จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 50 เยือนตระกูลไป๋ 4 Re

            “นั่นอวี้กงกำลังทำอะไรน่ะ  ใช้ความเย็นสู้กับความร้อนเหรอ” ไป๋ซูฉีเป็นกังวล  เธอรู้ว่าถ้าน้ำแข็งที่เย็นกับไฟที่ร้อนปะทะกัน  จะเกิดการระเบิดขึ้นเหมือนกับลาวาที่ไหลลงสู่ทะเล  มันจะทำให้น้ำกลายเป็นไอน้ำจากการระเหยไปอย่างรวดเร็ว  ซึ่งมันอันตรายมาก  การมองดูอยู่ในตัวอาคาร  ก็ยังทำให้เธอเป็นกังวลอยู่ดี


            แต่สิ่งที่ไป๋ซูฉีกังวัลนั้นจะไม่เกิดขึ้น  เพราะสิ่งที่ปะทะกันตอนนี้คือความเย็นกับความร้อน  สิ่งที่ไป่ฉีเล็งไว้คือการปรับสมดุลระหว่างความร้อนกับความเย็น  ใช่แล้วมันคือการถ่ายเทความร้อนนั่นเอง


            “หืม  ลมเริ่มพัดแรงขึ้นแล้ว” ไป๋หู่สังเกตเห็นว่า  ตรงสนามประลอง  เกิดการหมุนวนของกระแสลม  ซึ่งเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ


            “ยึด” ไป่ฉีวาดอักขระลมปราณตัวนี้ไว้ที่เท้าของเขา  เมื่อลมแรงขึ้น  เขาจะได้ไม่ถูกลมหมุนดูดเข้าไป  ส่วนชายชราเมื่อเห็นอวี้กงใช้ความเย็นสู้  เขาก็ยิ่งเร่งปราณให้กลายเป็นคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้นไปอีก


            “ผู้อาวุโสพอเถอะ ไม่งั้นท่านอาจตายได้นะ  วิชานี้แม้จะแข็งแกร่ง  หากแต่ไม่สมควรนำมาใช้ประลองกับขยะเช่นนี้” เฟิงจินกล่าวห้าม  แต่ชายชราไม่ฟังอะไรทั้งนั้น  เขาต้องการกอบกู้ศักดิ์ศรีของตนเองคืนมา


            ลมเริ่มพัดรุนแรงขึ้น  เมฆด้านบนกำลังถูกกระแสลมดูดเข้ามาจนกลายเป็นเมฆใหญ่สีดำทะมึน  มีเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดังขึ้นมาบ้างแล้ว


            “จะยืนไม่ไหวแล้ว” ไป๋หู่กล่าว  ตอนนี้ลมแรงมาก  ผู้อาวุโสเลยสร้างกำแพงพลังปราณขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวอาคารโดยรอบไว้ และเริ่มย้ายไปอยู่ในตัวอาคารกัน


            “ทำไมกัน  ทำไมแกถึงยังไม่ถูกความร้อนของฉันเล่นงาน” ชายชราตะโกนด้วยความโมโห  เขาใช้พลังปราณจนแทบจะหมดตัวอยู่แล้ว  แต่เด็กน้อยตรงหน้าเขา  กลับยังยืนสงบอยู่ได้พร้อมกับสร้างความเย็นเข้าปะทะกับความร้อนที่เขาปล่อยออกมา  เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงได้เกิดพายุขึ้น  แต่เป็นแบบนี้ไม่ดีแน่  หากมีพายุ  ไม่นานฝนจะตก และสิ่งที่เขาทำมาก็จะไร้ความหมาย


            เพียงแค่ชั่วพริบตา  ชายชราก็กระอักเลือดคำโตออกมา  อวัยวะภายในของเขาตอนนี้ร้อนมากจนใกล้จะถึงขีดจำกัดของร่างกายแล้ว


            “ผู้อาวุโส  ข้าสั่งให้หยุด  ไม่งั้นท่านตายแน่” เฟิงจินตะโกนสั่ง  ส่วนไป่ฉีนั้นรับรู้ได้ว่าพลังปราณของอีกฝ่ายใกล้จะหมดแล้ว  ตั้งแต่เมฆดำปกคลุมท้องฟ้าเหนือสนามประลอง  ไป่ฉีก็ได้เตรียมการสำหรับชัยชนะไว้เรียบร้อยแล้ว


            ไป่ฉียกมือขวาขึ้น  ทุกคนที่ดูการประลองต่างกำลังสงสัยว่าเขาคิดจะทำอะไร  คนที่เอาแต่รับมือการโจมตีของอีกฝ่ายมาตลอดกำลังจะทำอะไร


            จากนั้นไป่ฉีก็สับมือลงไป  ไม่มีคลื่นโจมตีใด ๆ หากแต่มีแสงลอดออกมาจากก้อนเมฆสีดำ  ทุกคนที่เห็นถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ  เพราะสิ่งที่พุ่งทะลุลงมาจากก้อนเมฆคือกระบี่แสงนับไม่ถ้วนกำลังพุ่งเข้าใส่ชายชราที่พลีังปราณกำลังจะหมดลง


            “นั่นมันอะไรกัน  เจตจำนงกระบี่คราวนี้ทำไมเป็นสีฟ้า” ไป๋กุ้ยอิงที่มองดูการประลองจากทางหน้าต่าง  เธอสงสัยกับสีของเจตจำนงกระบี่ที่เปลี่ยนไปจากครั้งก่อนที่เป็นสีเหลืองทอง


            เฟิงจินแม้อยากจะเข้าไปช่วย  แต่เขาก็ไม่กล้าเสี่ยงกับเจตจำนงกระบี่จำนวนมากขนาดนี้  แค่คราวก่อนเจตจำนงกระบี่หลายร้อยเล่ม  ก็ทำให้เขารู้สึกอันตรายมากแล้ว  แน่นี่มีเป็นพันเล่ม  เขาคงไม่เอาตัวเองที่เป็นถึงนายน้อยตำหนักเทพไปช่วยเหลือผู้อาวุโสที่ไม่เชื่อฟังเขาหรอก


            “ฉันไม่ยอมหรอก ย๊าก” ชายชราพุ่งเข้าใส่เจตจำนงกระบี่นับพัน  ร่างของเขาหายไปในเจตจำนงกระบี่ที่ตกลงมาราวกับห่าฝน  ก่อนที่เจตจำนงกระบี่ทั้งหมดจะตกลงมาปักที่สนามประลอง  ตอนนี้ทุกคนสามารถสังเกตเห็นได้ว่า  เจตจำนงกระบี่นี้แผ่ไอเย็นออกมาด้วย


            “ผู้อาวุโส  ท่านอยู่ไหน” เฟิงจินตะโกน  แต่ท่ามกล่างฝุ่นควันที่คละคลุ้งก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา  มีเพียงสิ่งหนึ่งที่ตกลงมาตรงหน้าเขาและแตกออก  เมื่อเฟิงจินมองดูสิ่งที่ตกลงมานั้น  ก็ทำให้เขาถึงกับหงายหลังล้มลงกับพื้น


            มันคือหัวของผู้อาวุโสที่ตกแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ราวกับแก้วที่ตกลงพื้น  นอกนั้นยังมีอีกสิ่งที่ทำให้เฟิงจินถึงกับปัสสาวะราด  นั่นคือมีเจตจำนงกระบี่อันหนึ่งพุ่งมาปักลงมาตรงกลางหว่างขาของเขา เฉียดน้องชายของเขาไปเพียง 1 เซนติเมตรเท่านั้น


            “อ๊า” เฟิงจินเงยหน้ามองอวี้กง  แต่สิ่งที่เขาเห็นคือเงาของพยัคฆ์ที่มีดวงตาสีทอง  ซ้อนทับอยู่ด้านหลังของอวี้กง  เขาสัมผัสได้ถึงความต่างชั้น  ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมไป๋กุ้ยอิงถึงได้สนใจในตัวชายคนนี้


            “นายน้อยเฟิง  ท่านจะนำศพผู้อาวุโสคนนี้กลับไปซะ  ข้าจะให้ทางตระกูลไป๋ทำการใส่ลังไม้ให้  อีกอย่าง  เขาตัดสินใจพุ่งเข้าใส่เจตจำนงกระบี่เพราะคิดว่าจะสามารถจัดการกับมันได้  ช่างโง่เสียจริง  เจตจำนงแฝงปราณน้ำแข็งที่เย็นจัด กับตัวของมันที่ร้อนมากย่อมระเบิดออกเมื่อสัมผัสกันเป็นธรรมดา” ไป่ฉีกล่าว


            “หนอย  ครั้งนี้ฝากไว้ก่อนเถอะ  แต่….ฉันขอท้าแกในการแข่งขันที่ทางสมาคมการค้าตะวันจันทราจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี  แกต้องเข้าร่วมการประลอง  ไม่อย่างนั้นฉันจะส่งคนไปลากตัวแกมา” เฟิงจินสลัดความกลัวทิ้ง  พร้อมกับชี้หน้าไป่ฉี  เขาท้าไป่ฉีให้มาปะมือกันในงานประลองที่ 1 ปีจะจัดขึ้น 1 ครั้ง


            “ข้าไม่ได้ว่างงานเช่นเจ้า  ที่มีเงินมีทองใช้  วัน ๆ ทำแต่เรื่องสืบพันธุ์  กินเที่ยวสุรุ่ยสุร่าย  เอาเป็นว่าข้าจะรับไว้พิจารณาก็แล้วกัน  แต่ไม่รับปากหรอกนะว่าจะไปร่วมได้รึเปล่า  สุดท้ายถ้าจะส่งคนมาก็ขอให้เป็นพวกมีสมองกว่าตาแก่ที่ตายไปด้วย  เคยได้ยินรึเปล่า  เหนือฟ้ายังมีฟ้า  สายเลือดของวิหคสีชาดในรุ่นของเจ้าคงเหลือน้อยเต็มทีสินะ  เพลิงวิหคถึงได้อ่อนแอขนาดนี้” คำพูดของไป่ฉีตอนท้ายทำให้เฟิงจินถึงกับแปลกใจ


            “แกรู้เรื่องสายเลือดของวิหคสีชาดได้ยังไง  เรื่องนี้นอกจากตำหนักเทพด้วยกันแล้ว  ไม่น่าจะมีใครรู้นี่นา  ฉันกล้าฟันธงเลยว่า แม้แต่สมาคมการค้าตะวันจันทราก็ไม่รู้เรื่องนี้” เฟิงจินถาม


            “ดูจากผู้อาวุโสในตระกูลของเจ้า  เพลิงวิหคที่ปลดล่อยออกมามีสีแดง  เพียงแต่มันยังไม่ใช่สีของเพลิงวิหคที่ต้นตระกูลของเจ้าได้รับสืบทอดมาจากเทพวิหคสีชาด  หากอยากรู้อะไรก็ลองกลับไปถามพ่อของเจ้าดูก็แล้วกัน เรื่องพวกนี้ไม่ควรพูดที่นี่” ไป่ฉีกล่าวเตือนสติ


            “ชิ” เฟิงจินไม่พูดอะไรต่อ  เขาลุกไปขึ้นรถ  ก่อนจะสั่งให้คนขับรถออกรถไปทันที  โดยทิ้งศพของผู้อาวุโสตำหนักเทพวิหคสีชาดไว้


            ไป่ฉีรำคาญจึงได้ใช้ไฟเผาให้เป็นขี้เถ้า  เปลวไฟที่เขาใช้มีสีทองราวกับทองคำ  เพียงแค่ไม่กี่วินาทีศพของผู้อาวุโสที่สู้กับเขาก็หายไปราวกับเป็นเพียงหมอกควัน


            เมื่อเห็นทุกอย่างจบลงแล้ว  ไป่ฉีก็นั่งลงบนสนามประลอง  การต่อสู้กับผู้ที่มีปราณชั้นจักรพรรดิขั้น 6 ไม่ง่ายสำหรับเขาเลย  หากไม่ได้ความรู้เรื่องสามเหลี่ยมแห่งไฟ กับการถ่ายเทความร้อน ที่ได้เรียนรู้ตอนมาอยู่ในโลกใบนี้  เขาอาจจะต้องพึ่งเจตจำนงกระบี่  ซึ่งมันเสี่ยงมาก


            หากอีกฝ่ายมีพลังสูงกว่าและทำลายเจตจำนงกระบี่ลงได้  จิตวิญญาณของเขาจะได้รับบาดเจ็บ  นั่นจะทำให้เขาใช้เจตจำนงไม่ได้ไปอีกสักระยะ  ถ้าไม่ใช้โอสถขั้นสูงรักษาจิตวิญญาณที่เสียหาย  พลังของเจตจำนงจะถดถอยลงไปอีก  เพราะการบาดเจ็บทางจิตวิญญาณนั้นยิ่งปล่อยไว้นานความเสียหายก็จะยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ


            ดังนั้นเขาจึงต้องคอยยั่วยุให้อีกฝ่ายใช้ปราณธาตุออกมาโจมตีเขา  หลีกเลี่ยงการปะทะระยะประชิด  รอให้อีกฝ่ายพลังปราณใกล้จะหมด  เขาถึงโจมตีปิดฉากด้วยเจตจำนงกระบี่  และเพื่อชัยชนะที่เด็ดขาด  เขาแฝงปราณธาตุน้ำแข็งลงไปในเจตจำนงกระบี่ด้วย


            “พี่อวี้” ไป๋หู่วิ่งเข้ามาหาไป่ฉี  ลักษณะที่กางแขนกว้างจะเข้ามากอด  นั่นไม่มีทางเสียหรอก  ไป่ฉีเอี้ยวตัวหลบ  ทำให้ไป๋หู่คว้าได้แต่อากาศเท่านั้น


            “นายจะกอดฉันทำไม  มันขนลุกรู้ไหม” ไป่ฉีกล่าว


            “โห  พี่อวี้  เราพี่น้องกันไง  ไม่เห็นเป็นไรเลย” ไป๋หู่บ่นอุบอิบ  แต่ก็ถูกไป่ฉีเมินไป


            “เป็นปราณน้ำแข็งที่ยอดเยี่ยมมาก” ไป๋กุ้ยอิงเดินมาที่สนามประลอง  ปราณน้ำแข็งที่ไป่ฉีใช้นั้น  เธอเห็นได้ชัดว่ามันแข็งแกร่งมากกว่าเธอเสียอีก


            “ยอดเยี่ยมมาก  ท่านอวี้กง  นายน้อยเฟิงกดดันเราเรื่องกุ้ยอิงมานานแล้ว  ครั้งนี้คงหมดปัญหาสักที” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 กล่าว


            “เช่นนั้นจากนี้ท่านจะปล่อยให้นางหาคู่เองได้ไหม” ไป่ฉีถาม


            “ระ...เรื่องนั้น” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 มีสีหน้าลำบากใจ


            “ที่ผ่านมา  สาเหตุที่ทำให้ไป๋กุ้ยอิงต้องเข้าร่วมงานนัดดูตัวบ่อย ๆ  เพราะเฟิงจิน  แต่จากนี้ไปหวังว่าผู้อาวุโสทั้งหลายจะไม่เอาเรื่องนี้มาอ้างเพื่อบังคับฝืนใจนางอีก  พวกท่านเองก็เป็นพ่อคน  ก็ควรถนอมน้ำใจและเห็นใจผู้นำตระกูลไป๋บ้าง” ไป่ฉีกล่าวตักเตือน


            “ไม่แล้วล่ะ  หากเป็นอย่างที่เหล่าบรรพชนบอก  เคล็ดวิชาที่ท่านอวี้กงเขียนมาให้ตามคำบอกเล่าของบรรพชน  น่าจะทำให้ตระกูลไป๋  กลับมาเจริญรุ่งเรืองได้อีกครั้ง หรืออาจจะแข็งแกร่งพอที่จะขึ้นเป็น 1 ในตำหนักเทพเลยก็ได้” ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 กล่าวด้วยความตื่นเต้น


            “งั้นก็ดีครับ  เป็นอันว่าเรื่องทุกอย่างจบลงแล้ว  ข้าเองก็คงต้องขอตัวก่อน  เพราะต้องกลับไปเตรียมตัวทำงานสักหน่อย” ไป่ฉีกล่าว


            “เอ๋ พี่จะไม่อยู่ทานข้าวเที่ยงกับพวกเราก่อนเหรอ” ไป๋หู่ถาม


            “ไม่ล่ะ  ฉันติดงาน  อีกอย่างวันนี้ช่วง 6 โมงเย็น  ฉันว่าจะไปเข้าร่วมงานประมูลสักหน่อย” ไป่ฉีกล่าว


            “พี่จะไปงานประมูลเหรอ  ผมไปด้วยสิ” ไป๋หู่ดูกระตือรือร้นขึ้นมาทันที


            “พอเลย  พ่อตัวดี  ลูกมีเรียนพรุ่งนี้  ต้องรีบเข้านอน  ห้ามไปไหนทั้งสิ้น” ไป๋ซูฉีดึงหูไป๋หู่


            “เจ็บนะแม่  นิดหน่อยเอง  นะ ๆ ๆ” ไป๋หู่ทำตัวเป็นลูกแมวขี้อ้อนใส่ไป๋ซูฉีผู้เป็นแม่  แต่เธอก็ไม่ใจอ่อน  ไม่ว่ายังไงเธอก็ไม่อนุญาต  ทำให้ไป๋หู่คอตกไปเลย


            “ข้ากลับก่อน  ลาก่อนทุกท่าน” ไป่ฉีประสานมือ  เขากล่าวลาทุกคน พร้อมกับแอบใช้พลังจิตวิญญาณเก็บกล้องของเขาที่ถ่ายเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นมาไว้ในแหวนมิติ  ก่อนที่จะใช้อาคมเปิดประตูมิติ  เพื่อกลับไปยังบ้านของซีหลัวที่เขาพักเมื่อคืน  ท่ามกลางสายตาของทุกคนตรงนั้น  พวกเขาต่างปากอ้าตาค้าง  เพราะไม่เคยเห็นการเปิดมิติเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ แบบนี้  ในบันทึกโบราณมีระบุไว้ว่าหากจะสามารถใช้ประตูมิติเพื่อเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ จำเป็นต้องสำเร็จปราณชั้นราชันย์จักรพรรดิขั้น 1 เป็นอย่างน้อยซะก่อน  แล้วนี่ทำไมอวี้กงที่สำเร็จปราณเพียงแค่ชั้นนภาถึงสามารถใช้มันได้กันล่ะ


            “เป็นชายที่ลึกลับจริง ๆ” ไป๋ชินหลงกล่าว  ภายในใจลึก ๆ เขารู้สึกแปลก ๆ  ตอนที่อวี้กงกำลังประลอง  เขารู้สึกเป็นห่วงราวกับอวี้กงเป็นลูกแท้ ๆ ของเขา


            เมื่ออยู่กัน 2 คน ไป๋ชินหลงกับไป๋ซูฉีได้พูดคุยกัน  ทั้ง 2 คนมีความรู้สึกว่าอวี้กงเคยเป็นลูกของพวกเขามาก่อน และพวกเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น


            เมื่อไป่ฉีกลับมาถึงบ้านของซีหลัวในเมืองหลวง  เขาถอดชุดออก  ทำความสะอาด และเก็บเข้าแหวนมิติ  เขามองนาฬิกาแล้วพบว่ายังเหลือเวลาอีกพอสมควร  จึงได้นั่งขัดสมาธิ และหลับตาลง  ทำการดูดซับพลังปราณโดยรอบ  เพื่อฟื้นพลังปราณที่เสียไปในการต่อสู้กับผู้อาวุโสของตำหนักเทพ


            ตำหนักเทพวิหคสีชาด

            “บัดซบ” กำปั้นของชายวัย 40 กว่าทุบลงบนโต๊ะ  เขากำลังโกรธ  เพราะมีหนังสือสัญญาส่งมาจากสมาคมการค้าตะวันจันทราเกี่ยวกับการท้าประลอง  หลังจากนั้นไม่นานก็มีการแจ้งผลมา  ซึ่งผลคือผู้อาวุโสของตำหนักเทพถึงแก่ความตายในการประลอง


            “ประมุขใจเย็น ๆ ก่อน” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 กล่าว


            “หุบปาก  เรื่องนี้แม้จะเอาโทษอวี้กงไม่ได้  แต่มีคนหนึ่งที่เราสามารถเอาผิดได้” ประมุขตำหนักเทพวิหคสีชาดกล่าว


            “ใครหรือครับ  ท่านประมุข” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ถาม


            “ก็เฟิงจินไง  หากเจ้านั่นไม่ไปแหย่รังแตน  มีเหรอจะถูกเล่นงานขนาดนี้  ครั้งก่อนที่มันไปมีเรื่องกับเทพกระบี่  ผู้อาวุโส 2 คนก็บาดเจ็บกลับมา  ครั้งนี้ไปหาเรื่องเทพกระบี่ที่ตระกูลไป๋  ทางเราก็เสียผู้อาวุโสไป 1 คน  เห็นทีฉันคงตามใจเขามากเกินไป  สั่งการลงไป  หากเฟิงจินกลับมาเมื่อไหร่  ให้มาพบฉันทันที” ประมุขตำหนักเทพวิหคสีชาดกล่าว  ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 โค้งคำนับให้ก่อนจะจากไป

    ___________________________

    ฝากติดตามกันด้วยนะครับ ^^


    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน