หลายวันผ่านไปหลังการมาเยือนของสองพี่น้องแห่งหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์ตอนนี้ตำหนักเทวะตกอยู่ในสภาวะตรึงเครียดอย่างช่วยไม่ได้ผ่านมาหลายร้อยปีหลังจากการถูกควบคุมด้วยหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์ในที่สุดพวกมันก็กลับมายิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดินอีกครั้ง ทว่ายังไม่ทันที่พวกมันจะได้ประกาศศักดิ์ดาต่อผู้คนในแผ่นดินสองพี่น้อง อัทตพาล ก็ปรากฏมาข่มพวกมันถึงที่เป็นเช่นนี้แล้วจะไม่ให้พวกมันปวดหัวได้เช่นไร?
เหล่าผู้อาวุโสของตำหนักเทวะต่างหารือกันอย่างเคร่งเครียดต่างฝ่ายต่างมีความคิดของตนเอง บ้างจะให้สงบศึกบ้างเสนอให้ขอเป็นพันธมิตรกับหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์ บ้างก็บอกให้ยกกำลังพลไปสังหารให้จบๆเรื่องไป
และในมุมหนึ่งของตำหนักเทวะภายในห้องลับของสกุลต้วนที่มีเพียงปรมาจารย์ลำดับที่หนึ่งแห่งตำหนักเทวะเท่านั้นที่รู้จักตอนนี้ชายชราผู้แข็งแกร่งที่สุดในตำหนักเทวะกำลังสนทนากับบางสิ่งบางอย่างอยู่
“เช่นนั้นองค์รักษ์ผีดิบระดับเก้าของข้าก็ตกตายหมดแล้ว?” เสียงแหบพร่าเอ่ยถาม
ต้วนจางอู่ปรมาจารย์ลำดับที่หนึ่งพยักหน้าเบาๆ“หมดสิ้นไม่มีเหลือ”
“น่าสนใจ.....”
“นักรบผีดิบของเจ้าแม้แข็งแกร่งทว่ากลับไร้ซึ่งสติปัญญา.......บ่อยครั้งที่พวกมันมักจะพลาดท่าในเรื่องที่จำเป็นต้องใช้สติปัญญาในการพลิกแพลง”
“หึหึก็จริงที่พวกมันมีจุดอ่อนเช่นนั้นแต่เจ้าก็รู้จุดแข็งของพวกมันที่จะชดเชยจุดอ่อนนี้ดี ลองนึกภาพยอดฝีมือผีดิบระดับเก้าซักหนึ่งร้อยตนสิหากมีกำลังขนาดนั้นผู้ใดจะสนใจยังเรื่องสติปัญญาของพวกมันอีกเล่า?”
“...................”
“เอาเถิดในวันนี้ข้าไม่ได้มาถกเถียงเรื่องผลงานของข้าแต่ข้ามีเรื่องจะมาไหว้วานเจ้าต่างหาก”
“พูดมา”ต้วนจางอู่เอ่ย
“มันมีคนๆหนึ่งที่ข้าอยากจะให้เจ้านำตัวมันมาหาข้าซักหน่อย”เสียงแหบพร่าพูด
“นำตัวมา?” ต้วนจางอู่ขมวดคิ้วแต่ไหนแต่ไรบุคคลลึกลับตรงหน้าของมันมักจะมีข้อเรียกร้องต่างๆอยู่เสมอ หากไม่เป็นของวิเศษหายากก็ต้องเป็นสิ่งที่มีมูลค่าไม่ต่ำทรามหากแต่นี้เป็นครั้งแรกจริงๆที่อีกฝ่ายร้องขอให้ตนไปจับตัวคนมาให้
“อีกฝ่ายเป็นผู้ใด?” ต้วนจางอู่ถาม
แทนคำตอบบุคคลปริศนายืนม้วนกระดาษให้ต้วนจางอู่ม้วนหนึ่ง“ข้าไม่ทราบนามของมัน ทว่านี้เป็นรูปวาดใบหน้าของคนที่ข้าจะไหว้วานให้เจ้าพาตัวมาหาข้าเสียหน่อย”
ต้วนจางอูรับม้วนกระดาษมาและเปิดออกใบหน้าที่เคยเรียบเฉยของชายชรากระตุกนิดๆเมื่อมองรูปเหมือนที่อยู่ในกระดาษชายชราขยับปากเหมือนจะพูดอะไรออกมาแต่ก็กลั้นไว้ ต้วนจางอูยื่นม้วนรูปคืนไปท่ามกลางความงุนงงของบุคคลปริศนา
“เรื่องนี้ข้าช่วยเจ้าไม่ได้”
“หมายความว่ายังไงหรือว่ามันเป็นคนรู้จักของเจ้า?”
