บันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer

    บทที่ 65 | การทดสอบนักบุกเบิกฝึกหัด 1

            ในยามเย็นของวัน 

            กวียังคงนั่งรอคอยอยู่ ณ ที่นั่งสาธารณะ ในขณะที่ผู้คนเริ่มต้นพลุกพล่านเพราะเวลาทำงานได้ผ่านล่วงเลย ถึงกระนั้น สีหน้าของเขากลับแลดูเหนื่อยล้าและหดหู่ปะปนกันไป

            เสียงท้องเริ่มต้นดังก้องกังวาน พร้อมเสียงกล่าวจากริมฝีปากของกวีโดยมีใจความว่า “บ้าชะมัด ไม่น่าทำเป็นเท่เลยเรา อย่างน้อยก็น่าจะเก็บเงินเอาไว้สักหมื่นสองหมื่นสำหรับค่าข้าวและที่อยู่ แต่นี่ดันเอาเงินไปให้เขาจนหมด จนข้าวสักเม็ดยังไม่ตกถึงท้องตั้งแต่เมื่อกลางวัน”

            ความเสียใจปรากฏขึ้นใบหน้า ทว่าจะย้อนคืนกลับไปก็คงไม่ทัน จะกลับไปร้องขอจากเงินที่เคยมอบให้ไปก็มีแต่จะเสียหน้า

            “นายมัน”

            เสียงของใครสักคนดังก้องกังวานจากด้านหลังของกวี เป็นเสียงของหญิงสาวที่เขาคุ้นชิน ราวกับตนเคยได้ยินมาจากที่ใดสักแห่งมาเมื่อไม่นานมานี้ 

            พลันสายตาเหลียวมองกลับไป ภาพแรกที่เขาได้เห็นกลับเป็นรูปลักษณ์ของหญิงงาม เส้นผมสีชมพูอ่อนยาวสลวยพัดโชยเอากลิ่นหอมมาตามสายลม ร่างกายสูงใหญ่เหนือล้ำยิ่งกว่าชายชาตรี เธอคือโมโมซึมิผู้ที่กวีได้พบ ณ ทะเลทรายอาวาเลส

            เมื่อยามสบตา ทั้งสองพลันตกตะลึงประหนึ่งกำลังเห็นผี 

            แต่แล้ว กวีกลับมองซ้ายมองขวา “แล้วยัยเปี๊ยกสองคนไปไหนซะแล้ว” วาจาของเขาช่างไม่เป็นสิริมงคล อย่างไรก็มิอาจแก้ไขสันดานเสียของเขาได้จริงๆ

            “อย่าพูดแบบนั้นต่อหน้าพวกเธอจะดีกว่า ถ้ายังคิดรักน้องชายของนายอยู่” โมโมซึมิตักเตือนด้วยความเป็นห่วง แต่ก็คงไม่ทัน เพราะเจ้าน้องชายของกวีนั้นเคยถูกกระทำย่ำยีมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

            “จ๊อกกก !”

            เสียงร้องของกวีดังขึ้นอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้กลับลากยาวและก้องกังวานยิ่งกว่าครั้งแรก

            พลันได้ยินเช่นนั้น โมโมซึมิจึงจดจ้องมองมาด้วยรอยยิ้ม ในขณะเดียวกันกลับแสดงออกราวกับตนกำลังสมเพชเวทนาต่อชายตรงหน้า

            ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา ณ ร้านอาหารบริเวณใกล้เคียง

            บนโต๊ะปรากฏจานอาหารนานาชนิดเรียงรายกันนับสิบจาน ในขณะเดียวกัน กวีกลับสวาปามประหนึ่งอดข้าวอดน้ำแรมเดือนแรมปี ทำให้โมโมซึมิที่นั่งอยู่ตรงข้ามจึงเฝ้าสงสัยว่าเขาไปอดอยากมาจากที่ใด

            “ชั้นพึ่งไปได้ยินมาจากท่านโมมิยะ” เธอเริ่มต้นเปล่งวาจาเพื่อกล่าวถ้อยคำ “แต่ก็ไม่นึกเลยว่านายจะเป็นเพื่อนของท่านจริงๆ”

            ในกายของกวีเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแฝงที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน เรื่องนี้โมโมซึมิย่อมล่วงรู้ดีตั้งแต่แรกพบ

            ทันใดนั้น โมโมซึมิพลันล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า ออกมาเป็นนามบัตรหนึ่งฉบับพลางยื่นมันให้แก่ชายหนุ่ม

            “รับไปซะ นี่คือเบอร์ติดต่อของชั้น หากมีปัญหาหรือต้องการติดต่อกับท่านโมมิยะก็จงติดต่อผ่านทางชั้น” เธอเปล่งวาจาพลางแสดงถึงท่าทีอันนิ่งสงบ กวีจึงรับมาพลางกวาดสายตามอง พบว่าบนนามบัตรมีทั้งชื่อของเธอ รวมไปถึงเบอร์ติดต่อพร้อมทั้งสถานที่จัดตั้งของสำนักงาน

             พลันชายหนุ่มผู้ไม่เคยผ่านมือหญิงสาวใดได้เห็นเช่นนั้น จึงมีท่าทีเคอะเขินเล็กน้อยประหนึ่งเด็กสาวได้พบกับรักแรกพบ

            “ตั้งแต่เกิดมาชั้นพึ่งเคยได้รับเบอร์จากผู้หญิงก็วันนี้แหละ” เขาเปล่งวาจาพลางเบือนหน้าหนี กระนั้นแล้ว ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นการแสดงเพื่อกลั่นแกล้งแม่หญิงตรงหน้าในทางอ้อม

            ได้เห็นเช่นนั้น โมโมซึมิจึงเร่งวางมือลงบนโต๊ะอย่างรุนแรงพลางลุกขึ้น “หุบปากไปซะ !!” เสียงของเธอถูกเปล่งขึ้นดังก้องกังวาน ใบหน้าอันนวลผ่องเริ่มต้นแต้มแต่งไปด้วยสีแดงอ่อนประหนึ่งว่าเป็นเนื้อในของลูกแตงโม

            ท่าทีของทั้งสองราวกับคู่รักข้าวใหม่ปลามัน กระนั้นท่าทางโดยรวมกลับคล้ายคลึงกับคู่สามีภรรยากำลังโต้วาที

            “เอาล่ะๆ พวกเรามาคุยเรื่องอื่นกันดีกว่า” กวีพลันเร่งแปรเปลี่ยนเรื่องไปในเร็วพลัน มิเช่นนั้นสายฟ้าแห่งความโกรธาคงผ่าลงกลางกบาลทำให้ตนสิ้นใจได้ในทันตา

            “จะว่าไป นายมาที่นี่ก็เพราะต้องการเข้าร่วมการทดสอบนักบุกเบิกฝึกหัดใช่ไหม ?” โมโมซึมิเริ่มต้นเอ่ยถาม

            พลันได้ยินเช่นนั้น จึงทำให้กวีพลันฉงนสงสัยยิ่งนัก 

            “หมายความว่ายังไง ?”

            “นี่นายไม่รู้หรอกหรือ ก็การสอบในปีนี้พึ่งเปิดรับสมัครไปเมื่อสองวันก่อนแล้วนะ”

            แววตาของกวีเบิกกว้างในทันใด การสอบในแต่ละปีถูกจัดขึ้นเพียงแค่ครั้งเดียว หากพลาดพลั้งในหนนี้ก็ต้องเฝ้ารออีกหนึ่งปีจึงจะได้เข้าร่วมการทดสอบอีกครั้ง 

            “ไม่ต้องห่วง ชั้นว่าพักสักวันก็ยังพอมีเวลาอยู่ วันนี้ก็มืดค่ำแล้ว ชั้นว่านายเอาเวลาไปพักผ่อนเอาแรงก่อนดีกว่า” เมื่อเธอกล่าวเช่นนั้น กวีก็คงต้องทำตามโดยมิอาจเลี่ยงหลีก

