Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 3 บทที่ 85 ปีศาจกระทิงและชายหนุ่ม

            รุ่งเช้าของวันถัดมา

            แม้ฟ้ายามรุ่งสางจะยังไม่สว่างดีแต่ชายหนุ่มร่างกำยำก็ได้ลุกขึ้นมาจากบ้านต้นไม้แล้ว

            “เฮ้อ...”

            เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ยืนอยู่หน้าประตูไม้พลางลอบกลืนน้ำลาย ท่าทางดูตื่นเต้นไม่น้อย

            ทว่าครู่หนึ่งเขาก็กัดฟันแน่นแล้วเอ่ยอย่างมุ่งมั่นว่า

            “คนใจกล้าอิ่มหนำ คนขี้ขลาดอดตาย”

            พูดจบ ชายหนุ่มร่างกำยำก็ผลักประตูเปิดออก

            สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาคือ

            ม่านหมอกสีขาวโพลนที่พลิ้วไหวปกคลุมไปทั่วทั้งฟ้าดิน

            เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไป

            บนท้องฟ้าที่อยู่ไม่ไกลนักพอมองเห็นต้นไม้ยักษ์สูงเสียดฟ้าต้นหนึ่งส่องประกายเรืองรองอยู่ท่ามกลางม่านหมอกปรากฏให้เห็นเลือนรางวูบไหว

            ชายหนุ่มร่างกำยำรู้ดีว่าแสงเรืองรองนั้นคือความผันผวนของพลังวิญญาณ

            เป็นเพราะพลังวิญญาณที่บริสุทธิ์จนเกินไปได้รั่วไหลออกมาโดยไม่ตั้งใจจนเกิดปฏิกิริยากับอากาศและก่อตัวเป็นประกายแสงเรืองรองขึ้นมา

            เพียงเท่านี้ก็จินตนาการได้แล้วว่าต้นไม้ยักษ์ต้นนี้จะน่าสะพรึงกลัวเพียงใด

            ลำพังแค่พลังวิญญาณที่รั่วไหลออกมายังทรงพลังถึงเพียงนี้

            นี่ยังเป็นแค่ส่วนที่รั่วไหลออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจเท่านั้น...

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ชายหนุ่มร่างกำยำก็อดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าตื่นเต้นออกมา

            ต้องรู้ว่าสัตว์ป่ากลายพันธุ์ระดับสูงทั่วไป ต่อให้ปลดปล่อยพลังออกมาเต็มที่มันก็ยังยากที่จะทำได้ถึงระดับนี้

            แต่ต้นไม้ยักษ์ต้นนี้กลับ...

            “เป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่แท้จริง...”

            เมื่อยืนยันในใจได้อีกครั้งชายหนุ่มร่างกำยำก็เร่งฝีเท้าตรงเข้าไปในส่วนลึกของม่านหมอกทันที

            ทว่าในเวลาไม่นานม่านหมอกในสายตาที่สั่นไหวด้วยความตกตะลึงอยู่ในขณะนี้ของเขาก็พลันเปลี่ยนรูปร่างไป

            “โฮก...”

            สัตว์ป่าขนาดยักษ์ที่เกิดจากม่านหมอกบดบังท้องฟ้าคำรามกึกก้องใส่เขา

            “ฟู่...”

            พร้อมกับเสียงคำราม ม่านหมอกก็แตกกระจายออกชายหนุ่มร่างกำยำถึงกับยืนนิ่งตะลึงงันไปชั่วขณะ

            ทว่าหลังจากผ่านไปพักใหญ่เมื่อเห็นสัตว์ป่าขนาดยักษ์ที่บดบังท้องฟ้ายังคงคำรามไม่หยุดชายหนุ่มร่างกำยำก็กะพริบตาปริบๆ อย่างงุนงงพลางพึมพำว่า

            “ภาพหลอน?”

            พูดจบ เขาก็ลองยื่นมือออกไป

            และก็เป็นไปตามคาด ไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆแขนขวาของเขาทะลุผ่านม่านหมอกเข้าไปได้อย่างง่ายดาย...

            “ฟืด...”

            เขาสูดลมหายใจพลางเช็ดเหงื่อเย็นที่ซึมตามหน้าผากแล้วเอ่ยคำว่า 'ยอมแพ้' ออกมาในใจ

            นี่มันยิ่งกว่าเทคโนโลยีภาพเสมือนจริงสามมิติที่มนุษย์มีเสียอีกไม่มีใครเทียบได้เลยจริงๆ

            แต่น่าเสียดายที่มันดูเหมือนจะไม่มีพลังโจมตี...

            เดี๋ยวนะ... ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ใบหน้าของชายหนุ่มร่างกำยำก็พลันแข็งทื่ออีกครั้ง

            ไม่มีพลังโจมตีอย่างนั้นหรือ?

            เป็นไปไม่ได้!

            ในเมื่อควบคุมหมอกขาวได้อย่างอิสระแล้วเหตุใดจะควบคุมหมอกพิษไม่ได้?

            เมื่อคิดได้ดังนั้นชายหนุ่มร่างกำยำจึงเงยหน้ามองต้นไม้ยักษ์สูงเสียดฟ้าที่ซ่อนตัวอยู่ในม่านหมอกพลางยืนยันในใจว่า

            “ไม่ใช่ 'ทำไม่ได้'แต่เป็นเพราะ 'ไม่ประสงค์' จะทำมากกว่า...”

            หมอกพิษนั้นอย่างไรเสียก็เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต

            และในหุบเขาหมอกแห่งนี้ก็มีสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนอาศัยอยู่รวมถึงสัตว์ป่ากลายพันธุ์ที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของท่านเทพต้นไม้ต้นนี้ด้วย

            ดังนั้น สิ่งมีชีวิตผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้จะยอมใช้หมอกพิษเพื่อทำร้ายบริวารของตนได้อย่างไร?

            จากการคาดเดาไปเอง ภาพลักษณ์ของ 'อวี๋จื่ออวี๋' ในใจของชายหนุ่มร่างกำยำก็ยิ่งดูสูงส่งและทรงเมตตาขึ้นไปอีกหลายเท่า

            ขณะนั้นเองเมื่อมองฝ่าความเปลี่ยนแปลงของม่านหมอก ชายหนุ่มร่างกำยำก็เริ่มออกเดินอีกครั้ง

            ทว่าไม่นานเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าม่านหมอกสีขาวโพลนได้แยกออกจากกันเผยให้เห็นเส้นทางแคบๆ ที่กว้างพอสำหรับคนเดียว

            ในเวลาเดียวกัน

            “ตึก ตึก ตึก...”

            พร้อมกับเสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงปีศาจกระทิงสีดำร่างกำยำที่มีเขารูปพระจันทร์เสี้ยวบนหัวได้สะบัดหน้าเดินออกมาจากม่านหมอก

            “หยุด... ก่อน...”

            เสียงที่แหบแห้งและยังไม่คล่องปากนักทว่ากลับสื่อความหมายของปีศาจกระทิงออกมาได้อย่างชัดเจน

            เมื่อเห็นเช่นนี้ชายหนุ่มร่างกำยำก็เข้าใจเสียทีว่า 'ทำไมเจ้ากระทิงตัวนี้ถึงเอาแต่บังคับให้พวกเขาสอนคำว่า'หยุดก่อน' มานานหลายวัน

            ที่แท้มันตั้งใจจะเป็นวัวเฝ้าบ้านเพื่อปกป้องท่านเทพต้นไม้นี่เอง

            มิน่าเล่า เวลาว่างๆเจ้ากระทิงตัวนี้มักจะเดินวนเวียนอยู่ใต้ต้นไม้ยักษ์ ก่อนจะหาที่ล้มตัวลงนอน

            ชายหนุ่มร่างกำยำยิ้มขมขื่นพลางอาศัยความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างดีในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาทักทายอย่างประจบประแจงว่า

            “พี่กระทิงผมแค่อยากจะเข้าพบท่านเทพต้นไม้ครับ แหะๆ พี่ช่วยเปิดทางให้ผมหน่อยได้ไหม”

            พูดไปพลางชายหนุ่มร่างกำยำก็ลองก้าวไปข้างหน้าอีกสองสามก้าว

            “หยุด... ก่อน...”

            เสียงแหบแห้งดังขึ้นในหัวของเขาอีกครั้งคราวนี้กลับแฝงไปด้วยความเย็นชาที่มากกว่าเดิม

            เย็นเยียบ

            หนาวเหน็บเข้าถึงขั้วหัวใจ

            ความเย็นนั้นทำให้ร่างของชายหนุ่มร่างกำยำแข็งทื่อฝีเท้าที่ยกขึ้นไม่รู้จะวางลงดีหรือไม่...

            “ผม... แค่... อยากพบท่านเทพต้นไม้จริงๆครับ”

            น้ำเสียงของชายหนุ่มร่างกำยำเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา

            ชีวิตที่น่าอึดอัดเช่นนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่กัน?

