางไห่ทันทีด้วยความที่อยากรู้เรื่องต่อนางจึงได้ดึงเเขนหมิงคังไปแอบดูพวกเขาอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ในขณะนั้นเหตุการณ์ ณ ศาลากลางน้ำก็เงียบและอึมครึมพอสมควร เฉินเซี่ยพูดเปิดด้วยคำพูดที่เรียบเฉยเพื่อแก้เขินทันที
“อ้าว…มาแล้วก็นั่งสิ ข้าหิวจะแย่อยู่แล้ว”
“...........” ชางไห่เดินมานั่งตรงข้ามโดยที่ไม่ได้พูดอะไร นางเอาเเต่ก้มหน้าด้วยความเขิลอายเพราะนางรู้ว่าเฉินเซี่ยต้องเห็นอะไรๆแน่ๆ
“เอ่อ..คือ..เรื่องเมื่อครู่นี้ ข้า….”
“หวังเฉินเซี่ย ท่านเห็นอะไร บอกมา…ท่านเห็นอะไร!!” จากที่ก้มหน้าเงียบไม่พูดไม่จา เเต่พอเฉินเซี่ยเปิดประเด็น นางกับพูดจาเสียงตะคอกจนเฉินเซี่ยเองก็ตกใจไปด้วย วินาทีนั้นเขาก็ได้เห็นชัดเจนว่าใบหน้าของชางไห่นั้นเริ่มแดงระเรื่อขึ้นมาด้วยความอาย เฉินเซี่ยที่เห็นเช่นนั้นเขาจึงพูดปัดไปเพื่อให้ชางไห่รู้สึกสบายใจขึ้น
“ข้าเเค่จะบอกว่าข้าไม่เห็นอะไรเลย ม่านมันบังตัวเจ้าอยู่ เจ้าจะตะโกนใส่ข้าทำไม ข้าก็แค่จะบอกเเค่นี้!”
“อ่ะ..อ่าว..แค่นั้น…เอง…หรอ”
“ก็เเค่นั้นแหละ…เจ้าจะให้มีเเค่ไหน อีกอย่างเรือนร่างผอมแห้งแรงน้อยอย่างเจ้า จะมีอะไรให้ข้าดูอย่างนั้นหรอ ฮึ?”
“หวังเฉินเซี่ย…นี่ท่าน!!!”
“กินข้าวเถอะ…ข้าขี้เกียจมานั่งเถียงกับเจ้าแล้ว”
“ก็กินสิ ข้าไม่ได้ห้ามท่านซะหน่อย กินสิ!” เฉินเซี่ยแก้อาการเขินโดยการคีบอาหารเข้าปากและคอยหลบตาชางไห่เพื่อไม่ให้นางจับพิรุธในตัวเขาได้ ในขณะเดียวกันชางไห่ก็เอาเเต่ถอนหายใจเเบบโล่งเมื่อรู้ว่าเฉินเซี่ยไม่ได้เห็นเรือนร่างอันไร้อาภรณ์ของนาง เเน่นอนว่าการปฏิเสธของเฉินเซี่ยมันทำให้บรรยากาศโต๊ะอาการดีขึ้นมานิดหน่อย เเต่ทว่าพวกเขาสองคนก็ยังคงมองหน้ากันไม่ได้อยู่ดี และยิ่งไปกว่านั้นเฉินเซี่ยก็รู้ดีอยู่แล้วว่าความจริงมันเป็นยังไง พวกเขาทั้งสองนั่งกินข้าวด้วยกันโดยที่ไม่ได้พูดคุยเลยแม้เเต่ประโยคเดียว หลังจากกินข้าวเสร็จพวกเขาก็แยกย้ายกันไป ชางไห่เเยกตัวกลับไปที่จวน ส่วนเฉินเซี่ยนั้นเดินเเยกตัวไปที่หอตำราเพื่อเคลียร์ที่เหลือ ในขณะที่เขากำลังอ่านจดหมายที่ส่งมาจากเมืองต่างๆอยู่นั้น ภาพร่างอันเปลือยเปล่าของชางไห่ก็ได้ลอยเขามาในหัวของเขาอยู่เรื่อยๆจนไม่มีสมาธิการจดหมายเลย ปึ้ง!!! ม้วนตำราและจดหมายถูกโยนลงที่โต๊ะอย่างแรงจนหมิงคังต้องรีบวิ่งเข้ามาดู
“เกิดอะไรขึ้นขอรับคุณชาย?”
“หมิงคัง…เจ้าว่าข้าควรจะทำยังไงดี?”
“เรื่องอะไรขอรับ?”
“ก็เรื่อง…..โอ้ย!! ก็เรื่องที่ข้าเล่าให้เจ้าฟังนั่นแหละ”
“เอ้า..แล้วเมื่อครู่ คุณชายไม่ได้กล่าวขอโทษนางไปแล้วหรือขอรับ ข้าคิดว่า…”
“เมื่อครู่ข้าบอกนางไปแล้วว่านางไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้ง เจ้าว่านางจะเชื่อข้าหรือไม่?”
“หากนางไม่เชื่อ ปานนี้นางคงมาโวยวายใส่คุณชายแล้วล่ะขอรับ ข้าว่ามันแปลกไปมากนะขอรับ ปกติแล้วนางอยากมอบร่างกายให้ท่านมาก ผู้ใดก็รู้ เเต่ทำมามาวันนี้ นางถึงได้…..”
“จริงด้วย เมื่อครู่นางยังตะโกนใส่หน้าข้าด้วยนะ แปลกจริงๆ หลี่ชางไห่ผู้นี้ทำตัวแปลกจากหลี่ชางไห่คนก่อนมาก เป็นไปได้ไหมว่าที่นางตกลงมาจากหน้าผาตอนนั้นจะทำให้นางความจำเสื่อมจริงๆ”
“ก็อาจเป็นไปได้นะขอรับ เเต่ข้าว่านางเป็นแบบนี้ก็ดีนะขอรับ จะได้ไม่ต้องมาก่อความวุ่นวายให้คุณชายอีก เห็นจะมีเเต่คุณชายนี่ล่ะที่คอยจะหาเรื่องนางนะขอรับ ฮ้าฮ่า”
“ข้าชักไม่เเน่ใจแล้วว่าเจ้าเป็นคนของข้าจริงๆหรือไม่ พักนี้เจ้าเข้าข้างนางตลอดเลยนะ”
“ข้าน้อยมิกล้าขอรับ” หมิงคังน้อมตัวลงโค้งคำนับก่อนจะเดินถอยหลังออกไปเงียบๆ เมื่อเห็นว่าเจ้านายเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง ทางด้านเฉินเซี่ยนั้นเขาได้เก็บเอาคำพูดของหมิงคังมาคิดและเขาก็รู้สึกว่ามันมีอะไรแปลกไปจริงๆ มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เขารู้ความจริง นั่นก็คือเขาจะต้องเริ่มสืบเรื่องของหลี่ชางไห่เงียบๆโดยที่ไม่ให้นางรู้เสียแล้ว…