ช่วงเวลาหลายวันผ่านไป ในทุกๆ วันโจวหยวนจะอาศัย ‘อักขระโลหิตสามสิบหกอสูร’ ทะลวงลมปราณ ไม่พูดไม่ได้ว่าแม้อักขระเปิดลมปราณนี้จะดูอันตรายแต่ผลลัพธ์กลับดีจนน่าตกใจ
เพียงไม่กี่วันลมปราณเส้นที่ห้าของโจวหยวนก็คลายตัวลงอย่างมาก จุดที่ปิดกั้นถูกทำลายลงอย่างต่อเนื่อง
ด้วยผลลัพธ์เช่นนี้ การเปิดลมปราณเส้นที่ห้าอย่างสมบูรณ์ก็นับวันรอได้เลย
ทว่าสิ่งที่ทำให้ผลลัพธ์ล่าช้าลงไปก็คือวัตถุดิบในการวาดของ ‘อักขระโลหิตสามสิบหกอสูร’ นี้มีปัญหาเล็กน้อย เลือดหัวใจที่โจวหยวนอดทนเสาะหามาเป็นเวลายาวนานใช้เพียงห้าครั้งก็ใช้ไปจนหมดเกลี้ยง เขาจึงต้องเสียเวลาเป็นอย่างมากในแต่ละวันเพื่อออกตามล่าหาเลือดหัวใจจากอสูรหยวนระดับหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ เพียงชั่วพริบตาเวลาภายในหุบเขาก็ผ่านไปจนครบสิบวันแล้ว
...
ตึ้ง!
ภายในป่า อสูรขนาดยักษ์สีแดงตัวหนึ่งพุ่งโจมตีโจวหยวนที่กำลังล่าอสูรหยวนด้วยพลังดุดันร้ายกาจ ส่วนโจวหยวนเพียงสะกิดปลายเท้าร่างก็ผ่านต้นไม้สูงหลบการโจมตีของอสูรยักษ์สีแดงตัวนั้น
อสูรขนาดยักษ์สีแดงตัวนั้นไล่ให้โจวหยวนออกไปโดยไม่สนใจแววตาที่โมโหของเขา ซ้ำยังก้มหน้าขย้ำซากอสูรหยวนที่ถูกโจวหยวนฆ่าทันที
“เจ้าสัตว์เดนตาย!”
โจวหยวนยืนอยู่บนต้นไม้ใหญ่ จ้องมองลงมาเห็นก็อดด่าทอไม่ได้ แต่ต้องยอมจำนนเพราะเขาทำอะไรอสูรยักษ์สีแดงที่อยู่เบื้องหน้าตัวนี้ไม่ได้
อสูรตัวนี้มีชื่อว่าแรดเกราะเพลิง เป็นอสูรหยวนระดับหนึ่งเช่นกัน แต่กลับเป็นหนึ่งในอสูรหยวนระดับหนึ่งที่จัดการได้ยาก พละกำลังของมันอาจเท่ากับคนที่เปิดลมปราณเส้นที่หก แต่พลังป้องกันกลับเทียบได้กับผู้เปิดลมปราณเส้นที่เจ็ด นับว่าเป็นเจ้าป่าในบริเวณนี้
เผชิญหน้ากับอสูรหยวนที่มีพลังป้องกันแข็งแกร่ง ต่อให้โจวหยวนใช้มังกรหัตถ์ศิลาก็ไม่สะทกสะท้าน ใช้พู่กันรวมสวรรค์ก็กวาดแทงได้แค่รอยเลือด ไม่อาจสร้างความเสียหายรุนแรงได้
ดังนั้นหลายวันมานี้เมื่อโจวหยวนพบแรดเกราะเพลิงก็จะปลีกตัวหลบ ทว่าไหนเลยจะไปคิดว่าเจ้าสัตว์เดนตายกลับยิ่งเหิมเกริม ตอนนี้เริ่มแย่งชิงอาหารจากในมือเขา
แสดงให้เห็นว่าแรดเกราะเพลิงนี้จับตามองโจวหยวนที่คอยออกล่าอสูรหยวนอยู่เป็นประจำ
“ถูกแรดเกราะเพลิงกลั่นแกล้งเสียแล้ว”
โจวหยวนหัวเราะทั้งน้ำตา แต่ก็ไม่ทราบว่าจะใช้วิธีไหนถึงจะได้ผล ด้วยเหตุนี้จึงหันหลังกลับ ปลายเท้ากดบนต้นไม้ใหญ่ พุ่งออกจากป่าแล้วรีบกลับไปที่หุบเขา
