บทที่ 21 สอง
“ทิดหนึ่ง!”
ออดเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“น้าได้กลิ่น ไม่ใช่พวกตัวสั่น คล้ายๆคนธรรมดา แต่ก็ไม่ใช่ กลิ่นไม่เหมือนพวกรอดอย่างเรา กลิ่นมันคุ้นเหมือนน้าเคยเจอ… แต่นึกไม่ออก น่าจะเป็เพราะว่ากลิ่นมันเพี้ยนไปบ้าง”
“ไกล..มากมั้ย..น้า..กี่..” หนึ่งถาม
“โอ๊ย ไอ้ทิดหนึ่ง เอ็งใช้ พหุประสาท เอ๊ย ประตูัั เอ๊ย ไอ้ััรวมอะไรของเอ็งเหอะ ไม่ต้องมาออกเสียงอย่างน้า ฟังแล้วใจจะขาด”
“กลิ่นจางๆ ครั้งแรกน้าได้กลิ่นั้แ่สองชั่วโมงก่อนแล้ว น่าจะประมาณยี่สิบกว่ากิโล แต่มันใกล้เข้ามาเรื่อยๆแล้ว ดูเหมือนจะไม่รีบร้อน ตอนนี้ประมาณ..”
“เดี๋ยว”หนึ่งขัด พร้อมยกมือห้ามออดที่กำลังพูด
“เข้าระยะสิบกิโลแล้ว แต่เดินช้ามากเหมือนคนปกติ ทิศทางตรงมาทางเรา กลิ่นคุ้นจริงๆด้วย หือ… หยุดเดินแล้ว ััคลื่นเสียงต่ำได้เหมือนกับผม น่าจะได้ยินเสียงชาวบ้านที่เคลื่อนไหว เริ่มเคลื่อนที่แล้ว เร็วกว่าเดิม เร็วเท่าๆกับพวกรอด อีกสิบกว่านาทีน่าจะมาถึงที่นี่ ” หนึ่งใช้จิตสำนึกร่วมบอกเล่ากับทุกคนที่นั่น
เขาส่งจิตสำนึกร่วม เรียกกลุ่มคนชั้นผู้นำทุกคน ส่วนพวกรอดกลุ่มชาวบ้าน โดนสั่งให้เข้าที่ซ่อน
“พวกเราสิบสามคนในที่นี้ ยังไม่คิดจะรุมโจมตี แต่ต้องช่วยกันสังเกต มันรู้แล้วว่าเราอยู่นี่ แต่เราไม่รู้ว่ามันเป็ใคร มาทำไม ถ้าเป็มิตรก็ดีไป แต่ถ้ามีท่าทีเป็ศัตรู ห้ามปล่อยให้มันรอดไปเป็ภัยในอนาคตได้เด็ดขาด ที่เรียกหัวกะทิของเรามารวมกันนี่ เพื่อความไม่ประมาท เราไม่รู้ความสามารถของมัน ต้องเตรียมพร้อมขั้นสูงที่สุด” หนึ่งอธิบาย
หนึ่ง ไนซ์ นัท ฝน ออด อ้อน ดอก เด่น นุช กานต์ เหนือ ปุ๊ก และไข่ ทั้งหมดรวมแล้ว13คน กระจายตัวตามจุดที่กำหนด โดย อ้อนและดอก หายตัวไปอย่างลึกลับ
ร่างที่ห้อเหยียดมาตามถนนลาดยางเก่าจนทิ้งฝุ่นคลุ้งเป็สายตามหลัง คือชายร่างท้วม ผิวคล้ำ ผมยาวกระเซิงคลุมไหล่ หนวดเครารุงรัง แต่งกายแปลกประหลาด นุ่งกางเกงขาสามส่วน ห่มจีวรพระสีเหลืองส้มผืนคร่ำคร่า ขาดปุปะยับเยินทั้งผืนสะบัดปลิว ไหล่สะพายย่ามผ้าที่พระสงฆ์ใช้ สวมถุงเท้ารุ่งริ่งสีดำ เผยให้ปลายเท้าและส้นเท้า สวมทับด้วยรองเท้าแตะส้นขาด ใบหน้าบึ้งตึง ตาขวางคล้ายคนวิกลจริต
เมื่อเห็นกลุ่มคนยืนขวางบนถนนลาดยางที่ตัดผ่านหมู่บ้านหนองนกเอี้ยง ประกอบด้วย หนึ่ง ออด ไข่และเด่น ใบหน้าที่บึ้งตึง กลายเป็แปลกใจและเหม่อลอย เขาหยุดวิ่งตะบึง แต่ยังสาวเท้าเดินก้าวเข้ามาเรื่อยๆ
สายตาของพวกรอด ถูกเปลี่ยนแปลงจนเห็นการเคลื่อนไหวต่างๆชัดเจน ทุกคนเห็นร่างนั้นนานแล้วเช่นกัน แต่การแต่งกายที่ประหลาดนั้นทำให้ทุกคนสับสน จนไม่กล้าเอ่ยเรียก พระผมยาวที่ใส่กางเกงคร่ำคร่าขาสามส่วนตัวโคร่ง
เมื่อร่างนั้นก้าวมาหยุดตรงหน้าทุกคน เสียงหายใจหอบเหนื่อยฟืดฟาด หนึ่งจึงเอ่ยเรียกเสียงเบาๆอย่างไม่แน่ใจ
“สอง”
ตามด้วยเสียงดังลั่นของออด
“ไอ้ทิดสอง!”
เด่น ตาเบิกโพลง อ้าปากค้าง ส่วน ไข่ หน้าเบ้ จ้องสภาพไม่คุ้นเคยพลางทำตาปริบๆ พวกเขาต่างก็คุ้นเคยกับสองดี
สอง เหม่อมองทุกอย่างรอบตัว เหมือนอยู่ในความฝัน ปุ๊กภรรยาของสองที่ซ่อนอยู่ พุ่งตัวออกมา พร้อมเสียงร้องไห้โฮโผเข้าหาร่างสอง
สองสะดุ้ง ตาเบิกโพลง ถอยหลังออกไป ปุ๊กจึงชะงักเท้า
“สีกา! โปรดสำรวมด้วย!” เสียงตวาดของสอง ฟังดูกระโชกโฮกฮาก ฟังไม่เหมือนเสียงที่นุ่มนวลของบรรดาพระนักปฏิบัติสักเท่าไร ปุ๊กนิ่งตะลึงค้าง ละล้าละลังทำตัวไม่ถูก นุชที่ตามมาตบหลังปลอบใจเบาๆ
“สองกลายพันธุ์แล้ว” หนึ่งใช้จิตสำนึกร่วมย้ำเตือน ขณะทุกคนเดินออกจากที่ซ่อนมารวมกลุ่มกัน เ้าเหนือยังจำอาสองของเขาได้เลือนลาง แม้จะไม่ได้เจอกันสองปีกว่าแล้วก็ตาม
เมื่อเห็นสองไม่มีท่าทีคุกคามใช้กำลัง หรือแม้แต่จะระวังตัว และสัญชาตญาณของทุกคนก็รู้ดีว่าสองไม่ใช่พวกตัวสั่น เพียงแค่มีท่าทางแปลกๆเท่านั้น ต่างก็คลายกังวล ที่จริงทุกคนไม่มีความกลัวด้วยซ้ำว่าเขากลายพันธุ์เป็พวกตัวสั่นหรือไม่ เพราะตอนนี้ภัยคุกคามระดับพวกตัวสั่นคนเดียวมันสร้างอันตรายกับพวกเขาไม่ได้เลย ยิ่งเห็นเขาไม่มีแนวโน้มจะเป็อย่างนั้นทุกคนต่างก็วางใจ
“บ๊ะ! ไอ้ทิดสอง เอ็งกลายพันธุ์แบบไหนกันวะเนี่ย ทำไมดูแปลกๆ ไม่ยักเหมือนพวกเรา กลิ่นเอ็งมันเหม็นเขียวแปลกๆ” ออดก้าวไปใกล้พร้อมเสียงดังลั่น ทำจมูกฟุดฟิด
“นั่งๆ! ภูตผีหมีควาย! อาตมาจะแผ่เมตตาให้! ” สองกดมือขึ้นๆลงๆกลางอากาศ เป็สัญญาณให้ออดนั่งลง ออดนั่งยองตามคำสั่งอย่างเลื่อนลอย ท่ามกลางความตะลึงของทุกคน
“พนมมือด้วย!”สองตะคอก
ทันใดนั้น ออดที่พนมมือตามอย่างว่าง่ายก็เริ่มหัวเราะคิกคัก ดวงตาหวานเยิ้ม ลืมโลกรอบตัวไปหมดสิ้น หนึ่งััได้ถึงกลิ่น เหม็นเขียว ที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ใช่แค่กลิ่น แต่มันคือสารเคมีที่กำลังกล่อมระบบประสาทของทุกคน
"หยุด!.. สอง!.. พอแล้ว!.." หนึ่งทั้งส่งเสียงและพยายามใช้จิตสำนึกร่วมแทรกซึมเข้าไปในจิตที่บิดเบี้ยวของสอง
สองชะงักกลอกตาไปมา เริ่มกลับมาโฟกัสที่พี่ชาย
"อ้าว! โยมเฮียหนึ่ง! มาๆ มารับศีลรับพร”
หนึ่งรีบใช้ จิตสำนึกร่วม แผ่พุ่งออกไปโอบอุ้มสติของทุกคนที่นั่น โดยเฉพาะออดที่ตอนนี้เริ่มนั่งโยกเยกเหมือนคนเมาหมัด
"ทุกคนถอยไป! อย่าสูดกลิ่น นั่นเข้าไปตรงๆ!"
กลิ่นที่ออดบอกว่า "เหม็นเขียว" แท้จริงแล้วคือสารระเหยเข้มข้น มันคือกลไกการป้องกันตัวที่ทำให้พวกตัวสั่นเมินเฉยต่อเขา เพราะคิดว่าเขาเป็เพียงต้นหญ้าหรือต้นไม้เคลื่อนที่ได้ แต่สำหรับมนุษย์หรือพวกรอด มันคือยาหลอนประสาทชั้นดี ทุกคนแตกฮือกันออกไปดูอยู่ห่างๆ
"สอง... ใจเย็นๆ นี่พี่ชายเอ็ง" หนึ่งพยายามสื่อสารผ่านจิต
"ไอ้ปุ๊กเมียเอ็งก็อยู่นี่ พวกเราทุกคนปลอดภัยดี"
สองชะงักไป มือที่กดยกขึ้นลงกลางอากาศค้างเติ่ง ดวงตาสั่นระริก "โยมเฮีย... ปุ๊ก...ทุกคน.." เขาพึมพำ น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านแก้มที่เต็มไปด้วยหนวดเครา
"ผม... ข้า... อาตมา... นึกว่าทุกคนตายหมดแล้ว" แล้วเขาก็ร้องไห้โฮออกมา
บ้านของสอง อยู่ตรงข้ามเยื้องกับบ้านออด มีถนนลาดยางกั้นกลางเท่านั้น ปุ๊กเคยเปิดเป็ร้านขายของชำ สองเดินวนรอบรถแบ็กโฮเล็กที่จอดอยู่หน้าบ้าน ลูบคลำมันด้วยความเหม่อลอย ก่อนเกิดาใหญ่ครั้งนั้น เขากู้เงินแม่ยายก็คือแม่ของปุ๊กมาซื้อ ความคิดของเขาตอนนั้นคือ ถ้าผ่อนใช้หนี้แม่ยายของเขาไม่ไหว เขาก็จะให้แม่ยายมายึดทั้งรถทั้งเมียกลับไปเสียเลย
หลังวันสิ้นโลกได้ปีเศษ สองตัดสินใจไประยองด้วยรถกระบะของเขา เพื่อขนเครื่องมือและข้าวของเครื่องใช้ของเขาออกมาจากแคมป์คนงานที่เขาไปรับจ้างขับรถแบ็กโฮ แต่จุดมุ่งหมายหลักของเขาคือ ตรวจหาแหล่งอาหาร เขามุ่งไปดูแถบชายทะเลเพื่อหาความหวังและโอกาส แต่กลับโดนไล่ล่าจากพวกตัวสั่นจำนวนมาก เขาต้องทิ้งรถยนต์กระบะที่พังกลางทางหนีหัวซุกหัวซุน พลัดหลงอยู่แถบเขาชะมวง ก่อนหมดสติไป
เมื่อฟื้นขึ้นมา เขารู้ว่าตนได้รับการช่วยเหลือจากพระในวัดป่าแห่งหนึ่ง เขาพักอยู่ที่นั่น เพราะไม่รู้ทิศทาง ไม่มีแผนที่ อาวุธปืนFEG PA-63 ขนาด7.65 ปืนพกฮังการี หน้าตาคล้ายปืนของเจมส์ บอนด์ ที่ะุราคาแพงและหายากเย็นของเขา เหลืออยู่เพียงนัดเดียว ใจเขาคิดเก็บไว้ยิงตัวตาย เพราะการโดนตัวสั่นกินทั้งเป็มันน่าจะทรมานอยู่ไม่น้อย
เมื่อไม่มีหนทางไป เขาก็ถูกพระในวัดใช้แรงงานสารพัดเพื่อแลกกับอาหารที่ไม่รู้ว่าหลวงตาไปเอามาจากไหน สองเดาว่าเป็อาหารแห้งที่เก็บไว้ แล้วให้ลูกศิษย์ชายชราคนเดียวที่วัยใกล้เคียงกับหลวงตา ปรุงถวาย หลวงตาฉันอาหารในบาตรวันละมื้อ สองกับลูกศิษย์ก็เลยต้องกินวันละมื้อไปด้วย
