บทที่72
เริ่มไต่สวน
“ นี่มันเกิดอะไรขึ้น!! ” ขุนนางผู้ที่ทำการไต่สวนคดีนี้นั่งอยู่บนเก้าอี้ตำแหน่งประธานขมวดคิ้วถามออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
ในตอนนี้ผู้คนมากมายภายในบริเวณรอบๆเริ่มตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
หลังจากที่ได้ยินข่าวว่านักโทษที่จับกุมตัวเอาไว้ได้หายไป
หน้ามือปราบแสดงใบหน้าจริงจังเอ่ยถามอีกครั้ง“ เจ้ามั่นใจแน่นะว่ามันหายไปแล้ว!!! ”
“ แม่ใจหัวเราะเพราะว่าตอนเช้าที่ข้าเดินทางเข้าไปภายในห้องขังก็ไม่มีมันอยู่แล้ว”มันกล่าวย้ำออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหัวหน้ากองมือปราบก็แทบไม่อยากจะเชื่อ
ภายในคุกเมืองจินหยวนใหญ่โตและมีทหารยามเฝ้าอยู่มากมายจะสามารถหลุดออกมาจากภายในบริเวณนั้นได้อย่างไร
แทบจะไม่มีโอกาสเลยที่นักโทษเพียงคนเดียวจะหายไปได้อย่างไร้ร่องรอย
การแหกคุกออกมามันไม่ใช่เรื่องง่ายๆแน่นอนว่าเกี่ยวกับเรื่องนี้จำเป็นจะต้องสืบหาอย่างแน่ชัด
“ ไปสืบหาให้แน่ชัด คนๆนึงจะหายไปได้อย่างไรภายในนี้มีผู้คุ้มกันอยู่มากมาย”
“ ถ้าเกิดว่าพวกเจ้าหามันไม่เจอพวกทหารภายในนั้นจำเป็นจะต้องรับโทษ!!! ”มันทำการกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นดวงตาของมันเต็มไปด้วยความโกรธ
แน่นอนว่าถ้ามีนักโทษหายตัวไปจริงๆสิ่งที่มันเกิดขึ้นก็คือเหล่าทหารพวกนั้นจำเป็นจะต้องได้รับโทษ
นายทหารคนนั้นแสดงใบหน้าตื่นตระหนกตกใจบนใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวไม่ว่าผู้ใดก็ต้องหวาดกลัวทั้งสิ้นถ้าบอกว่าให้รับโทษ
แต่ในขณะนั้นเองเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว“ ข้าอยู่นี่!!! ”
ดวงตาของผู้คนมากมายหันไปจับจ้องที่ตนเสียงที่มันดังขึ้นมา
เมื่อพวกเขาหันไปและก็ใช้ดวงตาจ้องมองตนเสียงที่มันดังขึ้นพบเห็นว่าเสียงที่ดังขึ้นมันดังขึ้นอยู่ภายในกลุ่มคน
ร่างของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งค่อยๆก้าวเท้าออกมาจากภายในนั้นภายในกลุ่มคนมากมายร่างของบุรุษหนุ่มก้าวเท้าออกมาจากด้านในกลุ่มคน
คนผู้นั้นคือจางหยวนเขาก้าวเท้าออกมาจากด้านในของกลุ่มคนปรากฏกายต่อหน้าของพวกมันด้วยตนเอง
จางหยวนเดินเข้ามาอย่างช้าๆด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยไร้ซึ่งความกังวล
ในขณะที่เขาเดินเข้ามาดวงตาของผู้คนมากมายจับจ้องเหล่าทหารและก็กองมือปราบภายในสถานที่แห่งนี้ยกอาวุธของตนเองขึ้นมาเพื่อเตรียมพร้อมป้องกัน
เตรียมพร้อมเข้าจับกุมพวกเขาอย่างรวดเร็วเหล่ามือปราบจะพุ่งทะยานเข้ามาจับกุมจางหยวน
แต่ในขณะที่พวกมันกำลังจะพุ่งตรงเข้ามาเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้น“ หยุดก่อน!!!!”
