ทันทีที่เห็นชายผิวสีมีกล้ามเป็นมัด ๆนั่งรออยู่หน้าอาคารแคปซูล รอยก็รีบเข้าไปทักทายทันทีเพราะหน้าตาทรงผมของอามาลที่เห็นในชีวิตจริงนั้นไม่ต่างอะไรกับในแคปซูลเลยและยังมีชายสวมฮู้ดปิดหัวจนมิดชิดทำท่าทางลึกลับนั่งอยู่อีกคนที่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งดูยังไงก็แปลกทั้งที่อากาศมันออกจะร้อนตับแตกถึงขนาดนี้ แต่ชายคนนี้กลับสวมเสื้อหนาหลายชั้นทำอย่างกับว่าที่นี่เป็นเมืองหนาวอย่างงั้นแหละ
อามาลลุกขึ้นมาทักทายรอย พร้อมกับหันหน้าไปแนะนำตัวผู้ชายอีกคนที่กำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“ส่วนเจ้าหมอนี่ชื่อฟรอส”
“ยินดีที่ได้รู้จักฉันรอย วิลเลี่ยม” รอยยื่นมือไปเพื่อทักทายแต่ไม่มีการตอบรับใด ๆจากฟรอสเลย ฟรอสพยักหน้ากับอามาลจากนั้นก็ลุกเดินออกไปดื้อ ๆ
“เจ้านี่มันก็เป็นอย่างนี้แหละไม่พูดไม่จาแต่เขาไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรหรอกนะ แค่มีนิสัยประหลาดนิดหน่อยเท่านั้นเอง”
ทั้งคู่หันหน้ามามองกันและเดินตามฟรอสไป ในระหว่างเดินอามาลก็ให้รอยดูคลิปการต่อสู้ของพวกเขาทั้งสองคนเพื่อที่จะทำความคุ้นเคยกับพลังพิเศษของพวกเขา
ทีมของรอยเป็นผู้มีพลังพิเศษทั้ง 3 คนและฟรอสเองก็เป็นผู้มีพลังพิเศษสายควบคุม พลังพิเศษของเขาคือพลังน้ำแข็ง เหตุผลที่เพื่อนรวมชั้นไม่อยากได้เขามาเข้าร่วมทีมนั่นก็เพราะฟรอสไม่สามารถควบคุมพลังพิเศษของตัวเองได้และมักจะแช่แข็งคนรอบตัวอยู่บ่อยครั้งจนคนไม่กล้าเข้าใกล้เลย
พอรอยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับฟรอสก็เข้าใจได้ เพราะตัวเขาเองก็เคยเป็นแบบนั้นมาก่อนเลยเข้าใจดีว่าการที่ทำให้คนรอบตัวบาดเจ็บโดยที่ไม่ตั้งใจมันรู้สึกแย่แค่ไหน
จากนั้นอามาลก็ให้รอยดูคลิปและการต่อสู้ทำลายผลึกแบบทีมก็คล้ายกับเกมเอาชีวิตรอดที่ปล่อยให้ผู้เข้าสอบลงสนามประลองแบบสุ่มพร้อมกันหลายทีม เพื่อให้ผู้เข้าสอบมาต่อสู้กันจนเหลือทีมที่รอดชีวิตเป็นทีมสุดท้ายและการต่อสู้นี้ยังต้องใช้เครื่องแคปซูลจำลองการต่อสู้ในการเข้าสอบอีกด้วย เลยทำให้การแข่งขันผู้เข้าสอบสามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ด้วยการช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมทีม ถ้าผลึกที่ติดตัวของผู้เข้าสอบยังไม่ถูกทำลายไปก็จะสามารถฟื้นคืนชีพกลับขึ้นมาได้เรื่อย ๆและจุดคืนชีพเองก็มีจำกัดในแต่ละแผนที่ การสอบแบบนี้เพิ่งจะถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกของโรงเรียนศิลปะการต่อสู้S เพราะที่ผ่านมาโรงเรียนไม่เคยใช้เครื่องแคปซูลจำลองในการประเมินจากสอบของนักเรียนมาก่อนเลย เป็นเพราะธรรมเนียมการให้คะแนนของแต่ละสำนักล้วนขึ้นตรงต่อสมาพันธ์ชาวยุทธทั้งสิ้น ซึ่งที่ผ่านมารอยไม่เคยได้เห็นตัวตนของพวกเขาเลยสักครั้งถึงแม้จะอยู่ในสำนักชาวยุทธมาหลายเดือนแล้วก็ตาม
พอรอยอ่านกติกาคร่าว ๆของการสอบแล้วก็คิดไปว่ามันคล้ายกับเกมเอาชีวิตรอดเอามาก ๆจนไม่คิดเลยว่านี่จะเป็นการสอบ แถมนักเรียนทางฝั่งชาวยุทธเองก็ลงทะเบียนการสอบนี้น้อยมาก เพราะพวกเขายังเลือกที่จะใช้การสอบแบบเดิม ๆโดยสมาพันธ์ชาวยุทธแต่กับรอยนั้นไม่มีทางเลือกเป็นเพราะระบบออกภารกิจในโลกแห่งความเป็นจริงที่มอบมาให้
ภารกิจของโลกแห่งความจริงบททดสอบที่ 3 ภารกิจสอบกลางภาค
ประเภทภารกิจ ชนะเลิศในการสอบทำลายผลึกประเภททีม
รางวัลสำเร็จภารกิจ เพิ่มระดับอาชีพของผู้ใช้คำสาป 1 ดาว
พอรอยได้รู้ว่าการสอบนี้สามารถเพิ่มระดับของดาวอาชีพผู้ใช้คำสาปได้รอยก็รีบตอบรับการสอบแบบกลุ่มนี้ทันที เพราะการที่จะเพิ่มระดับดาวอาชีพผู้ใช้คำสาปนั้นมันยากเอามาก ๆ เพราะต้องดูดกลืนดวงวิญญาณคนตายมาเป็นแหล่งพลังงานในการเพิ่มระดับดาว ถึงในโรงเรียนศิลปะการต่อสู้Sเพิ่งจะมีคนตายไปมากแต่ดวงวิญาณเหล่านั้นก็มีพลังไม่มากพอที่จะเพิ่มระดับดาวให้กับอาชีพผู้ใช้คำสาปของรอยได้ เป็นเพราะรอยไม่ได้ฆ่าด้วยมือตัวเองหรือดูดกลืนดวงวิญญาณจากคนนั้นโดยตรงเลยทำให้การดูดซับดวงวิญญาณให้ผลน้อยมาก รอยเองก็ไม่รู้ว่าต้องใช้ดวงวิญญาณมากถึงระดับในกันแน่จึงจะสามารถเพิ่มระดับดาวได้ ภารกิจที่ภูติแห่งฝันร้ายมอบให้นี้เรียกได้ว่าช่วยรอยได้มากจริง ๆ ถ้าชนะเลิศการแข่งขันนี้ไปได้รอยก็จะสามารถทำบททดสอบของโลกแห่งฝันร้ายได้สักที รอยติดแหงกกับระดับ 0 ดาวของอาชีพผู้ใช้คำสาปมาพักใหญ่แล้ว รอยคิดไปว่าภูติแห่งฝันร้ายต้องการจะให้รอยแข็งแกร่งขึ้นโดยเร็วเลยมอบภารกิจนี้มาให้ในช่วงเวลาแบบนี้ราวกับว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอย่างงั้นแหละ
หลายวันผ่านไปหลังจากลงทะเบียนเข้าสอบแบบกลุ่มเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งคู่ก็หายหน้าหายตาไปเลยจนรอยอดสงสัยไม่ได้ว่าที่รับเขาเข้ามาร่วมทีมนี่แค่เติมสมาชิกทีมให้เต็มเท่านั้นเองเหรอ เพราะหลังจากลงทะเบียนเสร็จทุกคนก็แยกย้ายกันไปไม่คิดที่จะเรียกมาซ้อมทีมฝึกซ้อมต่อสู้กันเลย
มันเลยทำให้รอยต้องมาดักรอพวกเขาที่หน้าอาคารเรียนของผู้ฝึกพลังพิเศษเพื่อพูดคุยกับทั้ง 2 คนให้รู้เรื่อง เพราะการแข่งขันนี้มันสำคัญกับรอยเอามาก ๆ ถึงรอยคิดว่าตัวเองเก่งเกินเด็กระดับเดียวกันไปแล้วก็ไม่อยากที่จะประมาทเพราะพวกที่เข้าสอบนี้ไม่ได้มีแค่คนภายในโรงเรียนศิลปะการต่อสู้Sนี้เท่านั้นแต่มันเป็นการสอบแข่งขันในระดับจังหวัดที่มีผู้เข้าสอบมากกว่าหลายพันคนเข้าร่วม รอยเลยคิดว่ามันอาจจะมีเสือหมอบมังกรซ่อนอยู่ในกลุ่มนักเรียนบ้างก็ได้ แต่ที่ผ่านมาไม่ว่ารอยจะพูดคุยยังไงทั้ง 2 คนก็ดูเหมือนไม่ได้สนใจอะไรกับการสอบนี้เลย รอยเลยคิดไปว่าทำให้ทั้งสองคนนี้มาร่วมมือด้วยวิธีแบบปกติไม่ได้แล้ว
ผ่านไปไม่นานรอยก็เห็นฟรอสขับรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปจอดในลานจอดรถภายในอาคาร รอยจึงรีบใช้ทักษะก้าวหลบหลีกหายตัวเข้าไปภายในอาคารทันที จนผ่านมาได้สักพักฟรอสก็เดินออกมาหลังจากจอดรถเสร็จ รอยมองไปรอบบริเวณและก็ไม่เห็นนักเรียนคนอื่นในบริเวณนี้ก็เลยคิดว่าได้โอกาสลงมือแล้ว
ฟรอสที่ยังคงปิดหน้าปิดตาด้วยเสื้อฮู้ดแบบเดิมเดินตรงดิ่งออกจากลานจอดรถโดยที่ไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลย รอยเปิดประตูผู้ใช้คำสาปและใช้ทักษะโซ่วิญญาณเพื่อจับกุมฟรอสทีเผลอทันที โซ่วิญญาณโผล่ออกมาจากวงเวทย์จับกุมฟรอสไว้อย่างง่ายดายและฟรอสเองก็ไม่มีท่าทีว่าจะขัดขืนเลย รอยเลยใช้โอกาสที่ว่าพุ่งเข้าไปประชิดตัวเพื่อที่จะทำให้ฟรอสสลบไปอย่างง่าย ๆ แต่รอยไม่คิดเลยว่าอยู่ ๆฟรอสก็แผ่ออร่าสีขาวบริสุทธิ์กระจายไปทั่วร่างและปล่อยพลังไอเย็นแช่แข็งบริเวณโดยรอบแม้แต่อากาศเองก็ถูกแช่แข็งไปด้วยมันเป็นเพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้นที่ทุกอย่างก็ถูกแช่แข็งไปหมด รอยจึงรีบถอยออกมาทันทีเพราะมือขวาที่ยื่นออกไปใกล้กับฟรอสเมื่อครู่นี้เองก็ถูกแช่แข็งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รอยจึงรีบใช้พลังปราณห่อหุ้มมือเอาไว้เพื่อที่จะสลัดน้ำแข็งให้หลุดออกมา
รอยไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าถอยออกมาช้ากว่านี้ตัวเองคงได้กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งไปแล้วแน่ ๆ รอยมองไปที่ฟรอสด้วยความแปลกใจที่เห็นว่าฟรอสตัวสั่นไม่หยุดเหมือนกับว่า ฟรอสต้องการที่จะหยุดพลังไอเย็นที่ลุกลามไปทั่วอาคารจอดรถอยู่ตอนนี้ ในระหว่างที่รอยถอยออกมาก็ปล่อยโซ่ออกจากร่างพุ่งตรงเข้าไปหาฟรอสแต่ก็ถูกทำให้แช่แข็งทันที ตัวโซ่หยุดชะงักค้างอยู่กลางอากาศด้วยสภาพที่ถูกแช่แข็งจึงทำให้รอยต้องรีบตัดโซ่ที่ถูกแช่แข็งเพื่อไม่ให้มันลุกลามเข้ามาหาตัว
“พลังน้ำแข็งบ้าอะไรวะเนี่ย น่ากลัวเป็นบ้าหมอนี่มันกะจะแช่แข็งลานจอดรถนี่ทั้งชั้นเลยหรือยังไงกัน?”
