พระมหาปราชญ์ดารา เมินเฉยต่อสายตาระยิบระยับของเจ้าจ้อยท่านกวาดสายตามองเหล่านักเรียนที่นั่งตัวลีบอยู่เบื้องหน้าก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกแฝงความหมาย“พวกเจ้านับว่าโชคดีมาก เพราะอาศัยความใกล้ชิดสวัสดิการของสรวงสวรรค์รวมถึงเหตุปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย ทำให้พวกเจ้าได้เข้ามาเรียนในวิมานอักษรนี้ได้ง่ายกว่าคนอื่นนักโอกาสทองเช่นนี้หาไม่ได้อีกแล้ว จงอย่าได้เกียจคร้าน จงขยันหมั่นเพียรอย่าให้ใครเขาตราหน้าเอาได้ว่าเสียชื่อศิษย์สำนักอักษรพิมาน!”
“รับทราบครับ/ค่ะ ท่านอาจารย์!”เหล่านักเรียนประสานเสียงขานรับจนดังลั่นห้อง
แต่ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังขลังและเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจเสียงยียวนกวนประสาทเสียงหนึ่งก็ดังแทรกมาจากหน้าประตู
“โถ่... สมเป็นนักปราชญ์จริง ๆ ขนาดเรื่อง 'ใช้เส้นเข้าเรียน'ยังอธิบายซะหรูหราฟังดูดีขนาดนี้ได้ ไม่ไหว ๆ ...กระรอกน้อยผู้นี้เขินจนหน้าแดงไปหมดแล้วเนี่ย แฮ่...” เจ้าจ้อยพูดพลางเอามือปุย ๆถูแก้มตัวเองอย่างน่าหมั่นไส้
ใบหน้าของพระมหาปราชญ์ดาราพลันเปลี่ยนเป็นสีคล้ำในทันทีท่านแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินแต่เส้นเลือดที่ขมับเริ่มปูดขึ้นมาเล็กน้อย“เด็กน้อยหัววัว... เจ้าแนะนำตัวต่อเถิด”
เด็กน้อยหัววัวพยักหน้าอย่างเขิน ๆ “ครับ...ข้าก็ไม่มีอะไรจะพูดมากครับ สรุปสั้น ๆ คือข้าจะตั้งใจเรียนครับผม!”
จากนั้นก็ถึงคิวของศิษย์คนถัดไป ร่างหนึ่งลุกขึ้นยืนด้วยความประหม่าเขาคือเด็กหนุ่มที่มีหัวขนาดใหญ่โตผิดปกติ ดูคล้ายกับตุ๊กตาหัวโตที่ดูซื่อบื้อเขาคือ "เจ้าไม้"
“ขะ... ข้า... ชื่อ... ชื่อ... ชะ... ชะ... ชื่อ... มะ... ไม้!”
“อุ๊บ... ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”
ทันทีที่เสียงตะกุกตะกักของเจ้าไม้ดังขึ้น มณีภัสสรก็หลุดขำออกมาอย่างอดไม่ได้ นักเรียนคนอื่น ๆ ก็เริ่มป่องแก้มกลั้นขำบางคนถึงกับแอบหัวเราะคิกคัก ใครจะไปคิดล่ะว่าลูกหลานเทพเจ้าหรือผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ในสำนักนี้จะมีคน"พูดติดอ่าง" หนักขนาดนี้!
“มิน่าล่ะ... ถึงไม่ค่อยพูดกับพวกเรา ที่แท้ไม่ได้วางมาดหรอกแต่กลัวเสียหน้าเพราะปมด้อยนี่เอง!” เต่างอย กระซิบกระซาบกับคนข้าง ๆ
ใบหน้าใหญ่โตของเจ้าไม้แดงก่ำไปจนถึงหูราวกับลูกบอลลูนที่กำลังจะระเบิดสำหรับเขาแล้วรอยยิ้มของเพื่อนร่วมห้องในตอนนี้มันบาดลึกยิ่งกว่าพระขรรค์อาคมเสียอีก!
แต่ในขณะที่เขากำลังเสียขวัญและโกรธจัดอยู่นั้นเองเขาก็เหลือบไปเห็นกระรอกตัวหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าประตู... เจ้าจ้อยไม่ได้ขำตรงกันข้าม เมื่อจ้อยสบตาเข้ากับเจ้าไม้ เขากลับชูนิ้วโป้งให้พร้อมกับขยับปากพูดแบบไร้เสียงแต่ชัดเจนว่า“สู้ ๆ นะเพื่อน!”
เจ้าไม้รู้สึกเหมือนมีน้ำทิพย์ชโลมใจเขาจ้องมองเจ้าจ้อยด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความซาบซึ้ง... ใช่แล้ว จ้อยอาจจะกะล่อนอาจจะขี้โกง แต่อย่างน้อยเขาก็มีทำนองคลองธรรมในใจจ้อยรู้ซึ้งถึงความลำบากของการถูกคนรอบข้างตราหน้าดีเพราะเขาเองก็โตมาในโลกที่ต้องดิ้นรนและถูกดูแคลนมาไม่น้อย
ปัง!