แทนคำตอบต้วนจางอูยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาบุคคลปริศนามีท่าทีไม่เข้าใจแต่เมื่อพิจารณามือของต้วนจางอูอย่างตั้งใจก็อดอุทานออกมาเบาๆไม่ได้“นี่....มือของเจ้าบาดเจ็บไม่เบาเลยนี่? อย่าบอกนะว่าเป็นฝีมือของบุรุษในรูปภาพนี่?”
ต้วนจางอูถอนหายใจพยักหน้ารับ
“น่าสนใจ.....น่าสนใจจริงๆ”บุคคลปริศนาพึมพำกับตนเองซ้ำไปซ้ำมา “คนผู้นี้เป็นใครกัน? ในแผ่นดินนี้จะหาคนที่จะมีฝีมือทัดเทียมกับเจ้ายากเสียยิ่งกว่าตามขนหงส์หรือของกิเลนเสียอีก”
“บุรุษหนุ่มนี้มาจากหมู่แห่งหนึ่งในทิศตะวันออก”
“หมู่บ้าน?”
“ตงฟางเว่ยเมิ่งแห่งหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์........ถ้าจะพูดให้เจ้าเข้าใจก็คือลูกหลานของตงฟางเทียนผู้เคยลบล้างแคว้นหวังที่เจ้าหลงใหลนั้นไงล่ะ”
“ตงฟางเทียน!?” ร่างปริศนานั้นอุทานอย่างตกใจ
ไม่สนใจอาการตกอกตกใจของอีกฝ่ายต้วนจางอูหรี่ตามองมือที่บาดเจ็บของตนเอง “การเปลี่ยนแปลง......ยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงกำลังจะมาถึงแล้ว”บุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในตำหนักเทวะพูดกับตนเอง
“เช่นนั้นเรื่องยอดฝีมือลึกลับนั้นก็เป็นเรื่องจริงสินะ”เสียงทรงอำนาจเสียงหนึ่งเอ่ยอย่างราบเรียบ
“เป็นเช่นนั้นจริงฝ่าบาทถึงสายลับของเราส่วนใหญ่ที่แฝงตัวอยู่ในแคว้นชิงจะถูกสังหารหมดแล้วทว่าก็มีบางส่วนเหลือรอดอยู่.........มันยืนยันว่าเห็นจักรพรรดิชิงตอนรับเหล่าบุคคลแปลกนหน้าที่มันไม่รู้จัก.....และมันยังกล่าวว่าเห็นปรมาจารย์ลับดับที่สามและปรมาจารย์ลำดับที่ห้าจากตำหนักเทวะอยู่ที่งานเลี้ยงในวังหลวงแคว้นชิงด้วยเช่นกัน”เสียงแหลมสูงเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม
“ฮึ”เจ้าของเสียงทรงอำนาจแค่นเสียง “ช่างน่าสมเพชนาม ขั้วอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดนัก.......สุดท้ายพวกมันก็เพียงหลับตาข้างหนึ่งปล่อยให้ผู้อื่นล่วงเกินได้ง่ายๆ”
“ทว่าข้านั้นแตกต่าง......หลายปีมานี้แคว้นเสวียนเราเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด......กองกำลังที่ซือเอ๋อร์ยกไปบุกแคว้นชิงก็เป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆเท่านั้น”เจ้าของเสียงทรงอำนาจเอ่ยอย่างหยิ่งผยองแต่เมื่อเอ่ยถึงบุตรชายคนโตดวงตาที่เคยหยิ่งผยองก็คล้ายอ่อนลงอยู่บางส่วน
“องค์ชายใหญ่ชั่งเสียสละยิ่งนักหากไม่เพราะเป็นองค์ชายใหญ่อาสานำกองทัพออกไปรบเพื่อตบตาเจ้าพวกตำหนักเทวะนั้นต้องไหวตัวที่แคว้นเสวียนเราแอบรวบรวมกำลังไว้อย่างลับๆแน่นอน”เจ้าของเสียงเล็กแหลมเอ่ยอย่างเถิดทูล
“ซือเอ๋อร์เป็นเด็กดี......หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่เราวางไว้เมื่อทุกอย่างจบลงไม่ต้องรอให้ซือเอ๋อร์เอ่ยปาก ข้าผู้เป็นจักรพรรดิจะเป็นผู้ที่ยกบัลลังก์นี้ให้แก่เขาเอง!” เจ้าเสียงทรงอำนาจกล่าวเสียงดังคล้ายจะประกาศลั่นไปจนถึงสวรรค์ที่เอวของมันห้อยไว้ด้วยหยกสีดำ บนหยกนั้นสลักไว้ด้วยรูปเต่าที่เกรี้ยวกาจอย่างดุร้ายบนกระดองของมันเขียนไว้ตัวอักษรที่ดุดันว่า....เสวียน!
“น่าสนใจ.....อะไรทำให้ท่านถึงขนาดอยากผูกมิตรกับจักรพรรดิชิงถึงขนาดส่งบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนของท่านไปเต้นเล่นดนตรีถึงหน้าพวกมันกัน”สตรีนางหนึ่งเอ่ยกับผู้หนึ่งที่อยู่หลังฉากกั้นสีแดงเพลิง
“..............”
“อย่าบอกนะว่าท่าน!? หรือท่านตั้งใจจะส่งนางไปเป็นสนมของจักรพรรดิชิงกัน!” สตรีนางนั้นปิดปากเอ่ยหยอกล้ออย่างสนุกสนาน
“หากจักรพรรดิชิงโง่เขลาขนาดนั้นปานนี้แคว้นชิงคงล่มจมหรือไม่ก็ถูกกลินกินไปโดยเหล่าขุนนางในแคว้นเหล่านั้นไปแล้ว”เสียงสตรีเรียบเฉยดังออกมาจากหลังฉากกั้นสีเพลิง
“ส่งข่าวไปยังลี่เอ๋อร์.......บอกนางให้จับตาคนที่แปลกหน้าที่พึ่งปรากฏตัวขึ้นรอบตัวจักรพรรดิชิงให้ดี.......ข้าให้อำนาจนางในการตัดสินใจเต็มที่”สตรีหลังฉากกั้นเอ่ยเบาๆ ทว่าเสียงของนางกลับฟังดูชัดเจนและทรงพลัง
สตรีที่อยู่นอกกั้นฉากยิ้มจางและประสานมือก้มหัวลง“ตามแต่ที่ท่านปรารถนา....ฝ่าบาท”
สตรีที่อยู่หลังฉากกั้นโบกมือไล่ให้ไล่ให้ผู้อยู่ภายนอกออกไปและพึมพำกับตนเอง“สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง.......กำลังจะพลัดผ่านแผ่นดินนี้แล้ว”ข้างกายของนางวางไว้ด้วยหยกสีแดงเพลิงชิ้นหนึ่ง บนหยกสลักไว้ด้วยหงส์เพลิงสีแดงและตัวอักษรที่สง่างามว่าจู!
“กำลังคิดถึงสาวที่ไหนอยู่หรือไงถึงได้มานั่งเหม่ออยู่ตรงนี้น่ะ” เสียงของเสวี่ยฟางดังมาจากข้างหลังของเว่ยเมิ่งเว่ยเมิ่งหันไปพยักหน้าทักทายพี่สาว ตอนนี้เขากำลังนั่งเล่นอยู่ริมยอดเขาแห่งหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์แสงตะวันสีส้มค่อยๆลดระดับลงจนถึงขอบฟ้าอันหมายถึงยามกลางคืนที่กำลังมาเยือน
“เอาพูดมาสิ เจ้ากำลังคิดถึงสาวที่ไหนอยู่หืม?”เสวี่ยฟางยังคงแค่นถามไม่เลิก
เว่ยเมิ่งถอนหายใจส่ายหน้า“เมื่อท่านจะเลิกทึกทักเอาเองเรื่องนี้เสียที?” เว่ยเมิ่งเงยหน้ามองดวงตะวันที่กำลังหลับขอบฟ้า“ข้าก็แค่มาดูดวงตะวันตกดินเท่านั้นเอง”
เสวี่ยฟางยักไหล่พลางนั่งลงข้างๆน้องชายต่างสายเลือดหญิงสาวตบไหล่เว่ยเมิ่งเบาๆ เว่ยเมิ่งหันมามองเสวี่ยฟางหญิงสาวก็เพียงแค่ยิ้มตอบอย่างไม่พูดอะไร
“ข้าก็อยากดูวงตะวันตกดิน”เว่ยเมิ่งครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนตอบ “ข้ามีความรู้สึกว่าหลังจากนี้ข้าคงไม่มีเวลานั่งดูดวงตะวันตกดินที่นี่บ่อยๆเป็นแน่”
“เจ้าพูดเหมือนวันๆเจ้ายุ่งมากอย่างั้นแหละทั้งๆที่เอาจริงๆเจ้าก็มั่วแต่วิ่งเล่นไล่ตามฝีเสื้อของเจ้าไม่ใช่หรือไง?”
“แค่กๆข้าหมายถึงเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตต่างหากเล่า” เว่ยเมิ่งโบกมือแก้ตัว
“ในอนาคตงั้นหรือ.....”เสวี่ยฟางพึมพำ “เจ้าคิดว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นงั้นรึ?”เว่ยเมิ่งส่ายหัว “ข้าไม่รู้”
เสวี่ยฟางมองดูเว่ยเมิ่งที่นิ่งเงียบนางเอื้อมมือไปกุมมือของเว่ยเมิ่งไว้เบาๆ เว่ยเมิ่งงุนงงในขณะที่จะเอ่ยปากเสวี่ยฟางก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน
“ไม่ต้องห่วง”
“ไม่ว่าในวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นไม่ว่าวันพรุ่งนี้จะเลวร้ายเพียงใด”
“ข้าจะอยู่กับข้างๆเจ้าเสมอทั้งในวันพรุ่งนี้และตลอดไป”
“.......................”
เว่ยเมิ่งมองมือของตนที่ถูกกุมไว้ด้วยมือของเสวี่ยฟางเว่ยเมิ่งยิ้มออกมาจางๆ “ท่านพูดเองนะ...........นับจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นท่านจะต้องอยู่เคียงข้างข้าเสมอเลยนะ”
“ฮิฮิข้าให้สัญญากับเจ้าเลยหนุ่มน้อย”
จบภาค1
พูดคุยเล็กน้อยส่งท้ายภาค
สวัสดีครับบบนักเขียนเองจ้า ขอบคุณทุกท่านจริงๆนะครับที่ทนอ่านกันมาจนถึงตอนจบได้(ฮา) ต้องขออภัยในความเอาแต่ใจและความไร้ความรับผิดชอบของผมด้วยจริงๆเอาจริงๆตอนนี้ควรต้องลงตั้งแต่วันพฤหัสแล้วแต่ผมก็ดันขี้เกียจและลากยาวมายันวันอาทิตย์จนได้(T.T)ส่วนตอนจบของภาคนี้ก็ค่อนข้างที่จะเขียนแบบเปิดกว้างและทิ้งขว้างไปเสียหน่อยเพราะผมไม่มั่นใจจริงๆว่าภาคสองจะมาตอนไหน(ห่ะ!?) มีหลายจุดเลยที่ผมต้องกลับไปทบทวนการเขียนและวางแผนให้รัดกุมว่าเดิมจะได้ไม่ออกมาขาดเกินๆเหมือนตอนนี้เพราะงั้นผมก็เลยเลือกที่จะหยุดพักไว้ตรงนี้ก่อนแต่ก็ไม่อยากหยุดไปเฉยๆเลยเลือกหยุดแบบปลายเปิดไว้ก่อนเผื่อมาสานต่อครับทิ้งท้ายก่อนจากเร็วๆนี้(แต่อีกนาน)ผมจะมีนิยายเรื่องใหม่(อีกแล้วเหรอ! เรื่องเก่ายังไม่จบเลยนะโว้ย!) ยังก็ฝากทุกท่านติดตามด้วยนะครับ แล้วเจอกันจร้า