            ทว่าสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกจนปัญญามากกว่าเดิมคือไม่ว่าเขาจะอ้อนวอนอย่างไร ปีศาจกระทิงก็ไม่หวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย

            และเมื่อเวลาผ่านไปพลังวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวก็ค่อยๆ ปะทุออกมา

            เขาเงยหน้าขึ้นมอง

            เห็นขนสีดำของมันปลิวไสวช้าๆ

            เขาวัวที่ชี้ขึ้นฟ้าดั่งเสี้ยวจันทร์คู่นั้นส่องประกายเย็นยะเยือก

            พร้อมกับแฝงไปด้วยจิตสังหารจางๆ

            “พี่กระทิง พี่กระทิง อย่าเพิ่งใจร้อนอย่าเพิ่งใจร้อนสิครับ”

            เมื่อมองดูปีศาจกระทิงที่เตรียมจะพุ่งชนชายหนุ่มร่างกำยำก็หน้าซีดเผือดไร้สีเลือด

            หากมันพุ่งเข้าใส่จริงๆเขาจะรอดไปได้อย่างไร?

            ต้องรู้ว่า เมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่งเห็นปีศาจกระทิงพุ่งชนต้นไม้ใหญ่หักโค่นไปนับสิบต้นโดยที่ตัวมันไม่ระคายเคืองเลยแม้แต่น้อย

            “อึก”

            เขากลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว ขาสั่นพั่บๆด้วยความหวาดกลัว

            ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะอ้าปากยอมแพ้เขากลับพบว่าร่างกายถูกพลังอันน่าสะพรึงกลัวบางอย่างตรึงไว้แน่น

            อย่าว่าแต่จะอ้าปากพูดเลยแม้แต่ดวงตาก็ยังขยับไม่ได้

            “ไม่นะ ไม่นะ...”

            เขาตะโกนก้องในใจด้วยความหวาดกลัวคราวนี้เขาสติหลุดของจริงแล้ว

            ใครจะไปรู้ว่าเมื่อถูกปีศาจกระทิงจดจ้องแล้วจะต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้?

            มิน่าเล่าเหยื่อทุกตัวที่ถูกปีศาจกระทิงจ้องมอง มักจะยืนนิ่งเป็นเป้านิ่งรอความตาย

            ที่แท้ไม่ใช่ว่าพวกมันไม่อยากหนีแต่เป็นเพราะขยับตัวไม่ได้ต่างหาก

            “นี่คงเป็นความสามารถพิเศษของปีศาจกระทิงสินะ”

            ชายหนุ่มร่างกำยำรู้สึกหดหู่และสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด

            ทว่าในตอนนั้นเอง

            “ครืน!” เสียงดังสนั่นราวกับสิ่งมีชีวิตผู้ยิ่งใหญ่ตื่นจากการจำศีลม่านหมอกพลันพลิ้วไหว

            พร้อมกันนั้นเสียงที่ฟังดูราบเรียบทว่าทรงพลังก็ดังขึ้นจากท่ามกลางม่านหมอกว่า

            “พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน?”

            เมื่อมองดูชายหนุ่มและวัวกระทิงที่กำลังเผชิญหน้ากันอวี๋จื่ออวี๋ที่เพิ่งรู้สึกตัวตื่นก็เกิดความสงสัยเล็กน้อย

            แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่ซีดเซียวของชายหนุ่มและท่าทางของปีศาจกระทิงที่ค่อยๆ ถอยเท้ากลับไป เขาก็เข้าใจสถานการณ์ได้ทันที

            “เจ้าพวกนี้คงไปทำให้เขากลัวจนขวัญเสียสินะ”

            อวี๋จื่ออวี๋อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาพลางขยับกิ่งก้านและเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า

            “ให้เขาเข้ามาเถอะ”

            “มออออ”

            ปีศาจกระทิงคำรามตอบรับเสียงหนึ่งก่อนจะอาศัยม่านหมอกที่ปกคลุมอยู่ค่อยๆ ถอยหลังออกไปเหลือทิ้งไว้เพียงชายหนุ่มร่างกำยำที่ยังคงยืนอึ้ง และเส้นทางเล็กๆที่ม่านหมอกแยกออกเป็นสองข้าง มุ่งตรงไปยังเบื้องหน้าของ 'อวี๋จื่ออวี๋' ราวกับเป็นบันไดสู่สวรรค์