            ในการสอบรอบนี้ กลุ่มของโมมิยะบางส่วนก็เข้าร่วมด้วยเช่นกัน จึงมิอาจหลีกเลี่ยงหากต้องพบเจอกันกับพวกเธอในระหว่างการทดสอบ 

            ทันใดนั้น โมโมซึมิจึงลุกขึ้นยืนพลางแสดงออกถึงท่าทีราวกับตนกำลังจะจากลา 

            “ชั้นขอให้นายโชคดีมีชัยในการสอบ แต่ชั้นขอบอกเอาไว้ก่อน การสอบมันไม่ง่ายหรอกนะ”

            เมื่อได้ยินถ้อยคำของแม่หญิง ริมฝีปากของกวีจึงขยับยกขึ้นสูง แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอันปลาบปลื้มราวกับตนนั้นกำลังพึงพอใจและจึงกล่าวว่า 

            “ถ้ามันง่ายมันก็ไม่สนุกสิ”

            ได้ยินเช่นนั้นโมโมซึมิจึงเผยยิ้มด้วยความโล่งอก แลดูว่าเธอคงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องใด ๆ เกี่ยวกับชายผู้นี้

            ในครู่ต่อมาเพียงไม่นาน ทั้งสองจึงแยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตน ทางด้านของโมโมซึมิ เธอนั้นยังคงมีเรื่องงานที่ต้องสะสางจึงต้องเดินทางมายังเมืองวาลอัลล่า 

            กวีได้รับเงินบางส่วนมาจากเธอ รวมแล้วเพียงพอสำหรับค่าห้องและอาหารรวมไปถึงค่าเดินทาง 

            ในขั้นตอนแรก กวีจำต้องเข้าพักในโรงแรมระดับกลางสำหรับหนึ่งคืน พลันรุ่งเช้าเข้ามาถึง การเดินทางครั้งใหม่จึงเริ่มต้นขึ้นด้วยการโดยสารรถเมล์จากจุดเริ่มต้นไปถึงปลายทาง

            ราวสี่ชั่วโมงต่อมา ณ ที่ใดสักแห่งแถบใจกลางเมือง

            กวีแหงนมองขึ้นไปบนท้องนภา พบว่าดวงตะวันในยามนี้ทอแสงส่องประกายอยู่เหนือหัวของตน บ่งบอกว่ายามนี้ใกล้ถึงช่วงเวลาบ่ายของวัน 

            “ที่นี่สินะสำนักงานใหญ่ของสมาคมนักบุกเบิก” กวีเปล่งเสียงออกมาเพื่อกล่าว เขาจ้องมองออกไปเบื้องหน้า ปรากฏตึกระฟ้าสูงสง่าและร่วมสมัย ในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ราวสามชั่วโมงต้องสูญสิ้นไปเพราะการตามหาสถานที่ตั้ง

            เมื่อเข้าสู่ภายใน พนักงานต้อนรับจึงก้าวเดินเข้ามาหาพลางเปล่งวาจาเพื่อกล่าวทักทาย

            “ไม่ทราบว่ามีอะไรให้รับใช้คะ ?” เสียงของเธออ่อนหวานประหนึ่งน้ำผึ้งสดใหม่ รอยยิ้มของเธอคล้ายคลึงกับภาพพจน์ของเทพธิดาแห่งการเก็บเกี่ยว 

            “พอดีว่าผมอยากจะเข้าร่วมการทดสอบนักบุกเบิกฝึกหัดครับ”

            “เอ่อ.. ขอโทษด้วย ดูเหมือนว่าช่วงเวลาในการสมัครจะหมดไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”

            แววตาของกวีค้างเกิ่ง ริมฝีปากเบิกกว้างเพราะความตกตะลึง ในใจเฝ้าครุ่นคิดว่าตนนั้นกำลังถูกโมโมซึมิกลั่นแกล้งหรือเยี่ยงไร มิใช่ว่าหากมาวันนี้ก็ยังทันการณ์หรอกหรือ

            “สรุปว่าผมมาไม่ทันใช่ไหมครับ ?” เสียงของกวีถูกเปล่งขึ้นพลางแสดงสีหน้าอันน่าเวทนา 

            พลันได้เห็นเช่นนั้น พนักงานต้อนรับจึงจ้องมองกลับมาด้วยความสงสาร 

            “ก็.. หากจะให้พูด ตอนนี้ก็อาจจะยังเหลือเวลาราว ๆ สามชั่วโมง แต่มันก็..”

             พนักงานต้อนรับสาวยังมิทันได้จบประโยคของตน เสียงของกวีกลับดังก้องกังวานทำให้เธอจึงต้องชะงักไป 

            “เช่นนั้นก็ให้ผมได้เข้าร่วมการทดสอบด้วยเถอะครับ !!”

            ท่าทีของเขาราวกับหมาน้อยที่กำลังร้องขออาหาร พนักงานสาวพลันไม่มีทางเลือกพลางนำทางกวีไปยังโต๊ะรับสมัครเพื่อชี้แจงถึงรายละเอียด

            “ได้โปรดรับนี่ไปด้วยค่ะ” เธอเปล่งเสียงพลางยื่นนาฬิกาเรือนหนึ่งให้แก่เขา

            กวีจึงรับมาด้วยความสงสัย พลันสังเกตจนถี่ถ้วน จึงพบว่านาฬิกาเรือนนี้คล้ายคลึงกับนาฬิกาอัจฉริยะ

            “เมื่อคุณสวมนาฬิกา เข็มขนาดเพียงหนึ่งสามสิบนาโนเมตรที่อยู่ข้างใต้ของนาฬิกาจะทำการเจาะเลือดเพื่อเก็บตัวอย่างDNA นั่นคือการสิ้นสุดกระบวนการสมัคร อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครทุกคนจำต้องมีนาฬิกานี้ติดตัวในการเข้าสอบ หากสูญหายไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม จะเท่ากับว่าผู้สมัครขาดคุณสมบัติและทางเราจะทำการปรับตกในทันที”

            “ดิฉันจะขอย้ำเตือนอีกหนึ่งเรื่อง อย่างที่ดิฉันได้กล่าวไป นาฬิกาแต่ละเรือนจะถูกลงทะเบียนอย่างเฉพาะเจาะจง หากสูญหายไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม จะเท่ากับว่าท่านหมดสิทธิ์โดยอัตโนมัติ และผู้สมัครจำต้องรอคอยการสอบในปีถัดไป อย่างไรก็ตาม หากผู้สมัครคิดจะใช้กลโกงใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปลอมแปลงนาฬิกาหรือนำของคนอื่นมาอ้างว่าเป็นของตนเอง ซึ่งในกรณีดังกล่าวจะเท่ากับว่าผู้สมัครทำผิดกฎกติกาการสอบ ในกรณีนี้ ผู้สมัครจะติดทัณฑ์บนและถูกห้ามการเข้าสอบเป็นเวลาร่วมห้าปีค่ะ”

            เมื่อสิ้นสุดการอธิบาย พนักงานสาวจึงยื่นกระดาษให้แก่กวีเป็นจำนวนสองใบ

            กระดาษแผ่นแรกคือผังเมืองวาลอัลล่าในความละเอียดสูง ส่วนใบต่อมาราวกับเป็นคำใบ้ กระนั้นกลับมีเนื้อความอันแปลกประหลาดจนกวีมิอาจตีความออก

            .

            [ ชื่อผู้เข้าทดสอบ : กวี

            บททดสอบที่ศูนย์ : จงค้นหาสถานที่สอบให้พบ

            เงื่อนไข

    รักษาอุปกรณ์วัดชีพจรจนถึงสถานที่สอบ

    จงปฏิบัติตามคำใบ้เพื่อไปให้ถึงสถานที่สอบ

            คำใบ้

    ทุกสิ่งเริ่มต้นจากหนึ่งมิใช่ศูนย์ และหนึ่งก็คือทิศเหนือ

    ทุกสิ่งล้วนมีสองหน้า ยากเกินจะเข้าถึง กระนั้นกลับสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างน่าพิศวง ทุกจักรวาลล้วนแล้วแต่เป็นเอกเทศออกจากกัน เช่นเดียวกับดาวเคราะห์ ทว่าสสารคือหนึ่งเดียวกัน นั่นคือทุกสรรพสิ่ง เมื่อจักรวาลเกิดความไม่สมดุล ด้านหน้าคือหนึ่งเลขในแปดเลข เช่นนั้นด้านหลังย่อมหมายถึงหนึ่งเลขในสี่เลข ในขณะเดียวกันเครื่องหมายเท่ากับก็คือศูนย์กลางของจักรวาล บวกและลบคือศูนย์กลางของดาวเคราะห์ ทว่าหารคือหาร และคูณคือคูณ

    8/8 = 1, 4/4 = 1

    8-5 = 1+1

    3+2 ไม่ใช่ 5 แต่เป็น 3+2 คือ คลังวัตถุดิบจากท้องทะเลอันไร้ขีดจำกัด (เขียนไปเขียนมาแล้วหิวข้าวจังเลยวุ้ย ถ้ามีหมูสามชั้นผัดน้ำมันหอยจานด่วนเผ็ดกลาง ๆ สักจานก็น่าจะดี)

    วันนี้อากาศดีจัง พอกินข้าวอิ่มหนังตาก็เริ่มหย่อน แต่ยังไม่ถึงเวลาหลับซะด้วยสิ งั้นเอางี้ดีกว่า ดูเหมือนเราคงต้องเดินย่อยอาหารพลางชมวิว หรือไม่ก็หาที่นั่งที่เต็มไปด้วยร่มไม้ก็คงจะดี

    แย่ล่ะสิ รู้สึกว่าเราคงจะกินมากเกินไปหน่อย รู้สึกปวดขี้ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แต่เอ๊ะ! ทำไมห้องน้ำชายถึงมีแต่โถเยี่ยวกันล่ะ ถ้าตูขี้แตกขึ้นมาจะทำยังไง เอาไงดี!! เอาไงดี!! ]

            .

            “อะไรของมันว่ะ” เมื่ออ่านจบ กวีจึงเปล่งวาจาด้วยสีหน้างุนงงฉงนสงสัยอย่างบอกไม่ถูก

            ช่างเป็นคำบอกใบ้อันน่าแปลกประหลาด ในช่วงแรกเต็มไปด้วยความน่าฉงนชวนให้น่าสงสัย กระนั้นในช่วงกลางจนถึงสุดท้ายกลับกลายเป็นบันทึกประจำวันของใครสักคนไปเสียอย่างนั้น

            แววตาของกวีแปรเปลี่ยนไปในชั่วครู่ขณะ เขาสัมผัสได้ถึงสายตาของใครบางคนที่กำลังจดจ้องมองมา 

            “เอาล่ะ รีบไปกันดีกว่า” ท่าทีมิได้ผิดปกติ สัมผัสที่เขาได้รับมิอาจประสงค์มุ่งร้าย อย่างไรก็ตามแต่ การที่ตนถูกเฝ้าจับตามองก็คงมิใช่เรื่องดีเท่าใดนัก 

            ณ ม้านั่งสาธารณะภายนอก

            ท่ามกลางท้องนภาที่ทอแสงสีคราม แสงแดดเจิดจรัสพลันแผดแสงอันร้อนระอุเหนือล้ำยิ่งกว่าวันอื่นใด สายตาของกวีจดจ้องไปยังแผ่นกระดาษทั้งสอง สมองเร่งกระบวนการการทำงานเพื่อครุ่นคิดด้วยทักษะและความรู้ทั้งหมดที่ตนมี

             แผนผังของเมืองวาลอัลล่าถูกจัดแจงอย่างเป็นระเบียบและงดงาม ลักษณะของมันเป็นรูปทรงแปดเหลี่ยมอย่างพอดิบพอดี ใจกลางคือน้ำพุใหญ่ประหนึ่งอนุสรณ์สถานประจำเมือง พร้อมถนนทอดยาวเชื่อมต่อไปยังทิศเหนือใต้ออกและตก

            “สี่.. แปด..” เสียงของกวีพลันถูกเปล่งขึ้น สายตาจ้องมองไปแผ่นกระดาษสำหรับการบอกใบ้

            .

    < ที่เราสงสัยคือคำใบ้ที่สามและคำใบ้ที่สี่ ทั้ง ๆ  ที่คำใบ้ที่สามมีการคำนวณเลขที่ถูกต้อง แปดหารแปดย่อมได้หนึ่ง และสี่หารสี่ก็มีคำตอบคือหนึ่งเช่นเดียวกัน >

            .

            < แต่ถึงอย่างนั้น มันกลับใช้ไม่ได้ผลกับคำใบ้ที่สี่ เพราะแปดลบห้าควรจะมีคำตอบเป็นสาม ไม่ใช่หนึ่งบวกหนึ่งที่เท่ากับสอง ไม่ใช่ว่าเจ้าคนเขียนคำใบ้พวกนี้จะคำนวณเลขผิดหรอกนะ พออ่านช่วงท้าย ๆ ก็เหมือนพวกคนไม่เต็มบาทซะด้วยสิ >

            .

            ตามหลักของคณิตศาสตร์แล้ว หากมีเครื่องหมายเท่ากับขั้นกลางระหว่างสองจำนวน ก็หมายความว่าทั้งสองจำนวนจำต้องมีผลลัพธ์ที่เท่ากัน 

            ซึ่งสามารถตีความได้อยู่สองกรณี

            หนึ่ง คนเขียนเพียงคิดคำนวณเลขผิด

            หรือสอง คนเขียนจงใจเขียนให้เป็นเช่นนั้นเพื่อต้องการบอกใบ้ถึงบางสิ่ง

            รหัสลับจะซับซ้อนเช่นไรย่อมขึ้นอยู่กับผู้คิดค้นรหัส ในขณะเดียวกัน หลักเกณฑ์ในการถอดรหัสก็ย่อมขึ้นตรงอยู่กับผู้คิดค้นรหัสเป็นคนแรกเช่นเดียวกัน

             แต่แล้ว กวีกลับตระหนักได้ถึงบางสิ่งในฉับพลัน 

            “เดี๋ยวสิ นี่มัน” เสียงของเขาถูกกล่าวขึ้น มือขวายื่นออกไปพลางเลื่อนดูจนมาหยุดอยู่ที่คำใบ้ที่สอง

            .

            [ ทุกสิ่งล้วนมีสองหน้า ยากเกินจะเข้าถึง กระนั้นกลับสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างน่าพิศวง ทุกจักรวาลล้วนแล้วแต่เป็นเอกเทศออกจากกัน เช่นเดียวกับดาวเคราะห์ ทว่าสสารคือหนึ่งเดียวกัน นั่นคือทุกสรรพสิ่ง เมื่อจักรวาลเกิดความไม่สมดุล ด้านหน้าคือหนึ่งเลขในแปดเลข เช่นนั้นด้านหลังย่อมหมายถึงหนึ่งเลขในสี่เลข ในขณะเดียวกันเครื่องหมายเท่ากับก็คือศูนย์กลางของจักรวาล บวกและลบคือศูนย์กลางของดาวเคราะห์ ทว่าหารคือหาร และคูณคือคูณ ]

            .

            กวีเพ่งพินิจพิจารณาอยู่หลายครั้ง สายตาสลับไปยังแผนที่ราวกับกำลังควานหาบางสิ่งบางอย่าง

            “อาจจะเป็นไปได้ก็ได้” เสียงว่ากล่าวพลันถูกเปล่งขึ้นอีกครั้ง กระนั้นแววตากลับแปรเปลี่ยนไปประหนึ่งว่าตนล่วงรู้บางสิ่ง

            “ต่อไปก็คำใบ้ที่หนึ่ง ทุกสิ่งเริ่มต้นจากหนึ่งมิใช่ศูนย์.. และหนึ่งก็คือทิศเหนือ..” 

