เทพสงครามมังกรเทวะ

    สามราชันปะทะสิบจักรพรรดิ

    ทั้งเซี่ยจูชิงและเฟิงหยาลี่ตึงเคลียดในทันทีในเวลานี้ม่านน้ำแข็งสีขาวบริสุทธิ์และอักขระเปลวเพลิงสีแดงชาดของพวกนางปรากฏขึ้นมาเพื่อต่อต้านพลังของเขตแดน ทันใดนั้นเหล่าจักรพรรดิเทวะอาชูร่าเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเข้ามาประชิดตัวของอีกฝ่ายในทันที หมัดที่แฝงไปด้วยอำนาจทำลายล้างพุ่งตรงใส่ร่างกายของทั้งสามอย่างไร้ปราณี

     

    เฟยหรงเมื่อเห็นเช่นนั้นเขาก็เรียกใช้พลังของเกราะเทพมังกรนิรันทร์กาลในทันทีและรับหมดของมันอย่างง่ายดาย ทางด้านเฟิงหยาลี่นางเองก็เรียกใช้สายเลือดวิหคเพลิงสร้างปีกขึ้นมาเคลื่อนไหวหลบหลีกหมัดนั้นได้อย่างเฉียดฉิว สุดท้ายคือเซี่ยจูชิงก้วยทักษะเหมันต์ปฐมกาลนางชะลอหมัดนั้นและหลบมันอย่างง่ายดาย

     

    "เหอะ!! พวกน่ารังเกียจ!"จักรพรรดิเทวะอาชูร่าสบถอย่างไม่พอใจ หมัดที่แฝงเร้นไปด้วยไอปราณคำสาปแผ่กระจายออกไปในทันทีทั้งสามคนรีบถอยหนีและมองมันด้วยสายตาท่เย็นชาอย่างถึงที่สุด

     

    "สิบคน!!แถมยังรุมโจมตีแค่เราสามคน นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน"เฟิงหยาลี่กล่าวอย่างไม่เข้าใจ ผู้คนตั้งมากมายทำไมต้องเป็นพวกเขาสามคนด้วย

     

    "พวกมันคงคิดว่าพวกเราเป็นหัวหน้า พอกำจัดพวกเราได้การฆ่าคนที่เหลือก็ไม่ได้ยากอะไร!"เฟยหรงกล่าวอย่างเมินเฉยตามจริงเขาจะใช้บัลลังก์ราชันฆ่ามันเลยก็ได้แต่ไม่ใช่ตอนนี้นั่นเพราะตัวเขาสัมผัสได้ถึงการเลื่อนระดับพลังแล้ว ตอนนี้มีเพียงจะต้องขัดเกลาฝีมือเท่านั้นเขาก็จะไปถึงจักรพรรดิเทวะได้อย่างสบายๆและไม่ใช่เพียงเขาเท่านั้นที่กำลังจะเลื่อนระดับ ทั้งเฟิงหยาลี่และเซี่ยจูชิงเองก็กำลังจะเลื่อนระดับเช่นเดียวกัน

     

    "เช่นนั้นก็ไม่มีทางเลือก สู้เถอะ!"กล่าวจบเฟยหรงทะยานออกไปในทันทีลมปราณกระบี่ของเขาแตกต่างจากเดิมมากเพราะมันไม่ใช่ลมปราณเทพสมุทรอีกต่อไปแต่มันคือลมปราณเทพมังกรที่แข็งแกร่ง และเมื่อเฟยหรงใช้มันแม้แต่จักรพรรดิเทวะเขาก็มั่นใจว่าจะตัดมันให้ขาดเป็นสองท่อนได้ไม่ยากแม้จะมีผิวหนังที่แข็งแกร่งก็ตาม

     

    "ฟิ้ว!!"

     

    "ฉับ!"

     

    อาชูราตนหนึ่งโดนกระบี่ลมปราณของชายหนุ่มฟันเข้าไปมันมั่นใจในพลังของตนเองมาก แต่ผลกลับไม่ได้เป็นอย่างที่มันคิด เมื่อถูกดาบฟันเข้าไปวิถีการมองเห็นของมันก็เปลี่ยนไปในทันทีเพื่อรู้สึกตัวทุกอย่างก็สายไปแล้วกระบี่ลมปราณได้ตัดผ่านคอของมันจะหัวขาดตกลงสู่พื้นเป็นที่เรียบร้อย

     

    "ตี้เฟิง! เจ้ามนุษย์ตาย!!"จักรพรรดิเทวะอาชูร่าคนหนึ่งกล่าวอย่างเดือดดาลพุ่งทยานมาเพื่อจะโจมตีเฟยหรงทันใดนั้น ศรเปลวเพลิงก็เสียบเข้าที่ตาของมันในทันทีและแผดเผามันไม่มีเหลือ

     

    "ศรวิหคเพลิงสวรรค์เร้น"น้ำเสียงอันยั่วยวนของเฟิงหยาลี่ดังขึ้นมาอีกครั้ง เฟยหรงถึงกับยิ้มเจื่อนๆในทันทีให้ตายสิหญิงสาวคนนี้ช่างดูใจกล้ากว่าภรรยาของเขาเฟิงเสวียเสียอีก

     

    เฟยหรงไม่ประมาทแต่อย่างใดเมื่อกำจัดอาชูร่าได้แล้วเขาก็พุ่งเข้าไปหาอาชูร่าอีกตนหนึ่งในทันที หนึ่งกระบี่ในมือกับอีกหนึ่งหมัดของเขาสร้างความหวาดกลัวให้เหล่าอาชูร่าไม่น้อย ตัดกลับมาที่เซี่ยจูชิงนางก็ไม่ได้น้อยหน้าอีกสองคนแต่อย่างใดการเคลื่อนไหวที่งดงามของนางประดุจกำลังร่ายรำลมปราณเหมันต์ปฐมกาลปะทุขึ้นมาไม่ขาดสาย อาชูร่าสองตนที่เขามาหานางไม่มีตนใดที่ย่างกรายเข้ามาในรัศมีสองจั้งได้พวกมันถูกแช่แข็งอย่างไร้ปรานี

     

    ทั้งสามตอนนี้ประดุจความหวังของขุมกำลังต่างๆเลยก็ว่าได้ เมื่อเห็นว่าทั้งสามสู้กันกับพวกมันได้อย่างง่ายดายก็มีบางคนที่อยากจะลองแต่ช่างน่าเสียดายนัก เมื่อก้าวไปเพียงแค่ไม่กี่ก้าวพวกเขาก็สัมผัสได้ถึงพลังมหาศาลที่กดทับใบร่างดังนั้นจึงได้ออกมาในทันที พวกเขารู้แล้วว่าการต่อสู้นี้ไม่ใช่อะไรที่เขาจะเข้าไปแทรกแซงได้

     

    "กระบี่เทพมังกรสี่ลักษณ์"เฟยหรงเรียกใช้กรับี่ลมปราณสี่เล่มออกมาด้านแฝงไปด้วยลมปราณของมังกรไล่ฟาดฟันเหล่าอาชูร่าอย่างมันมือ เมื่อได้ยินแซ่ของพวกมันเขารู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก เขารู้สึกได้ว่าขนาดเกิดใหม่ในชาตินี้ยังหนีไม่พ้นพวกแซ่ตี้อีกหรือและคราวนี้ยังมาในร่างของเทพปีศาจที่แข็งแกร่งอย่างอาชูร่าอีก แล้วจะทำให้เขารู้สึกดีได้อย่างไรเมื่อได้ยินแซ่สกุลนี้

     

    'ให้ตายเถอะ นี่มันเวรกรรมของข้าหรืออย่างไร'เฟยหรงกล่าวขึ้นในใจ กระบี่ลมปราณของเขาทิ่มแทงจักรพรรดิเทวะไปถึงห้าตนด้วยกัน ส่วนอีกห้าตนที่เหลือนั้นโดนหญิงสาวอีกสองคนจัดการอย่างหมดสิ้น แม้พวกนางจะดูเหนื่อยหอบแต่เฟยหรงก็อดที่จะชื่นชมไม่ได้ว่าพวกนางนั้นแข็งแกร่งจริงๆแต่ก็อย่างว่าทุกอย่างย่อมมีเบื้องหลังเสมอ และนั่นก็คือเฟยหรง หากจะถามว่าทำไมนั้นง่ายดายมาก นั่นเพราะก่อนที่จะลงมือโจมตีทักษะเขตแดนของเฟยหรงก็ซ้อนทับเขตแดนของอีกฝ่ายแล้ว

     

    ทำให้เมื่อเริ่มทำการโจมตีแล้วนั้น ทั้งเซี่ยจูชิงและเฟิงหยาลี่ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองกลับมาใช้พลังได้เต็มสิบส่วนตั้งแต่เมื่อไร ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะเขตแดนของเฟยหรงหักล้างเขตแดนของฝ่ายตรงข้ามแต่อย่างใดแต่เป็นการดูดกลืนปราณจากฝ่ายตรงข้ามมาเติมใหญ่หญิงสาวต่างหาก และอาการที่นางเหนื่อยหอบก็เพราะใช้พลังกายมากเกินไปนั่นเองหาใช่ลมปราณหมดไม่

     

    หากพวกนางสงสัยและตรวจสอบลมปราณของตัวเองพวกนางจะรู้ทันทีแล้วลมปราณของพวกนางลดลงไปเพียงน้อยนิดเท่านั้นเอง หากอีกฝ่ายสงสัย ขอแค่ตนไม่พูดอะไรอีกฝ่ายก็ทำอะไรเขาไม่ได้อยู่ดี

     

    "บดทดสอบที่สามเสร็จสิ้นเข้าสู่การรับมรดก!"เสียงที่หลากหลายดังขึ้นมา เฟยหรง เซี่ยจูชิง และเฟิงหยาลี่ถูกทำให้หายไปต่อหน้าต่อตาของเหล่าขุมกำลังต่างๆจนทำให้เหล่าผู้คนได้แต่ตื่นตระหนกแต่ก็ไม่ได้ตกใจอะไรเนื่องจากตลอดเส้นทางมานี้เป็นเฟยหรงและหญิงสาวทั้งสองคนนั้นที่ต่อสู้ไม่ใช่พวกเขาการที่อีกฝ่ายจะได้มรดกก็ไม่ได้แปลกอะไร

     

    เฟยหรงถูกพาตัวไปเบื้องหน้าของเขาคือเจ้าบัลลังก์ทั้งหมดเจ็ดคนด้วยกันนั่นคือ ความมืด แสง ไม้ เมฆา ปฐพี วารี และอัสนี แต่กลับไม่เห็นเปลวเพลิง และเหมันต์ เห็นได้ชัดเลยว่าพวกนางได้เลือกเฟิงหยาลี่ และเซี่ยจูชิงเป็นผู้รับมรดก

     

    "คิดไม่ถึงว่าผู้สืบทอดของพวกเราจะเป็นชายผู้ที่ถือครองบัลลังก์ถึงสามชิ้น ช่างเป็นสัตว์ประหลาดตัวน้อยเสียจริงๆ"ชายผมสีทองกล่าวอย่างสนใจ เฟยหรงมองอีกฝ่ายเขาก็สัมผัสได้ว่าชายคนนี้คือหัวหน้าของเหล่าเจ้าแห่งบัลลังก์ราชัน จักรพรรดิแห่งแสงนั่นเอง

     

    "คาราวะผู้อาวุโส"เฟยหรงผสานมือคำนับ เหล่าเจ้าแห่งบัลลังก์ยกยิ้มอย่างพึงพอใจ โดยเฉพาะความมืดและอัสนีที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเพราะเขาสัมผัสได้ว่าสองในสามของบัลลังก์อยู่ในกายของเด็กชายคนนี้

     

    "ไม่ต้องมากพิธีไปเรามีหน้าที่มอบมรดกให้ก็เท่านั้น ต่อไปเจ้าจะเอาไปใช้อย่างไรก็สุดแท้แต่เจ้า"เจ้าบัลลังก์แห่งกล่าวจ้าวแห่งบัลลังก์ทุกคนผายมือออกไปทันใดนั้นเบื้องหน้าของเฟยหรงก็ปรากฏอาวุธทั้งหมดเจ็ดชิ้นด้วยกัน นั่นคือ ดาบใหญ่ราชันแห่งความมืด ลูกบาศก์แห่งแสง คฑาแห่งการเยียวยา มีดบินเร้นเมฆา ค้อนเทพปฐพี กระบี่วารีพิสุทธิ์ และสุดท้ายคือหอกเทพอัสนี

     

    "อาวุธทั้งเจ็ดนี้ได้รับการอวยพรจากพระเจ้าแห่งจักรวาล เทพเจ้าเก้าสี ดังนั้นมันจึงมีอำนาจในการต่อต้านปราณคำสาบของเผ่าอาชูร่า แต่จากดูๆแล้วอาวุธพวกนี้ล้วนไม่จำเป็นเท่าไรกับคนที่พิเศษเช่นเจ้า ดังนั้นพวกเราจึงตัดสินใจมอบสิ่งที่เป้นประโยชน์ให้เจ้าอีกหนึ่งชิ้นด้วยกัน ส่วนอาวุธเทพเหล่านี้ก็สุดแล้วแต่เจ้าว่าจะทำอะไรกับมัน"

     

    เจ้าบัลลังก์ทั้งเจ็ดผายมือขึ้นอีกครั้งด้านหลังของเฟยหรงกลับมีวงแหวนสีทองที่ดูงดงามปรากฏขึ้นเจ็ดวงด้วยกัน นั่นทำให้ชายหนุ่มต้องจ้องมองมันด้วยความสงสัยมากเลยทีเดียว "วงแหวนทั้งเจ็ดนี้เรียกว่าวงแหวนเทพประทานมันมีไว้เพื่อกักเก็บพลังได้ทุกรูปแบบ จะเรียกให้ถูกคือมันเป็นพลังงานสำรองให้เจ้าก็ว่าได้ นี่คือสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดที่พวกเราจะให้พวกเจ้าได้ในเวลานี้ไม่เพียงแต่เจ้าเท่านั้นที่ได้ของเหล่านี้ อีกสองคนที่ได้รับเลือกก็เช่นกันแต่นางจะได้อาวุธเพียงชิ้นเดียวเท่านั้นและกับหนึ่งวงแหวนเทพประทานดังนั้นจงดีใจไว้เถอะที่เจ้าคือคนพิเศษ"

     

    จ้าวบัลลังก์แห่งแสงกล่าวเพื่อไขความกระจ่างเฟยหรงที่ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าอย่างเข้าใจในทันที เขารวบเก็บอาวุธทั้งเจ็ดเอาไว้ในแหวนมิติจิตวิญญานในทัทีเพราะอาวุธเหล่านี้ไม่สามารถเก็บไว้ในแหวนมิติธรรมดาๆได้ แม้เฟยหรงจะไม่เข้าใจว่ทำไมแต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรเจ้าบัลลังก์ราชันรุ่นก่อนในเรื่องนี้

     

    "ขอบคุณเจ้าบัลลังก์ที่เมตตาขอรับ"เฟยหรงผสานมืออีกครั้ง เหล่าเจ้าบัลลังก์พยักหน้าให้กับเขาพร้อมกับรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าและดูเหมือนว่าพวกเขากำลังจะหายไป

     

    "ท่านเจ้าบัลลังก์ข้ามีเรื่องจะสอบถามเกี่ยวกับ.........."

     

    "เจ้าหนุ่มข้ารู้ว่าเจ้าจะถามเรื่องใด ข้าบอกได้เพียงเมื่อมีความมืดกลับกันย่อมมีแสงสว่าง หมู่มวลเมฆาลอยเด่นอย่างเป็นอิสระ พฤกษานานาไพรไร้ที่สิ้นสุด ปฐพีวารีเคียงคู่มิรู้จบ"เจ้าบัลลังก์ราชันแห่งแสงกล่าวอย่างเป็นนัยก่อนที่เขาจะหายไปพร้อมกับส่งร่างเฟยหรงออกไปเช่นกัน

     

    ณ โลกภายนอกนั้นหนึ่งชาย สองหญิงลอยกลับมา ณ ที่เดิมที่เคยอยู่ในมือของพวกนางปรากฏวาวุธเทพคนละหนึ่งชิ้นแน่นอนว่าของเฟยหยาลี่นั้นเป็นคันศรที่ดูร้อนแรงผิดกับเซี่ยจูชิงที่นางได้ดอกบัวน้ำแข็งที่ปล่อยกระแสปราณอันเย็นยะเยือกออกมาด้านหลังของพวกนางมีวงแหวนเทพประทานที่น่าพิศวง ส่วนทางด้านเฟยหรงนั้นไม่ได้กลับเก็บงันทุกอย่างมิดชิดไม่ได้เอาอะไรออกมาเลยแม้แต่น้อย

     

    "โอ้ น้องชาย เจ้าเก็บอาวุธเทพกับวงแหวนเทพประทานได้อย่างสอนพี่สาวคนนี้บ้างสิ"เฟิงหยาลี่ว่ากล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงออดอ้อน เฟยหรงหันมาหานางพร้อมรอยยิ้ม "วงแหวนเทพประทานท่านเพียงต้องการให้มันหายไปมันก็หายไปแล้ว ส่วนการเก็บอาวุธเทพนั้นเป็นวิธีพิเศษของข้าเห็นทีจะช่วยท่านไม่ได้"

     

    เฟิงหยาลี่ได้ยินเช่นนั้นก็ทำตามในทันที หากเฟยหรงไม่บอกนางก็จะไม่ก้าวก่าย ทุกคนย่อมีความลับเป็นของตนเอง และไม่มีใครยอมเปิดเผยความลับของตนเองง่ายๆแต่ด้วยเหตุผลหลายต่อหลายข้อนี้เฟิงหยาลี่กลับรู้สึกสนอกสนใจในเฟยหรงมากขึ้นไปอีก

     

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามมังกรเทวะ ที่คุณอ่าน