“นั่นอวี้กงกำลังทำอะไรน่ะ ใช้ความเย็นสู้กับความร้อนเหรอ” ไป๋ซูฉีเป็นกังวล เธอรู้ว่าถ้าน้ำแข็งที่เย็นกับไฟที่ร้อนปะทะกัน จะเกิดการระเบิดขึ้นเหมือนกับลาวาที่ไหลลงสู่ทะเล มันจะทำให้น้ำกลายเป็นไอน้ำจากการระเหยไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งมันอันตรายมาก การมองดูอยู่ในตัวอาคาร ก็ยังทำให้เธอเป็นกังวลอยู่ดี
แต่สิ่งที่ไป๋ซูฉีกังวัลนั้นจะไม่เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่ปะทะกันตอนนี้คือความเย็นกับความร้อน สิ่งที่ไป่ฉีเล็งไว้คือการปรับสมดุลระหว่างความร้อนกับความเย็น ใช่แล้วมันคือการถ่ายเทความร้อนนั่นเอง
“หืม ลมเริ่มพัดแรงขึ้นแล้ว” ไป๋หู่สังเกตเห็นว่า ตรงสนามประลอง เกิดการหมุนวนของกระแสลม ซึ่งเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
“ยึด” ไป่ฉีวาดอักขระลมปราณตัวนี้ไว้ที่เท้าของเขา เมื่อลมแรงขึ้น เขาจะได้ไม่ถูกลมหมุนดูดเข้าไป ส่วนชายชราเมื่อเห็นอวี้กงใช้ความเย็นสู้ เขาก็ยิ่งเร่งปราณให้กลายเป็นคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้นไปอีก
“ผู้อาวุโสพอเถอะ ไม่งั้นท่านอาจตายได้นะ วิชานี้แม้จะแข็งแกร่ง หากแต่ไม่สมควรนำมาใช้ประลองกับขยะเช่นนี้” เฟิงจินกล่าวห้าม แต่ชายชราไม่ฟังอะไรทั้งนั้น เขาต้องการกอบกู้ศักดิ์ศรีของตนเองคืนมา
ลมเริ่มพัดรุนแรงขึ้น เมฆด้านบนกำลังถูกกระแสลมดูดเข้ามาจนกลายเป็นเมฆใหญ่สีดำทะมึน มีเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดังขึ้นมาบ้างแล้ว
“จะยืนไม่ไหวแล้ว” ไป๋หู่กล่าว ตอนนี้ลมแรงมาก ผู้อาวุโสเลยสร้างกำแพงพลังปราณขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวอาคารโดยรอบไว้ และเริ่มย้ายไปอยู่ในตัวอาคารกัน
“ทำไมกัน ทำไมแกถึงยังไม่ถูกความร้อนของฉันเล่นงาน” ชายชราตะโกนด้วยความโมโห เขาใช้พลังปราณจนแทบจะหมดตัวอยู่แล้ว แต่เด็กน้อยตรงหน้าเขา กลับยังยืนสงบอยู่ได้พร้อมกับสร้างความเย็นเข้าปะทะกับความร้อนที่เขาปล่อยออกมา เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงได้เกิดพายุขึ้น แต่เป็นแบบนี้ไม่ดีแน่ หากมีพายุ ไม่นานฝนจะตก และสิ่งที่เขาทำมาก็จะไร้ความหมาย
เพียงแค่ชั่วพริบตา ชายชราก็กระอักเลือดคำโตออกมา อวัยวะภายในของเขาตอนนี้ร้อนมากจนใกล้จะถึงขีดจำกัดของร่างกายแล้ว
“ผู้อาวุโส ข้าสั่งให้หยุด ไม่งั้นท่านตายแน่” เฟิงจินตะโกนสั่ง ส่วนไป่ฉีนั้นรับรู้ได้ว่าพลังปราณของอีกฝ่ายใกล้จะหมดแล้ว ตั้งแต่เมฆดำปกคลุมท้องฟ้าเหนือสนามประลอง ไป่ฉีก็ได้เตรียมการสำหรับชัยชนะไว้เรียบร้อยแล้ว
ไป่ฉียกมือขวาขึ้น ทุกคนที่ดูการประลองต่างกำลังสงสัยว่าเขาคิดจะทำอะไร คนที่เอาแต่รับมือการโจมตีของอีกฝ่ายมาตลอดกำลังจะทำอะไร
จากนั้นไป่ฉีก็สับมือลงไป ไม่มีคลื่นโจมตีใด ๆ หากแต่มีแสงลอดออกมาจากก้อนเมฆสีดำ ทุกคนที่เห็นถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ เพราะสิ่งที่พุ่งทะลุลงมาจากก้อนเมฆคือกระบี่แสงนับไม่ถ้วนกำลังพุ่งเข้าใส่ชายชราที่พลีังปราณกำลังจะหมดลง
“นั่นมันอะไรกัน เจตจำนงกระบี่คราวนี้ทำไมเป็นสีฟ้า” ไป๋กุ้ยอิงที่มองดูการประลองจากทางหน้าต่าง เธอสงสัยกับสีของเจตจำนงกระบี่ที่เปลี่ยนไปจากครั้งก่อนที่เป็นสีเหลืองทอง
เฟิงจินแม้อยากจะเข้าไปช่วย แต่เขาก็ไม่กล้าเสี่ยงกับเจตจำนงกระบี่จำนวนมากขนาดนี้ แค่คราวก่อนเจตจำนงกระบี่หลายร้อยเล่ม ก็ทำให้เขารู้สึกอันตรายมากแล้ว แน่นี่มีเป็นพันเล่ม เขาคงไม่เอาตัวเองที่เป็นถึงนายน้อยตำหนักเทพไปช่วยเหลือผู้อาวุโสที่ไม่เชื่อฟังเขาหรอก
“ฉันไม่ยอมหรอก ย๊าก” ชายชราพุ่งเข้าใส่เจตจำนงกระบี่นับพัน ร่างของเขาหายไปในเจตจำนงกระบี่ที่ตกลงมาราวกับห่าฝน ก่อนที่เจตจำนงกระบี่ทั้งหมดจะตกลงมาปักที่สนามประลอง ตอนนี้ทุกคนสามารถสังเกตเห็นได้ว่า เจตจำนงกระบี่นี้แผ่ไอเย็นออกมาด้วย
“ผู้อาวุโส ท่านอยู่ไหน” เฟิงจินตะโกน แต่ท่ามกล่างฝุ่นควันที่คละคลุ้งก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา มีเพียงสิ่งหนึ่งที่ตกลงมาตรงหน้าเขาและแตกออก เมื่อเฟิงจินมองดูสิ่งที่ตกลงมานั้น ก็ทำให้เขาถึงกับหงายหลังล้มลงกับพื้น
มันคือหัวของผู้อาวุโสที่ตกแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ราวกับแก้วที่ตกลงพื้น นอกนั้นยังมีอีกสิ่งที่ทำให้เฟิงจินถึงกับปัสสาวะราด นั่นคือมีเจตจำนงกระบี่อันหนึ่งพุ่งมาปักลงมาตรงกลางหว่างขาของเขา เฉียดน้องชายของเขาไปเพียง 1 เซนติเมตรเท่านั้น
“อ๊า” เฟิงจินเงยหน้ามองอวี้กง แต่สิ่งที่เขาเห็นคือเงาของพยัคฆ์ที่มีดวงตาสีทอง ซ้อนทับอยู่ด้านหลังของอวี้กง เขาสัมผัสได้ถึงความต่างชั้น ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมไป๋กุ้ยอิงถึงได้สนใจในตัวชายคนนี้
“นายน้อยเฟิง ท่านจะนำศพผู้อาวุโสคนนี้กลับไปซะ ข้าจะให้ทางตระกูลไป๋ทำการใส่ลังไม้ให้ อีกอย่าง เขาตัดสินใจพุ่งเข้าใส่เจตจำนงกระบี่เพราะคิดว่าจะสามารถจัดการกับมันได้ ช่างโง่เสียจริง เจตจำนงแฝงปราณน้ำแข็งที่เย็นจัด กับตัวของมันที่ร้อนมากย่อมระเบิดออกเมื่อสัมผัสกันเป็นธรรมดา” ไป่ฉีกล่าว
“หนอย ครั้งนี้ฝากไว้ก่อนเถอะ แต่….ฉันขอท้าแกในการแข่งขันที่ทางสมาคมการค้าตะวันจันทราจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี แกต้องเข้าร่วมการประลอง ไม่อย่างนั้นฉันจะส่งคนไปลากตัวแกมา” เฟิงจินสลัดความกลัวทิ้ง พร้อมกับชี้หน้าไป่ฉี เขาท้าไป่ฉีให้มาปะมือกันในงานประลองที่ 1 ปีจะจัดขึ้น 1 ครั้ง
“ข้าไม่ได้ว่างงานเช่นเจ้า ที่มีเงินมีทองใช้ วัน ๆ ทำแต่เรื่องสืบพันธุ์ กินเที่ยวสุรุ่ยสุร่าย เอาเป็นว่าข้าจะรับไว้พิจารณาก็แล้วกัน แต่ไม่รับปากหรอกนะว่าจะไปร่วมได้รึเปล่า สุดท้ายถ้าจะส่งคนมาก็ขอให้เป็นพวกมีสมองกว่าตาแก่ที่ตายไปด้วย เคยได้ยินรึเปล่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า สายเลือดของวิหคสีชาดในรุ่นของเจ้าคงเหลือน้อยเต็มทีสินะ เพลิงวิหคถึงได้อ่อนแอขนาดนี้” คำพูดของไป่ฉีตอนท้ายทำให้เฟิงจินถึงกับแปลกใจ
“แกรู้เรื่องสายเลือดของวิหคสีชาดได้ยังไง เรื่องนี้นอกจากตำหนักเทพด้วยกันแล้ว ไม่น่าจะมีใครรู้นี่นา ฉันกล้าฟันธงเลยว่า แม้แต่สมาคมการค้าตะวันจันทราก็ไม่รู้เรื่องนี้” เฟิงจินถาม
“ดูจากผู้อาวุโสในตระกูลของเจ้า เพลิงวิหคที่ปลดล่อยออกมามีสีแดง เพียงแต่มันยังไม่ใช่สีของเพลิงวิหคที่ต้นตระกูลของเจ้าได้รับสืบทอดมาจากเทพวิหคสีชาด หากอยากรู้อะไรก็ลองกลับไปถามพ่อของเจ้าดูก็แล้วกัน เรื่องพวกนี้ไม่ควรพูดที่นี่” ไป่ฉีกล่าวเตือนสติ
“ชิ” เฟิงจินไม่พูดอะไรต่อ เขาลุกไปขึ้นรถ ก่อนจะสั่งให้คนขับรถออกรถไปทันที โดยทิ้งศพของผู้อาวุโสตำหนักเทพวิหคสีชาดไว้
ไป่ฉีรำคาญจึงได้ใช้ไฟเผาให้เป็นขี้เถ้า เปลวไฟที่เขาใช้มีสีทองราวกับทองคำ เพียงแค่ไม่กี่วินาทีศพของผู้อาวุโสที่สู้กับเขาก็หายไปราวกับเป็นเพียงหมอกควัน
เมื่อเห็นทุกอย่างจบลงแล้ว ไป่ฉีก็นั่งลงบนสนามประลอง การต่อสู้กับผู้ที่มีปราณชั้นจักรพรรดิขั้น 6 ไม่ง่ายสำหรับเขาเลย หากไม่ได้ความรู้เรื่องสามเหลี่ยมแห่งไฟ กับการถ่ายเทความร้อน ที่ได้เรียนรู้ตอนมาอยู่ในโลกใบนี้ เขาอาจจะต้องพึ่งเจตจำนงกระบี่ ซึ่งมันเสี่ยงมาก
หากอีกฝ่ายมีพลังสูงกว่าและทำลายเจตจำนงกระบี่ลงได้ จิตวิญญาณของเขาจะได้รับบาดเจ็บ นั่นจะทำให้เขาใช้เจตจำนงไม่ได้ไปอีกสักระยะ ถ้าไม่ใช้โอสถขั้นสูงรักษาจิตวิญญาณที่เสียหาย พลังของเจตจำนงจะถดถอยลงไปอีก เพราะการบาดเจ็บทางจิตวิญญาณนั้นยิ่งปล่อยไว้นานความเสียหายก็จะยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ
ดังนั้นเขาจึงต้องคอยยั่วยุให้อีกฝ่ายใช้ปราณธาตุออกมาโจมตีเขา หลีกเลี่ยงการปะทะระยะประชิด รอให้อีกฝ่ายพลังปราณใกล้จะหมด เขาถึงโจมตีปิดฉากด้วยเจตจำนงกระบี่ และเพื่อชัยชนะที่เด็ดขาด เขาแฝงปราณธาตุน้ำแข็งลงไปในเจตจำนงกระบี่ด้วย
“พี่อวี้” ไป๋หู่วิ่งเข้ามาหาไป่ฉี ลักษณะที่กางแขนกว้างจะเข้ามากอด นั่นไม่มีทางเสียหรอก ไป่ฉีเอี้ยวตัวหลบ ทำให้ไป๋หู่คว้าได้แต่อากาศเท่านั้น
“นายจะกอดฉันทำไม มันขนลุกรู้ไหม” ไป่ฉีกล่าว
“โห พี่อวี้ เราพี่น้องกันไง ไม่เห็นเป็นไรเลย” ไป๋หู่บ่นอุบอิบ แต่ก็ถูกไป่ฉีเมินไป
“เป็นปราณน้ำแข็งที่ยอดเยี่ยมมาก” ไป๋กุ้ยอิงเดินมาที่สนามประลอง ปราณน้ำแข็งที่ไป่ฉีใช้นั้น เธอเห็นได้ชัดว่ามันแข็งแกร่งมากกว่าเธอเสียอีก
“ยอดเยี่ยมมาก ท่านอวี้กง นายน้อยเฟิงกดดันเราเรื่องกุ้ยอิงมานานแล้ว ครั้งนี้คงหมดปัญหาสักที” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 กล่าว
“เช่นนั้นจากนี้ท่านจะปล่อยให้นางหาคู่เองได้ไหม” ไป่ฉีถาม
“ระ...เรื่องนั้น” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 มีสีหน้าลำบากใจ
“ที่ผ่านมา สาเหตุที่ทำให้ไป๋กุ้ยอิงต้องเข้าร่วมงานนัดดูตัวบ่อย ๆ เพราะเฟิงจิน แต่จากนี้ไปหวังว่าผู้อาวุโสทั้งหลายจะไม่เอาเรื่องนี้มาอ้างเพื่อบังคับฝืนใจนางอีก พวกท่านเองก็เป็นพ่อคน ก็ควรถนอมน้ำใจและเห็นใจผู้นำตระกูลไป๋บ้าง” ไป่ฉีกล่าวตักเตือน
“ไม่แล้วล่ะ หากเป็นอย่างที่เหล่าบรรพชนบอก เคล็ดวิชาที่ท่านอวี้กงเขียนมาให้ตามคำบอกเล่าของบรรพชน น่าจะทำให้ตระกูลไป๋ กลับมาเจริญรุ่งเรืองได้อีกครั้ง หรืออาจจะแข็งแกร่งพอที่จะขึ้นเป็น 1 ในตำหนักเทพเลยก็ได้” ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 กล่าวด้วยความตื่นเต้น
“งั้นก็ดีครับ เป็นอันว่าเรื่องทุกอย่างจบลงแล้ว ข้าเองก็คงต้องขอตัวก่อน เพราะต้องกลับไปเตรียมตัวทำงานสักหน่อย” ไป่ฉีกล่าว
“เอ๋ พี่จะไม่อยู่ทานข้าวเที่ยงกับพวกเราก่อนเหรอ” ไป๋หู่ถาม
“ไม่ล่ะ ฉันติดงาน อีกอย่างวันนี้ช่วง 6 โมงเย็น ฉันว่าจะไปเข้าร่วมงานประมูลสักหน่อย” ไป่ฉีกล่าว
“พี่จะไปงานประมูลเหรอ ผมไปด้วยสิ” ไป๋หู่ดูกระตือรือร้นขึ้นมาทันที
“พอเลย พ่อตัวดี ลูกมีเรียนพรุ่งนี้ ต้องรีบเข้านอน ห้ามไปไหนทั้งสิ้น” ไป๋ซูฉีดึงหูไป๋หู่
“เจ็บนะแม่ นิดหน่อยเอง นะ ๆ ๆ” ไป๋หู่ทำตัวเป็นลูกแมวขี้อ้อนใส่ไป๋ซูฉีผู้เป็นแม่ แต่เธอก็ไม่ใจอ่อน ไม่ว่ายังไงเธอก็ไม่อนุญาต ทำให้ไป๋หู่คอตกไปเลย
“ข้ากลับก่อน ลาก่อนทุกท่าน” ไป่ฉีประสานมือ เขากล่าวลาทุกคน พร้อมกับแอบใช้พลังจิตวิญญาณเก็บกล้องของเขาที่ถ่ายเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นมาไว้ในแหวนมิติ ก่อนที่จะใช้อาคมเปิดประตูมิติ เพื่อกลับไปยังบ้านของซีหลัวที่เขาพักเมื่อคืน ท่ามกลางสายตาของทุกคนตรงนั้น พวกเขาต่างปากอ้าตาค้าง เพราะไม่เคยเห็นการเปิดมิติเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ แบบนี้ ในบันทึกโบราณมีระบุไว้ว่าหากจะสามารถใช้ประตูมิติเพื่อเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ จำเป็นต้องสำเร็จปราณชั้นราชันย์จักรพรรดิขั้น 1 เป็นอย่างน้อยซะก่อน แล้วนี่ทำไมอวี้กงที่สำเร็จปราณเพียงแค่ชั้นนภาถึงสามารถใช้มันได้กันล่ะ
“เป็นชายที่ลึกลับจริง ๆ” ไป๋ชินหลงกล่าว ภายในใจลึก ๆ เขารู้สึกแปลก ๆ ตอนที่อวี้กงกำลังประลอง เขารู้สึกเป็นห่วงราวกับอวี้กงเป็นลูกแท้ ๆ ของเขา
เมื่ออยู่กัน 2 คน ไป๋ชินหลงกับไป๋ซูฉีได้พูดคุยกัน ทั้ง 2 คนมีความรู้สึกว่าอวี้กงเคยเป็นลูกของพวกเขามาก่อน และพวกเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น
เมื่อไป่ฉีกลับมาถึงบ้านของซีหลัวในเมืองหลวง เขาถอดชุดออก ทำความสะอาด และเก็บเข้าแหวนมิติ เขามองนาฬิกาแล้วพบว่ายังเหลือเวลาอีกพอสมควร จึงได้นั่งขัดสมาธิ และหลับตาลง ทำการดูดซับพลังปราณโดยรอบ เพื่อฟื้นพลังปราณที่เสียไปในการต่อสู้กับผู้อาวุโสของตำหนักเทพ
ตำหนักเทพวิหคสีชาด
“บัดซบ” กำปั้นของชายวัย 40 กว่าทุบลงบนโต๊ะ เขากำลังโกรธ เพราะมีหนังสือสัญญาส่งมาจากสมาคมการค้าตะวันจันทราเกี่ยวกับการท้าประลอง หลังจากนั้นไม่นานก็มีการแจ้งผลมา ซึ่งผลคือผู้อาวุโสของตำหนักเทพถึงแก่ความตายในการประลอง
“ประมุขใจเย็น ๆ ก่อน” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 กล่าว
“หุบปาก เรื่องนี้แม้จะเอาโทษอวี้กงไม่ได้ แต่มีคนหนึ่งที่เราสามารถเอาผิดได้” ประมุขตำหนักเทพวิหคสีชาดกล่าว
“ใครหรือครับ ท่านประมุข” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ถาม
“ก็เฟิงจินไง หากเจ้านั่นไม่ไปแหย่รังแตน มีเหรอจะถูกเล่นงานขนาดนี้ ครั้งก่อนที่มันไปมีเรื่องกับเทพกระบี่ ผู้อาวุโส 2 คนก็บาดเจ็บกลับมา ครั้งนี้ไปหาเรื่องเทพกระบี่ที่ตระกูลไป๋ ทางเราก็เสียผู้อาวุโสไป 1 คน เห็นทีฉันคงตามใจเขามากเกินไป สั่งการลงไป หากเฟิงจินกลับมาเมื่อไหร่ ให้มาพบฉันทันที” ประมุขตำหนักเทพวิหคสีชาดกล่าว ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 โค้งคำนับให้ก่อนจะจากไป
___________________________
ฝากติดตามกันด้วยนะครับ ^^