พวกมันต่างพากันหันไปจ้องมองเสียงที่มันดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง
พบเห็นว่าผู้ที่ส่งเสียงตะโกนขึ้นมานั่นคือท่านขุนนางกู้ที่กำลังนั่งอยู่บริเวณด้านบนมันทำการส่งเสียงออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นจ้องมองมาที่จางหยวน “ เจ้าอย่างงั้นรึที่บอกว่าเป็นนักโทษที่หลบหนีออกไปจากคุกเมืองจินหยวน”
จางหยวนเดินมาบริเวณด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
ร่างกายของเขาเดินไปหยุดลงบริเวณด้านหน้าเก้าอี้ตำแหน่งประธานจางหยวนนแสดงท่าทางที่เต็มไปด้วยความสุขุมก้มศีรษะของตนเองลงเล็กน้อยฝ่ามือทั้งสองข้างยกขึ้นมาประสานกันกล่าวกับขุนนางผู้ที่อยู่
“ เรียนใต้เท้าตัวของข้าโดนจับตัวไปอย่างไร้เหตุผล ”
“ คนพวกนี้จับตัวเขาไปโดยที่ไม่ให้ค่าโต้แย้งเลยแม้แต่น้อยแน่นอนว่าข้าจำเป็นจะต้องทวงความเป็นธรรมให้กับตนเอง ”
จางหยวนนจ้องมองไปที่คนผู้นั้น
ใต้เท้าที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตำแหน่งประธานและเป็นผู้ที่ตัดสินเรื่องราวทั้งหมด
เขามองดูจากสายตาเห็นว่าอีกฝ่ายสวมใส่ชุดขุนนางสวมใส่หมวกทรงสูงสีดำ เป็นชายวัยกลางคนอายุประมาณราวๆสักห้าสิบปีมีร่างกายสมส่วนกำยำมีใบหน้าที่เคร่งขรึม
มองภายนอกดูเป็นคนจริงจังกับหลายๆสิ่งหลายๆอย่างยามที่เอ่ยถามออกมากว้างคิ้วของมันยังขมวดเข้าหากันและแสดงใบหน้าที่จริงจังอีกด้วย
จางหยวนมองดูคนผู้นี้ไม่น่าจะใช้พวกของตระกูลเสิ่น
“ ทวงความเป็นธรรมให้กับตนเอง สถานที่แห่งนี้ล้วนแล้วมีความเป็นธรรมทั้งสิ้น ”
จางหยวนยกยิ้ม“ แน่นอนขอรับใต้เท้ามีความเป็นธรรม แต่เพียงข้าน้อยโดนใส่ร้ายในวันนี้เองก็ไม่ได้คิดจะหนีหวังว่าใต้เท้าจะเห็นใจและเริ่มไต่สวน ”
ขุนนางกู่ที่กำลังนั่งอยู่บริเวณด้านบนคิดภายในใจอย่างรวดเร็ว“ ตอนนี้สถานการณ์วุ่นวาย ”
“ ถ้าไม่จัดการกับสถานการณ์ตอนนี้ให้เสร็จสิ้นและไม่เริ่มไต่สวนได้ทันทีคงจะวุ่นวายไปมากกว่านี้”
“ เอาเถอะถ้าแบบนั้นก็เริ่มไต่สวน ” ขุนนางกู่กล่าว
หัวหน้ากองมือปราบที่กำลังยืนอยู่บริเวณด้านหน้าทักท้วงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว“ แต่ว่าใต้เท้าขอรับคนผู้นี้หนีออกจากคุก… ”
มันพูดยังไม่ทันจบประโยคขุนนางกู่ยกฝ่ามือของตนเองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “ พอแล้วพลผู้นี้ก็อยู่ตรงนี้แล้ว ”
“ ในตอนนี้เรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นมากมายการไต่สวนเองก็จะถึงเวลาเริ่มขึ้นแล้วเพราะแบบนั้นเริ่มไต่สวนในทันที ”
“ ข้าเองก็มีราชการอีกมากมายที่จำเป็นจะต้องทำอย่าให้ล่าช้า ”มันทำการข่มขู่ออกมาโดยการกำหนดคิวแสดงใบหน้าจริงจัง
หัวหน้ามือปราบผู้นั้นแสดงใบหน้าซีดเซียวแค่ขุนนางผู้นี้กล่าวออกมาตัวของมันเองก็ไม่กล้าขัดแม้แต่น้อย
