ตอนที่ 74 เดินทางกลับ
หลังจากสัตว์อสูรอีกตัวหนึ่งตายไป ทุกอย่างก็ง่ายดายขึ้นทันที ทั้งห้ารวมตัวกับหัวหน้าเมย์ พวกเขาห้าคนรวมพลังกันหยุดการเคลื่อนไหวของหมาป่าสีแดงร่างเพลิงไว้ ส่วนนิทานนั้นโยนถุงกระดูกกะพรุนเงือกให้หัวหน้าเมย์พร้อมบอกวิธีใช้
เมื่อกลายเป็นหนึ่งต่อหนึ่ง หัวหน้าเมย์ก็ใช้ประสบการณ์ของเธอลอบวางยาสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายมนุษย์ปากกว้างทำให้มันกลายเป็นอัมพาตได้อย่างง่ายดาย เมื่อมันไม่อาจขยับเขยื้อน พยุหะหอกไร้สภาพหลายสิบเล่มก็ทะลวงทุกส่วนในร่างของมันอย่างรวดเร็ว
เมื่อกลายเป็นหกต่อหนึ่ง ชะตากรรมของหมาป่าสีแดงร่างเพลิงก็ถูกปิดตายอย่างรวดเร็ว ถูกสังหารไปในเวลาไม่ถึงนาที
สัตว์อสูรระดับกึ่งนักสลักโทสามตัวถูกสังหารไปทั้งอย่างนั้น
นี่คือหน่วยสามแห่งหน่วยพิทักษ์เมือง นี่คือความแตกต่างระหว่างการใช้สมบัติอย่างชาญฉลาด แม้พลังจะตัดสินทุกสิ่ง หากพลังที่ไร้ซึ่งปัญญาย่อมไม่ต่างอะไรกับเหยื่อที่รอให้ผู้ที่มีทั้งพลังและปัญญามาจัดการ
ความสามารถส่วนบุคคล ประสบการณ์ กลยุทธ์ และสมบัติวิเศษ ทำให้พวกเขาสามารถต่อกรข้ามระดับได้
ในการต่อสู้จริง ย่อมไม่มีใครบ้าสู้กับคนที่แข็งแกร่งกว่าโดยที่ไม่เตรียมตัว หากเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเพียงอย่างเดียว เข้าปะทะอย่างโง่เขลา พวกเขาเหล่านั้นย่อมก็ต้องตายอย่างโง่เขลาในสักวัน สัตว์อสูรระดับกึ่งนักสลักเอกพวกนี้จะอย่างไรก็เป็นเพียงสัตว์อสูร สติปัญญาไม่ได้สูงถึงเพียงนั้น
หากเป็นนักสลักโทมนุษย์ พวกเขาย่อมไม่สู้ตัวเปล่าเช่นสัตว์อสูรเหล่านี้ สมบัติของพวกเขาแม้จะไม่มากเท่าองค์หญิงไพลิน แต่จะออกหัวออกก้อยก็ยากจะเอ่ย ถึงอย่างไรมนุษย์ก็ไม่เบาปัญญาเช่นสัตว์อสูรและคนที่ก้าวไปถึงนักสลักโทได้ย่อมไม่มีคนโง่
ศึกครั้งใหญ่จบลงทั้งอย่างนั้น สัตว์อสูรเหล่านี้ล้วนถูกพวกเขาเก็บกวาด วัตถุดิบที่มีค่าส่วนใหญ่ถูกมอบให้กับหมู่บ้านเปลวเหมันต์เป็นค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเมือง อีกส่วนถูกแบ่งสันปันส่วนกันระหว่างพวกเขา องค์หญิงไพลินปฏิเสธการรับส่วนแบ่งใด ๆ แม้เธอจะสูญเสียสมบัติไปมากที่สุดก็ตาม หากเธอกลับยิ้มแย้มตอบอย่างสบายว่า
‘แค่นี้ไม่สะกิดกระเป๋าเราหรอก’
