ไม่นานการเก็บเกี่ยวสมุนไพรก็เริ่มต้นขึ้น การกระทำทุกขั้นตอนของแอเรียสเป็นไปด้วยความประณีตราวกับชาวสวนที่คุ้นเคยกับการเก็บเกี่ยวสมุนไพรมาตลอดชีวิต ไม่มีสมุนไพรต้นไหนที่ถูกเก็บโดยเสียเปล่าเลยแม้แต่น้อย
“ ต้นกระดูกงูต้นนี้อายุประมาณเจ็ดสิบกว่าปี ไม่เลวๆ สมแล้วที่เป็นสวนสมุนไพรของพวกภูต “
แอเรียสเอ่ยชื่นชมขณะกำลังบรรจงถอนต้นสมุนไพรต้นหนึ่ง ลำต้นของมันเป็นปล้องสั้นๆเรียงกันคล้ายกับต้นไผ่แต่มีขนาดเล็กกว่าหลายสิบเท่า ต้นคดเคี้ยวไปมาราวกับอสรพิษยามเลื้อยหลบ ใบเป็นสีขาวแซมสีเขียวดูแปลกตา นี่คือต้นกระดูกงูหนึ่งในสมุนไพรที่ใช้ในการปรุงเม็ดยาสลายฟ้า
แม้จะเก็บเกี่ยวสมุนไพรที่ใช้ในการปรุงเม็ดยาสลายฟ้าจนครบแล้วแต่แอเรียสก็ยังคงง่วนกับการเก็บเกี่ยวสมุนไพรชนิดอื่นอีกเป็นจำนวนมาก จับตอนนั้นถอนต้นนี้ ปลิดผลของต้นนั้น เด็กดอกสมุนไพรต้นนี้ นี่เป็นการกระทำซ้ำไปซ้ำมาของแอเรียสที่วนเวียนอยู่รอบๆภูเขาสมุนไพรลูกนี้ แอเรียสโยนสมุนไพรทุกชนิดที่เขาเก็บเกี่ยวได้ลงไปในแหวนมิติระดับปฐพีที่พึ่งได้รับมาอย่างชำนาญราวกับเขาฝึกซ้อมการเก็บเกี่ยวสมุนไพรพวกนี้อยู่เป็นประจำ
สำหรับแอเรียสอาจจะเรียกว่าการเก็บเกี่ยวแต่สำหรับฟาร์เมียแล้วนี่เรียกว่าการปล้นชิงสมุนไพรเสียมากกว่า แอเรียสราวกับตั๊กแตนฝูงใหญ่ที่เมื่อบินผ่านไปยังไร่สวนก็จะเหลือทิ้งเอาไว้เพียงแต่ซากเท่านั้น แต่ว่าไปแล้วฝูงตั๊กแตนยังดีกว่าแอเรียสที่มันยังคงเหลือซากของกิ่งก้านและลำต้นเอาไว้บ้าง แต่สำหรับเด็กหนุ่มผู้นี้แม้แต่รากสมุนไพรเขาก็ขุดถอนไปอย่างหมดจด แอเรียสทิ้งไว้เพียงต้นอ่อนของสมุนไพรเพียงไม่กี่ต้นเท่านั้น เขาทำตามพูดของฟาร์เมียอย่างเคร่งครัด เขาไม่ได้เอาพวกมันไปจนสิ้นสายพันธุ์อย่างที่นางเตือนจริงๆ แต่เขาก็ขุดรากถอนโคนมันไปจนเกือบหมดหลงเหลือไว้เพียงต้นอ่อนที่ไม่อาจจะใช้ประโยชน์ได้ในตอนนี้
เวลาผ่านไปกว่าครึ่งวันในที่สุดภูเขาสมุนไพรสีเขียวขจีก็กลายเป็นภูเขาที่หลงเหลือเพียงสีเขียวบางตา ต้นสมุนไพรที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งต้นแอเรียสก็ขุดรากถอนโคนมันไปจนเกือบหมด ผลของสมุนไพรเขาก็ปลิดไปจนหมดทิ้งไว้แต่เพียงต้นไม้ที่ไร้ผลไม้เท่านั้น ดูอย่างต้นเนตรมังกรสิกว่ามันจะผลิดอกออกผลต้องใช้เวลานับสิบปีผลของมันจึงจะสุกงอมได้ที่ มันนับผลไม้ล้ำค่าที่มีสรรพคุณในด้านสมุนไพร เมื่อยามที่เผ่าพันธุ์ภูตยังอาศัยอยู่ผลเนตรมังกรจะเป็นของขวัญที่ถวายให้แด่ราชาและราชินีของเหล่าภูตเท่านั้น แต่ตอนนี้มันกลับถูกเจ้าเด็กไร้ยางอายผู้นี้ปลิดไปจนเกือบหมด ใช่แล้วเกือบหมด เขาบอกกับฟาร์เมียว่าหลงเหลือไว้ให้เพราะไม่อยากจะเอาไปจนหมด แต่ผลที่เขาเหลือไว้มันเป็นผลที่ยังไม่สุกงอมเท่านั้น ฟาร์เมียรู้ดีว่าหากผลเนตรมังกรสุกงอมทั้งต้นแล้วล่ะก็เจ้าเด็กนี่คงปลิดออกไปจนหมดแน่
อีธานได้ยินเสียงร้องของต้นแมนเดรกต้นแล้วต้นเล่าที่ถูกแอเรียสถอนขึ้นมา เสียงของพวกมันดังระงมอย่างไม่เคยได้ยินมาก่อน ยามที่พวกภูตยังอาศัยอยู่นานๆทีจึงจะมีผู้ถอนพวกมันขึ้นสักต้นหนึ่ง แมนเดรกนั้นลักษณะของมันก็คล้ายกับต้นไม้ที่มีหัวอยู่ในดินทั่วไป ใบของมันจะโผล่ขึ้นมาเหนือดินเหมือนกับพวกแครอท ลักษณะเป็นใบเรียวยาวมีรอยหยักเล็กน้อย แต่หัวของมันที่ฝังอยู่ใต้ดินนั้นแตกต่างกับแครอทอย่างสิ้นเชิง หัวของมันลักษณะคล้ายกับปีศาจเสียมากกว่า ด้วยรูปร่างที่น่าเกลียดของมันพวกภูตทั้งหลายจึงไม่ค่อยชอบมันนัก ไหนจะเสียงกรีดร้องแสบแก้วหูของมันที่ร้องราวกับอสูรกายยามถูกเชือดนั่นอีก ยามที่จะถอนมันขึ้นมาก็ต้องหาอะไรมาปิดหูให้สนิทราวกับเป็นคนหูหนวกเสียก่อน แต่ในวันนี้เขาเห็นเด็กมนุษย์ผู้นี้เดินถอนมันขึ้นมาเป็นว่าเล่น ต้นนั้นทีต้นโน้นที ในที่สุดมันก็เหลืออยู่เพียงแมนเดรกที่พึ่งแตกใบอ่อนเท่านั้นที่เล็ดลอดจากน้ำมือของเจ้าเด็กมนุษย์ไร้ยางอายนั่น
“ ข้าว่าเจ้าหยุดเก็บสมุนไพรเท่านี้ก่อนเถอะ เจ้าลืมไปแล้วหรืออย่างไรว่าเวลาของเจ้าที่เหลืออยู่ในดินแดนภูตสวรรค์แห่งนี้มีอย่างจำกัด “
ในที่สุดอีธานก็อดไม่ไหวที่จะกล่าวเตือนแอเรียส แต่น่าแปลกที่เขาดูเยือกเย็นกว่าก่อนมาก
“ ยังเหลือเวลาอีกตั้งสองวัน มันเป็นเวลามากพอสำหรับการปรุงยา “
แอเรียสพูดออกมาขณะกำลังบรรจงถอนสมุนไพรต้นขึ้นมา เขายังคงก้มหน้ามองต้นสมุนไพรโดยไม่เงยขึ้นมามองอีธานเลยแม้แต่น้อย
“ ตอนที่เจ้าติดอยู่ในป่าหมอกมายาเจ้าคงหลงลืมเวลาไป เจ้าอยู่ในดินแดนแห่งนี้มาจะครบห้าวันแล้ว และเจ้าเหลือเวลาเพียงแค่ครึ่งวันเท่านั้น “
“ ทำไมเจ้าถึงพึ่งมาบอกตอนนี้! “
แอเรียสรีบเงยหน้าขึ้นมองอีธานด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปในทันที สีหน้าของเขาเริ่มปรากฏความเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เวลาเพียงครึ่งวันเขาไม่รู้เลยว่ามันจะเพียงพอให้ปรุงเม็ดยาสลายฟ้าได้หรือไม่ แม้จะเคร่งเครียดแต่แอเรียสก็ยังไม่ลืมจะปัดผงดินออกจากต้นสมุนไพรในมือแล้วจับมันโยนเข้าไปในแหวนมิติวงใหม่ของเขา
เมื่อรู้ว่าเวลาเหลือน้อยเต็มทนแอเรียสก็เร่งรีบนำหม้อปรุงยาออกมาเพื่อที่จะปรุงยาในทันที แต่อีธานบอกกับเขาว่าย้ายไปปรุงยาอยู่บริเวณที่โอลิเวียอยู่จะเหมาะกว่า ในที่สุดพวกเขาทั้งสามก็จากภูเขาสมุนไพรมา
เมื่ออีธานและฟาร์เมียเห็นแอเรียสจุดประกายไฟขึ้นมามันทำให้ทั้งคู่อดตกตะลึงไม่ได้ที่รู้ว่าแอเรียสเป็นนักเวทที่มีธาตุประจำตัวถึงสองธาตุคือธาตุอัสนีและธาตุอัคคี แม้จะรู้สึกสงสัยแต่ทั้งคู่ก็ไม่อยากจะรบกวนสมาธิของแอเรียสในเวลานี้ พวกเขาเห็นแอเรียสที่กำลังนำสมุนไพรที่ถูกตระเตรียมเอาไว้เป็นอย่างดีค่อยๆบรรจงใส่ลงไปในหม้อปรุงยาอย่างระมัดระวัง ทุกขั้นตอนเต็มไปด้วยความพิถีพิถัน ท่าทีของแอเรียสดูเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ลักษณะของเขาในตอนนี้ราวกับนักปรุงยาที่มีประสบการณ์ในการปรุงยามานับหมื่นครั้ง แม้จะมีคำถามมากมายอยู่ในหัวของอีธานและฟาร์เมียแต่ทั้งคู่ก็ได้แต่กลืนมันลงคอไป เวลานี้ไม่สมควรที่จะรบกวนสมาธิของเด็กหนุ่ม
กลิ่นหอมจางๆของสมุนไพรเริ่มโชยออกมาจากหม้อปรุงยาของแอเรียส แม้มันจะไม่ใช่กลิ่นที่หอมหวนราวกับดอกไม้แต่มันก็เป็นกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของสมุนไพร ในที่สุดสมุนไพรในหม้อปรุงยาก็เริ่มจับตัวกันเป็นก้อน หลังจากผ่านไปกว่าสิบนาทีแอเรียสก็ต้องส่ายหัวอย่างผิดหวังเมื่อในหม้อปรุงยานั้นมีเพียงเศษเม็ดยาที่แตกหักจากความผิดพลาดเท่านั้น
“ เจ้าปรุงเม็ดยาสลายฟ้าสำเร็จหรือไม่? “
อีธานเอ่ยถามเมื่อเห็นเปลวอัคคีดับลง
“ ไม่.. ข้าไม่รู้เลยว่าเวลาเพียงครึ่งวันจะเพียงพอหรือไม่ หากว่าข้ามีเวลาสักสองวันล่ะก็ข้ารับรองได้เลยว่ามันต้องสำเร็จอย่างแน่นอน “
แอเรียสส่ายหัวออกมาอย่างผิดหวัง เขาปาดเหงื่อจำนวนมากที่ผุดขึ้นเต็มใบหน้าออก การปรุงเม็ดยาสลายฟ้านับว่าเป็นเรื่องท้าทายสำหรับแอเรียสอย่างแท้จริง เวลาที่มีจำกัดทำให้เขารู้สึกกังวลอยู่ไม่น้อย ยามที่ได้ยินเสียงขอร้องจากโอลิเวียนั่นทำให้เขารู้สึกอยากจะช่วยเหลือนางจากใจจริง หากเขาทำไม่สำเร็จแล้วล่ะก็มันคงทำให้เขารู้สึกผิดต่อนางไปตลอดแน่
เวลาที่เหลือเพียงครึ่งวันนั้นเป็นอุปสรรคอย่างแท้จริง การปรุงยานั้นเมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นนักปรุงยาก็ต้องใช้เวลาเพื่อวิเคราะห์หาข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น นักปรุงยาบางคนอาจจะวิเคราะห์เช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่านานนับเดือน แต่เขากลับมีเวลาเพียงครึ่งวันเท่านั้น หากเขารู้ว่าเหลือเวลาเพียงเท่านี้เขาคงไม่มัวเอ้อละเหยเก็บสมุนไพรอย่างสบายอารมณ์เป็นแน่
“ หากเจ้าต้องการเวลาสักสองวัน นั่นก็นับว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร พวกข้ามีอำนาจในการควบคุมช่วงเวลาที่พวกเจ้าจะเข้าออกและอยู่ในดินแดนแห่งนี้ เพราะฉะนั้นเจ้าจงปรุงเม็ดยาสลายฟ้าได้อย่างสบายใจได้เลย“
อีธานเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความกังวลใดๆ แต่สำหรับแอเรียสมันเป็นรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์อย่างเห็นได้ชัด ในที่สุดแอเรียสก็รับรู้ว่าเขาได้ถูกจิ้งจอกเฒ่าในคราบของอัศวินหลอกเอาเสียแล้ว มันเป็นแผนของอีธานที่จะหลอกล่อให้แอเรียสออกมาจากภูเขาสมุนไพร แอเรียสได้แต่กัดกรามด้วยความเจ็บใจที่ถูกหลอก แตกต่างกับอีธานที่ดูจะอมยิ้มเล็กๆอย่างสนุกสนาน
ฟาร์เมียหลงลืมไปแล้วว่านางเคยเห็นรอยยิ้มเช่นนี้จากชายคนรักครั้งสุดท้ายเมื่อนานแค่ไหน อาจจะเป็นเมื่อครั้งก่อนที่โอลิเวียจะถูกคำสาปหรืออาจจะนานกว่านั้น แม้ในคราแรกอีธานจะดูเหมือนไม่ค่อยชอบแอเรียสนักแต่เมื่อเวลาผ่านไปฟาร์เมียก็รับรู้ได้ว่าอีธานค่อนข้างจะถูกชะตากับเด็กหนุ่มผู้นี้เช่นกัน
เมื่อรับรู้ว่ามีเวลาเพียงพอแอเรียสจึงมีเวลาที่จะวิเคราะห์ถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น แอเรียสค่อยๆวิเคราะห์ส่วนประกอบสมุนไพรต่างๆอย่างละเอียดจนในที่สุดเขาก็เริ่มปรุงยาอีกครั้ง มือขวาควบคุมเปลวเพลิงสีชาดให้อุณหภูมิของมันไม่มากไม่น้อยจนเกินไป มือซ้ายของเขาก็หยิบสมุนไพรที่จัดเตรียมเอาไว้หย่อนลงไปในหม้อปรุงยา ขั้นตอนการปรุงยาเริ่มต้นไปอย่างช้าๆ เพื่อให้ผลลัพธ์ของมัยออกมาดีที่สุด
ในที่สุดเปลวอัคคีก็ค่อยๆถูกดับลง กลิ่นหอมอ่อนๆโชยออกมาจากเต้าปรุงยา แอเรียสหยิบเม็ดยาทรงกลมขนาดประมาณปลายนิ้วก้อยออกมาจากหม้อปรุงยาสองเม็ด เม็ดยากระจายกลิ่นหอมจางๆของสมุนไพรออกมายามที่สูดดม สามารถสัมผัสได้ถึงพลังเวทจางๆที่กระจายออกมาจากเม็ดยานี้
“ เจ้าปรุงเม็ดยาสลายฟ้าสำเร็จแล้วใช่หรือไม่“
อีธานเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี
“ นี่คือเม็ดยาสลายฟ้า ..แต่มันยังไม่ใช่เม็ดยาที่ดีพอ ในเมื่อมีเวลาเพียงพอข้าก็อยากจะมั่นใจว่าเม็ดยาที่ข้าปรุงขึ้นมาจะสามารถรักษานางได้จริงๆ“
แอเรียสบดขยี้เม็ดยาสลายฟ้าหนึ่งเม็ดจนแหลกละเอียดก่อนจะเริ่มศึกษาองค์ประกอบในตัวยาอีกครั้ง เม็ดยาระดับปฐพีสำหรับผู้คนทั่วไปแล้วมันคงเป็นสิ่งที่ล้ำค่านัก แต่แอเรียสกลับบดขยี้มันลงอย่างไม่เสียดายเพียงเพราะเขาอยากจะปรุงเม็ดยาที่ดีที่สุด เขาอยากจะทุ่มเทกับการรักษาโอลิเวียให้ดีที่สุดอย่างน้อยก็ให้ทั้งสามได้กลับมาพร้อมหน้ากันอีกสักครั้ง