ขุนนางกู่ผู้นี้ผู้คนรู้จักกันดีว่ามันเป็นคนเช่นไร
มันเป็นขนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่ซื่อตรงเป็นอย่างมากเพราะความซื่อตรงของมันเลยทำให้โดนย้ายจากเมืองหลวงมาที่สถานที่แห่งนี้
มันสะดุดขาเข้ากับขุนนางตระกูลใหญ่แต่ก็ไม่เกรงกลัวจะเอาเรื่องสุดท้ายก็โดนโยกย้ายมาที่สถานที่แห่งนี้
แม้ว่าเรื่องนั้นจะผ่านไปหลายปีแต่ผู้คนก็ยังเล่าขานภายในเมืองหลวงยังมีฉายาที่ผู้คนสร้างให้กับมันว่าราชสีห์ห้าเล็บ
เสิ่นเหยียนที่กำลังนั่งอยู่แม้ว่าใบหน้าของมันจะเรียบเฉยแต่ก็กล่าวกับตนเองภายในใจ“ ขุนนางมีมากมายไม่คิดเลยว่าคนผู้นี้จะมาเป็นผู้ไต่สวน ”
มันรู้สึกกังวลภายในใจอยู่ไม่น้อยขุนนางกู่ผู้นี้ซื่อตรงเกินไปตระกูลของมันพยายามจะซื้อตัวคนผู้นี้หลายครั้งแต่อีกฝ่ายก็ไม่ยินยอม
ตอนนี้ภายในใจรู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อยที่ขุนนางผู้นี้มาเป็นผู้ที่ไต่สวนเรื่องราวทั้งหมด
“ เอาล่ะเริ่มไต่สวนนำเอาหลักฐานออกมาข้าจะตรวจสอบว่าเรื่องขโมยผักวิญญาณเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ”
หัวหน้ามือปราบผู้นั้นตวัดมือให้ลูกน้องของมันขนของเข้ามาบริเวณด้านใน
ผักวิญญาณจำนวนหนึ่งคันรถถูกเข็นเข้ามาภายในศาลที่ว่าการเมืองจินหยวน
หัวหน้ามือปราบผู้นั้นเริ่มทำการขนผักวิญญาณมากมายเพื่อพยายามมองหาผักวิญญาณที่พวกมันซ่อนเอาไว้ภายใน
แต่เมื่อค้นหาไปเรื่อยๆผ่านไปสักพักใบหน้าของมันเริ่มเปลี่ยน“ ไม่มี.. ”
หัวหน้ามือปราบผู้นี้แสดงใบหน้าที่ตกตะลึงของที่มันเอามาใส่เอาไว้ภายในนี้ไม่มีอยู่ภายในนี้ “ มันหายไปไหน?”
มันแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสนผักวิญญาณที่มันนำเอามายัดเอาไว้ภายในกองผักวิญญาณของจางหยวนหายไป
จางหยวนยกยิ้มขึ้นที่มุมปากมองเห็นปฏิกิริยาของมันที่แสดงออกมาเขากล่าวกับตนเองภายในใจ “ เจ้าพวกตัวโง่งมหลังจากที่จับตัวของข้าได้ก็เอาแต่ชะล่าใจเเล้วก็ลืมเฝ้าของพวกนี้สินะ ”
หัวหน้ามือปราบผู้นั้นพยายามค้นหาอย่างต่อเนื่องเมื่อหญิงห้าใบหน้าของมันเริ่มเปลี่ยนสีไปเรื่อย
ในตอนนี้พรรควิญญาณที่มันกำลังคนอยู่กระจายไปทั่วทั้งพื้นเสิ่นเหยียนที่กำลังนั่งอยู่ตรงที่นั่งของมันคิ้วทั้งสองเริ่มขมวดเข้าหากันใบหน้าของมันเองก็เริ่มไม่สู้ดีนัก
ขุนนางกู่มองเห็นท่าทางแบบนั้นใบหน้าของมันก็เริ่มจริงจังขึ้นมาก่อนที่จะส่งเสียงถามกลับหัวหน้ามือปราบผู้นั้นอย่างรวดเร็ว “มีเรื่องอันใดเกิดขึ้น? ”
หัวหน้ามือปราบผู้นั้นสะดุ้งเฮือกมันหันใบหน้ามาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ
บนใบหน้าอ้วนถ้วนของมันมีเม็ดเหงื่อที่เปียกชุ่มไหลออกมาปากของมันอ้าออกเล็กน้อยแต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเต็มไปด้วยความตะกุกตะกัก“อ๋อ…อ่อ.เอ่อ คือว่า…ไม่มีขอรับ ”
จบบท