ในยามเย็นของวัน
กวียังคงนั่งรอคอยอยู่ ณ ที่นั่งสาธารณะ ในขณะที่ผู้คนเริ่มต้นพลุกพล่านเพราะเวลาทำงานได้ผ่านล่วงเลย ถึงกระนั้น สีหน้าของเขากลับแลดูเหนื่อยล้าและหดหู่ปะปนกันไป
เสียงท้องเริ่มต้นดังก้องกังวาน พร้อมเสียงกล่าวจากริมฝีปากของกวีโดยมีใจความว่า “บ้าชะมัด ไม่น่าทำเป็นเท่เลยเรา อย่างน้อยก็น่าจะเก็บเงินเอาไว้สักหมื่นสองหมื่นสำหรับค่าข้าวและที่อยู่ แต่นี่ดันเอาเงินไปให้เขาจนหมด จนข้าวสักเม็ดยังไม่ตกถึงท้องตั้งแต่เมื่อกลางวัน”
ความเสียใจปรากฏขึ้นใบหน้า ทว่าจะย้อนคืนกลับไปก็คงไม่ทัน จะกลับไปร้องขอจากเงินที่เคยมอบให้ไปก็มีแต่จะเสียหน้า
“นายมัน”
เสียงของใครสักคนดังก้องกังวานจากด้านหลังของกวี เป็นเสียงของหญิงสาวที่เขาคุ้นชิน ราวกับตนเคยได้ยินมาจากที่ใดสักแห่งมาเมื่อไม่นานมานี้
พลันสายตาเหลียวมองกลับไป ภาพแรกที่เขาได้เห็นกลับเป็นรูปลักษณ์ของหญิงงาม เส้นผมสีชมพูอ่อนยาวสลวยพัดโชยเอากลิ่นหอมมาตามสายลม ร่างกายสูงใหญ่เหนือล้ำยิ่งกว่าชายชาตรี เธอคือโมโมซึมิผู้ที่กวีได้พบ ณ ทะเลทรายอาวาเลส
เมื่อยามสบตา ทั้งสองพลันตกตะลึงประหนึ่งกำลังเห็นผี
แต่แล้ว กวีกลับมองซ้ายมองขวา “แล้วยัยเปี๊ยกสองคนไปไหนซะแล้ว” วาจาของเขาช่างไม่เป็นสิริมงคล อย่างไรก็มิอาจแก้ไขสันดานเสียของเขาได้จริงๆ
“อย่าพูดแบบนั้นต่อหน้าพวกเธอจะดีกว่า ถ้ายังคิดรักน้องชายของนายอยู่” โมโมซึมิตักเตือนด้วยความเป็นห่วง แต่ก็คงไม่ทัน เพราะเจ้าน้องชายของกวีนั้นเคยถูกกระทำย่ำยีมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
“จ๊อกกก !”
เสียงร้องของกวีดังขึ้นอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้กลับลากยาวและก้องกังวานยิ่งกว่าครั้งแรก
พลันได้ยินเช่นนั้น โมโมซึมิจึงจดจ้องมองมาด้วยรอยยิ้ม ในขณะเดียวกันกลับแสดงออกราวกับตนกำลังสมเพชเวทนาต่อชายตรงหน้า
ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา ณ ร้านอาหารบริเวณใกล้เคียง
บนโต๊ะปรากฏจานอาหารนานาชนิดเรียงรายกันนับสิบจาน ในขณะเดียวกัน กวีกลับสวาปามประหนึ่งอดข้าวอดน้ำแรมเดือนแรมปี ทำให้โมโมซึมิที่นั่งอยู่ตรงข้ามจึงเฝ้าสงสัยว่าเขาไปอดอยากมาจากที่ใด
“ชั้นพึ่งไปได้ยินมาจากท่านโมมิยะ” เธอเริ่มต้นเปล่งวาจาเพื่อกล่าวถ้อยคำ “แต่ก็ไม่นึกเลยว่านายจะเป็นเพื่อนของท่านจริงๆ”
ในกายของกวีเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแฝงที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน เรื่องนี้โมโมซึมิย่อมล่วงรู้ดีตั้งแต่แรกพบ
ทันใดนั้น โมโมซึมิพลันล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า ออกมาเป็นนามบัตรหนึ่งฉบับพลางยื่นมันให้แก่ชายหนุ่ม
“รับไปซะ นี่คือเบอร์ติดต่อของชั้น หากมีปัญหาหรือต้องการติดต่อกับท่านโมมิยะก็จงติดต่อผ่านทางชั้น” เธอเปล่งวาจาพลางแสดงถึงท่าทีอันนิ่งสงบ กวีจึงรับมาพลางกวาดสายตามอง พบว่าบนนามบัตรมีทั้งชื่อของเธอ รวมไปถึงเบอร์ติดต่อพร้อมทั้งสถานที่จัดตั้งของสำนักงาน
พลันชายหนุ่มผู้ไม่เคยผ่านมือหญิงสาวใดได้เห็นเช่นนั้น จึงมีท่าทีเคอะเขินเล็กน้อยประหนึ่งเด็กสาวได้พบกับรักแรกพบ
“ตั้งแต่เกิดมาชั้นพึ่งเคยได้รับเบอร์จากผู้หญิงก็วันนี้แหละ” เขาเปล่งวาจาพลางเบือนหน้าหนี กระนั้นแล้ว ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นการแสดงเพื่อกลั่นแกล้งแม่หญิงตรงหน้าในทางอ้อม
ได้เห็นเช่นนั้น โมโมซึมิจึงเร่งวางมือลงบนโต๊ะอย่างรุนแรงพลางลุกขึ้น “หุบปากไปซะ !!” เสียงของเธอถูกเปล่งขึ้นดังก้องกังวาน ใบหน้าอันนวลผ่องเริ่มต้นแต้มแต่งไปด้วยสีแดงอ่อนประหนึ่งว่าเป็นเนื้อในของลูกแตงโม
ท่าทีของทั้งสองราวกับคู่รักข้าวใหม่ปลามัน กระนั้นท่าทางโดยรวมกลับคล้ายคลึงกับคู่สามีภรรยากำลังโต้วาที
“เอาล่ะๆ พวกเรามาคุยเรื่องอื่นกันดีกว่า” กวีพลันเร่งแปรเปลี่ยนเรื่องไปในเร็วพลัน มิเช่นนั้นสายฟ้าแห่งความโกรธาคงผ่าลงกลางกบาลทำให้ตนสิ้นใจได้ในทันตา
“จะว่าไป นายมาที่นี่ก็เพราะต้องการเข้าร่วมการทดสอบนักบุกเบิกฝึกหัดใช่ไหม ?” โมโมซึมิเริ่มต้นเอ่ยถาม
พลันได้ยินเช่นนั้น จึงทำให้กวีพลันฉงนสงสัยยิ่งนัก
“หมายความว่ายังไง ?”