เยาเยาที่อยู่ในหุบเขาเห็นวันนี้โจวหยวนกลับมามือเปล่าก็สงสัยไม่น้อย
“ถูกแรดเกราะเพลิงชิงไปแล้ว” โจวหยวนเห็นแววตาของเยาเยาก็พูดอย่างกระอักกระอ่วนขึ้นทันที
พอเยาเยาได้ยินก็อดหัวเราะไม่ได้ แล้วพูดว่า “แรดเกราะเพลิงมีพลังป้องกันแข็งแกร่ง ต่อให้คนที่เปิดลมปราณเส้นที่เจ็ดคิดอยากจัดการมันก็เป็นเรื่องยาก หากพู่กันรวมสวรรค์ของเจ้าพัฒนาไปจนถึงอาวุธหยวนระดับสูงก็จะทำลายการป้องกันของมันได้”
โจวหยวนพยักหน้า เขาเลี้ยงดูพู่กันรวมสวรรค์ทุกวัน แต่กลับยังทำให้อักขระตัวที่สองส่องสว่างไม่ได้
“หากเจ้าไม่คิดวิธีแก้ปัญหากับเจ้าแรดเกราะเพลิง ภายหลังเกรงว่าเจ้าจะไม่มีทางล่าอสูรหยวนที่นี่ได้แล้ว นอกเสียจากจะเปลี่ยนสถานที่” เยาเยายกยิ้มมุมปากเล็กน้อยพูด
โจวหยวนมุมปากกระตุก ถูกแรดเกราะเพลิงตัวหนึ่งขับไล่แบบนี้เสียหน้าไม่น้อย ในเมื่อเป็นเช่นนี้ต้องคิดวิธีกำจัดมัน
“แม้มังกรหัตถ์ศิลาจะมีพลังรุนแรง แต่ใช้จัดการอสูรหยวนที่มีพลังป้องกันแข็งแกร่งเช่นนี้แน่นอนว่ายังไม่พอ” โจวหยวนแววตาครุ่นคิด เขาต้องฝึกศาสตร์หยวนโจมตีเพิ่มขึ้นอีก
พอนึกถึงจุดนี้โจวหยวนก็ใจเต้นแรง ล้วงหยิบแผ่นหยกออกมา เป็น ‘ศาสตร์แสงพิฆาต’ ที่ได้มาในตอนนั้นนั่นเอง
“ศาสตร์แสงพิฆาตนี้จวนฉีอ๋องให้ความสำคัญเป็นอย่างมากถึงขนาดนั้น ไหนขอข้าลองดูหน่อยซิ”
โจวหยวนนั่งลงไปด้านข้าง มือจับแผ่นหยกพลางส่งพลังหยวนไหลเข้าไป ทันใดนั้นก็พลันมีแสงสว่างส่องออกมาจากแผ่นหยกสะท้อนออกไปบนอากาศด้านหน้าพร้อมตัวอักขระไหลผ่าน
โจวหยวนจดจ้องตัวอักขระเหล่านั้นซึ่งเป็นการแนะนำรวมไปถึงวิธีฝึกของศาสตร์แสงพิฆาต
“เอ๋ ศาสตร์แสงพิฆาตนี้พิกลยิ่งนัก” เมื่อโจวหยวนลองวิธีฝึกของ ‘ศาสตร์แสงพิฆาต’ จู่ๆ ก็มีเสียงประหลาดใจดังแว่วผ่านหู เขาหันกลับไปเห็นเยาเยายืนอยู่ด้านข้าง แววตาที่กระจ่างใสงดงามก็จ้องมองม่านแสงชุดนั้น
โจวหยวนพยักหน้าเห็นด้วย ผ่านการลิ้มลองเมื่อสักครู่เขาก็ทราบหลักการของศาสตร์แสงพิฆาต สิ่งที่เรียกว่าศาสตร์แสงพิฆาตอันที่จริงแล้วเป็นวิธีพิเศษอย่างหนึ่ง ให้พลังหยวนในทางเดินลมปราณบีบอัดลงต่อเนื่องจนควบแน่น
เมื่อผ่านการบีบอัดอย่างต่อเนื่องพลังหยวนก็จะควบแน่นสูงขึ้น มีพลังเจาะทะลุและสังหารที่น่าทึ่งเป็นอย่างมาก
“สมแล้วที่เป็นศาสตร์หยวนระดับดำทมิฬ ช่างล้ำลึกยิ่งนัก เหนือกว่าศาสตร์หยวนระดับสามัญเป็นอย่างมาก” โจวหยวนกล่าวชื่นชม
เยาเยาแววตาครุ่นคิด แล้วพูดว่า “ศาสตร์นี้น่าสนใจมาก ดูเหมือนง่ายแต่กลับเป็นเส้นทางที่สุดยอด แปรสภาพพลังหยวนให้แหลมคม”
“ศาสตร์แสงพิฆาตนี้ควรเป็นมากกว่าศาสตร์หยวนระดับล่าง เพียงแต่ยังไม่สมบูรณ์”
“ไม่สมบูรณ์หรือ?” โจวหยวนใจเต้นแรง แล้วพูดเสริมว่า “ศาสตร์แสงพิฆาตนี้เป็นราชวงศ์ต้าอู่ประทานให้ฉีอ๋อง บางทีคงไม่ได้ให้ฉบับที่สมบูรณ์แก่พวกเขา”
เยาเยาพยักหน้าแล้วพูดว่า “ศาสตร์นี้เจ้าลองฝึกดู แต่พลังหยวนที่บีบอัดระดับสูงในเส้นทางเลือดลม ต้องการระดับความอดทนอย่างสูงในทางเดินเลือดลม หากประมาท ไม่แน่ว่าจะสูญเสียการควบคุมจนทำร้ายทางเดินเลือดลมเอาได้”
พอโจวหยวนได้ยินก็ยิ้ม เพราะถ้าพูดถึงระดับความแข็งแกร่งของทางเดินเลือดลมแล้ว เกรงว่าในระดับเดียวกันกับเขาคงยากมากที่จะหาคนที่ทางเดินเลือดลมแข็งแกร่งกว่าเขา ถึงอย่างไรเขาก็เคยเปิดเส้นลมปราณทั้งแปดโดยธรรมชาติมาแล้ว แม้ภายหลังจะถูกปิดกั้นอีกครั้ง แต่ระดับความแข็งแกร่งก็ยังคงอยู่
“ลองฝึกศาสตร์แสงพิฆาตนี้ดูก็ได้!” โจวหยวนพูดพึมพำกับตัวเอง ศาสตร์แสงพิฆาตนี้ทำให้เขาสนใจอย่างมาก
เมื่อคิดดีแล้วว่าจะฝึกเขาจึงบอกกล่าวกับเยาเยาก่อนจะนั่งขัดสมาธิลง คิดในใจคราหนึ่ง ทางเดินลมปราณในร่างกายก็ส่งพลังดึงดูด ดูดพลังหยวนจากฟ้าดินบริเวณโดยรอบเข้าสู่ร่างกายทันที
พลังหยวนไหลผ่านทางเดินเลือดลม โจวหยวนครุ่นคิด ใช้วิธีบีบอัดตามบันทึกในศาสตร์แสงพิฆาต ควบคุมพลังหยวนในทางเดินเลือดลมให้หมุนวนไปมาอย่างช้าๆ
วิธีการบีบอัดชนิดนี้เรียกว่า ‘เคล็ดหมุนวน’ เป็นการควบคุมพลังหยวนให้มีรูปร่างน้ำวน แล้ววนอย่างรวดเร็วจนพลังหยวนแข็งตัวขึ้นเรื่อยๆ เมื่อน้ำวนสลายก็จะฝึก ‘แสงพิฆาต’ ออกมาได้
พูดแล้วดูง่าย แต่พอทำจริงกลับเป็นเรื่องยาก ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะควบคุมให้เชี่ยวชาญ ถ้าใช้แรงเยอะไป พลังฉีกขาดก็จะยิ่งเยอะ กลับยิ่งเป็นการทำร้ายทางเดินลมปราณ
แต่ถ้าแรงน้อยก็จะก่อตัว ‘แสงพิฆาต’ ไม่ได้
โจวหยวนเพิ่งเริ่มก็ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ในทางเดินเลือดลมพลังหยวนหมุนวนและสลายหายไปอย่างต่อเนื่อง ทว่ายังดีที่จิตวิญญาณแข็งแกร่ง ดังนั้นเขาจึงไม่สะทกสะท้านใดๆ หลังจากล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าก็ค่อยๆ มีประสบการณ์มากขึ้น
ดังนั้นเมื่อหนึ่งวันผ่านไป โจวหยวนก็เชี่ยวชาญ ‘เคล็ดหมุนวน’ ในทางเดินเลือดลมขึ้นมาเล็กน้อย
เป็นเช่นนี้จนผ่านไปห้าหกวัน
ดวงอาทิตย์ขึ้นสูง ทอแสงร้อนแรงสาดส่องเทือกเขาเฮยหลินไม่มีที่สิ้นสุด ทั่วทั้งพื้นดินปกคลุมด้วยแสงสีทอง
บนโขดหินในหุบเขา โจวหยวนนั่งสมาธิอย่างสงบเงียบ ทว่าในทางเดินลมปราณกลับเป็นอีกภาพหนึ่ง พลังหยวนหมุนวนอย่างรวดเร็วส่งเสียงดังกึกก้อง พลังฉีกขาดส่งออกดึงให้ทางเดินเลือดลมกระตุกเล็กน้อย
นี่นับว่าโชคดีที่โจวหยวนมีทางเดินเลือดลมแข็งแกร่ง หากเปลี่ยนเป็นผู้แข็งแกร่งในสภาวะเปิดปราณที่สี่ทั่วไปทำ เกรงว่าขณะนี้ทางเดินเลือดลมคงฉีกขาดไปแล้ว แต่ถึงเป็นเช่นนั้นก็ยังคงมีความเจ็บปวดส่งออกมา หากแต่ความเจ็บปวดเหล่านั้นถูกความแข็งแกร่งของโจวหยวนข่มเอาไว้
ซู่! ซู่!
ในทางเดินเลือดลมมีเสียงสั่นสะเทือนดังขึ้นเลือนราง
โจวหยวนขมวดคิ้วเป็นปมแน่น แต่ไม่มีทีท่าจะล้มเลิก กลับยิ่งเหี้ยมโหดใช้ความเร็วหมุนวนเพิ่มขึ้นไปอีก
ตู้ม!
เมื่อความเร็วในการหมุนวนเพิ่มขึ้น พลังหยวนที่พันรอบก็ถูกบีบอัดเข้าใจกลาง เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวก็หมุนวนจนแตกละเอียด
ยามที่วังน้ำวนแยกออกโจวหยวนก็ลืมตาขึ้นทันที แต่ใบหน้าของเขาไม่ได้เสียใจ กลับมีความตื่นเต้นปรากฏขึ้น
เขายื่นฝ่ามือออก สองนิ้วงอลง จิตใจเต้นรัว แลเห็นที่ปลายนิ้วมีแสงสีเขียวอ่อนเบาบางปรากฏขึ้นอย่างช้าๆ
แสงสีเขียวยืดหดไปมาดูอ่อนแออยู่บ้าง
โจวหยวนกวาดสองนิ้วนั้นลงบนโขดหินใหญ่ด้านล่างทันที ได้ยินเพียงเสียงก้องคราหนึ่ง จากนั้นเขาก็อ้าปากค้าง โขดหินใหญ่ก้อนนั้นราวกับเต้าหู้อย่างไรอย่างนั้น ถูกตัดขาดด้วยนิ้วสองนิ้ว รอยแตกเรียบเนียนเสมือนผิวกระจก
โจวหยวนดวงตาเป็นประกาย หายใจติดขัดเล็กน้อย
“นี่คือศาสตร์แสงพิฆาตหรือ? แหลมคมยิ่งนัก พลังเจาะทะลุช่างน่ากลัว” โจวหยวนกล่าวชื่นชมนิ้วของเขาไม่หยุด คนที่เปิดลมปราณได้ต่ำกว่าเส้นที่เจ็ดเกรงว่าเพียงแทงใส่ครั้งหนึ่งก็ต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสไปหนึ่งแผล แม้กระทั่งผู้เปิดลมปราณเส้นที่เจ็ดก็ล้วนต้องหลีกทางให้กับความแหลมคมนี้
“มีศาสตร์แสงพิฆาตนี้แล้ว หากเจ้าสัตว์เดนตายนั่นกล้าปรากฏตัวขึ้นมาอีกละก็ ข้าจะแทงมันให้ตายในนิ้วเดียว!”