บทที่ 17 เหนือ
“พอ..พอแล้ว หนูไม่ไหวแล้ว” เสียงฝนอ่อนระโหย
“ทำไมไม่รู้จักอิ่ม ไปอดอยากมาจากไหน โอย..” ได้ยินเสียงอ้อนวอน ร่างโยกไหวสะท้านเฮือก หนึ่งดูเหมือนยิ่งได้ใจ กลับเคลื่อนไหวอย่างบ้าคลั่ง ครู่ใหญ่ พายุอารมณ์ที่พัดโหมจึงสงบลง
ท่ามกลางค่ำคืนเหน็บหนาว ร่างเปลือยเปล่าของฝน นอนทาบแผ่นอกร้อนผ่าวราวเตาผิง มือเล็กลูบไล้ไปตามร่างกายที่คล้ายคุ้นเคย แต่บางครั้งกลับรู้สึกแปลกใหม่
“คิดถึง” เสียงแหบห้าวของหนึ่งดังใกล้ๆหู
“คิดถึงเหมือนกัน” ฝนตอบพลางลุกขึ้นจูบแก้มของคนที่เธอจับตัดผมโกนหนวด ทันใดเธอก็รู้สึกถึงบางอย่าง
“อ๊ะ มันตื่นขึ้นอีกแล้ว ว้ายย”
เสียงร้องของฝน ทำให้เด็กชายตัวอ้วนกลมวัยห้าขวบ ที่เกาะอยู่บนคบไม้สูงของต้นยางนาใหญ่ไร้ใบ เหลือแค่เพียงกิ่งก้านต้นนั้น ชะโงกจ้องมองฝ่าความมืดด้วยความสนใจ ทำไมลุงหนึ่งถึงทำร้ายป้าฝนรุนแรงแบบนั้น ทั้งที่ปกติพวกเขารักกันมาก จนถูกพี่นัทค่อนแคะว่า เป็พวกคลั่งรัก เสียงป้าฝนร้องครวญคราง ฮือๆเหมือนร้องไห้ ป้าคงเ็ปมากทีเดียว ดูสิโดนเขย่าจนหัวสั่นหัวคลอน เสื้อผ้าหลุดลุ่ยไปหมด พวกรอดอย่างเขา ถ้าาเ็เล็กน้อยก็จะไม่ส่งเสียงโอดครวญง่ายๆหรอกนะ
เหนือเบิกตาโพลง ทำจมูกบานพะเยิบพะยาบ คิดอยากเข้าไปช่วยป้าฝน แต่เขากลัวลุงหนึ่งเหลือเกิน เวลาลุงหนึ่งมองมา เขาจะรู้สึกเหมือนตัวเล็กลีบลงกว่าเก่า ทั้งที่ลุงหนึ่งก็ใจดีกับเขาที่สุด การลงโทษที่เขาได้รับจากลุงหนึ่งรุนแรงที่สุดก็คือการดึงหูยานๆของเขา ลุงหนึ่งไปสำรวจหมู่บ้านอื่นอยู่หลายวัน กลับมาถึงก็เอาแต่ทำร้ายป้าฝน ช่างเป็คนไม่มีเหตุผลเสียเลย
เหนือเติบโตขึ้นมาก แต่เขาก็ยังพูดไม่เป็ประโยคเหมือนเดิม เขาพูดได้เก่งพอๆกับลุงหนึ่ง ทว่าการสื่อสารของพวกเขากลับไม่เป็ปัญหา เขากับพวกรอดเข้าใจกันได้ดี เพียงแค่ได้ยินเสียงสั้นๆ หรือบางครั้งแค่มองหน้ากัน
การสื่อสารภายในกลุ่มของพวกรอดลักษณะนี้ พี่นัท เสนอว่าควรใช้คำว่า ััพหุประสาท หมายถึงประสาทััที่หลากหลายมารวมกัน มันคือการสื่อสารที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของภาษาพูด ซึ่งแต่ละคนในกลุ่มมีความสามารถรับและส่งแตกต่างกันออกไป เช่น การรับคลื่นความถี่ต่ำ การรับแรงสั่นะเื การสื่อสารทางเคมีและฟีโรโมน อุณหภูมิและรังสีความร้อน สนามแม่เหล็ก แต่ทุกคนก็เข้าใจกันเพราะมันเป็การสื่อระดับ จิตสำนึกร่วม
การตรวจตาบอดสีของหมู่บ้านถูกยกเลิกไปหลังการตายของตาพิท ตอนเช้าทุกคนจะเข้าไปรวมตัวที่หน้าบ้านของปู่ออด พี่ไนซ์จะมองคนพวกนั้นผ่านๆแว่บหนึ่ง บางวันก็จะเรียกใครสักคนสองคน มามัดกับต้นยางต้นนี้ แล้วกรอกยาขมพร้อมป้อนแมลงตัวโตๆให้กิน
เขาใช้ชีวิตสดใสของเขาอยู่ดีๆ จนวันหนึ่ง พี่ไนซ์ก็ชี้นิ้วมาทางเหนือที่วิ่งเล่นฝุ่นตลบอยู่รอบๆที่นั่น แม่และพ่อจับเขามามัดไว้ที่ต้นยางนาใหญ่นี่แหละ ไม่ฟังเสียงที่เขาร้องจ้าลั่นหมู่บ้าน
ตามปกติคนอื่นๆทั่วไปพี่ไนซ์จะสั่งให้กรอกยาทันทีที่มาถึง แต่เขากลับถูกปล่อยให้เขาร้องไห้ทั้งวันจนเสียงแหบแห้ง เมื่อตกค่ำเขาก็เกิดอาการอยากอาละวาด พี่ไนซ์ถึงเริ่มสั่งให้กรอกยาขม เขาหิวมาก กินปลวกแมลง แม้แต่พืชผักเข้าไปมากมายแต่ก็ยังไม่รู้สึกอิ่ม จนกระทั่งลุงหนึ่งเอาซากของสัตว์ตัวหนึ่งมาวางไว้ตรงหน้า พี่ไนซ์ถึงได้แก้เชือกปล่อยให้เขาแทะกินอย่างหิวโหย ลุงหนึ่งบอกแม่และพ่อว่า มันเป็ลิงกังกลายพันธุ์
จากวันนั้น ทั้งหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็พวกรอด หรือชาวบ้านทั่วไป ก็ไม่มีใครอยู่เป็สุข พ่อเด่นกับแม่นุชที่ตอนนั้น ยังเป็คนธรรมดาย่อมไล่จับเขาไม่ทัน เขาชอบขึ้นไปอยู่บนที่สูง แล้วใช้ก้อนหินเล็กๆที่เขามักหอบขึ้นไปเก็บสะสมไว้บนคบไม้ ขว้างปารังแกผู้อื่นอย่างแม่นยำ ลุงหนึ่งห้ามเขาขว้างปาใส่ชาวบ้านธรรมดาที่ ตอนนั้น เหลือแค่สิบกว่าคนเด็ดขาด ลุงบอกว่าพวกเขาหลบไม่ทันและมีโอกาสตายสูงมาก ส่วนพวกรอดที่มีจำนวน ประมาณสามสิบกว่าคนแล้วนั้น ก็ห้ามออกแรงขว้างเกินสามในสิบส่วน ทั้งหมดนี้ลุงไม่ได้ใช้คำพูดอธิบาย แต่เขาใช้จิตสำนึกร่วม แค่มองหน้าแล้วส่งเสียงต่ำๆ เหนือก็เข้าใจความหมายทั้งหมดนี้โดยสัญชาตญาณ
ซึ่งต่อมา พี่นัทที่เป็คนคิดคำ ััพหุประสาท พหุัั อะไรพวกนี้มาใช้ ก็ไม่เคยพูดคำนี้อีกเลย เธอใช้คำว่า ััรวมในการสื่อสารกลุ่มใหญ่ ส่วนในกรณีที่ใช้ พหุัั ติดต่อกันเฉพาะสองคนหรือกลุ่มเล็ก พี่นัทกลับเรียกว่า ััร่วมเสียอย่างนั้น สรุปสุดท้าย พี่นัททำหน้างงๆ เธอบอกว่าปวดหัว ตัดสินใจว่าให้เรียก จิตสำนึกร่วม เธอบอกว่าเราเป็คนไทย คนไทยไม่ชอบพูดคำยาวๆ ตอนนั้นพี่ไนซ์เงยหน้าขึ้น แล้วถามพี่นัทเบาๆ
“แล้วชื่อเต็มกรุงเทพล่ะ”
เหนือก็ไม่เข้าใจ กรุงเทพ ชื่อมันยาวตรงไหน
คนที่ไม่เดือดร้อนจากน้ำมือของเหนือมีไม่มากนัก ลุงหนึ่งกับป้าฝน เขาไม่กล้า พี่ไนซ์เหมือนจะรู้ตัวตลอดเวลา ไม่ว่าเขาจะพยายามหลบซ่อน หรือซุ่มโจมตี ถ้ารบกวนมากๆเขาก็จะถูกซ้อม และยัดเข้าบ้านพักนักเลง คือกรงเหล็ก ที่อยู่ใต้ต้นยางนาใหญ่นี้ พี่นัทดุร้ายมาก ถ้าไปตอแย จะโดนไล่ล่าทั้งวัน สำหรับพ่อกับแม่ เขาก็รู้สึกว่าไม่ควรไปหาเื่เพราะแม่บิดหูเขาจนกลัวฝังใจมาั้แ่เด็กแล้ว
คนที่ทำให้เขารู้สึกสนุกที่สุดคือ ปู่ออด ถ้าเขาขว้างหินใส่ปู่ออด ซึ่งก็เหมือนจะรู้ตัวตลอดเวลาเหมือนกัน เพราะจมูกของปู่ดีกว่าลุงหนึ่งเสียอีก แต่ปู่ออดกลับไม่เคยหลบ หลังจากโดนขว้างแค่ทีเดียว แกจะมาแหงนหน้ายืนเท้าเอวะโด่าเหนือได้ทั้งวัน คำที่ได้ยินบ่อยที่สุดก็คือ “ลูกไอ้แม่เช็ด พ่อแม่มึงไม่สั่งสอน ลูกอีห่าลากใส้” ดูเหมือนแกก็มีความสุขที่ได้ด่า เหนือรู้สึกได้ว่า ได้รับผลประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่ ปู่ออดมักไม่ใช้ััรวมในการสื่อสาร แกถนัดเคยชินกับการะโมากกว่า
เด็กชายอายุห้าขวบตัวกลมตุ้ยนุ้ย ใบหน้านิ่ง ตากลมเบิกโพลงจ้องเป๋งใต้คิ้วที่เลิกขึ้นน้อยๆ เมื่อประกอบกับปลายจมูกรั้นที่หุบๆบานๆ สำหรับคนที่ถูกเขาขว้างก้อนหินใส่หัว มันช่างป็นใบหน้าที่ยั่วโทสะได้อย่างมากมาย
ไนซ์กำชับให้แม่และพี่สาวให้หมั่นดูแลรักษาปืน เขาอธิบายว่า ปืนที่อยู่ในมืุ์ธรรมดา ไม่คุกคามพวกกลายพันธุ์มากนัก เพราะปฏิกิริยาของมนุษย์ปกติช้าเกินไป ั้แ่การยกปืน การเล็ง แม้แต่การลากนิ้วเหนี่ยวไกปืน มันมีเวลามากพอที่ทำให้พวกกลายพันธุ์หลบหลีกได้ แต่ความอันตรายที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ ความเร็วของะุปืนที่ไม่มีใครหลบทัน ดังนั้น ถ้าปืนตกอยู่ในมือของพวกกลายพันธุ์ ที่มีปฏิกิริยารวดเร็วย่อมเป็อันตรายอย่างยิ่ง เว้นแต่กลุ่มตัวสั่น ซึ่งไม่มีสติปัญญาและไม่สามารถควบคุมร่างกายให้ใช้อาวุธนี้ได้ หากคู่ต่อสู้มีความสามารถทางด้านร่างกายและสติปัญญาทัดเทียมกัน สิ่งที่ตัดสินชะตาคืออาวุธที่เหนือกว่าเท่านั้น
ไนซ์ขอให้ ออด ตั้งกฏเหล็ก คือการบังคับให้พวกรอดทุกคนควบคุมสัญชาติญาณดิบขั้นต่ำสุดให้ได้ ในหนองนกเอี้ยงต้องไม่มีการกินเนืุ้์ เพราะเขามองว่าเป็เส้นทางเดินไปสู่การสูญพันธุ์ แต่ไนซ์และครอบครัว ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความเป็ไปในหมู่บ้านมากนัก สิ่งที่เขาทำเป็หน้าที่หลักคือ ช่วยให้คนที่เริ่ม ป่วยคลุ้มคลั่ง ผ่านพ้นความตาย กลายเป็พวกรอด เพื่อตอบแทน ที่ชาวบ้านช่วยเขาใน่เขาต้องก้าวข้ามวันนั้น
่เวลาผ่านไปสองปีนับั้แ่พิทก่อเื่ ตอนนี้ไนซ์อายุ17ปี ในที่สุดชาวบ้านหนองนกเอี้ยงกลุ่มสุดท้ายก็ผ่านวิวัฒนาการสำเร็จ ในระหว่างนี้ บรรดาผู้ที่ยังไม่แสดงอาการเริ่มคลุ้มคลั่ง ไม่สามารถวิวัฒนาการได้ ล้มตายลงไปจนหมด ออดให้บทสรุปอย่างหดหู่ไว้ว่า ถ้าไนซ์ไม่คิดหาวิธีรักษา จนนำพาให้ทุกคนเป็พวกรอด จุดจบก็มีแค่ป่วยตายจากฝุ่นนิวเคลียร์และสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย หรือไม่ก็คลุ้มคลั่งไล่กัดกินกันเองจนกลายเป็พวกตัวสั่นและหมู่บ้านหนองนกเอี้ยงก็จะสาบสูญไปตลอดกาล
ต้นเหลียง สบู่ดำ ผักกูด ไผ่เลี้ยงหวาน มันสำปะหลังพันธุ์ปุยฝ้าย และพืชอื่นๆรวมทั้งสมุนไพร ที่ถูกขยายพันธุ์จากสวนของหนึ่ง กระจายไปปลูกทั่วทั้งหมู่บ้าน กลายเป็พืชที่ผลิตออกซิเจนมากผิดปกติ ทำให้แมลงในแถบนั้นมีขนาดใหญ่โตยิ่งขึ้น แม้สภาพของฝนกรด ความเหน็บหนาว และฝุ่นนิวเคลียร์ จะไม่เอื้อให้มนุษย์จากโลกเก่าอยู่ได้ แต่สำหรับพวกรอด มันดีพอที่จะให้เขาดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้ หนองนกเอี้ยง คล้ายเป็โอเอซิสแห่งชีวิตในโลกผุพังนี้
พวกรอดสามารถใช้ชีวิตได้เหมือน่ก่อนวิวัฒนาการ สามารถกินอาหารได้หลากหลาย ทั้งพืชและสัตว์ ร่างกายจะตอบสนองเนื้อสัตว์ที่ให้พลังงานสูงได้ดีมาก แต่อาหารจากพืชก็ทำให้พวกเขาใช้ชีวิตได้อย่างไม่ทุกข์ร้อนเช่นกัน ที่สำคัญไม่มีใครเสียชีวิตจากฝุ่นนิวเคลียร์หรือดื่มน้ำปนเปื้อนอีกต่อไป
รูเกอร์กึ่งอัตโนมัติ 10/22 ปืนคู่มือที่ไนซ์ใช้มาั้แ่ต้น ถูกเขาถอดกล้องเล็งออก เพราะด้วยความสามารถในปัจจุบัน เขาสามารถยิงเข้าเป้าระยะประมาณ100เมตรได้อย่างแม่นยำโดยใช้ศูนย์เปิด และเขารู้ดีว่า หากเกินระยะนี้ไป ะุขนาด.22LR แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรกับสภาพโลกแบบนี้ มันอาจเจาะกะโหลกที่หนาแน่นของพวกตัวสั่นไม่เข้าด้วยซ้ำไป
จำนวนคนงานและชาวบ้านที่กลายพันธุ์สำเร็จทั้งหมด 38คน เมื่อรวม ออด ดอก อ้อน ไข่ และทางฝั่งพี่น้องของหนึ่ง ประกอบด้วย หนึ่ง ฝน นัท ไนซ์ นุช เด่น กานต์ เหนือ และปุ๊ก เท่ากับหนองนกเอี้ยงมีประชากรจำนวนทั้งหมด 51คน
ออดกำหนดให้คนงานและชาวบ้านแบ่งกลุ่มกันกลุ่มละห้าคน สลับหมุนเวียนกันวันละสามกลุ่มเพื่อออกล่าสัตว์และลาดตระเวนรอบหมู่บ้าน
ออดมักจะได้กลิ่นพวกตัวสั่นก่อนใคร เขาจึงสั่งการให้คนในกลุ่มเตรียมตั้งรับได้ถูกทิศทางเสมอ แม้จะยังไม่สามารถระบุจำนวนที่แน่นอนได้ในระยะไกล แต่เมื่อพวกมันขยับใกล้เข้ามา หนึ่งจะรับรู้ถึงจำนวนที่แท้จริงได้ทันทีจากเสียงความถี่ต่ำและกลิ่นที่เขาััได้ และเมื่อข้อมูลจำนวนรวมถึงระดับความอันตรายถูกส่งต่อไปยังไนซ์ เขาจะวางแผนส่งกลุ่มคนที่เหมาะสมออกไปเผชิญหน้า เพื่อใช้พวกตัวสั่นเ่าั้เป็บทเรียนในการลับคม
ร่างผอมเกร็งของเ้าตัวสั่นคนหนึ่ง สูดจมูกฟุดฟิด มันได้กลิ่นเนื้อลอยมาไม่ไกลนัก ความอยากอาหารทำให้น้ำลายมันหยดลงพื้นดินเย็นเยียบดังเปาะแปะ มันกินมนุษย์มาไม่น้อย ทั้งคนปกติ และพวกตัวสั่นด้วยกันเอง สภาพมันตอนนี้ ไม่คุ้นที่จะเดินสองขาอีกแล้ว พวกรอดของหนองนกเอี้ยง เรียกมันว่า ตัวคลาน การเดินสี่ขาทำให้มันหมดปัญหาเื่ความไม่สมดุลในการเดินปกติ ความว่องไวปราดเปรียวของมันจัดว่าเป็แถวหน้าของพวกเดียวกัน ผิวสีเทาเข้มของมันบ่งบอกถึงความจัดเจนในความสามารถรอดชีวิตในฐานะมนุษย์กินคนมาอย่างยาวนาน
มันพยายามเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบที่สุดแต่บางคราวก็เผลองับขากรรไกรของตัวเองจนฟันหน้ากระทบกันดัง กั่กๆ สายตามันกวาดมองในความมืด มันััได้ว่ากลิ่นนี้อยู่ใกล้เหลือเกิน
โป๊ก!