ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 32 คนทรยศคือนายงั้นเหรอ

              บนดาดฟ้าของอาคารหลังหนึ่งที่ถูกทิ้งร้างถังน้ำเก่าและเศษอิฐที่กองอยู่ตามมุม สายลมเย็นพัดผ่านทำให้ป้ายเหล็กเก่า ๆกระทบกันเกิดเสียงแกร่งกราวเบา ๆนาโอกิที่เพิ่งเค้นพลังออกมาโจมตีรถนั่นกลับขึ้นมาสังเกตการณ์ด้านบน


              ‘พอได้ลองฝึกตามเทคนิคที่คุราเบะสอนเอาไว้ดูเหมือนเราจะควบคุมพลังได้ดีขึ้นไม่น้อย’


              “สถานการณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยครับหัวหน้าฝีมือเจ้าพวกนั้นเฉียบคมมาก พวกเราคงเด็ดหัวเจ้าโทชิโร่นั่นไม่ได้ง่าย ๆ”


              นาโอกิดึงสติกลับมาอีกครั้งหลังฟังรายงานจากลูกน้อง เขาจับจ้องลงไปยังถนนเบื้องล่างที่การต่อสู้ยังคงดำเนินอยู่


              “อุตส่าห์ทุ่มกำลังขนาดนี้มีแต่พวกเพิ่งหัดจับปืนกันหรือไง ไม่ได้เรื่องจริง ๆ ...ช่างเถอะเป้าหมายหลักของเราไม่ใช่หัวของมัน แต่เป็นสิ่งนั้นต่างหาก”


              ‘หัวหน้าครับ มีกลุ่มที่แยกตัวไปทางโรงพยาบาล จะให้จัดการพวกมันเลยไหมครับ’


              วิทยุสื่อสารในมือของลูกน้องข้างกายดังขึ้นเสียงรายงานจากอีกกลุ่มดังออกมา


              “อย่าเพิ่งเป้าหมายของเราไม่ใช่ฆ่าพวกมันตอนนี้ เตรียมพร้อมรอเอาไว้ ‘หมอนั่น’จะลงมือจัดการที่เหลือให้เอง”


              ‘รับทราบ’


              “หึหวังว่าลูกน้องของคุราเบะจะไม่ทำให้ผิดหวังนะ ขอชมฝีมือหน่อยเถอะ”


              นาโอกิมองภาพเบื้องล่างที่ทั้งสองฝ่ายกำลังแลกกระสุนกันกลางเมืองพร้อมพึมพำกับตัวเองเบา ๆ เสียงปืนที่ดังต่อเนื่องกลายเป็นเหมือนเสียงสะท้อนของสงครามเล็กๆ ในใจเขา


             


              ทั้งหมดวิ่งผ่านทางแคบ ๆระหว่างตึก


              “ถึงแล้ว ที่นี่แหละ”


              อินูอิชูมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนชะลอเท้าภาพตึกโรงพยาบาลที่มีความสูงหกชั้นตั้งเรียงเชื่อมต่อกับหลายอาคารย่อยในบริเวณปรากฏขึ้นต่อหน้าพวกเขา


              บรรยากาศรอบ ๆ โรงพยาบาลเงียบสงัดลมเย็นพัดผ่านทำให้หน้าต่างบางบานกระทบกันเกิดเสียงก๊องแก๊งเบา ๆแสงแดดที่เริ่มจะหมดลงทำให้แสงสว่างดูอ่อนลงเรื่อย ๆจากยามเย็นที่ใกล้เข้ามาทำให้พวกเขาต้องระมัดระวังมากขึ้น


              “นายแน่ใจนะว่าเป็นที่นี่น่ะอินูอิ”


              “ใช่ก่อนฉันหนีออกมาส่งข่าวได้ พวกเขาปักหลักต้านพวกบ้านั่นอยู่ที่นี่”


              มัตสึบาระกระชับปืนในมือสอดส่องไปรอบบริเวณจนแน่ใจ


              จากนั้นทั้งหมดปีนข้ามรั้วด้วยความเงียบเชียบอย่างที่สุด


              สึก!


              เสียงคมดาบฟันเข้ากลางศีรษะอัปลักษณ์ปลิดชีพผีดิบตัวหนึ่งในคราวเดียว เรย์ชักด้ามดาบออกก่อนจะใช้สันเท้ายันร่างของมันลงไปกองกับพื้นแล้วส่งสัญญาณให้คนที่เหลือเข้ามาด้านในตัวอาคาร


              “มันเห็นเรารึเปล่า?”


              เคนจิกระซิบแผ่วเบาก้มลงต่ำพ้นจากระดับเคาน์เตอร์ต้อนรับร่างของพวกเขาเบียดติดชิดขอบผนังหลบระยะสายตาของเหล่าผีดิบที่เดินวนเวียนอยู่รอบตัวอาคารด้านนอก


              เรย์ชะโงกตัวขึ้นเล็กน้อยกวาดตาดูเส้นทางภายในตัวอาคาร


              “ฉันเคยทดลองหลายครั้งแล้วดูเหมือนประสาทการมองเห็นของมันแคบมาก ระยะไม่ค่อยดีเท่าไหร่”


              พวกเขาเคลื่อนไหวต่อไปอย่างเงียบเชียบคอยเก็บพวกมันไปทีละตัวตามรายทาง


              “ข้างหน้าเคลียร์ยังไม่พบวี่แววศัตรู”


              ทาดาชิกล่าวหลังจากจัดการผีดิบตัวสุดท้ายในบริเวณแผนกฉุกเฉินและอุบัติเหตุ


              “ระวังตัวกันด้วยศัตรูอาจยังอยู่แถวนี้”


              มัตสึบาระยังคงไม่วางใจแต่พวกเขาจำต้องเคลื่อนตัวต่อไป


              “มีศพอยู่ตรงนี้ด้วย”


              เคนจิที่กำลังนำหน้ากล่าวขึ้นทันทีเมื่อเห็นศพหลายร่างนอนอยู่บริเวณด้านหน้าที่นั่งหลายแถวของห้องรับผู้ป่วยนอกซึ่งมีสภาพถูกผีดิบแทะร่างกายขาดวิ่นไปบางส่วน


              “นี่มัน...”


              มัตสึบาระคุกเข่าลงข้างศพจับชีพจรด้วยมืออันสั่นเทาแม้จะรู้ว่าสายไปแล้วก็ตาม


              “คุณมัตสึบาระรู้จักพวกเขางั้นหรือครับ”


              เรย์เอ่ยถามทันทีที่เห็นปฏิกิริยาของหญิงสาว


              “อือ...พวกเขาเป็นทีมคุ้มกันของหมอคัตสึรางิน่ะ”


              มัตสึบาระพยักหน้ารับนัยน์ตาที่จ้องมองพวกเขาเหล่านั้นสะท้อนความโศกเศร้า


              “ดูเหมือนพวกเขาเสียชีวิตมาได้สักพักแล้วแถมบาดแผลพวกนี้เกิดจากรอยของฟันอย่างเดียว... แปลก”


              คิดยังไงมันก็แปลก เรย์เอ่ยขึ้นพร้อมตั้งข้อสังเกตด้วยความสงสัยหลังจากพลิกสำรวจตามร่างผู้เสียชีวิตบาดแผลเปิดอ้าบนไหล่เริ่มแห้งแล้ว ไม่มีเลือดซึมออกมาจากเนื้อเยื่อเหวอะหวะอีก


              “นั่นสิ แปลกจริง ๆ ด้วยทำไมพวกเขาถึง—”


              มัตสึบาระพึมพำด้วยสีหน้าครุ่นคิดอย่างเงียบงันบาดแผลนั่นรุ่งริ่งเละเทะก็จริง แต่แปลกที่แผลดูไม่ลึกนัก เธอมองสำรวจไปรอบ ๆเพื่อหาร่องรอยการต่อสู้ อย่างปลอกกระสุน หรือเลือดสักหย่อมแต่ไม่มีสิ่งใดที่ช่วยให้ได้รู้เลยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น


              “คงต้องระวังตัวกันหน่อยแล้วนะครับ”


              ท้ายประโยคเรย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงอย่างแผ่วเบาหันไปสบตากับหญิงสาวซึ่งแสดงการตอบรับโดยไม่พูดอะไร


              “มัตสึบาระนำทีมเลยเดียวฉันระวังหลังให้ทุกคนเอง”


              อินูอิเอ่ยขึ้นตั้งท่าสอดส่องมองไปรอบด้านอย่างระแวดระวัง


              “ทุกคนกระจายกันออกเป็นวงกลมห่างกันสามเมตร เพิ่มรัศมีการค้นหาไปเรื่อย ๆ ร่องรอยเท้า ปลอกกระสุนหรือสัญญาณว่ามีการต่อสู้กัน หากพบอะไรให้รายงานฉัน ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา”


              มัตสึบาระสูดลมหายใจลึกสั่งการเธอตัดสินใจได้ในบัดนั้นว่าที่นี่มีกลิ่นอายไม่ชอบมาพากลมันดูเหมือนมีอะไรบางอย่างซุกซ่อนอยู่ แต่จะเป็นอะไรหรือใครนั้น เธอเองก็ไม่แน่ใจ


              ทุกคนล้วนมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นรับรู้ได้ทันทีว่าไม่ได้มีแต่เพียงพวกผีดิบที่กำลังจ้องเล่นงานแต่พวกเขาเท่านั้น



             

              มัตสึบาระกอดปืนไรเฟิลแนบไว้กับอกงอตัวคืบคลานไปข้างหน้าพลางส่งสัญญาณให้คนอื่นเคลื่อนไหวทำตาม บริเวณทางเดินนี้ให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกเนื่องจากแสงไฟสีขาวที่ส่องมาจากเพดานประกอบกับเงาที่ทับซ้อนจากเฟอร์นิเจอร์และกำแพงข้างเคียงสภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยความเงียบสงัด จนสามารถได้ยินเสียงหายใจและเสียงการเคลื่อนไหวเพียงเบา ๆ ได้ชัดเจน


              ระหว่างทางพวกเขาเริ่มสังเกตเห็นศพผีดิบบางส่วนประปรายไม่มีอะไรบอกได้ว่าศพพวกนี้ถูกจัดการ หรือมันหมดอายุขัยไปเองเพราะมันดูแหลกเละเกินไปแต่คงเป็นการฉลาดที่สุดหากจะเดาไว้ก่อนว่ายังมีผู้รอดชีวิตคนอื่นเตร็ดเตร่อยู่ที่นี่


              พวกเขาเคลื่อนที่ออกสำรวจไปตามชั้นเรื่อยๆ หลีกเลี่ยงการปะทะเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยใช้เนตรมารของเรย์ตรวจจับตำแหน่งแล้วเลือกเส้นทางที่ไม่ต้องเผชิญหน้า หรือไม่ก็แอบซ่อนตัวรอให้พวกมันเคลื่อนผ่านไป


              ทว่าเรย์ก็ไม่สามารถใช้เนตรมารตามหาผู้รอดชีวิตได้ต่อเนื่องด้วยจำนวนผีดิบปะปนอยู่ภายในโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก ไม่สามารถแยกแยะออกได้ในทันทีและระยะการมองเห็นกับระยะที่สามารถมองทะลุของเขานั้นมีระยะซึ่งแตกต่างกันอย่างมาก แถมยิ่งมองทะลุพื้นที่ได้กว้างเท่าไหร่ก็ยิ่งผลาญสร้างภาระอันหนักหน่วงสำหรับสมองจนเกินไป


              เมื่อพวกเขาสำรวจจนมาถึงเกือบชั้นบนสุดเคนจิชะโงกหัวออกไปดูเล็กน้อยพบผีดิบสาวสวมชุดพยาบาลตัวหนึ่งเดินโงนเงนไปมาอยู่บริเวณโถงทางเดินมันไม่ได้สังเกตการณ์มาถึงของพวกเขา เคนจิส่งสัญญาณมือให้ทุกคนหยุดเคลื่อนไหวก่อนที่ตัวเขาจะย่องลอบเข้าทางด้านหลังของมันที่ยังคงมุ่งเดินไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวโดยไม่รู้สึกถึงเสียงวางเท้าอันแผ่วเบาที่กำลังใกล้เข้ามา


              เมื่อได้ระยะมากพอเคนจิพุ่งตัวเข้าไปประชิด มือทั้งสองจับเข้าบริเวณคางของมันพร้อมกับออกแรงบิดจนได้ยินเสียงของกระดูกหักดังกรอบมือประคองตัวมันนอนลงเพื่อไม่ให้เกิดเสียง


              “เบนไปทางขวาทิศหนึ่งนาฬิกามีสัญญาณชีพหนึ่งจุดอยู่หลังประตู”


              เรย์รายงานตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกหัวตื้อนิด ๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว หลังจากเรียกใช้ความสามารถของเนตรมารบ่อยจนเกินไป


              ทั้งหมดขยับเข้าสู่โถงทางเดินยาวไปทางประตูบานหนึ่งระวังตัวไม่หันหลังให้กับพื้นที่ซึ่งยังไม่ได้เข้าไปสำรวจความปลอดภัยพวกเขาเดินผ่านโถงทางเดินนั้นทั้งมีกลิ่นอับทึบและหนาวเย็นพร้อมพรั่งด้วยตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ สภาพถูกทุบเอาของข้างในไปจนหมด


              “ประตูบานนี้เนื้อไม้กับกลอนปริอยู่แสดงว่ามีคนเคยพังประตูเข้าไปข้างในก่อนหน้าเรา”


              มัตสึบาระกำลังคุกเข่าตรวจสอบกลอนของบานประตูที่ดูเหมือนพาไปยังโซนพักฟื้นของผู้ป่วยใน


              “ทีมของคุณหมอหรือเปล่า?”


              ทาดาชิดูมีความหวังขึ้นมา


              “ฉันก็คิดอย่างนั้น...แต่ก่อนอื่น—”


              มัตสึบาระหันปากกระบอกปืนพร้อมกับดาบของเรย์ที่ชี้เล็งไปยังสมาชิกซึ่งอยู่รั้งท้ายขบวนอย่างพร้อมเพรียงกัน


              “ดะ...เดียวสิ ทำอะไรของเธอกันน่ะมัตสึบาระ เรย์คุงด้วย”


              ทาดาชิเอ่ยขึ้นอย่างไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า


              “…พวกแกรู้ตัวกันตั้งแต่เมื่อไหร่”


              เรย์ยังจ้องอีกฝ่ายไม่ว่างตาก่อนตอบคำถาม


              “บริเวณที่พบศพไม่มีร่องรอยการต่อสู้หรือปลอกกระสุนตกอยู่เลยแม้สภาพศพบางส่วนจะถูกกัดแทะจนเสียหายไปบ้างแต่ทุกคนล้วนอยู่ในสภาพนอนคว่ำเหมือนกันหมดสันนิษฐานให้เห็นว่าถูกลอบโจมตีจากด้านหลังอย่างกะทันหันพบแค่ร่องรอยแผลขนาดเล็กที่หลังคอ ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกสำหรับกลุ่มที่ถูกฝึกให้ร่วมทำงานกันเป็นทีม”


              เขาเห็นผู้ถูกกล่าวหาฉีกยิ้มมุมปากจึงว่าต่อไป


              “และที่น่าสังสัยคือสภาพศพที่พบอย่างน้อยพวกเขาก็ตายมากว่าหกชั่วโมงเป็นอย่างต่ำซึ่งขัดกับช่วงเวลารวมถึงคำให้การของคุณในห้องประชุมบอกตามตรงก่อนหน้านั้นผมไม่ได้คิดถึงความเชื่อมโยงนี้จนกระทั่งได้เห็นสีของพลังบางอย่างที่ยังเหลือทิ้งไว้บนปากแผลศพเหล่านั้น มันเหมือนกับที่ไหลเวียนอยู่ในมือของคุณอยู่ตอนนี้—ผมพูดถูกไหมครับคุณอินูอิ”


              ตอนที่แยกกันค้นหาก่อนหน้าเขาได้แอบสอบถามข้อสันนิษฐานนี้จากมัตสึบาระถึงช่วงระยะเวลาของสภาพศพและได้มีการผู้คุยกันถึงข้อมูลที่ไม่ได้เอ่ยต่อหน้าทุกคนในตอนแรกจนสุดท้ายได้ข้อสรุปตรงกันว่าใครเป็นคนทรยศ


              “ในตอนที่เห็นคุณครั้งแรกในห้องประชุม กระแสพลังในร่างกายของคุณมันสงบนิ่งมากไม่เหมือนคนที่เพิ่งผ่านการต่อสู้มาเลยสักนิดถึงคุณจะไม่ตอบว่าทำทั้งหมดนี่ไปด้วยเหตุผลอะไรแต่เดียวคุณโทชิโร่จะจัดการเรื่องหลังจากนี้เอง”


              เรย์ยังคงกล่าวอย่างสงบนิ่งจ้องอีกฝ่ายไม่วางตา


              “รายงานความเคลื่อนไหวของพวกเราทั้งหมดที่ผ่านมาคือฝีมือแกเองงั้นสินะอินูอิ! พวกเราเป็นพวกเดียวกันไม่ใช่เหรอทำไมนายถึงทำแบบนี้!?”


              ทาดิชิเอ่ยถามอย่างเกรี้ยวกราดจนแทบเป็นการตะคอก


              “ฮะฮ่าพวกงั้นเหรอ ขอโทษด้วยนะที่ต้องทำให้เข้าใจไปแบบนั้น”


              อินูอิหัวเราะยิ้มเยาะราวกับไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังเสียเปรียบแต่อย่างใด


              “ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”


              มัตสึบาระหรี่ตาลงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดุดันขึ้น


              “ตั้งแต่แรกเลยนั่นแหละ”


              อินูอิยิ้มตอบคำถามให้อย่างไม่ยี่หระเพราะตนสามารถแฝงตัวเข้ามาโดยไม่มีใครระแคะระคายเลยสักนิดจนถึงตอนนี้


              “เฮ้อความจริงฉันวางแผนไว้ว่าจะเอาบุคลากรทรงคุณค่าอย่างพวกนายไปต่อรองแลกกับกุญแจสักหน่อยแต่ในเมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้ คงต้องล้มเลิกความคิดในการเจรจาซะแล้วสิ!”


              ทันทีที่พูดจบแท่งเหล็กถูกโยนกลิ้งเข้ามาจากมือที่สาม


              ประกายไฟขนาดเล็กก่อตัวตามด้วยกลุ่มควันสีขาวบดบังทัศนวิสัย


              กลุ่มคนปริศนาโรยตัวลงมาจากดาดฟ้าพุ่งเข้าทางหน้าต่าง เสียงกระจกแตกดังเพล้งอย่างพร้อมเพรียง


              ยังไม่ทันได้ตั้งหลักก็เห็นกลุ่มคนร้ายหลายสิบกว่าที่หลบซ่อนตัว พากันเข้ามาเสริมกำลังเกิดการตะลุมบอนขึ้นแทบจะทันที


              เรย์เปิดใช้เนตรมารพร้อมกลั้นหายใจหลีกเลี่ยงการสูดควันเขาได้ยินเสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ จึงตวัดดาบฟันแนวขวางไปกลับสองครั้งเข้าไปกลางกลุ่มควัน


              เกิดเสียงทุ้มหนักของวัตถุกระทบพื้น


              เรย์พลิกดาบในมือกลับด้านใช้ด้ามดาบกระทุ้งย้ำกลางจุดเดิม


              ตามด้วยเสียงร่างกายล้มกระทบพื้นสองครั้ง


              เรย์ตั้งสมาธิรีดพลังไว้บนฝ่าเท้าเขาวิ่งไต่กำลังแพงอ้อมไปอยู่ข้างหลังศัตรูที่เหลือใช้สันดาบฟาดไปบริเวณต้นคอและข้อพับของศัตรูอย่างแม่นยำผ่านกระบวนท่าอันคล่องแคล่ว เคลื่อนไหวด้วยความเร็วไม่ละฝีเท้าลงสักวินาที


              เสียงร้องดังระงมด้วยความเจ็บปวดอื้ออึง


              การเคลื่อนไหวของเรย์เกือบทั้งหมดเป็นไปตามปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย


              ทางด้านคนอื่น ๆก็กำลังต่อสู้อย่างดุเดือดเช่นกัน เคนจิเสริมพลังต่อยลงไปที่พื้นใต้เท้าสุดแรงจนทะลุไปยังชั้นล่างตกลงไปพร้อมกับศัตรู


              ฝั่งมัตสึบาระกับทาดาชิกำลังต่อสู้อย่างสับสนวุ่นวายกับศัตรูที่เข้ามารุมล้อม


              เรย์ตัดสินใจเลือกเข้าไปช่วยมัตสึบาระก่อนทว่าจังหวะนั้นเอง หางตาเขาเห็นกลุ่มควันขยับไหวจากทางด้านหลังร่างกายกลับตอบสนองไม่ทันด้วยสภาวะเริ่มใกล้ถึงขีดจำกัดเมื่อต้องต่อสู้ไปพร้อมกับการกลั้นหายใจ


              ‘อั๊ก’


              ม่านควันสีขาวถูกพัดปลิวด้วยแรงลมจากการเคลื่อนไหวเขาถูกลูกเตะอัดเข้าที่สีข้าง ตัวปลิวกระเด็นเข้าไปในเขตห้องพักผู้ป่วยรวมที่มีเตียงผู้ป่วยหลายเตียงจัดเรียงกันเป็นระเบียบ


              โชคยังดีที่ด้านในกลุ่มควันยังไม่ขยายตัวเข้ามาถึงเปิดโอกาสให้เขาได้สูดหายใจเต็มปอดอีกครั้ง


              “จับเป็นผู้หญิงคนนั้นส่วนคนอื่น ๆ ถ้าจับไม่ได้ก็ให้ฆ่าทิ้งซะ”


              อินูอิกล่าวขณะเดินฝ่าควันออกมาในสภาพสวมหน้ากากกันแก๊สแล้วเรียบร้อย


              อีกฝ่ายยกปืนพกเล็งมายังเขา


              เรย์ไม่รอช้าใช้ฝ่าเท้างัดเตียงขึ้นมาเป็นที่กำบังพร้อมกับย้ายตำแหน่งเคลื่อนตัวทิ้งระยะออกห่าง แนบตัวหลบเข้าที่กำบัง


              อินูอิไล่ยิงจนกระสุนหมดแล้วจึงตัดสินใจงัดความสามารถที่ใช้ฆ่าคนในทีมตนเองออกมา ความสามารถของเขาคือการเสริมพลังให้กับวัตถุเพื่อเพิ่มพลังในการหมุนให้กับวัตถุเมื่อปาออกไป


              ทำให้เขาชอบใช้แท่งเหล็กเล็กขนาดยาวเป็นอาวุธซึ่งเหมาะสำหรับใช้ลอบสังหารตามงานที่ถนัดในอดีต


              เรย์สังเกตเห็นถึงความผิดปกติเมื่ออีกฝ่ายเก็บปืน แล้วล้วงบางสิ่งออกจากเสื้อโค้ต


              เขาเลือกที่จะเปิดใช้เนตรมารในเวลาเดียวกับที่อีกฝ่ายสะบัดบางอย่างตรงเข้ามาด้วยความเร็ว


              การรับรู้ของเรย์คมชัดมากเขามองเห็นเข็มขนาดเกือบสิบนิ้วที่มีพลังบางอย่างเคลือบไว้จนมีสีแดงสว่างจากอุณหภูมิความร้อนพุ่งตรงเข้ามา

              ขนเส้นอ่อนตรงต้นคอพลันลุกเกลียวจับสัมผัสอันตรายที่กำลังร้องเตือนขึ้นจากสัญชาตญาณและในไม่ช้าเขาก็รู้สึกว่าตนตัดสินใจได้ถูก

    ต้องที่กระโดดหลบออกมาจากตำแหน่งเดิม


              เสาคอนกรีตขนาดใหญ่ที่กระสุนไม่สามารถเจาะทะลวงผ่านได้กลับถูกเข็มเล็ก ๆ นั่นแทงจนทะลุไปอีกฝั่ง เสียบคาอยู่บนเครื่องวัดสัญญาณชีพอีกด้านอย่างเอียง ๆ


              ไอระเหยที่ลอยเป็นควันออกมานั้นบ่งบอกถึงความร้อนของมันได้เป็นอย่างดี


              ‘อะไรเนี่ยนั่นคือร่องรอยของเข็มแน่หรือ รอบ ๆ รูไม่มีรอยร้าวเลยแม้แต่นิดเดียว’


              เขามองพลังการเจาะทะลวงนั่นอย่างตระหนกหากโดนเข้าที่จุดสำคัญคงไม่รอดแน่


              “พลังอันแท้จริงที่ถูกปลดปล่อยไปยังจุดจุดเดียวคิดซะว่าเข็มนั่นของฉันเหมือนลูกปืนไรเฟิลก็ได้... ตัดสินใจถูกแล้วล่ะที่เลือกหลบมันฉันล่ะเกลียดเด็กเซนส์ดีอย่างเธอจริง ๆ ให้ตาย...”


              เรย์ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ตั้งหลักเขาย่อตัวลงเพื่อให้จุดศูนย์ถ่วงร่างกายคงที่มือหนึ่งกำดาบมั่นพร้อมกับตั้งดาบตรงไปข้างหน้า ส่วนอีกมือดันสันดาปรวบรวมสิ่งที่เรียกว่าลมปราณทั้งหมดไว้ที่ขาทั้งสองข้าง


              “กล้าก็เข้ามาฉันจะช่วยเจาะรูบนตัวแกเองไอ้หนู!”


              อินูอิยิ้มมุมปากเมื่อเห็นอีกฝ่ายยอมโผล่ออกมาจากที่กำบังด้วยตัวเอง


              ‘แบบนี้ก็สวยสิไอ้หนู!’


              ทว่าการเคลื่อนไหวของเด็กหนุ่มเกิดขึ้นเร็วมากยังไม่ทันได้ซัดอาวุธลับอีกรอบกลับถูกอีกฝ่ายพุ่งแทงดาบตรงเข้ามาประชิดด้วยความเร็วเหนือมนุษย์


              ‘บ้าเอ๊ย ความเร็วของไอ้เด็กนี่เกือบเท่ายัยมัตสึบาระอยู่แล้ว’


              แม้จะตกใจเพราะหมดทางหลบเลี่ยงแต่ยังไม่ถึงกับลนลาน อินูอิล้มเลิกการโจมตีเปลี่ยนเป็นตั้งรับทันที


              เขาเอี้ยวตัวหลบปลายดาบอย่างสุดกำลัง


              คมดาบพุ่งตรงมาถากเข้าสีข้างจนเลือดซิบแลกกับการตอบโต้อย่างฉับพลันด้วยฝ่ามือกระแทกใส่เด็กหนุ่มจนตัวกลิ้งไถลออกไปเช่นกัน


              อินูอิในฐานะอดีตทหารเขามีประสบการณ์ต่อสู้จริงมากกว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ามากนัก เพราะในการต่อสู้ทุกคนจำต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ใช้ประสบการณ์ต่าง ๆ อย่างเต็มที่เรื่องที่ไม่คาดคิดมักเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา


              ‘เหอะ ถ้าไอ้เด็กนี่มีความตั้งใจสังหารเขาสักนิดปรับองศาให้สูงขึ้นสักหน่อย บาดแผลที่ได้รับคงไม่ใช่แค่ถาก ๆ แบบนี้’


              เรย์หมุนกลิ้งทะลุประตูเข้ามาในห้องพักของนางพยาบาลภายในพบหญิงสาวสวมแว่นตาคนหนึ่งถูกจับมัดมือ มัดเท้าไว้ในห้องซึ่งเธอกำลังพยายามดิ้นรนส่งเสียงอู้อี้ผ่านผ้าที่อุดปากเอาไว้


              “แฮ่ก...แฮ่ก... คุณหมอคัตสึรางิรออยู่ตรงนั้นแหละนะครับ หลังจบเรื่องเราจะได้มาสนุกกัน”


              เรย์ไม่มีเวลาคิดอะไรทั้งนั้น เขาพุ่งออกไปข้างนอกอีกครั้ง


              ดวงตาของเขานั้นมองเห็นเข็มที่ถูกห่อหุ้มด้วยพลังงานพุ่งผ่านอากาศสวนกลับมาอย่างชัดเจนทั้งหมดสามเล่ม


              ‘ช้า’


              นี่คือสิ่งที่แวบปรากฏขึ้นในความคิดอย่างไม่แน่ใจว่าทุกสิ่งช้าลงหรือเป็นเพราะประสาทสัมผัสของเขาต่างหากที่เฉียบคมขึ้น


              แม้ว่ามันจะมีความสามารถในการเจาะทะลวงอันทรงพลังแต่ก็ยังช้ากว่าลูกกระสุนปืนมากนักอยู่ดี


              เคล้ง! เคล้ง! เคล้ง!


              เรย์ทุ่มพละกำลังตวัดดาบใส่เข็มเหล่านั้นเพื่อเปลี่ยนทิศทางของมันพร้อมกับกระโจนเข้าประชิดใส่ศัตรูในเวลาเดียวกัน โดยไม่ผ่อนแรงลงเลยสักนิด


              ดาบคาตานะวาดผ่านอากาศจนได้ยินเสียงหวีดหวิว


              อินูอิเคยเห็นทักษะดาบของอีกฝ่ายมาก่อนจึงไม่ตัดสินใจเข้าแลกด้วย เขาคว้ามีดคอมแบทขึ้นมาปัดป้องการโจมตีในขณะเดียวกันก็มองหาจังหวะสร้างระยะห่าง แต่คู่ต่อสู้ก็รู้ดีเช่นกันจึงตามประกบชิดไม่เปิดโอกาสเช่นนั้นให้


              คมดาบของเรย์ยังเฉือนผ่านแก้มและทำผมของอินูอิแหว่งหายไปส่วนหนึ่ง


              เตียงผู้ป่วยล้มระเนระนาดอุปกรณ์ทางการแพทย์หักพังกระจัดกระจายท่ามกลางการต่อสู้ระหว่างทั้งสอง


              เกร้ง เกร้ง เกร้ง—


              เหล็กกระทบกันเสียงดังจนเกิดเป็นประกายไฟและเป็นฝ่ายอินูอิที่ถูกรุกเข้าใส่จนเสียเปรียบมากขึ้นเรื่อย ๆ


              ปลายดาบตวัดเฉือนเข้าบริเวณตาขวาของอินูอิเป็นแนวยาว


              “อ๊าก!”


              ระหว่างนั้นมีกระสุนปืนยิงมาจากด้านหลังถากเข้าที่แขนซ้ายของเรย์จนเสียโอกาสปิดเกมสบโอกาสให้อินูอิถีบเขาจนล้มกลิ้งไปกับเตียงคนไข้ด้านหลัง


              เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นอินูอิกุมบาดแผลที่ตาไว้หนึ่งข้างขยับถอยส่วนศัตรูจากอีกด้านเล็งกระสุนนัดต่อไปมาทางเขาที่กำลังตั้งหลักลุกขึ้นยืนอีกครั้ง


              ‘ทางรอดมีแต่ต้องควบคุมลมปราณให้มั่นคงเท่านั้น’


              เรย์รำลึกถึงเคล็ดวิชาที่ได้เรียนรู้จากความทรงจำนั่น


              การไหลของพลังงานมหาศาลปกคลุมบรรยากาศโดยรอบ พลางเข้ามาบรรจบกันที่ใบดาบ


              ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที


              ปัง!


              ในเวลาเดียวกับที่เสียงกระสุนปืนพกถูกลั่นออกจากไกเรย์เก็บดาบเข้าฝัก โน้มตัวเอียงไปด้านหน้าเล็กน้อย เพียงพริบตาเขาชักดาบฟันออกไปด้วยท่าอิไอเกิดเป็นคลื่นเกลียวคมแสงพุ่งใส่อีกฝ่ายเช่นกัน


              เรย์ถูกกระสุนปืนเจาะเข้าตำแหน่งหัวไหล่ขวาส่วนศัตรูถูกแสงเกลียวดาบพุ่งตัดเข้าที่แขนจนขาดเลือดไหลเจิ่งนองส่วนปืนในมือกระเด็นหลุดร่วงกลิ้งไถลไปกับพื้น


              เสียงกรีดร้องโหยหวนอันเจ็บปวดสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ


              เรย์เข่าทรุดเอาปืนกุมปากแผลที่ไหล่ไว้ จ้องกลับไปยังอินูอิซึ่งเงื้อเข็มโลหะในมือเตรียมจัดการเขาในสภาพที่ไม่สามารถขยับตัวได้ในเวลานี้