พระมหาปราชญ์ดาราตบโต๊ะดังสนั่นจนทุกคนสะดุ้งสุดตัวห้องเรียนเงียบกริบทันที
“การพูดติดอ่างไม่ใช่ความผิดของเขา เพราะมันเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด!”ท่านอาจารย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “แต่การหัวเราะเยาะเขานั่นแหละคือความผิด!เพราะมันคือความบกพร่องของนิสัยใจคอที่พวกเจ้าสร้างขึ้นเองทีหลัง! ...เจ้าจ้อยกลับเข้ามานั่งที่!”
จ้อยถึงกับเหวอ กะว่าจะยืนกินลมชมวิวรอเลิกเรียนคนแรกเสียหน่อย“เมื่อครู่ทุกคนหัวเราะ มีเพียงเจ้าจ้อยที่ไม่ขำ ถือว่าเขามีคุณธรรมของผู้เจริญแล้วข้าจะให้รางวัลด้วยการให้เขานั่งเรียนตามปกติ ส่วนคนอื่น ๆ ทั้งห้อง...ลุกขึ้นยืนให้หมด และห้ามนั่งจนกว่าจะจบคาบ!”
เหล่านักเรียนต่างทำหน้าเบี้ยวประหนึ่งกินบอระเพ็ด ส่วนจ้อยเดินอาด ๆกลับมานั่งที่โต๊ะแถวหลังสุดพลางโบกไม้โบกมือให้เพื่อน ๆ อย่างผู้ชนะ“ขอบใจนะเพื่อน ๆ ที่ให้เกียรติยืนรับข้าเข้าที่นั่ง ฮี่ ๆ ...”
พระมหาปราชญ์ดาราหันไปหาเจ้าไม้ “เอาล่ะไม้ พูดต่อเถอะ”
เจ้าไม้พยักหน้าอย่างฮึกเหิม เขาเริ่มแนะนำตัวต่อ... “ขะ... ขะ...ข้า... มา... มา... มา... จาก... ทะ... ทะ... ทะ... ทะ... ทะ... ทะ...”
ผ่านไป 3 นาที... “...ทะเล... ทะเล... หะ... หะ... หะ...เหนือ...”
ผ่านไปอีก 10 นาที... “ขะ... ขะ... ข้า... อายุ... แปด... แปด...แปด... แปด... แปด... แปด... ร้อย... ปี...”
ความเร็วในการพูดของเจ้าไม้มันช้าเหมือนหอยทากตะคริวกินขนาดพระมหาปราชญ์ดารายังเริ่มมีเหงื่อซึมที่หน้าผากท่านประเมินความติดอ่างของเจ้าไม้ต่ำเกินไปจริง ๆ ...
“ไอ้จ้อย... เจ้าไม้มันดูตื่นเต้นเกินไป ยิ่งตื่นเต้นยิ่งติดอ่างหนักว่ะ”เต่างอย กระซิบเสียงเบาหวิว
จ้อยหาวหวอดใหญ่พลางจัดแจงหาหมอนข้างที่ทำจากคัมภีร์มาวางหนุนหัว“เออ... เห็นทรงแล้วน่าจะยาว เต่างอย ข้าขอหลับก่อนนะถ้าฟ้าสว่างหรืออาจารย์สั่งเลิกเรียนแล้วค่อยปลุกข้าด้วยละกัน”
“หลับ? ฟ้าสว่าง? เฮ้ย!นี่มันเพิ่งเช้า อีกเดี๋ยวก็ถึงเวลาพักเที่ยงแล้วนะเว้ย!” เต่างอยท้วง
จ้อยยิ้มกริ่มอย่างมีความหมาย “พักเที่ยง? อย่าฝันหวานเลยเพื่อนยาก เจ้าดูไอ้ไม้สิมันเหมือนคนไม่ได้คุยกับใครมานานแสนนาน พอเห็นคนตั้งใจฟังเข้าหน่อยมันก็เริ่มคึกดูท่ามันกำลังจะเล่าประวัติชีวิตตั้งแต่ตอนเป็นทารกจนถึงปัจจุบันแน่ ๆ”
เต่างอยมองไปที่เจ้าไม้ที่กำลังพยายามอ้าปากพะงาบ ๆ เตรียมเล่าเรื่อง“มะ... มะ... เมื่อ... กะ... กะ... ก่อน... นู้น...”
“นั่นไง... ภาคกำเนิดมาแล้ว” จ้อยตบไหล่เต่างอยเบา ๆ “ดีนะที่เจ้าเป็นเต่าอายุยืนยาวกว่าคนอื่นเขาเยอะ มีชีวิตอยู่ยาว ๆ จนฟังจบภาคสุดท้ายแน่นอนส่วนข้าน่ะเหรอ... นอนดีกว่า!”
จ้อยหลับตาทันที พร้อมทิ้งท้ายคำพูดที่ทำให้มณีภัสสรที่ยืนอยู่ข้างหน้าถึงกับขนลุกซู่
“หวังว่าก่อนปีใหม่... พวกเราจะได้กลับบ้านกันนะเพื่อน ๆ ฝันดี!”
มณีภัสสรพึมพำด้วยใบหน้าซีดเผือด “อะไรนะ... ปีใหม่เหรอ? นี่ข้าต้องยืนฟังจนโตเป็นผู้ใหญ่เลยหรือไงกัน!”
จ้อยไม่ได้ตอบกลับ เพราะเสียงกรนเบา ๆ ของเขากลายเป็นดนตรีประกอบการแนะนำตัวที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์วิมานอักษรไปเสียแล้ว...