“นี่นายไม่รู้หรอกหรือ ก็การสอบในปีนี้พึ่งเปิดรับสมัครไปเมื่อสองวันก่อนแล้วนะ”
แววตาของกวีเบิกกว้างในทันใด การสอบในแต่ละปีถูกจัดขึ้นเพียงแค่ครั้งเดียว หากพลาดพลั้งในหนนี้ก็ต้องเฝ้ารออีกหนึ่งปีจึงจะได้เข้าร่วมการทดสอบอีกครั้ง
“ไม่ต้องห่วง ชั้นว่าพักสักวันก็ยังพอมีเวลาอยู่ วันนี้ก็มืดค่ำแล้ว ชั้นว่านายเอาเวลาไปพักผ่อนเอาแรงก่อนดีกว่า” เมื่อเธอกล่าวเช่นนั้น กวีก็คงต้องทำตามโดยมิอาจเลี่ยงหลีก
ในการสอบรอบนี้ กลุ่มของโมมิยะบางส่วนก็เข้าร่วมด้วยเช่นกัน จึงมิอาจหลีกเลี่ยงหากต้องพบเจอกันกับพวกเธอในระหว่างการทดสอบ
ทันใดนั้น โมโมซึมิจึงลุกขึ้นยืนพลางแสดงออกถึงท่าทีราวกับตนกำลังจะจากลา
“ชั้นขอให้นายโชคดีมีชัยในการสอบ แต่ชั้นขอบอกเอาไว้ก่อน การสอบมันไม่ง่ายหรอกนะ”
เมื่อได้ยินถ้อยคำของแม่หญิง ริมฝีปากของกวีจึงขยับยกขึ้นสูง แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอันปลาบปลื้มราวกับตนนั้นกำลังพึงพอใจและจึงกล่าวว่า
“ถ้ามันง่ายมันก็ไม่สนุกสิ”
ได้ยินเช่นนั้นโมโมซึมิจึงเผยยิ้มด้วยความโล่งอก แลดูว่าเธอคงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องใด ๆ เกี่ยวกับชายผู้นี้
ในครู่ต่อมาเพียงไม่นาน ทั้งสองจึงแยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตน ทางด้านของโมโมซึมิ เธอนั้นยังคงมีเรื่องงานที่ต้องสะสางจึงต้องเดินทางมายังเมืองวาลอัลล่า
กวีได้รับเงินบางส่วนมาจากเธอ รวมแล้วเพียงพอสำหรับค่าห้องและอาหารรวมไปถึงค่าเดินทาง
ในขั้นตอนแรก กวีจำต้องเข้าพักในโรงแรมระดับกลางสำหรับหนึ่งคืน พลันรุ่งเช้าเข้ามาถึง การเดินทางครั้งใหม่จึงเริ่มต้นขึ้นด้วยการโดยสารรถเมล์จากจุดเริ่มต้นไปถึงปลายทาง
ราวสี่ชั่วโมงต่อมา ณ ที่ใดสักแห่งแถบใจกลางเมือง
กวีแหงนมองขึ้นไปบนท้องนภา พบว่าดวงตะวันในยามนี้ทอแสงส่องประกายอยู่เหนือหัวของตน บ่งบอกว่ายามนี้ใกล้ถึงช่วงเวลาบ่ายของวัน
“ที่นี่สินะสำนักงานใหญ่ของสมาคมนักบุกเบิก” กวีเปล่งเสียงออกมาเพื่อกล่าว เขาจ้องมองออกไปเบื้องหน้า ปรากฏตึกระฟ้าสูงสง่าและร่วมสมัย ในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ราวสามชั่วโมงต้องสูญสิ้นไปเพราะการตามหาสถานที่ตั้ง
เมื่อเข้าสู่ภายใน พนักงานต้อนรับจึงก้าวเดินเข้ามาหาพลางเปล่งวาจาเพื่อกล่าวทักทาย
“ไม่ทราบว่ามีอะไรให้รับใช้คะ ?” เสียงของเธออ่อนหวานประหนึ่งน้ำผึ้งสดใหม่ รอยยิ้มของเธอคล้ายคลึงกับภาพพจน์ของเทพธิดาแห่งการเก็บเกี่ยว
“พอดีว่าผมอยากจะเข้าร่วมการทดสอบนักบุกเบิกฝึกหัดครับ”
“เอ่อ.. ขอโทษด้วย ดูเหมือนว่าช่วงเวลาในการสมัครจะหมดไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”
แววตาของกวีค้างเกิ่ง ริมฝีปากเบิกกว้างเพราะความตกตะลึง ในใจเฝ้าครุ่นคิดว่าตนนั้นกำลังถูกโมโมซึมิกลั่นแกล้งหรือเยี่ยงไร มิใช่ว่าหากมาวันนี้ก็ยังทันการณ์หรอกหรือ
“สรุปว่าผมมาไม่ทันใช่ไหมครับ ?” เสียงของกวีถูกเปล่งขึ้นพลางแสดงสีหน้าอันน่าเวทนา
พลันได้เห็นเช่นนั้น พนักงานต้อนรับจึงจ้องมองกลับมาด้วยความสงสาร
“ก็.. หากจะให้พูด ตอนนี้ก็อาจจะยังเหลือเวลาราว ๆ สามชั่วโมง แต่มันก็..”
พนักงานต้อนรับสาวยังมิทันได้จบประโยคของตน เสียงของกวีกลับดังก้องกังวานทำให้เธอจึงต้องชะงักไป
“เช่นนั้นก็ให้ผมได้เข้าร่วมการทดสอบด้วยเถอะครับ !!”
ท่าทีของเขาราวกับหมาน้อยที่กำลังร้องขออาหาร พนักงานสาวพลันไม่มีทางเลือกพลางนำทางกวีไปยังโต๊ะรับสมัครเพื่อชี้แจงถึงรายละเอียด
“ได้โปรดรับนี่ไปด้วยค่ะ” เธอเปล่งเสียงพลางยื่นนาฬิกาเรือนหนึ่งให้แก่เขา
กวีจึงรับมาด้วยความสงสัย พลันสังเกตจนถี่ถ้วน จึงพบว่านาฬิกาเรือนนี้คล้ายคลึงกับนาฬิกาอัจฉริยะ
“เมื่อคุณสวมนาฬิกา เข็มขนาดเพียงหนึ่งสามสิบนาโนเมตรที่อยู่ข้างใต้ของนาฬิกาจะทำการเจาะเลือดเพื่อเก็บตัวอย่างDNA นั่นคือการสิ้นสุดกระบวนการสมัคร อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครทุกคนจำต้องมีนาฬิกานี้ติดตัวในการเข้าสอบ หากสูญหายไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม จะเท่ากับว่าผู้สมัครขาดคุณสมบัติและทางเราจะทำการปรับตกในทันที”
“ดิฉันจะขอย้ำเตือนอีกหนึ่งเรื่อง อย่างที่ดิฉันได้กล่าวไป นาฬิกาแต่ละเรือนจะถูกลงทะเบียนอย่างเฉพาะเจาะจง หากสูญหายไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม จะเท่ากับว่าท่านหมดสิทธิ์โดยอัตโนมัติ และผู้สมัครจำต้องรอคอยการสอบในปีถัดไป อย่างไรก็ตาม หากผู้สมัครคิดจะใช้กลโกงใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปลอมแปลงนาฬิกาหรือนำของคนอื่นมาอ้างว่าเป็นของตนเอง ซึ่งในกรณีดังกล่าวจะเท่ากับว่าผู้สมัครทำผิดกฎกติกาการสอบ ในกรณีนี้ ผู้สมัครจะติดทัณฑ์บนและถูกห้ามการเข้าสอบเป็นเวลาร่วมห้าปีค่ะ”
เมื่อสิ้นสุดการอธิบาย พนักงานสาวจึงยื่นกระดาษให้แก่กวีเป็นจำนวนสองใบ
กระดาษแผ่นแรกคือผังเมืองวาลอัลล่าในความละเอียดสูง ส่วนใบต่อมาราวกับเป็นคำใบ้ กระนั้นกลับมีเนื้อความอันแปลกประหลาดจนกวีมิอาจตีความออก
.
[ ชื่อผู้เข้าทดสอบ : กวี
บททดสอบที่ศูนย์ : จงค้นหาสถานที่สอบให้พบ
เงื่อนไข
รักษาอุปกรณ์วัดชีพจรจนถึงสถานที่สอบ
จงปฏิบัติตามคำใบ้เพื่อไปให้ถึงสถานที่สอบ
คำใบ้
ทุกสิ่งเริ่มต้นจากหนึ่งมิใช่ศูนย์ และหนึ่งก็คือทิศเหนือ
ทุกสิ่งล้วนมีสองหน้า ยากเกินจะเข้าถึง กระนั้นกลับสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างน่าพิศวง ทุกจักรวาลล้วนแล้วแต่เป็นเอกเทศออกจากกัน เช่นเดียวกับดาวเคราะห์ ทว่าสสารคือหนึ่งเดียวกัน นั่นคือทุกสรรพสิ่ง เมื่อจักรวาลเกิดความไม่สมดุล ด้านหน้าคือหนึ่งเลขในแปดเลข เช่นนั้นด้านหลังย่อมหมายถึงหนึ่งเลขในสี่เลข ในขณะเดียวกันเครื่องหมายเท่ากับก็คือศูนย์กลางของจักรวาล บวกและลบคือศูนย์กลางของดาวเคราะห์ ทว่าหารคือหาร และคูณคือคูณ
8/8 = 1, 4/4 = 1
8-5 = 1+1
3+2 ไม่ใช่ 5 แต่เป็น 3+2 คือ คลังวัตถุดิบจากท้องทะเลอันไร้ขีดจำกัด (เขียนไปเขียนมาแล้วหิวข้าวจังเลยวุ้ย ถ้ามีหมูสามชั้นผัดน้ำมันหอยจานด่วนเผ็ดกลาง ๆ สักจานก็น่าจะดี)
วันนี้อากาศดีจัง พอกินข้าวอิ่มหนังตาก็เริ่มหย่อน แต่ยังไม่ถึงเวลาหลับซะด้วยสิ งั้นเอางี้ดีกว่า ดูเหมือนเราคงต้องเดินย่อยอาหารพลางชมวิว หรือไม่ก็หาที่นั่งที่เต็มไปด้วยร่มไม้ก็คงจะดี
แย่ล่ะสิ รู้สึกว่าเราคงจะกินมากเกินไปหน่อย รู้สึกปวดขี้ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แต่เอ๊ะ! ทำไมห้องน้ำชายถึงมีแต่โถเยี่ยวกันล่ะ ถ้าตูขี้แตกขึ้นมาจะทำยังไง เอาไงดี!! เอาไงดี!! ]
.
“อะไรของมันว่ะ” เมื่ออ่านจบ กวีจึงเปล่งวาจาด้วยสีหน้างุนงงฉงนสงสัยอย่างบอกไม่ถูก
ช่างเป็นคำบอกใบ้อันน่าแปลกประหลาด ในช่วงแรกเต็มไปด้วยความน่าฉงนชวนให้น่าสงสัย กระนั้นในช่วงกลางจนถึงสุดท้ายกลับกลายเป็นบันทึกประจำวันของใครสักคนไปเสียอย่างนั้น
แววตาของกวีแปรเปลี่ยนไปในชั่วครู่ขณะ เขาสัมผัสได้ถึงสายตาของใครบางคนที่กำลังจดจ้องมองมา
“เอาล่ะ รีบไปกันดีกว่า” ท่าทีมิได้ผิดปกติ สัมผัสที่เขาได้รับมิอาจประสงค์มุ่งร้าย อย่างไรก็ตามแต่ การที่ตนถูกเฝ้าจับตามองก็คงมิใช่เรื่องดีเท่าใดนัก
ณ ม้านั่งสาธารณะภายนอก
ท่ามกลางท้องนภาที่ทอแสงสีคราม แสงแดดเจิดจรัสพลันแผดแสงอันร้อนระอุเหนือล้ำยิ่งกว่าวันอื่นใด สายตาของกวีจดจ้องไปยังแผ่นกระดาษทั้งสอง สมองเร่งกระบวนการการทำงานเพื่อครุ่นคิดด้วยทักษะและความรู้ทั้งหมดที่ตนมี
แผนผังของเมืองวาลอัลล่าถูกจัดแจงอย่างเป็นระเบียบและงดงาม ลักษณะของมันเป็นรูปทรงแปดเหลี่ยมอย่างพอดิบพอดี ใจกลางคือน้ำพุใหญ่ประหนึ่งอนุสรณ์สถานประจำเมือง พร้อมถนนทอดยาวเชื่อมต่อไปยังทิศเหนือใต้ออกและตก
“สี่.. แปด..” เสียงของกวีพลันถูกเปล่งขึ้น สายตาจ้องมองไปแผ่นกระดาษสำหรับการบอกใบ้
.
< ที่เราสงสัยคือคำใบ้ที่สามและคำใบ้ที่สี่ ทั้ง ๆ ที่คำใบ้ที่สามมีการคำนวณเลขที่ถูกต้อง แปดหารแปดย่อมได้หนึ่ง และสี่หารสี่ก็มีคำตอบคือหนึ่งเช่นเดียวกัน >
.
< แต่ถึงอย่างนั้น มันกลับใช้ไม่ได้ผลกับคำใบ้ที่สี่ เพราะแปดลบห้าควรจะมีคำตอบเป็นสาม ไม่ใช่หนึ่งบวกหนึ่งที่เท่ากับสอง ไม่ใช่ว่าเจ้าคนเขียนคำใบ้พวกนี้จะคำนวณเลขผิดหรอกนะ พออ่านช่วงท้าย ๆ ก็เหมือนพวกคนไม่เต็มบาทซะด้วยสิ >
.
ตามหลักของคณิตศาสตร์แล้ว หากมีเครื่องหมายเท่ากับขั้นกลางระหว่างสองจำนวน ก็หมายความว่าทั้งสองจำนวนจำต้องมีผลลัพธ์ที่เท่ากัน
ซึ่งสามารถตีความได้อยู่สองกรณี
หนึ่ง คนเขียนเพียงคิดคำนวณเลขผิด
หรือสอง คนเขียนจงใจเขียนให้เป็นเช่นนั้นเพื่อต้องการบอกใบ้ถึงบางสิ่ง
รหัสลับจะซับซ้อนเช่นไรย่อมขึ้นอยู่กับผู้คิดค้นรหัส ในขณะเดียวกัน หลักเกณฑ์ในการถอดรหัสก็ย่อมขึ้นตรงอยู่กับผู้คิดค้นรหัสเป็นคนแรกเช่นเดียวกัน
แต่แล้ว กวีกลับตระหนักได้ถึงบางสิ่งในฉับพลัน
“เดี๋ยวสิ นี่มัน” เสียงของเขาถูกกล่าวขึ้น มือขวายื่นออกไปพลางเลื่อนดูจนมาหยุดอยู่ที่คำใบ้ที่สอง
.
[ ทุกสิ่งล้วนมีสองหน้า ยากเกินจะเข้าถึง กระนั้นกลับสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างน่าพิศวง ทุกจักรวาลล้วนแล้วแต่เป็นเอกเทศออกจากกัน เช่นเดียวกับดาวเคราะห์ ทว่าสสารคือหนึ่งเดียวกัน นั่นคือทุกสรรพสิ่ง เมื่อจักรวาลเกิดความไม่สมดุล ด้านหน้าคือหนึ่งเลขในแปดเลข เช่นนั้นด้านหลังย่อมหมายถึงหนึ่งเลขในสี่เลข ในขณะเดียวกันเครื่องหมายเท่ากับก็คือศูนย์กลางของจักรวาล บวกและลบคือศูนย์กลางของดาวเคราะห์ ทว่าหารคือหาร และคูณคือคูณ ]
.
กวีเพ่งพินิจพิจารณาอยู่หลายครั้ง สายตาสลับไปยังแผนที่ราวกับกำลังควานหาบางสิ่งบางอย่าง
“อาจจะเป็นไปได้ก็ได้” เสียงว่ากล่าวพลันถูกเปล่งขึ้นอีกครั้ง กระนั้นแววตากลับแปรเปลี่ยนไปประหนึ่งว่าตนล่วงรู้บางสิ่ง
“ต่อไปก็คำใบ้ที่หนึ่ง ทุกสิ่งเริ่มต้นจากหนึ่งมิใช่ศูนย์.. และหนึ่งก็คือทิศเหนือ..”
พลันสิ้นเสียง กวีจึงชี้นิ้วไปยังจุดยอดสุดของผังเมืองบนแผนที่ซึ่งเป็นทิศเหนือ
หนึ่ง สอง สาม เริ่มต้นจากเหนือสุด เลื่อนลงไปทางขวาเป็นฉากที่สองของผังเมืองอันมีรูปทรงแปดเหลี่ยม
ต่อมาจากเลื่อนลงมาอีกหนึ่งฉากอันมีถนนทอดยาวจากศูนย์กลางไปยังทิศตะวันออก
เมื่อลองครุ่นคิดดูให้ดี รหัสลับนี้กลับช่างง่ายดายยิ่งกว่าที่คิด
ก่อนอื่นต้องเริ่มต้นจากคำใบ้ที่สอง เท่ากับ(=)คือศูนย์กลางของจักรวาล ในขณะเดียวกันบวก(+)และลบ(-)จึงเป็นศูนย์กลางของดาวเคราะห์ หาร(/)คือหาร(/) ส่วนคูณ(*)คือคูณ(*)
เพื่อแก้โจทย์ปัญหาดังกล่าว การจัดสรรทุกสิ่งไปตามลำดับจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุด
ตัวเลขคือสสาร เมื่อควบรวมกันจึงแปรเปลี่ยนดาวเคราะห์โดยมีหนึ่งศูนย์กลาง(+,-) ในขณะเดียวกัน ดาวเคราะห์หลากหลายดวงโคจรอยู่ในระบบจักรวาล และหนึ่งในทุก ๆ จักรวาลย่อมมีศูนย์กลาง(=)เป็นของตนเอง
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ในคำใบ้ที่สามจึงมีต้องแยกเป็นสองสุริยจักร
ในกรณีดังกล่าว จักรวาลมิได้เกิดความสมดุล
8/8=1
4/4=1
ความลับของคำใบ้ข้อนี้อยู่ที่เลขแปดและสี่ซึ่งถูกเน้นย้ำ หากคิดว่าแปดคือจำนวนฉากของผังเมือง เช่นนั้นสี่จึงมีความหมายเป็นเส้นถนนที่ทอดยาวไปยังจุดศูนย์กลาง
ต่อมาคือคำใบ้ที่สี่
.
[8-5 = 1+1]
.
ในข้อนี้จักรวาลเกิดความไม่สมดุล เพราะแปดลบห้าควรมีคำตอบคือสาม ในขณะเดียวกันหนึ่งบวกหนึ่งควรมีคำตอบเป็นสอง
.
[เมื่อจักรวาลเกิดความไม่สมดุล ด้านหน้าคือคำใบ้ เช่นนั้นด้านหลังย่อมหมายถึงคำตอบ]
.
ดาวเคราะห์ได้ถูกแบ่งแยกออกเป็นสอง แต่ละดาวเคราะห์ย่อมมีหนึ่งศูนย์กลาง
ดาวเคราะห์ดวงแรกคือ8-5 ส่วนดาวเคราะห์ดวงต่อมาจึงเป็น1+1
เช่นนี้แล้ว เมื่อจักรวาลเกิดความไม่สมดุล ด้านหน้า(8-5)จึงเป็นเลขสามจากแปดเลข ในขณะเดียวกันด้านหลัง(1+1)จึงเท่ากับเลขสองจากสี่เลข
หรือก็คือ ฉากที่สามจากรูปทรงแปดเหลี่ยม ณ ถนนหมายเลขสองนับจากทิศเหนือไปยังทิศตะวันออก
รอยยิ้มพลันปรากฏขึ้นเมื่อปริศนาถูกชี้แจงแถลงไข แต่แล้วกลับหุบยิ้มลงในไปชั่วครู่ขณะและจึงกล่าว
“รีบไปกันดีกว่า ก่อนที่จะถูกใครทำร้ายเอาซะก่อน”
ห่างออกไปจากตำแหน่งที่กวีนั่งอยู่ บริเวณมุมอับ ณ ริมตึกได้ปรากฏชายปริศนากำลังเผยยิ้มอย่างมีลับลมคมนัย