            พลันสิ้นเสียง กวีจึงชี้นิ้วไปยังจุดยอดสุดของผังเมืองบนแผนที่ซึ่งเป็นทิศเหนือ

            หนึ่ง สอง สาม เริ่มต้นจากเหนือสุด เลื่อนลงไปทางขวาเป็นฉากที่สองของผังเมืองอันมีรูปทรงแปดเหลี่ยม

            ต่อมาจากเลื่อนลงมาอีกหนึ่งฉากอันมีถนนทอดยาวจากศูนย์กลางไปยังทิศตะวันออก 

            เมื่อลองครุ่นคิดดูให้ดี รหัสลับนี้กลับช่างง่ายดายยิ่งกว่าที่คิด 

            ก่อนอื่นต้องเริ่มต้นจากคำใบ้ที่สอง เท่ากับ(=)คือศูนย์กลางของจักรวาล ในขณะเดียวกันบวก(+)และลบ(-)จึงเป็นศูนย์กลางของดาวเคราะห์ หาร(/)คือหาร(/) ส่วนคูณ(*)คือคูณ(*)

            เพื่อแก้โจทย์ปัญหาดังกล่าว การจัดสรรทุกสิ่งไปตามลำดับจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุด 

            ตัวเลขคือสสาร เมื่อควบรวมกันจึงแปรเปลี่ยนดาวเคราะห์โดยมีหนึ่งศูนย์กลาง(+,-) ในขณะเดียวกัน ดาวเคราะห์หลากหลายดวงโคจรอยู่ในระบบจักรวาล และหนึ่งในทุก ๆ จักรวาลย่อมมีศูนย์กลาง(=)เป็นของตนเอง

            เมื่อคิดได้เช่นนี้ ในคำใบ้ที่สามจึงมีต้องแยกเป็นสองสุริยจักร 

            ในกรณีดังกล่าว จักรวาลมิได้เกิดความสมดุล 

            8/8=1 

            4/4=1

            ความลับของคำใบ้ข้อนี้อยู่ที่เลขแปดและสี่ซึ่งถูกเน้นย้ำ หากคิดว่าแปดคือจำนวนฉากของผังเมือง เช่นนั้นสี่จึงมีความหมายเป็นเส้นถนนที่ทอดยาวไปยังจุดศูนย์กลาง

            ต่อมาคือคำใบ้ที่สี่ 

            .

            [8-5 = 1+1]

            .

            ในข้อนี้จักรวาลเกิดความไม่สมดุล เพราะแปดลบห้าควรมีคำตอบคือสาม ในขณะเดียวกันหนึ่งบวกหนึ่งควรมีคำตอบเป็นสอง

            .

            [เมื่อจักรวาลเกิดความไม่สมดุล ด้านหน้าคือคำใบ้ เช่นนั้นด้านหลังย่อมหมายถึงคำตอบ]

            .

            ดาวเคราะห์ได้ถูกแบ่งแยกออกเป็นสอง แต่ละดาวเคราะห์ย่อมมีหนึ่งศูนย์กลาง 

            ดาวเคราะห์ดวงแรกคือ8-5 ส่วนดาวเคราะห์ดวงต่อมาจึงเป็น1+1

            เช่นนี้แล้ว เมื่อจักรวาลเกิดความไม่สมดุล ด้านหน้า(8-5)จึงเป็นเลขสามจากแปดเลข ในขณะเดียวกันด้านหลัง(1+1)จึงเท่ากับเลขสองจากสี่เลข

            หรือก็คือ ฉากที่สามจากรูปทรงแปดเหลี่ยม ณ ถนนหมายเลขสองนับจากทิศเหนือไปยังทิศตะวันออก

            รอยยิ้มพลันปรากฏขึ้นเมื่อปริศนาถูกชี้แจงแถลงไข แต่แล้วกลับหุบยิ้มลงในไปชั่วครู่ขณะและจึงกล่าว 

            “รีบไปกันดีกว่า ก่อนที่จะถูกใครทำร้ายเอาซะก่อน”

            ห่างออกไปจากตำแหน่งที่กวีนั่งอยู่ บริเวณมุมอับ ณ ริมตึกได้ปรากฏชายปริศนากำลังเผยยิ้มอย่างมีลับลมคมนัย