อากาศโดยรอบหนาวเย็นจนหายใจเป็นไอ รอยคิดไม่ออกเลยว่าจะทำยังไงกับฟรอสดีเพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยที่รอยเจอคู่ต่อสู้ที่เข้าไปในระยะปะชิดไม่ได้ แถมการโจมตีระยะไกลยังถูกแช่แข็งได้อีกด้วย ทักษะอื่น ๆที่ใช้ได้ก็มีแต่ใช้ฆ่าศัตรูเท่านั้นไม่เหมาะที่จะใช้กับฟรอสในสถานการณ์นี้เลย ในระหว่างที่รอยคิดไม่ตกอยู่ ๆฟรอสก็ล้มฟุบไปกับพื้น น้ำแข็งโดยรอบเองก็เริ่มละลายหายไปกลายเป็นน้ำไหลนองไปทั่วลานจอดรถ …!!รอยรู้สึกอึ้งจริง ๆเพราะอยู่ ๆฟรอสก็ดันสลบลงไปเองโดยที่รอยยังไม่ได้ทำอะไรเลย ใครจะคิดล่ะว่าหมอนี่แค่ตกใจเพราะรอยเข้าไปโจมตีทีเผลอเท่านั้น แถมฟรอสก็ดันเผลอใช้พลังจนเกินขีดจำกัดและสลบล้มลงไปเองอีก
“แต่ก็ดีแล้วล่ะนะที่ไม่ต้องออกแรงอะไรมาก” แต่รอยก็คิดไม่ตกจริง ๆเพราะถ้าเจอคนที่มีพลังแบบฟรอสอีกเขาจะเลือกต่อสู้ยังไง
รอยสลัดความคิดในหัวทิ้งและรีบนำกำไลข้อมือกับข้อเท้ามาใส่ให้กับฟรอสทันที รอยยืมกำไลข้อมือแบบพิเศษนี้มาจากอินฮวา เพราะคนในสำนักอินซาล้วนแล้วแต่ใช้สิ่งนี้ในการฝึกฝนร่างกายมาแล้วทั้งสิ้น แถมกำไลชนิดนี้ยังออกแบบมาเป็นพิเศษที่เหมาะกับคนที่ควบคุมพลังไม่ได้แบบฟรอสอีกด้วย ถ้ามองดูกำไลที่รอยเพิ่งใส่ให้ฟรอสไปก็ดูเหมือนจะเป็นกำไลเหล็กแฟชั่นธรรมดา แต่เอาเข้าจริงมันไม่ต่างอะไรกับที่ถ่วงน้ำหนักมาติดร่างกายเลยเพราะกำไลแต่่ละข้างที่ฟรอสใส่ไปนั้นมันหนักถึง 15 กิโลกรัม
รอยลอบทำการโจมตีแบบนี้กับอามาลอีกคนแต่หมอนี่มันง่ายกว่าฟรอสมากเพราะเพียงแค่การโจมตีทีเผลอแค่ป๊าบเดียวอามาลก็สลบคาที่ไปแล้ว กำไลข้อมือของอามาลเป็นแบบพิเศษกว่าของฟรอสนิดหน่อยตรงที่ผู้สวมใส่ไม่สามารถใช้พลังพิเศษได้ กำไลข้อมือแบบนี้มีเอาไว้ใช้จับนักโทษผู้มีพลังพิเศษเท่านั้นมันเหมาะกับอามาลมากที่ทำให้เขาไม่สามารถกลายสภาพหลอมรวมตัวเองเข้ากับหินได้ แถมกำไลข้อมือนี้ยังไม่สามารถถอดออกเองได้อีกด้วยถ้าไม่ถูกถอดออกด้วยวิธีพิเศษ ซึ่งมันทำให้อามาลตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับนักโทษผู้กระทำความผิดเลยที่สวมกำลังข้อมือแบบนี้ กำไลของอามาลนั้นจะหนักกว่าของฟรอสนิดหน่อยที่แต่ล่ะข้างนั้นหนักถึง 25 กิโลกรัม ส่วนรอยนั้นไม่ต้องพูดถึงกำไลแต่ละข้างของรอยนั้นหนักถึง 60 กิโลกรัมแถมมันยังจะต้องเพิ่มทีล่ะ 10 กิโลกรัมไปอีกทุก ๆสัปดาห์ด้วย ก่อนที่จะไปรอยก็ได้ฝากข้อความโทรศัพท์ไปบอกกับอามาลที่รอยติดต่อเขาได้เพียงคนเดียวเท่านั้นว่า
“ถ้าอยากรู้วีธีถอดกำไลข้อมือกับข้อเท้าออกให้ไปหาที่สำนักอินซาพร้อมกับฟรอส”
เมื่อรอยจัดการทั้งคู่เสร็จเรียบร้อยแล้วก็รีบเผ่นกลับสำนักอินซาทันที เพราะเห็นว่าเหล่าบอดี้การ์ดกำลังวิ่งเข้ามาที่จุดเกิดเหตุกันแล้ว
จนเวลาผ่านไปทั้งคู่ก็ได้สติกลับมาที่ห้องพยาบาลแถมยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอีกด้วยว่าใครเป็นคนโจมตีพวกเขา ฟรอสดูอ่อนล้ามากเมื่อลุกขึ้นมาเพราะกำไลข้อมือแบบพิเศษนี้มันจะดูดพลังของฟรอสทีล่ะนิดทีล่ะหน่อยอยู่ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้เกิดการปะทุพลังพิเศษขึ้นโดยไม่จำเป็น ทันทีที่ฟรอสใช้พลังพิเศษกำไลข้อมือมันก็จะยิ่งดูดกลืนพลังมากขึ้นจนแม้แต่แรงที่จะยืนก็ไม่มี ฟรอสมองไปที่กำไลข้อมือที่หนักจนไม่มีแรงที่จะยกแขนขึ้นมาได้ ก็ได้แต่นึกแปลกใจเพราะตอนนี้มันทำราวกับว่าเขาไม่มีพลังพิเศษเหลืออยู่เลย ทันทีที่เขาใช้พลังกำไลข้อมือนี้มันก็จะดูดซับพลังของเขาไปจนหมดมันเลยทำให้เขาต้องระงับพลังของตัวเองให้กลายเป็นคนธรรมดาเอาเพื่อไม่ให้พลังพิเศษของเขาถูกดูดกลืนไปมากกว่านี้ ส่วนอามาลนั้นพอลุกขึ้นมาได้ก็โวยวายซะยกใหญ่เพราะไม่สามารถใช้พลังพิเศษได้
ณ ฐานหลักขององค์กรเมฆทมิฬ ตอนนี้เหล่าหัวหน้าทั้ง 4 กำลังนั่งประชุมกันภายในห้องที่เงียบสงัดซึ่งยังไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลยสักคำเดียว ใบหน้าของทุกคนเองก็ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากสัญลักษณ์ประจำตัว จนเมื่อมีคนมานั่งที่เก้าอี้สัญลักษณ์โจ๊กเกอร์ที่เว้นว่างเอาไว้ที่หัวโต๊ะการประชุมจึงได้เริ่มต้นขึ้น
โจกเกอร์หันไปพูดกับโพดำด้วยเสียงที่ราบเรียบที่ไม่บ่งบอกถึงอารมณ์ใด ๆ
“โพดำ…ส่งคนของคุณกลับมาให้หมด เลิกสนใจเด็กคนนั้นได้แล้ว”
ทุกคนเองก็หันหน้าไปหาโจ๊กเกอร์ด้วยความสงสัยเพราะพวกเขาทราบดีถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับหน่วยโพดำที่ต้องเสียสมาชิกหน่วยระดับสูงไปหลายคนเพราะเรื่องเด็กคนนี้เพียงคนเดียว แถมมันยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงฐานทัพของโลกที่ถูกทำลายภายในองค์กรอีกด้วย
ถึงโพดำจะไม่พูดอะไรแต่ก็ปล่อยแรงกดดันออกมาโดยไม่รู้ตัวจนทำให้ทั่วทั้งห้องเกิดความปั่นป่วนขึ้น แต่โพดำก็รีบระงับความโกรธของตัวเองทันทีที่โจกเกอร์จ้องเขม็งมา โจ๊กเกอร์คือคนที่มีอำนาจสูงสุดภายในองค์กรเมฆทมิฬและโพดำเองก็ทราบดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าทำให้โจ๊กเกอร์ไม่พอใจ
“ผมรู้ว่าคุณโกรธที่ต้องเสียมือดีของหน่วยไปหลายคน แต่คุณอย่างลืมซิ…มันก็แค่ลูกคนทรยศภายในองค์กรเท่านั้น คุณจับตัวมันมาได้แล้วคุณแน่ใจแค่ไหนละว่า 2 คนนั้นมันจะยอมโผล่หัวออกมา”
โพดำได้ยินพูดนี้ไปก็เถียงอะไรไม่ออกจริง ๆ
“ทุกหน่วยเองก็เช่นกันสั่งให้คนในหน่วยของพวกคุณกลับมาที่ฐานทัพหลักให้หมด”
“หน่วยของพวกเราทั้งหมด?” คิงถามย้ำอีกครั้งเพราะรู้สึกแปลกใจในคำพูดของโจ๊กเกอร์ที่จะให้ทั้ง 4 หน่วยมาทำภารกิจร่วมกันแบบนี้
“ผมเจอโลกใบเล็กของการ์เดียนหนึ่งแห่งที่ยังไม่ถูกค้นพบ เลยต้องการกองกำลังของพวกคุณทั้งหมดเข้าไปสำรวจเป็นกลุ่มแรก ก่อนที่กองกำลังอื่น ๆจะพบมันเข้าซะก่อน”
การค้นพบโลกใบเล็กของการ์เดียนนั้นก็เหมือนกับพบทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาลเพราะภายในนั้นมีทรัพยากรของมีค่ามากมายที่ยังไม่ได้ถูกค้นพบ รวมไปถึงแหล่งพลังงานลึกลับที่เพิ่มพลังให้กับผู้ที่เข้าไปสำรวจภายในโลกใบนั้นอีกด้วย เพราะเหตุนี้เองมันเลยเป็นที่ต้องการของกองกำลังที่เข้ามาอยู่ในมิตินี้เป็นอย่างมาก แต่การค้นพบและเข้าไปที่จุดเดิมได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะภายในทวีปยูเรเซียไม่มีทั้งเข็มทิศหรือแผนที่บอกทาง มนุษย์จะต้องสร้างเส้นทางการบุกเบิกด้วยตนเองเพื่อสำรวจพื้นที่เหล่านั้นรวมไปถึงภัยอันตรายจากสัตว์ร้ายและเผ่าพันธุ์ผู้บุกรุกตลอดทางที่ไม่สามารถคาดเดาได้เลย
