ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 89 งูหลามอัสนีคราม! อัสนีบาต!

            “ซวงซวง เธอไม่เป็นไรนะ?”

            จางสิงเอ่ยถามขึ้นเพื่อทำลายความเงียบงันที่ปกคลุมอยู่โดยรอบ

            ซินซวงขยับเข้าไปใกล้จางสิงตามสัญชาตญาณเธอเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะพยักหน้าตอบ

            “เมื่อกี้เห็นชัดไหมว่ามันคือตัวอะไร?”

            จางสิงส่ายหน้าเมื่อได้ยินคำถาม

            ตอนที่ซินซวงถูกลอบโจมตีกะทันหันสมาธิทั้งหมดของเขาพุ่งไปที่การช่วยเธอให้พ้นขีดอันตรายจนไม่มีแก่ใจจะไปสังเกตอย่างอื่น

            แต่ยังดีที่ถึงเขาจะมองไม่ชัดแต่ก็มีคนอื่นที่มองเห็น

            “ลำตัวยาวประมาณยี่สิบเมตร เกล็ดทั่วร่างเป็นสีเทาขาวบนหัวงูมีเกล็ดสีม่วงอยู่แผ่นหนึ่ง ลวดลายดูแปลกตา เหมือนกับ...”

            ไป๋ฉางเซิงเอ่ยขึ้นตอนที่เกิดเหตุเขาอยู่ในตำแหน่งที่ไกลจากซินซวงที่สุดจึงเข้าไปช่วยไม่ทันแต่เขากลับเห็นรูปลักษณ์ของมันได้อย่างถนัดตากว่าใคร

            ขณะที่พูดเขาก็พยายามกวาดสายตาค้นหากลิ่นอายรอบข้างเพื่อระบุตำแหน่งของมันแต่เนื่องจากมีสายลมพัดเอื่อยๆ แม้ไป๋ฉางเซิงจะพอได้กลิ่นบ้างแต่ก็ไม่สามารถล็อกตำแหน่งที่แน่นอนได้

            “เหมือนสายฟ้า!”

            “งูหลามอัสนีคราม!”

            พอได้ฟังคำบรรยายของไป๋ฉางเซิงคิ้วของเจียงจืออวี๋ก็ขมวดมุ่นเข้าหากันทันที

            “งูหลามอัสนีครามงั้นเหรอ?”

            ซินซวงและจางสิงมีความรู้เรื่องสัตว์อสูรไม่มากเท่าเจียงจืออวี๋ซึ่งเธอก็ไม่ได้คิดจะปิดบังอะไรและอธิบายต่อว่า:

            “งูหลามอัสนีครามคือสายพันธุ์กลายพันธุ์ของงูหลามกลืนหินมันมีศักยภาพทางสายเลือดสูงกว่าและแข็งแกร่งกว่ามาก”

            “เมื่อมันโตเต็มวัย พลังจะอยู่ในช่วงแม่ทัพอสูรไปจนถึงจ้าวอสูรระดับต้น”

            “นอกจากเกล็ดทั่วร่างจะแข็งแกร่งดุจหินผาแล้วงูหลามอัสนีครามยังสามารถปลดปล่อยพลังสายฟ้าได้ด้วย”

            “อานุภาพของมันรุนแรงมาก ถ้าคู่ต่อสู้ในระดับเดียวกันโดนเข้าไปส่วนใหญ่จะสูญเสียความสามารถในการต่อสู้ไปชั่วคราว”

            “แต่ถ้าเป็นพวกที่พลังอ่อนกว่า หรือไม่มีความต้านทานธาตุสายฟ้า...แค่ครั้งเดียวก็ตายคาที่ได้เลย!”

            ขณะที่พูดเรื่องนี้สีหน้าของเจียงจืออวี๋ดูเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด

            ชัดเจนว่าในตอนนี้พวกเขาจัดอยู่ในกลุ่มที่มีค่าพลังเลือดด้อยกว่ามันมาก

            ถ้าโดนไฟฟ้าช็อตเข้าจริงๆต่อให้ไม่ตายก็คงสาหัสปางตาย!

            ยิ่งไปกว่านั้นงูหลามอัสนีครามตัวที่เจออยู่นี้ทำให้เจียงจืออวี๋หวนนึกถึงเรื่องราวในชาติที่แล้วอย่างประหลาด

            ในชาติก่อนตอนที่เธอเปลี่ยนมาฝึกวิถียุทธ์พลังเลือดเธอเข้าออกเขตทุ่งร้างเป็นว่าเล่น และบังเอิญเคยเจองูหลามอัสนีครามตัวหนึ่งในนั้น

            เพียงแต่ตอนนั้นเธออยู่ในระดับโหวแห่งยุทธ์ระดับสูงแล้วส่วนงูหลามอัสนีครามตัวนั้นก็ก้าวไปถึงระดับราชาอสูร!

            ตอนนั้นเธอก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้างแต่พอมาดูตอนนี้ งูหลามอัสนีครามที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาน่าจะเป็นตัวเดียวกับที่เธอเคยเผชิญหน้าในระดับราชาอสูรในชาติก่อนนั่นเอง!

            หลังจากที่มันได้กินหญ้าหลอมวิญญาณห้าต้นนี้เข้าไปสายเลือดของมันคงจะยกระดับขึ้นอีกครั้ง!

            “ไอ้ตัวนี้มันใช้สายฟ้าได้ด้วยเหรอ?”

            จางสิงอุทานออกมาด้วยความตกตะลึงเมื่อได้ยินสิ่งที่เจียงจืออวี๋พูดเขาเผลอกระชับดาบคู่ในมือแน่นขึ้นตามสัญชาตญาณ

            เขาไม่ได้กลัวแค่เรื่องโดนช็อตแต่ประเด็นสำคัญคือมันไม่ใช่แค่การช็อตธรรมดาน่ะสิ

            “ฉันกับเสี่ยวไป๋จะคอยดึงความสนใจของงูหลามอัสนีครามไว้ส่วนพวกเธอหาจังหวะไปเก็บหญ้าหลอมวิญญาณ!”

            เจียงจืออวี๋คำนวณในใจครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจทันที

            จากการปะทะเมื่อครู่พวกเขาพอจะคาดคะเนระดับพลังเลือดของอีกฝ่ายได้แล้ว

            การที่มันซัดซินซวงกระเด็นได้ง่ายๆแบบนั้นค่าพลังเลือดของงูหลามอัสนีครามตัวนี้ต้องไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นห้าพันแต้มแน่นอน!

            ถ้าจะซัดกันตรงๆไม่มีใครสู้มันได้ แม้แต่เจียงจืออวี๋เองก็ตาม

            ทว่าโชคดีที่พวกเขาไม่ได้มาคนเดียวแต่มีกำลังรบที่ใช้การได้ถึงสี่แรง จึงไม่มีความจำเป็นต้องหักโหมสู้ตายกับมัน

            “เสี่ยวไป๋!”

            เจียงจืออวี๋ตะโกนเรียกสั้นๆไป๋ฉางเซิงก็เข้าใจความหมายของเธอทันที

            ความจริงแล้วมันไม่ใช่แค่เรื่องที่เจียงจืออวี๋เลือกเขาหรอกแต่ในฐานะ ‘เผ่าพันธุ์เดียวกัน’ แรงดึงดูดที่ไป๋ฉางเซิงมีต่องูหลามอัสนีครามนั้นมากกว่าคนอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด

            เหมือนอย่างในตอนนี้ไป๋ฉางเซิงเริ่มรู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติ แต่พอกวาดสายตาไปรอบๆกลับยังไม่เห็นวี่แววของมันเลย

            แต่ในวินาทีถัดมาประกายอัสนีบาตสีน้ำเงินขาวสายหนึ่งก็พุ่งวาบมาจากระยะไกล!

            มันรวดเร็วและทรงพลังมากทุ่งหญ้าที่พลิ้วไหวตามลมถูกพลังสายฟ้านี้ระเบิดจนกลายเป็นทางโล่งกว้างครึ่งเมตรในพริบตา!

            ไป๋ฉางเซิงหันกลับไปมองเห็นเพียงสายฟ้าที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ต่อหน้าต่อตา

            เขาคิดจะหลบแต่กลับไร้ทางเลี่ยง

            ข้อเสียของการที่ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นถูกเปิดเผยออกมาในวินาทีนี้หากเทียบเรื่องความคล่องตัวแล้ว เขาตามหลังเจียงจืออวี๋อยู่มากกว่าหนึ่งขุม

            ทว่าในตอนที่ไป๋ฉางเซิงเตรียมใจจะรับการโจมตีนี้เข้าไปเต็มๆเจียงจืออวี๋ที่ยืนอยู่ข้างหลังเขาก็เคลื่อนไหวแล้ว

            หอกโลหะผสมถูกแทงออกไปพุ่งข้ามตัวไป๋ฉางเซิงไปปะทะกับสายฟ้านั้นก่อน

            ไป๋ฉางเซิงเห็นชัดเจนว่าสายฟ้านั้นพุ่งเข้าชนปลายหอกโลหะผสมประกายไฟเส้นเล็กๆ เริ่มไหลลามไปตามด้ามหอกมุ่งตรงสู่มือของเจียงจืออวี๋

            แต่ในสถานการณ์เช่นนี้เจียงจืออวี๋กลับไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย

            เธอออกแรงที่ข้อมือทั้งสองข้างเหวี่ยงหอกในมือเป็นรูปครึ่งวงกลม ก่อนจะฟาดมันลงบนพื้นดินอย่างหนักหน่วง!

            “ตูม!”

            พลังสายฟ้าอันมหาศาลถูกปลดปล่อยออกมาทันทีโดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ปลายหอก

            เพียงชั่วพริบตาพื้นดินที่เคยอ่อนนุ่มก็แตกออกเป็นรอยแยกสีดำนับสิบสายลามไปทั่วจากการถูกพลังงานเผาไหม้

            พงหญ้ารกชัฏโดยรอบถูกคลื่นพลังนี้กวาดหายไปจนเกลี้ยง!

            “นี่มัน...”

            ซินซวงและจางสิงที่ยืนอยู่ห่างออกไปสิบกว่าก้าวมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกตระหนกสุดขีด

            อานุภาพที่รุนแรงขนาดนี้หากพวกเขาเป็นคนรับไว้เอง เกรงว่าคงได้บาดเจ็บสาหัสในทันที!

            ขนาดคนที่อยู่ไกลยังตกใจขนาดนี้ไป๋ฉางเซิงที่สัมผัสถึงความบ้าคลั่งของสายฟ้าในระยะประชิดยิ่งรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ

            อากาศรอบตัวร้อนระอุขึ้นจากฤทธิ์ของอัสนีบาต

            แต่เจียงจืออวี๋ที่เพิ่งรับการโจมตีไปกลับไม่หยุดพักแม้แต่วินาทีเดียวเธอพุ่งทะยานร่างออกไปมุ่งหน้าสู่ทิศทางที่สายฟ้านั้นพุ่งมาเพื่อเปิดฉากโจมตี

            “อย่ามัวแต่บื้อสิ เราถ่วงเวลาไว้ได้ไม่นานหรอก!”

            เสียงตะโกนเตือนสติซินซวงและจางสิงพร้อมกับปลุกให้ไป๋ฉางเซิงได้สติด้วย

            ไป๋ฉางเซิงที่ได้สติกลับมารู้สึกได้ถึงเลือดที่สูบฉีดขึ้นหน้าด้วยความโมโห

            “โธ่เว้ย! เกือบโดนไอ้เจ้านี่เล่นงานทีเผลอซะแล้ว!”

            ไป๋ฉางเซิงไม่รู้ว่าถ้าเขารับการโจมตีนั้นตรงๆจะตายไหม แต่ถ้าเจียงจืออวี๋ไม่ช่วยกันไว้ให้เมื่อกี้ป่านนี้เขาคงนอนหงายท้องไปแล้ว

            ความรู้สึกเหมือนเกือบจะพลาดท่าตายอนาถแบบนี้ทำให้ไป๋ฉางเซิงรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก

            เขาไม่รอช้าพุ่งร่างตามเจียงจืออวี๋เข้าไปหางูหลามอัสนีครามทันที

            ซินซวงและจางสิงสบตากันทั้งคู่ไม่กล้าชักช้าอีกต่อไป

            ไม่มีใครรู้ว่าคูลดาวน์การโจมตีด้วยสายฟ้าของมันจะนานแค่ไหนกันได้ครั้งหนึ่งก็ใช่ว่าจะกันครั้งที่สองได้สิ่งที่พวกเขาควรทำที่สุดในตอนนี้คือรีบเก็บหญ้าหลอมวิญญาณแล้วเผ่นออกไปให้เร็วที่สุด

            ในขณะที่อีกด้านหนึ่งเจียงจืออวี๋ได้พัวพันอยู่กับงูหลามอัสนีครามแล้ว เธอวาดหอกในมืออย่างต่อเนื่องทั้งแทงทั้งฉก ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้มุดหนีไปไหนได้อีก

            จากการลอบโจมตีสองครั้งครั้งแรกเกือบจะเขมือบซินซวงลงท้อง ครั้งที่สองเกือบจะปลิดชีพไป๋ฉางเซิงถ้ามีครั้งที่สาม... คงได้มีคนตายจริงๆ แน่

            ไป๋ฉางเซิงที่พุ่งตามหลังเจียงจืออวี๋มาติดๆเข้าร่วมวงต่อสู้ด้วยความโกรธแค้นเขาอ้าปากกว้างหมายจะฝากรอยเขี้ยวลงบนร่างของงูหลามอัสนีครามตัวนั้นให้จงได้!

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน