ณ พระราชวังของราชวงศ์โชติช่วง
ได้มีกลุ่มคนมากมายเข้ามายังพระราชวังนี้ แต่ละคนมีรัศมีพลังที่แข็งแกร่งพวยพุ่งออกมาจากร่าง ส่วนมากจะเป็นชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แทบทั้งสิ้น แต่ก็มีพลังแต่แข็งแกร่งยิ่งว่าภายในโถงว่าราชการขององค์จักรพรรดิอยู่ด้วย นั้นก็คือรัศมีพลังของเทพแท้จริง
“ในที่สุดก็มากันแล้วสินะ” องค์จักรพรรดิแห่งราชวงศ์โชติช่วงกล่าวขึ้นมาเมื่อเห็นว่าคนมากมายจากหลากหลายแดนศักดิ์สิทธิ์ได้เดินทางมาถึงที่แห่งนี้ ผู้ที่เดินทางมายังที่แห่งนี้ก็คือกองกำลังพิเศษที่จะโจมตีฐานที่มั่นของแดนจันทราโลหิตที่ถูกค้นพบภายใต้ส่วนลึกของมหาสมุทรไร้เกาะ ได้แก่
เทพวิญญาณยามาโตะ ชนชั้นเทวะแท้จริงหนึ่งในสามชนชั้นเทวะแห่งหอคอยวิญญาณ ที่เดินทางมาพร้อมกับยมทูตสองคน คือ ยมทูตร้อยหุ่นและยมทูตประกายแสง พร้อมกับนำชนชั้นจักรพรรดิและกองกำลังชนชั้นราชันและจอมยุทธจำนวนมากมาด้วย
เทพจันทรา หลางเยว่ ชนชั้นเทวะจากราชวงศ์แสงจันทร์ เดินทางมาพร้อมกับสี่ในยี่สิบสี่อสูรจันทราชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แห่งราชวงศ์แสงจันทร์
เทพสมุทร ตงฟางจ้าว ชนชั้นเทวะจากแดนเจ้าสมุทร เดินทางมาพร้อมกับสองจ้าวสมุทร
ผู้พิทักษ์ เจิ้งซื่อ ชนชั้นเทวะจากสถาบันเทพราชัน เดินทางมาพร้อมกับกองกำลังที่ไม่ใช่ผู้อำนวยการ เพราะว่าผู้อำนวยการตอนนี้จะต้องอยู่เพื่อคัดเลือกคนเข้าสู่แดนเทพรกร้าง จึงมาพร้อมกับชนชั้นจักรพรรดิและชนชั้นราชัน ที่เป็นทหารรักษาการณ์และอาจารย์บางส่วนของสถาบัน
ราชวงศ์หมื่นศาสตรา ส่งมาเพียงแค่สองในสิบดาบ ชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์สองคนเท่านั้น ไม่ได้มีกองกำลังอื่นตามมาด้วยเลยแม้แต่น้อย
ฝั่งของ ราชวงศ์โชติช่วงๆ ปีกทั้งเก้าแห่งราชวงศ์ต่างมากันครบ พร้อมทั้งสามชนชั้นเทวะ สองเทพแท้จริงและหนึ่งเทพราชัน ต่างมากันอย่างพร้อมเพรียง
นอกจากนี้ยังมี ปราชญ์ดาบ ปราชญ์กระบี่ ปราชญ์สำเนียง สามในเก้าปราชญ์ของทวีปปราณฟ้าที่จะเข้าร่วมศึกครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
“ในที่สุดก็รวมตัวกันครบสักที” องค์จักรพรรดิ เฟิ่งหวงฝูหรง กล่าวเมื่อเห็นว่ากองกำลังที่ถูกจัดเตรียมมา มากันครบแล้ว
“คนที่อยู่ที่นี่ทั้งหมด คือตัวแทนที่จะร่วมกันบุกโจมตี ปราสาทใต้มหาสมุทรไร้เกาะ อันเป็นที่ซ่อนตัวของแดนจันทราโลหิต แต่ว่า....ฝั่งของราชวงศ์หมื่นศาสตราเหตุใดถึงไม่ให้ชนชั้นเทวะของพวกท่านมาด้วย” ฉินอ๋องพระอนุชาขององค์จักรพรรดิ ผู้ที่เป็นชนชั้นเทวะของราชวงศ์โชติช่วงกล่าวขึ้นมาเมื่อเห็นว่ามีเพียงราชวงศ์หมื่นศาสตราเท่านั้นที่ไม่ได้ส่งเทพแท้จริงมา และ ไม่ใช่แต่นั้นสองดาบที่มายังไม่ใช่ดาบที่แข็งแกร่งที่สุด เป็นเพียงดาบที่เป็นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางเท่านั้น
“ต้องขอประทานอภัยฉินอ๋อง และทุกท่านที่อยู่ที่นี่ เทพแท้จริงทั้งสามของราชวงศ์ตอนนี้ต่างเก็บตัวฝึกฝนไม่อาจออกมาได้โดยไว จึงจำเป็นจะต้องส่งเพียงพวกข้าสองคนมาเท่านั้น” ดาบสวรรค์ ตัวแทนจากราชวงศ์หมื่นศาสตรากล่าวขึ้นมา
“เหอะ ไม่ใช่ว่าชนชั้นเทวะของพวกเจ้าขี้ขลาดหรอกนะ” คราวนี้เป็นหวังอ๋องที่ดูเหมือนจะไม่พอใจ ได้กล่าวขึ้นมาบ้าง แม้ว่าสองดาบจากราชวงศ์หมื่นศาสตราจารย์จะไม่พอใจต่อคำพูดเหล่านั้น แต่ทั้งสองก็เก็บสีหน้าได้อย่างดี
“ต้องขอประทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ” สองดาบต่างกล่าวเพียงแค่นั้นไม่ยอมตอบโต้สิ่งใดอื่นกลับไป
“ช่างมันเถอะ ถึงยังไงก็ส่งดาบแห่งราชวงศ์มาถึงสองคน ราชวงศ์หมื่นศาสตราก็ไม่ได้ละเลยในเรื่องนี้เสียทีเดียว อีกอย่างในครั้งนี้ก็มีเทพแท้จริงถึงห้าคนที่เป็นกองกำลังเพื่อบุกโจมตี ที่ซ่อนตัวของแดนจันทราโลหิต เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็พอแค่นี้แหละ” องค์จักรพรรดิเฟิ่งหวงฟู่หรงกล่าวห้ามปรามอนุชาของตนเอง
ในตอนนั้นเองขันทีขององค์จักรพรรดิได้เข้ามากระซิบอะไรบางอย่างกับพระองค์ และ ได้มอบข้อความบางอย่างแก่องค์จักรพรรดิ
" มีอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ"ฉินอ๋องถาม
" ไม่มีอะไรมากหรอก เพียงแค่เซียนเอ๋อร์ส่งข่าวมาว่านางไม่ได้ถูกคัดเลือกให้เข้าไปยังแดนเทพรกร้าง"องค์จักรพรรดิกล่าวขึ้นมา
“เฮ้อ น่าเสียดายยิ่งนักผู้ที่เข้าไปได้มีเพียงแค่หยางชุนเท่านั้น” เมื่อได้ฟังคำกล่าวขององค์จักรพรรดิแห่งราชวงศ์โชติช่วง ไม่ว่าจะเป็นฉินอ๋องหรือหวังอ๋อง หรือ ปีกทั้งเก้าแห่งราชวงศ์ ไม่ว่าจะเป็น มหาราชครู เฟิ่งหวงหม่า บัญชาการสูงสุดของหน่วยตรวจการแผ่นดิน เฟิ่งหวงจิน แม่ทัพใหญ่ เฟิ่งหวงหมิง ทุกคนต่างทำหน้าตาแปลกใจด้วยกันทั้งสิ้น ราวกับไม่เชื่อคำพูดขององค์จักรพรรดิ
“จะบอกว่าหยางชุนได้รับเลือกแต่เซียนเอ๋อร์ไม่ถูกเลือกเช่นนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” ฉินอ๋องถามออกมาด้วยความแปลกใจ
“อาจจะเป็นไปได้ว่าหยางชุน จะแสดงความสามารถพิเศษจนทำให้ผู้อำนวยการตัดสินว่าเขาสมควรไปยังแดนเทพรกร้างมากกว่าเซียนเอ๋อร์ ไม่ว่าอย่างไรเราก็ไม่รู้ว่าในการประลองครั้งนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ข้าเชื่อว่าผู้อำนวยการแต่ละคนของสถาบัน ต่างมีเกณฑ์การตัดสินที่วิเคราะห์ความสามารถมาแล้วอย่างดี ใช่หรือไม่ท่านผู้พิทักษ์ เจิ้งซื่อ” องค์จักรพรรดิกล่าวหรี่ตามองไปยังผู้พิทักษ์ แม้ว่าในใจเขาจะสงสัยถึงการตัดสินของสถาบันก็ตาม หากเปรียบเทียบกันแล้วภายในสนามรบแม้ว่าเพลิงฟีนิกซ์ผลาญฟ้าของเฟิ่งหวงหยางชุนจะมีพลังทำลายที่สูงส่ง แต่ว่าเพลิงฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ของเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์แม้จะมีพลังทำลายที่ด้อยกว่า แต่กลับมีพลังในการรักษาเยียวยาและการชำระล้าง แฝงอยู่ภายใน สามารถปรับเปลี่ยนคุณสมบัติของเปลวเพลิงได้ตามสถานการณ์ หากนับกันแล้วสมควรที่จะเป็นเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ที่จะเข้าไปมากกว่า
“ใช่พ่ะย่ะค่ะ ผู้อำนวยการทุกคน วิเคราะห์ความสามารถของทุกคนที่ได้รับการคัดเลือกไปยังแดนเทพรกร้างอย่างดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ผู้พิทักษ์เจิ้งซื่อกล่าว ด้วยใบหน้าสงบนิ่ง
“ถ้าหากท่านกล่าวเช่นนั้น หมายความว่าลูกชายข้า หยางชุน คงได้เรื่องได้ราวขึ้นมามากทีเดียว” องค์จักรพรรดิกล่าว แต่ไหนแต่ไรเฟิ่งหวงหยางชุนเป็นผู้ที่มุทะลุที่สุด ในบรรดาลูกของเขา
“คนเราก็ต้องมีการพัฒนาบ้างพ่ะย่ะค่ะ ได้ข่าวมาว่าท่านชายถึงกับเคยปะทะคนจากแดนจันทราโลหิตมาแล้ว เพราะฉะนั้นการที่ท่านชายถูกรับเลือกไป อาจจะไม่แปลกก็ได้พ่ะย่ะค่ะ” ผู้พิทักษ์เจิ้งซื่อกล่าว
“นั่นสินะ ดูเหมือนว่าหลังจากที่เขาได้ปะทะกับแดนจันทราโลหิต เขาก็ดูเหมือนว่าจะเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้างจริงๆ” องค์จักรพรรดิกล่าว เหมือนที่อีกฝ่ายว่าหลังจากที่เฟิ่งหวงหยางชุนกลับมาจากการปะทะกับแดนจันทราโลหิต อีกฝ่ายก็ดูเหมือนพัฒนาความคิดขึ้นบ้างเล็กน้อย
“เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า ที่เรียกทุกคนมาร่วมกันที่แห่งนี้คงจะรู้กันแล้ว ทุกคนในที่นี้คือตัวแทนของแต่ละแดนศักดิ์สิทธิ์ เป็นผู้ที่จะเข้าร่วมกองกำลังพิเศษเพื่อบุกฐานที่ตั้งของแดนจันทราโลหิต กำหนดการก็คือทันทีที่พวกเราส่งคนไปในแดนเทพรกร้างเรียบร้อยแล้ว ทันทีที่ประตูมิติปิดลง นั่นคือสัญญาณของการบุก” องค์จักรพรรดิกล่าวขึ้นมา
“ทันทีเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ ในตอนแรกข่าวที่ได้มาคือหลังจากนั้นสักระยะ รอให้เกิดการปะทะภายในแดนเทพรกร้างก่อนเราค่อยผูกไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ” ฉินอ๋องถาม ในตอนแรกที่ยังไม่ได้เกิดการรวมตัวของคนมากมายขนาดนี้ กำหนดการที่เขารู้มาจากองค์จักรพรรดิก็คือจะรอให้เกิดการปะทะภายในแดนเทพรกร้างเสียก่อน ทางฝั่งนี้จึงค่อยเริ่มบุก
“เราจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแผนเล็กน้อย แต่ก็ไม่เห็นเป็นอะไร อย่างไรเสียพวกเราก็เตรียมตัวกันพร้อมอยู่แล้ว เลื่อนเข้ามาให้เร็วขึ้นจะเป็นอะไรไป” องค์จักรพรรดิกล่าว
..
..
ด้านอูหลินเฟิง
“ดูเหมือนว่าจะยังมีเวลาอีกเกือบสิบวัน ก่อนที่จะเปิดประตูสู่แดนเทพรกร้างสินะ” อูหลินเฟิง ดูวันเวลาที่ประกาศไว้ในป้ายประจำตัว อีกวันก็จะถึงเวลาที่จะสามารถเปิดประตูสู่แดนเทพรกร้างได้ เวลาที่จะเข้าไปก็คือช่วงกลางคืนของที่นี่ แต่ดูเหมือนว่าในระหว่างนี้พวกเขาจะต้องอาศัยภายในสถาบันแห่งนี้ไปก่อน ยังไม่มีใครที่สามารถจะกลับสู่ทวีปของตนเองได้แม้แต่คนที่ไม่ผ่านการประลองก็ตาม นั่นก็เพราะว่าทรัพยากรจำนวนมากที่จะใช้ในการเปิดใช้ค่ายกลนั้นจำเป็นจะต้องรอหลังจากที่เปิดประตูสู่แดนเทพแล้ว ถึงจะสามารถใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติได้อีกครั้งหนึ่ง
“ดูเหมือนว่า ต่อให้ไม่ได้รับเลือกแต่ก็ยังกลับไม่ได้ คงจะต้องอาศัยอยู่ในที่แห่งนี้ไปอีกเกือบสิบวัน” กวนซ่างซีกล่าว หลังจากที่นางรู้แล้วว่าตนเองไม่ได้ถูกรับเลือก ก็เลยคิดอยากจะกลับไปยังทวีปปราณฟ้า แต่ค่ายก่อนมิติกับยังไม่อาจใช้ได้ในตอนนี้ ต้องรอให้สหายของนางเดินทางเข้าไปยังแดนเทพรกร้างเสียก่อนนางถึงจะเดินทางกลับไปยังทวีปลมปราณฟ้าได้
“อย่างน้อยพวกเจ้าก็จะได้ให้กำลังใจพวกข้าก่อนที่จะต้องไปเสี่ยงอันตรายภายในแดนเทพรกร้างไง” อูหลินเฟิงกล่าว
“แต่จะว่าไปแล้ว ข้าเพิ่งมานึกได้หากว่าการเข้าไปยังแดนเทพรกร้างคือการให้ เทพแท้จริงเปิดประตูมิติ เหตุใดเทพแท้จริงที่สามารถเปิดประตูมิติได้ไม่เข้าไปเอง ถ้าเป็นแบบนั้นอาจจะสามารถจัดการคนจากแดนจันทราโลหิตได้ง่ายๆ” ถงต้าเหวยกล่าว
“เจ้าคงเคยได้ยินสินะว่า ภายในมิติแห่งนั้นที่ถูกเรียกว่าแดนเทพรกร้างก็เพราะว่าในตอนนี้ไม่มีเทพหรือมาร อาศัยอยู่แล้ว เหตุนั้นเกิดขึ้นเพราะว่าหลายล้านปีก่อน ก่อนที่จะหมดยุคของเทพและมาร ได้เกิดสงครามขนาดใหญ่ขึ้นภายในมิติแห่ภายในแดนเทพ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงของกฎเกณฑ์บางอย่างภายในแดนเทพรกร้าง แดนเทพรกร้างปฏิเสธการคงอยู่ของชนชั้นเทวะ หากบรรลุถึงระดับชนชั้นเทวะแล้วต่อให้สามารถเปิดประตูเข้าสู่แดนเทพรกร้างได้ แต่ก็จะถูกกฎเกณฑ์ของมิติแห่งนั้นปฏิเสธไม่ให้เข้าไป ตั้งแต่นั้นมาเทพแท้จริงที่อาศัยอยู่ภายในมิติหลักแห่งนี้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจึงทำหน้าที่เป็นเพียงผู้เปิดประตูให้แก่ผู้เยาว์ที่มีความสามารถเพื่อเข้าไปแสวงหาโชคลาภภายในนั้นแทน” อูหลินเฟิงที่รู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ ได้กล่าวอธิบายออกมา จริงๆ แล้วสิ่งนี้เขาก็เคยสงสัยเช่นเดียวกันและผู้ที่คลายข้อสงสัยนั้นก็คือกระบี่เหนือสวรรค์
แท้จริงแล้วในสงครามครั้งนั้นได้มีการใช้หัวใจแห่งเทพรังสรรค์ทั้งสองดวง ที่อยู่ภายในโลกลมปราณแห่งนี้ เข้าต่อสู้กันหัวใจแห่งเทพรังสรรค์ที่มีเจตจำนงของตัวเองปฏิเสธการต่อสู้นั้น จึงทำให้หัวใจแห่งเทพรังสรรค์ที่มีพลังมหาศาล สร้างกฎเกณฑ์พิเศษออกมา ไม่ให้สิ่งมีชีวิตชนชั้นเทวะใดก็ตามสามารถอาศัยอยู่ภายในมิติแดนเทพรกร้างได้อีก ทำให้จำนวนของผู้ที่สามารถบรรลุชนชั้นเทวะ ค่อยๆลดน้อยลงไปตามยุคสมัย ตอนนี้เทพแท้จริงก็เหลือเพียงแต่เทพจากแดนศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น
ชนชั้นเทวะของราชวงศ์ราชันโลหิตในอดีต ที่พยายามฝืนกฎเกณฑ์นี้เข้าไปยังแดนเทพรกร้าง ก็ถูกผลกระทบของกฎเกณฑ์ตีกลับจนทำให้ถูกตระกูลโอวหยางที่ไม่มีเทพแท้จริง ผนึกไว้ภายในแดนเทพรกร้างได้สำเร็จอย่างง่ายดาย
“อ๋อ...เพราะแบบนี้สินะ” ถงต้าเหวยกล่าวออกมาราวกับว่าเพิ่งเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ทำให้กวนซ่างซีที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับกุมขมับของตัวเอง
“ภายในสิบวันนี้คงทำอะไรไม่ได้มาก คงทำได้เพียงแค่รอเฉยๆ” จงหมิ่นกล่าว ไม่ให้เขาจะอยากใช้สนามฝึกซ้อมของสถาบันเทพราชัน แต่ที่แห่งนี้มีสายตาจับจ้องมากเกินไป การฝึกซ้อมมีแต่จะทำให้ข้อมูลของตัวเองรั่วไหลมากขึ้นเท่านั้น
“นั่นสินะคงทำได้เพียงแค่รออีกสิบวันเท่านั้น อยู่เฉยๆ ไปอีกสิบวัน” อูหลินเฟิงกล่าว แล้วดูเหมือนว่าเวลากำลังการเปิดประตูมิติคือเวลาค่ำที่มิติของแดนเทพรกร้างเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ โลกลมปราณมากที่สุด และ ยังเป็นคืนจันทร์เต็มดวงอีกด้วย
อูหลินเฟิงได้หยิบรายชื่อของผู้ที่ถูกรับเลือกไปยังแดนเทพรกร้างขึ้นมาอีกครั้ง ภายในนั้นมี คนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ภายในรายชื่อของร้อยมังกรทะยาน ได้แก่
กลุ่มของอูหลินเฟิง อูหลินเฟิง จงหมิ่น กู่ซือเอิน เสวี่ยหานเอ๋อร์ เซี่ยชิงเอ๋อร์ ไป๋หลันฮวา ลี่เจียง
ตัวแทนจากหอคอยวิญญาณ หวังชุน เนี่ยหลุน เรย์อินมากิ เรย์อินมาโกะ
ตัวแทนจากราชวงศ์โชติช่วง เฟิ่งหวงหยางชุน
ตัวแทนจากราชวงศ์โชติแสงจันทร์ หลางจวิน
ตัวแทนจากสถาบันเทพราชัน อวี้จาง เฟิงหยาง เว่ยเว่ย ฟู่อู เยว่ฟง ถิงถิง
ตัวแทนจากแดนจ้าวสมุทร ตงฟางชุน
และยังรวมถึงตัวแทนคนอื่นๆ อีกจำนวนมากรวม หนึ่งร้อยหกสิบคน ภายในจำนวนนี้จำนวนของคนจากสถาบันเทพราชันมีเยอะถึงห้าสิบคน
“ขออภัยที่เข้ามาขัดจังหวะ คุณชายใหญ่อู” เสียงของชายผู้หนึ่งได้ดังแทรกบทสนทนาของคนทั้งกลุ่ม เมื่ออูหลินเฟิงหันไปก็พบว่าคนๆ นั้นก็คือโอวหยางไป๋หลง
“คุณชายโอวหยางนี่เอง ขอแสดงความยินดีด้วยท่านเองก็ผ่านการคัดเลือกเช่นกันสิ” อูหลินเฟิงกล่าว ในใบรายชื่อของผู้ที่ผ่านเข้ารอบฝั่งของลูกศิษย์ภายในสถาบันเทพราชัน มีรายชื่อของโอวหยางไป๋หลงรวมอยู่ด้วย
“ข้าเองก็ขอแสดงความยินดีกับคุณชายเช่นกัน ที่ข้ามาครั้งนี้ก็เพียงแค่อยากจะมาขอบคุณที่ท่านช่วยเหลือตระกูลของข้าไว้ก็เพียงเท่านั้น โปรดรับการคารวะจากข้าด้วย” โอวหยางไป๋หลงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อมไม่สมกับเป็นบุตรชายของตระกูลระดับมหาตระกูลเลยแม้แต่น้อย เขาไม่มีความหยิ่งยโสตามแบบฉบับของผู้ที่มีสายเลือดโบราณเลยแม้แต่น้อย แต่กลับมีรอยยิ้มที่มีมิตรไมตรี ต่างกับพี่ชายอย่างโอวหยางชิงหลงยิ่งนัก
“เรื่องนั้นท่านไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก แต่เดิมจันทราโลหิตก็คิดที่จะโจมตีตระกูลของข้าเช่นเดียวกัน การช่วยตระกูลของท่านก็เท่ากับการช่วยเหลือตระกูลของตัวเอง ท่านไม่จำเป็นจะต้องมาขอบคุณข้าเลยแม้แต่น้อย” อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมกับยิ้มไปด้วย
“ถ้าหากเป็นแบบนั้นหวังว่าในอนาคต เราจะกลายเป็นสหายที่ดีต่อกัน” โอวหยางไป๋หลงกล่าวพร้อมรอยยิ้มของเขา ไม่ว่าผู้ใดที่เห็นรอยยิ้มนี้ก็ต้องการว่าเป็นอะไรยิ้มที่แสนบริสุทธิ์ทั้งนั้น
“ข้าก็หวังว่าเช่นนั้น” อูหลินเฟิงยิ้มตอบรับ
“ถ้าเช่นนั้นข้าไม่รบกวนแล้ว ขอตัวก่อน” โอวหยางไป๋หลง เดินจากไปทันที แต่หลังจากที่โอวหยางไป๋หลง เดินจากไปแล้วรอยยิ้มบนใบหน้าของอูหลินเฟิงก็หายไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน จนทำให้กู่ซือเอินและจงหมิ่นที่ยืนอยู่ข้างๆ สังเกตเห็นได้อย่างง่ายดาย
“มีอะไรงั้นหรือ” กู่ซือเอินถามออกมาด้วยความเป็นห่วง
“นั่นสิ มีอะไรงั้นหรือ” จงหมิ่นเองก็สามารถสังเกตเห็นปฏิกิริยาแปลกๆ ของสหายตัวเองได้เช่นเดียวกัน
“ช่างเป็นคนที่แสดงละครได้เก่งจริงๆ” อูหลินเฟิงกล่าว พร้อมกลับมองไปยังหลังของโอวหยางไป๋หลงที่เพิ่งจะเดินจากไป
“หมายความว่ายังไง” จงหมิ่นถาม
“เจ้าน่าจะรู้ว่าข้า สามารถสัมผัสถึงอารมณ์และความรู้สึกของสิ่งมีชีวิตได้ สิ่งที่ข้าสัมผัสได้จากชายผู้นั้นคือ ความแค้นและความชิงชัง และความแค้นความชิงชังนั้นยังตรงมาหาข้าเพียงผู้เดียวอีกด้วย” อูหลินเฟิงกล่าว หากว่าเขาไม่ได้มีความสามารถในการรับรู้ความรู้สึกของสิ่งมีชีวิต อาจจะถูกรอยยิ้มที่ใสซื่อและบริสุทธิ์หลอกลวงแล้วก็ได้ โอวหยางไป๋หลงแม้ปากจะกล่าวขอบคุณเขาแต่ความรู้สึกในใจที่ส่งมาหาตัวของอูหลินเฟิงกลับเป็นความแค้นและความชิงชังอย่างถึงที่สุด
“เจ้าไปทำอะไรให้ โอวหยางไป๋หลงกัน” จงหมิ่นถาม
“ไม่รู้สิ ตั้งแต่เกิดมาข้าเพิ่งเคยได้คุยกับเขาเป็นครั้งแรก” อูหลินเฟิงเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใด อีกฝ่ายจะต้องมีความรู้สึกแค้นเคืองเขามากถึงขนาดนี้
..
..
จบบท