นิทานที่ได้ยินดังนั้นถึงกับขนลุกซู่ เขาเพียงคาดคะเนราคาสมบัติที่ไพลินเสียไปในศึกครั้งนี้คร่าว ๆ เขาก็กลั้นหายใจอดเสียดายแทนไม่ได้แล้ว เงินเก็บทั้งชีวิตของเขายังไม่ได้ครึ่งของราคาสมบัติเหล่านี้เลย
ด้วยความทุ่มเทขององค์หญิงไพลิน ชาวบ้านที่ถูกอพยพออกไปล้วนไม่มีใครได้รับอันตราย พวกเขาหลายคนพยายามจัดงานเลี้ยงให้อีกครั้ง หากครั้งนี้เป็นองค์หญิงไพลินเองที่กล่าวปฏิเสธ เธอออกจากนครรัตนะมานานเกินไปแล้วจริง ๆ ถึงอย่างไรเธอก็เป็นถึงองค์หญิงไพลินแห่งอาณาจักรไฟกัลป์ มีภาระหน้าที่หลายอย่างที่เธอต้องจัดการ
แม้ตอนแรกผู้ใหญ่บ้านจะไม่อาจทำใจเชื่อ หากเหตุการณ์คืนนี้ก็ทำให้เขาเชื่อสนิทใจแล้วจริง ๆ ว่าต้นเหตุทั้งหมดเกิดจากศิลาที่ต้องการสร้างสถานการณ์อันยากลำบากให้แก่องค์หญิงไพลินในระหว่างภารกิจราชวงศ์ ทั้งหมดก็เพื่อโจมตีชื่อเสียงและตอกย้ำเรื่องความไร้ความสามารถของเธอ
พวกเขาเดินทางออกจากหมู่บ้านเปลวเหมันต์ท่ามกลางถ้อยคำสรรเสริญและคำขอบคุณของเหล่าชาวบ้าน หมู่บ้านเปลวเหมันต์ยังต้องได้รับการฟื้นฟู เธอจึงแบ่งส่วนทหารรักษาการณ์ส่วนหนึ่งให้ช่วยซ่อมแซมหมู่บ้านพร้อมทั้งสัญญาว่าจะรีบส่งคนมาช่วยซ่อมหมู่บ้านโดยไว
ภายในรถม้าอันหรูหราไร้ตราของราชวงศ์ หน่วยสามและองค์หญิงไพลินต่างเหม่อมองนอกหน้าต่าง หมู่บ้านเปลวเหมันต์นั้นลับสายตาพวกเขาไปแล้ว นิทานสังเกตเห็นภูเขาหิมะไกลลิบลูกนั้นอีกครั้ง
แม้จะมีอะไรหลาย ๆ อย่างเกิดขึ้น หากภารกิจครั้งนี้ก็สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
“จริงด้วย นิทาน องค์หญิงไพลินครับ ตกลงอธิบายพวกผมได้รึยังครับว่าพวกคุณรู้ได้ยังไงว่าเป็นศิลา” กีออนพูดขึ้น
ทุกคนหันหน้ามามองที่พวกเขา เรื่องนี้คาใจหน่วยสามมาสักพักใหญ่ ๆ แล้ว ตอนที่องค์หญิงไพลินและนิทานลอบสื่อสารกับพวกเขาเรื่องจะวางกับดักล่อเหยื่อโดยการออกจากหมู่บ้านนั้นพวกเขายังงงกันเป็นไก่ตาแตก
ตอนนั้นเธอไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงบอกว่าให้รีบเตรียมตัว ไม่ว่าจะเป็นการหาทางรวมตัวชาวบ้านกันที่ครึ่งหนึ่งของหมู่บ้าน การเปิดใช้ธูปม่านแสงเทียน การใช้งานรัดเกล้าสามชั้น ทั้งหมดล้วนต้องการเวลาเตรียมตัว พวกเขาจึงไม่ได้รับการอธิบายที่ละเอียดนัก
องค์หญิงไพลินและนิทานหัวเราะน้อย ๆ
“ต้องยกความดีความชอบให้ไพลิน/นิทานเลยครับ/ค่ะ” พวกเขาทั้งสองประสานเสียงกันอย่างพร้อมเพรียง พวกเขาทั้งคู่ได้ยินดังนั้นก็หันมองหน้ากันก่อนหัวเราะอีกครั้ง
“นิทานเขาจับสัมผัสได้ว่าศิลาทำตัวแปลก ๆ น่ะ ไม่ว่าจะเป็นการทำเป็นพลาดปล่อยมันหนีไปได้ ท่าทีแปลก ๆ ตอนที่อยากรู้ว่าคีตาตามตัวตั๊กแตนยักษ์ไวร่าเจอได้ยังไง” องค์หญิงไพลินหัวเราะ
“ยังมีที่เขาดูพยายามอยากให้ไพลินเรียกกำลังเสริมมาก ๆ กับดูต่อต้านการออกล่าในคืนนั้นของเราด้วยครับ ดูยังไงเขาก็อยากให้ภารกิจนี้ล้มเหลวสุด ๆ จะได้ป้ายสีไพลิน โดยการเอาหน้ากากที่เรียกว่า เป็นห่วงชาวบ้านมากลบเกลื่อน” นิทานอธิบายต่อ
“จริง ๆ ตอนแรกผมก็แค่แหม่ง ๆ นั่นล่ะครับ ตอนเราจัดการตั๊กแตนยักษ์ไวร่าได้แล้วผมยังคิดว่าจบแล้วจริง ๆ อยู่เลย ถ้าไม่ได้ไพลินมาบอกว่าเธอสังหรณ์แปลก ๆ ละก็ผมก็คงคิดไม่ตก” นิทานกล่าวเสริม
“ตอนนั้นเรารู้สึกแปลก ๆ จริง ๆ แต่หาคำตอบไม่ได้ เหมือนหลาย ๆ อย่าง ๆ รอบตัวมันดูขัดกันไปหมด อย่างทำไมตั๊กแตนตัวนั้นถึงพรางตัวแต่ทิ้งร่องรอยให้รู้ว่าเป็นมันทำ ทำไมชาวบ้านบางทีถึงดูเหมือนเสียชีวิตตั้งแต่ก่อนเจอตั๊กแตนยักษ์สังหาร ทำไมตั๊กแตนยักษ์ไวร่าถึงรู้ตัวว่าเราจะไปโจมตีก่อน เราก็เลยตัดสินใจถ่วงเวลาอยู่หมู่บ้านต่อ พอได้คุยกับนิทานว่าเขาก็รู้สึกเหมือนกันเลยช่วยกันวางแผนขึ้นมาได้” องค์หญิงไพลินพูดอธิบายต่ออย่างต่อเนื่อง
“เพราะงั้นแผนก็เลยเป็นการไม่ออกจากหมู่บ้านเสียที ล่อให้ศิลากระวนกระวายใจ พอเราออกไปเขาจะได้รีบโจมตีหมู่บ้านคืนนั้นเลยใช่มั้ยคะ” หัวหน้าเมย์ถามขึ้น
“งั้นเสียงของผู้พันลาลันตานั่นก็ของปลอมน่ะสิ!” นภาตกใจ
“ของจริงครับ แค่บอกให้ผู้พันลาลันตาส่งเสียงนั้นมาก็พอ เนื้อหาต่างหากที่เป็นของปลอม” นิทานตอบ
“จะได้ดูเหมือนเราถูกลากตัวกลับอย่างไม่มีทางเลือกจริง ๆ” องค์หญิงไพลินหัวเราะ
“พอเขาโจมตี เราที่ลอบย้ายชาวบ้านกับวางกับดักไว้แล้วก็เข้ารวบจัดการ” คาซาหัวเราะตาม
“ถูกเผงเลยค่ะ” องค์หญิงไพลินหัวเราะ ยกนิ้วโป้งให้เธอ
“แต่ถ้าศิลาไม่ออกจากหมู่บ้านไปในคืนนั้น เราก็วางกับดักไม่ได้น่ะสิคะ เราต้องย้ายคนตั้งครึ่งเมืองเลยนะ” หัวหน้าเมย์พลันถามขึ้น
“ต้องเข้าไปเตรียมตัวในป่าแน่นอนอยู่แล้วครับ ศิลาเขาไม่โง่ เขาย่อมรู้ว่าองค์หญิงไพลินมียอดฝีมือคอยคุ้มกัน ถึงจะกลับไปแล้ว แต่ปลอดภัยไว้ก่อน เข้าไปเตรียมตัวในป่ายังไงก็ปลอดภัยกว่า” นิทานตอบ
หน่วยสามพยักหน้า หากเป็นพวกเขา พวกเขาย่อมไม่กล้าเตรียมการในหมู่บ้านเช่นกัน
“ตั๊กแตนยักษ์ไวร่าสมควรไม่ถูกควบคุมแต่แค่บงการง่าย ๆ ค่ะ เพื่อให้ดูเนียนที่สุด แถมป้องกันเผื่อจะถูกยอดฝีมือที่คุ้มครองที่คุ้มครองเราจับได้ด้วย” องค์หญิงไพลินเสริม
“แต่ก็เกือบไปเหมือนกันนะคะ ศิลาดันมีสมบัติที่ใช้อาคมผนึกร่างฝังวิญญาณได้ แถมข้างในยังมีสัตว์อสูรตั้ง 5ตัวอีก” องค์หญิงไพลินถอนหายใจ
“ใช่ครับ ต้องขอบคุณสมบัติขององค์หญิงจริง ๆ ที่จัดการสัตว์อสูรสองตัวนั้นไปได้ ไม่เช่นนั้นคงแย่แน่ ๆ” นภาลูบแขนตัวเอง ตอนนั้นเกือบไปแล้วจริง ๆ สัตว์อสูรห้าตัวนั้นเกินมือพวกเขาไปมาก
องค์หญิงไพลินได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วเล็กน้อย เธอชำเลืองไปมองนิทานที่หวีขนคีตาอย่างสบายอารมณ์พลางทำหูทวนลม
เธอยิ้มมุมปากเล็กน้อยแล้วจึงพยักหน้าตอบนภา
“แต่ตอนท้ายที่คุณศิลาพูด ยังมียันต์และพลังสีแดงนั่น” เตวันขมวดคิ้วเล็กน้อย สมาชิกหน่วยสามคนอื่นได้ยินดังนั้นก็สีหน้าจริงจัง พลังสีแดงเส้นนั้นสังหารทั้งศิลาและเสริมพลังสัตว์อสูรทั้งห้าไปพร้อม ๆ กัน ราวกับไม่ต้องการให้มีหลักฐานใดเหลือรอด
องค์หญิงไพลินยิ้มบาง เธอยักไหล่เล็กน้อยพลางเอนหลังพิงกับเบาะอย่างสบายใจ
“ก็คงเป็นแผนการของพี่ชายเราสักคนนั่นแหละ ปานนี้เซ็งแย่แล้วมั้ง แผนการพังไม่เป็นท่าแถมเรื่องนี้เรายังไปประโคมข่าวได้อีก” องค์หญิงไพลินยิ้มบาง
“ชื่อข่าวเป็นอะไรดีล่ะ องค์หญิงไพลินผู้กล้าหาญนำทัพทหารเพียงหนึ่งกองกับหนึ่งหน่วยย่อยของหน่วยพิทักษ์เมืองปราบปรามสัตว์อสูรระดับนักสลักหกตัว สังหารนักสลักโทฝ่ายศัตรู ปกป้องชาวบ้านหลายร้อยคนไว้ได้ ดีมั้ย” องค์หญิงไพลินหัวเราะ
หน่วยสามได้ยินเช่นนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้ ครั้งนี้องค์หญิงไพลินทำเรื่องใหญ่สำเร็จจริง ๆ หากประชาชนได้รับรู้ข่าวนี้ ชื่อเสียงของเธอย่อมต้องก้าวกระโดด
แม้บรรยากาศภายในรถม้าจะชื่นมื่น หากภายในนัยน์ตาสีชมพูขององค์หญิงไพลินกลับมีเปลวไฟลุกโชนในนั้น
ท่านพี่ ครานี้ท่านถึงกับเกือบสังหารประชากรหลายร้อยคน เรื่องครั้งนี้ไม่จบง่าย ๆ แน่ องค์หญิงไพลินฝังความรู้สึกไว้ในอก รอวันที่เธอจะได้ตอบแทนคืนอย่างสาสม