โลกใบเล็กของการ์เดียนนั้นมันคือส่วนหนึ่งของการ์เดียนที่สร้างมันขึ้นมา ยกตัวอย่างโลกใบหนึ่งซึ่งเป็นของการ์เดียนนากา ภายในโลกใบนั้นล้วนแล้วแต่มีหนองน้ำเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่และมีเผ่าพันธุ์นากาอยู่ภายในโลกใบนั้นนับไม่ถ้วน ขนาดของโลกใบเล็กส่วนใหญ่จะมีขนาดเท่ากับเมือง ๆหนึ่งหรือมากกว่านั้นล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับระดับพลังของการ์เดียนที่สร้างโลกใบนั้นขึ้นมา แต่การที่จะเข้าไปที่โลกใบเล็กนั้นได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะภายนอกเขตมิติโลกใบเล็กของการ์เดียนแต่ละตนจะมีเผ่าพันธุ์นั้น ๆสร้างพื้นที่ขยายดินแดนไปทั่วเพื่อป้องกันผู้บุกรุกที่จะเข้าไปภายในอาณาเขตของตนเองได้
ทั้ง 4 คนตอบรับพร้อมกับทำท่าทางตื่นเต้นดีใจ โพดำที่หงุดหงิดเมื่อครู่ที่ถูกให้ถอนกำลังกลับมาก็เข้าใจได้ทันทีเพราะเรื่องโลกใบเล็กนั้นมันสำคัญมากกว่าการแก้แค้นที่ไร้สาระนั่นเป็นไหน ๆ ทุกคนอยู่ฟังแผนการอยู่ครู่ใหญ่ก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ที่ถูกมอบหมาย
ก่อนที่โพดำจะลุกออกไปโจ๊กเกอร์ก็พูดออกไปว่า
“โพดำคุยกับผมก่อนซิผมมีเรื่องจะคุยกับคุณเป็นการส่วนตัว”
โพทำที่ลุกออกไปก็กลับเข้ามานั่งที่เดิม
“ผมรู้นะว่าคุณไม่พอใจในคำสั่งของผมสักเท่าไหร่ แต่ผมอยากจะบอกคุณว่าเรื่องของเด็กจะให้ผู้ใหญ่ไปจัดการได้ยังไงกัน ทันทีที่คุณส่งคนในหน่วยเข้าไปจู่โจมเด็กคนนั้นปรมาจารย์ชาวยุทธก็จะออกหน้ามาปกป้องเขาทันที แต่ถ้าเป็นเด็กรุ่นเดียวกันให้ตายยังไงพวกหัวโบราณอย่างพวกชาวยุทธก็คงจะไม่ยื่นมือเข้ามายุ่งเป็นแน่ ทำไมคุณถึงไม่ส่งเด็กที่คุณแอบฝึกไว้ให้ทำงานดีดูละ”
โพดำไม่คิดเลยว่าโจ๊กเกอร์จะพูดเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะหลายปีมานี้โพดำแอบฝึกนักฆ่าไว้เป็นกองกำลังส่วนตัวของตัวเองอย่างลับ ๆมาโดยตลอด แต่ไม่คิดเลยว่าโจ๊กเกอร์ก็จะรู้เรื่องที่เขาทำอย่างลับ ๆนี้ด้วย แถมเด็กเหล่านั้นฝีมือพวกเขาก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะนำมาใช้งานได้ นี่มันไม่ต่างอะไรกับการส่งเด็กเหล่านั้นไปตายเลย
“นี่คุณไม่เชื่อในฝีมือของเด็กที่คุณฝึกมาเองกับมือหรือยังไงกัน ในเมื่อฝึกพวกเขามาแล้วก็รู้จักใช้งานให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กรของเราหน่อยซิ” โจ๊กเกอร์พูดจบประโยคพร้อมกับเอามือตบไปที่ไหล่ของโพดำอย่างแผ่วเบาก่อนที่จะหายตัวไปปล่อยให้โพดำกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมา