The Dark Ages

    บทที่ 51 เกาะงู

    “กรุบๆ”

    นักเรียนทหารคนอื่นๆ รวมถึงอาจารย์ลีน่าต่างเฝ้ามองพฤติกรรมของภานุในตอนนี้ด้วยความตกตะลึง ชายหนุ่มกัดไปที่หางของตะขาบแน่นอนเพื่อหวังว่าตนเองนั้นจะสามารถได้รับความสามารถใหม่จากการแสดงผลของพรสวรรค์สุดพิสดารของตนเอง อย่างไรก็ตามชายหนุ่มก็ต้องผิดหวังเพราะเสียงในหัวของเขาไม่ดังขึ้นมาเสียที

    “เห้อ…”

    ภานุถอนหายใจพร้อมกับสะบัดมีดออกไปอย่างไม่เสียดายอะไรเลยตะขาบเขี้ยวเหล็กแน่นอนว่าได้หนีไปทันที แม้ว่ามันจะถูกกัดไปครึ่งตัวแต่มันก็ยังรักษาชีวิตของตนเองเอาไว้ได้ เนื่องจากเป็นความสามารถของแมลงที่ทนทานและปรับตัวได้ดีกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ

    “นักเรียนภานุเธอนับว่าไม่เลวจริงๆ”

    อยู่ๆ อาจารย์ลีน่าก็กล่าวชมชายหนุ่มขึ้นมา ทำให้ภานุอดไม่ได้ที่จะแปลกใจ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองรอบๆ ก็พบว่าตอนนี้สายตาของทุกผู้คนต่างมองภานุเสมือนตัวประหลาดเสียแล้ว อย่างไรก็ตามภานุไม่ได้สนใจสายตาของพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย การที่จะทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นทำไมต้องไปสนใจสายตาพวกนี้จริงไหม? หลังจากนั้นอาจารย์ลีน่าก็ได้กล่าวขึ้นต่อ

    “แมลงนั้นถือเป็นสารอาหารที่ยอดเยี่ยมของนักสำรวจหรือหน่วยพิฆาต หากคนที่ไม่เคยกินมันคงมองว่ามันน่าขยะแขยงแต่จริงๆ แล้วรสชาติของมันนั้นดีมาก! ”

    ภานุเห็นด้วยกับคำพูดของอาจารย์ลีน่าเขาพยักหน้าขึ้นลงทันทีรสชาติของแมลงนั้นนับว่าอร่อยหากนำมันไปประกอบอาหารอย่างถูกวิธี

    “เดินทางกันต่อได้แล้ว! ”

    อาจารย์ลีน่าไม่ต้องการให้ขบวนแถวของนักเรียนชักช้า เธอรีบก้าวนำออกไปทันทีพร้อมกับในหัวของเธอนั้นปรากฏความคิดต่างๆ นาๆ เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของภานุ สายตาและมือของภานุจะต้องไวมากๆ ถึงจะสามารถแทงมีดไปที่กลางลำตัวของตะขาบเขี้ยวเหล็กได้ เนื่องจากมันเป็นแมลงพิษขนาดเล็กและว่องไว แถมยังเคลื่อนที่อยู่บนหญ้าแห้งที่กลมกลืนกับสีตัวของมัน

    “โอ่ว! ”

    อยู่ๆ เสียงของนักเรียนทหารกองพันเดียวกันกับภานุก็ได้ดังขึ้น ทำให้ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะต้องชะเง้อมองข้างหน้าบ้าง ซึ่งปรากฏว่าเป็นกลุ่มของนักเรียนทหารขนาดใหญ่ เครื่องแบบของพวกเขาล้วนแล้วแต่แตกต่างไปจากเครื่องแบบของนักเรียนทหารคนอื่นๆ

    เมื่อภานุพบเห็นเขาก็จำมันได้ทันที มันคือเครื่องแบบของนักเรียนทหารจากโรงเรียนหัวกะทิ สายตาที่เฉียบคมขึ้นหลังจากการผ่านการต่อสู้มามากมาย ชายหนุ่มก็สามารถบอกได้เลยว่าในหมู่พวกเขานั้นมีผู้ฝึกตนระดับหนึ่งมากกว่าร้อยคนเสียอีก แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่โดดเด่นในโรงเรียนหัวกะทิ สิ่งที่ทำให้พวกเขาอยู่โรงเรียนหัวกะทิก็คือพรสวรรค์ที่มีมาแต่กำเนิด

    อาจารย์ลีน่าจำเป็นจะต้องหลีกทางให้พร้อมกับก้มหัวอย่างเคารพให้กับชายวัยชราที่มีรูปร่างสูงใหญ่ผิดกับอายุของเขา ชายคนนี้ดูเหมือนจะเป็นคนคุมแถวของนักเรียนหัวกะทิทั้งหลาย

    “ทำความเคารพผู้อำนวยการคาร์ล”

    อาจารย์ลีน่าได้กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เคาพรนับถือ เห็นได้ชัดว่าท่าทางของเธอนั้นจริงใจเป็นอย่างมากไม่ได้มีการแสดงหรือเสแสร้งอะไรเลย

    ชายชราที่ดูเหมือนจะมีตำแหน่งใหญ่โตในวงการครูก็ได้พยักหน้าตอบรับพร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับอาจารย์ลีน่า ก่อนที่จะกล่าวว่า

    “เธอโตขึ้นมากเลยนะ ผ่านไปไม่นานเธอก็กลายเป็นสาวสวยซะแล้ว แถมยังแข็งแกร่งขนาดนี้อีก…คนรุ่นหลังน่ากลัวจริงๆ”

    “ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ”

    ทั้งสองสนทนากันไม่นานในจังหวะนั้นเอง เวลาที่ทั้งสองสนทนาก็เปรียบเสมือนเวลาพักอันมีค่าของเหล่านักเรียนทหารที่เหนื่อยจากการเดินทางผ่านสถานที่ที่มีอากาศเบาบาง

    อย่างไรก็ตามเวลาพักนั้นก็ได้หมดลงไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนต้องกลับมาเดินทางต่อ ในระหว่างนั้นตั้งแต่ต้นจนจบภานุไม่ได้สนใจจะพักผ่อนอะไรเลยเพราะเขาไม่ได้เหนื่อย ชายหนุ่มใช้สายตาสังเกตท่าทางของเหล่านักเรียนหัวกะทิและได้ค้นพบว่านักเรียนส่วนใหญ่แล้วแต่ไม่ได้มีท่าทีหอบหายใจเหมือนกับนักเรียนทหารปกติ

    ในกลุ่มนั้นเองภานุก็ได้พบกับลิสและดาวิดอยู่ด้วยทั้งสองเดินเคียงข้างกันมา เขายังพยายามที่จะมองหาชาร์ลอตต์กับคริสติน่าอย่างไรก็ตามดูเหมือนจะไม่พบ แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องดี นั่นแสดงให้เห็นว่าชาร์ลอตต์นั้นได้ตัดสินใจที่จะยุ่งเกี่ยวกับลิสแล้ว หญิงสาวนางนี้เธอมีนิสัยร้ายกาจเกินไปจริงๆ อยากน้อยภานุก็ไม่เคยชอบเธอเลยแม้เธอจะมีหน้าตาที่งดงามก็ตาม

    การเดินเท้ากินเวลาไปอีกไม่นานจนในที่สุดนักเรียนทั้งหมดก็ถูกสั่งให้หยุดแถวและได้เข้าแถวกันอย่างเป็นระเบียบ ภานุพยายามที่จะมองหาเพื่อนนักเรียนจากกองพันอื่นๆ แต่กลับพบว่ารอบๆ นั้นกลับเต็มไปด้วยกองพันจากนักเรียนโรงเรียนอื่นแทน

    ดูเหมือนว่าในการทดสอบครั้งนี้นั้นทางฝ่ายจัดการทดสอบจะตั้งใจและพยายามอย่างมากที่จะให้นักเรียนทั้งหมดแยกกัน และพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด ภานุคิดว่าการทำเช่นนี้นั้นย่อมผลเสียที่มาก นั่นก็คือมันอาจส่งผลให้นักเรียนมีการเสียชีวิตมากยิ่งขึ้น แต่ข้อดีก็มีเช่นกัน นั่นก็คือนักเรียนที่รอดชีวิตมาได้ย่อมต้องเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

    “ขอให้อาจารย์ประจำกองพันให้รายละเอียดเกี่ยวกับการทดสอบกับนักเรียนของตนเองด้วย เรามีเวลาให้สิบนาที! ”

    ชายคนหนึ่งได้กล่าวขึ้น ชายคนนี้มีหัวโล้นไร้เส้นผม และมีใบหน้าที่ยิ้มแย้มตลอดเวลา อย่างไรก็ตามท่าทางของเขานั้นแข็งแกร่งอย่างมากมันเหมือนกับนักรบที่ผ่านสนามรบมานับไม่ถ้วน เครื่องแบบของเขานั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมันเป็นเครื่องแบบทหารแต่แตกต่างกับเครื่องแบบทหารทั่วไปราวฟ้ากับเหว ตราประดับหรือเกียรติยศกลับเป็นการปักเย็บด้วยผ้า แทนที่จะเป็นกลัดติดเหมือนกับเครื่องแบบทหารอื่นๆ

    ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อให้สะดวกและเอื้อต่อการต่อสู้และสุ่มโจมตีมากที่สุด เนื่องจากพวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับอันตรายตลอดเวลาในการสำรวจโลกภายนอก พวกเขานั้นไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นทหารจากหน่วยพิฆาตนั่นเอง

    นักเรียนทั้งหลายต่างมองเขาอย่างงยำเกรง แม้แต่อาจารย์และชายชราผู้มีนามว่าคาร์ลที่ดูมีสถานะสูงส่งยังต้องก้มหัวให้เขาหนึ่งครั้งเพื่อทักทาย ยศที่ประดับติดอยู่บนเสื้อนั้นคือยศพันตรี ซึ่งสามารถมีลูกน้องภายใต้บังคับบัญชาได้หนึ่งพันคน! หากเขาไม่ได้อยู่ในหน่วยพิฆาตที่มีบุคลากรน้อย

    “คุณริก…”

    ภานุกล่าวออกมาเบาๆ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายนั้นจะได้ยินจึงได้หันสายตามามองที่ภานุแวบหนึ่ง และหันกลับไปที่เดิมอย่างไรก็ตามรอยยิ้มของเขานั้นปรากฏขึ้นที่มุมปากเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเขาจะพอใจอย่างมากที่เห็นภานุในวันนี้ แต่มันไม่เหมาะเท่าไหร่ที่จะทักทายชายหนุ่มที่นี่

    คำสั่งของริกในที่นี้นั้นเปรียบเสมือนกับคำสั่งของผู้บังคับบัญชาสูงสุด เมื่อสิ้นเสียงคำสั่งของเขาเหล่าอาจารย์ทั้งหลายต่างก็เข้าประจำกองพันของตนเองและกล่าวบอกรายละเอียดการทดสอบกับนักเรียนของตน

    “การทดสอบนั้นไม่ยากมากนัก พวกเธอเห็นทะเลสาบนั่นไหม? ”

    อาจารย์ลีน่ากล่าวขึ้นพร้อมกับชี้นิ้วไปที่ทะเลสาบที่ถูกหมอกบดบังวิสัยทัศน์จนหมดแต่อย่างน้อยเสียงของคลื่นน้ำก็ดังขึ้นเรื่อยๆ ทำให้รู้ว่าเบื้องหน้าของพวกเขาเป็นทะเลสาบจริงๆ เมื่อเห็นนักเรียนทุกคนสนใจเธอและดูเหมือนจะไม่พลาดทุกรายละเอียดที่เธอกล่าว อาจารย์ลีน่าจึงเล่าต่อทันที

    “อย่างแรกที่เธอต้องทำก็คือการไปที่เกาะงู ซึ่งอยู่ใจกลางทะเลสาบแห่งนี้ด้วยตนเอง! ”

    หลังสิ้นเสียงของอาจารย์ลีน่านักเรียนคนหนึ่งก็ได้ยกมือขึ้นและกล่าวถามขึ้นทันที

    “แล้วพวกเราจะไปที่เกาะแห่งนั้นได้ยังไงกันครับ? ”

    “นั่นก็เป็นปัญหาที่พวกเธอต้องหาวิธีแก้กันเองไม่ใช่เหรอ? ”

    อาจารย์ลีน่ากล่าวทำให้สีหน้าของนักเรียนคนอื่นๆ เปลี่ยนไปเป็นลำบากใจทันที อย่างไรก็ตามอาจารย์ลีน่าเธอไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย เธอได้ยิ้มขึ้นและกล่าวออกมาต่อว่า

    “เมื่อพวกเธอคนใดสามารถขึ้นไปยังเกาะงูได้แล้ว ก็จงตามหาแผนที่ใบภารกิจซะ…”

    “ในแผนที่นั้นจะบอกตำแหน่งที่ตั้งของสถานที่ที่พวกเธอจะต้องไป และจะบอกสิ่งที่พวกเธอจะต้องทำเอาไว้สั่นๆ ด้วย รายละเอียดทั้งหมดมีแค่นี้แหละ มีใครมีคำถามไหม แต่ขอบอกไว้ก่อนว่าฉันไม่สามารถตอบคำถามของพวกเธอทุกข้อได้ถ้าพวกเธอถามลึกเกี่ยวกับการทดสอบมากเกินไป”

    เมื่อสิ้นเสียงของอาจารย์ลีน่าทันใดนั้นนักเรียนทหารเกือบทั้งกองพันก็ได้ยกมือขึ้นเพื่อต้องการจะถามทันที ซึ่งภานุเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นเดียวกัน อาจารย์ลีน่าใช้สายตาอันว่องไวของเธอกวาดตามองหานักเรียนทั้งหมดสุดท้ายสายตาของเธอก็ตกมาอยู่ที่ภานุและเรียกให้เขาถาม

    “อาจารย์ลีน่า ระยะทางระหว่างที่น่าถึงเกาะงูมีระยะเท่าไหร่เหรอครับ? ”

    ภานุได้กล่าวถามขึ้น คำถามของชายหนุ่มนั้นไม่มีนักเรียนคนใดไม่อยากจะทราบดังนั้นทุกคนตึงเงียบเสียงลงอย่างพร้อมเพรียงโดยอัตโนมัติเพื่อฟังคำพูดของอาจารย์ลีน่า

    “ระยะทางประมาณห้าร้อยเมตร”

    “แบบนี้หมายความว่าเราพอจะว่ายน้ำไปได้ใช่ไหม? ”

    “….”

    เมื่ออาจารย์ลีน่าตอบคำถามของเธอออกมาเหล่านักเรียนก็รู้สึกโล่งใจเพราะอย่างน้อยพวกเขาก็สามารถว่ายน้ำไปได้ ไม่มีใครเลยแม้แต่คนเดียวที่สังเกตเห็นรอยยิ้มอันขมขื่นที่มุมปากของอาจารย์ลีน่า อาจารย์ลีน่านั้นต้องการจะกล่าวบอกอะไรบางอย่างกับพวกเขา แต่ด้วยข้อจำกัดและคำสั่งที่ถูกสั่งลงมาทำให้เธอไม่สามารถบอกมันไปได้

    ภานุนั้นทำท่าทางครุ่นคิดอย่างหนัก ชายหนุ่มไม่ได้เหมือนกับพวกนักเรียนทหารคนอื่นๆ เนื่องจากชายหนุ่มนั้นได้ศึกษาอันตรายจากเกาะงูมามากพอสมควรจากหนังสือบันทึกที่หาอ่านได้ยากจากห้องสมุดของบอสหลง แม้ว่าระยะทางในการว่ายไปเกาะงูจะไม่ไกล แต่ในทะเลสาบกลับเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวอย่างงูไททัน มันเป็นงูขนาดใหญ่ที่แม้จะไม่มีพิษแต่นับว่ามีแรงที่มหาศาล มันสามารถกลืนกินมนุษย์ได้ทั้งตัว มันอาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำทั่วไปภายในเกาะงู แต่มีบางส่วนที่อาศัยอยู่ทะเลสาบรอบนอกเช่นเดียวกัน

    พวกมันมักจะสุ่มโจมตีเหยื่อยอยู่ใต้น้ำ ด้วยขนาดลำตัวพื้นฐานที่ยาวอย่างน้อยสิบห้าเมตรและมีขนาดใหญ่กว่าสามสิบเซนติเมตรโดยเฉลี่ย ทำให้หากมนุษย์ถูกมันรัดและลากลงน้ำจะหมดหนทางดิ้นรนทันที แต่ให้เป็นผู้ฝึกตนระดับสองก็ตาม หากต้องเผชิญหน้ากับพวกมันในน้ำหรือถิ่นของมันก็ยังยากที่จะรอดชีวิต

    ภานุไม่ได้ตั้งใจจะบอกข้อมูลนี้กับใคร ตอนแรกเขาจะบอกกับเพื่อนของเขาแต่ดูเหมือนว่าเขาจะต้องแยกกับเพื่อนของเขาตลอดการทดสอบ แต่ชายหนุ่มไม่ได้ห่วงเรื่องนี้มากนัก เพราะเขาคิดว่าเจ้าอ้วนหวังที่ฉลาดเป็นกรดคนนั้นจะต้องรู้อย่างแน่นอน

    “ทางที่ดีที่สุดควรจะสร้างแพ…แต่มันต้องใช้เวลานานมากๆ ฉันคิดว่าใบภารกิจจะต้องมีจำนวนจำกัดและให้คนแย่งกันแน่ๆ”

    ภานุกล่าวขึ้นเบาๆ เขาไม่คิดว่านักเรียนทหารนั้นจะมีน้ำใจถึงขนาดพบเจอใบภารกิจแล้วจะประกาศให้คนอื่นต่อ สถานการณ์เช่นนี้ทุกคนต่างต้องเห็นแก่ตัว เพราะยิ่งมีคนผ่านการทดสอบน้อยมากเท่าไหร่ยิ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกนักเรียนที่ผ่านการทดสอบมากเท่านั้น เพราะพวกเขาจะสามารถเลือกเข้าหน่วยที่ตนเองอยากจะเลือกได้ เนื่องจากแต่ละหน่วยมีการจำกัดจำนวนรับเอาไว้ ยกเว้นหน่วยพิฆาตที่เปิดให้สมัครไม่จำกัดจำนวน แต่ปีหนึ่งจะมีคนสมัครไม่ถึงสองคน บางปีก็ไม่มีสักคนเดียว

    ส่วนใหญ่จะเลือกหน่วยพลเรือนเนื่องจากอยู่กินสบาย มีบางส่วนเลือกหน่อยพิทักษ์เพราะหลังจากการทดสอบครั้งนี้ไปนักเรียนทุกคนจะได้รับทราบถึงความน่ากลัวของโลกภายนอก และพวกเขาจะไม่ต้องการออกมาเผชิญกับมันอีกเป็นครั้งที่สอง