กระทั่งวันหนึ่งลูกศิษย์ชราของหลวงตาก็ล้มป่วยและตายไป สองจึงต้องทำหน้าที่ปรนนิบัติหลวงตารูปนั้นแทน ทุกวันหลวงตาจะบังคับเขาให้เรียนรู้ธรรมวินัย กิจของสงฆ์ พุทธสุภาษิต ทั้งที่เขาก็ไม่ได้บวช การสวดมนต์นั่งสมาธิ มันเป็่เวลาที่ทรมานมากสำหรับเขา พื้นเพนิสัยเขาเป็คนขี้โวยวาย พี่น้องจะบอกว่าเขามีนิสัยงี่เง่า เมื่อโดนบังคับนั่งสมาธิแทนที่จะรู้สึกสงบ กลับเกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้นมาแทน
ใน่ที่ยังพอมีสติ หลวงตาสั่งให้เขาเข้าไปในกรงขังลิง ที่ลูกศิษย์ชราผู้ล่วงลับสร้างไว้ เป็กรงแคบๆแต่แข็งแรงมาก มีความสูงเพียงแค่เอว เมื่อเขาเข้าไปหลวงตาก็ล็อคขังเขาไว้ เขาคลุ้มคลั่ง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ แม้แต่ลุกยืนยังไม่ได้เลย ต้องนั่งยองจับลูกกรงเหมือนลิงอยู่อย่างนั้น
หลวงตาบังคับให้เขาสวดมนต์ โดยไม่สนใจว่าเขาจะบ้าคลั่งอาละวาดเพียงใด สวดได้บทหนึ่งก็ยื่นถั่วลิสงให้กำหนึ่งบ้าง เม็ดมะม่วงหิมพานต์กำหนึ่งบ้าง ด้วยความหิว ทำให้สองต้องยอมสวดมนต์ไปเรื่อย เขาไม่สนใจแล้วว่าหลวงตาจะยื่นอะไรเข้ามา เขารับมากินทุกอย่าง ว่านที่ไม่รู้จัก สมุนไพร กล้วยตาก ปลาเค็มแห้ง อินทผลัมแห้ง เขาสวดมนต์ไป กินไปด้วย หลวงตามองเขาอย่างเมตตา ยื่นอาหารให้เรื่อยๆ เหมือนป้อนอาหารลิง
ในที่สุดอาหารก็หมดลงเพราะเขากินอย่างล้างผลาญ หลวงตาก็ผ่ายผอมลงทุกวัน หลังจากนั้น หลวงตาก็ยื่นแต่พืชสมุนไพรต่างๆให้เขา ถึงจะแสนรังเกียจ แถมต้องคอยสวดมนต์แลกเพื่อให้ได้มันมายาไส้ เขาก็ต้องทำ เขากินสมุนไพรมากมายจนเกิดภาพนิมิตว่าตนเป็พืชสมุนไพรไล่กัดคน บทสวดมนต์คือสิ่งที่ทำให้เขาพอรักษาสติไว้ได้ แต่มันก็ไม่สมบูรณ์นัก
หลายวันผ่านไป ในที่สุดอาการบ้าคลั่งของเขาก็ทุเลา โดยที่เขายังไม่ตาย อาการหิวโหยเจียนขาดใจก็เริ่มควบคุมได้ หลวงตาขอให้เขาออกบวช ถ้าเขาไม่ยอม หลวงตาก็ไม่ปล่อยเขาออกมา ในที่สุดเขาก็รับปากว่าจะบวช เมื่อหลุดมาจากกรง หลวงตาก็ส่งสบงจีวรให้เขา แล้วนั่งสมาธิละสังขารไปอย่างสงบ
ทุกคนในหมู่บ้านที่มาล้อมวงฟังเื่เล่าของสอง ต่างนิ่งเงียบอยู่นาน
“ทำไมหลวงตาถึงมรณภาพล่ะ” ไข่ถาม
“อดตาย!”
“ทำไมงั้นล่ะ”
“หลวงตาจะฉันก็เมื่อมีคนประเคนอาหารถวาย! เมื่อไม่มีคนประเคนก็ไม่ได้ฉัน! อดตายเลย..!”
ทุกคนฟังแล้วก็ได้แต่เงียบ ไม่รู้จะพูดอะไรจริงๆ
เช้าวันรุ่งขึ้น
“เอ็งจะเอาอะไร!” เสียงออดแผดลั่นั้แ่เช้า แม้ในโลกที่ฟ้าเป็สีเทาตลอดกาลแบบนี้ ก็ยังพอเห็นแสงรำไรทางทิศตะวันออก
“อาตมา มาบิณฑบาต!” เสียงของสองะโดังพอกันกับออด ทุกคนในหมู่บ้านพากันแตกตื่น หยิบอาวุธกันพรึบพรั่บ
“อาตมง อาตมาอะไร แล้วไหนบาตร!”
“ไม่มี! หลวงตาไม่ได้ให้มา!” ทั้งสองแผดเสียงใส่กัน
“ไม่มีบาตร! แล้วเอ็งจะมาบิณฑบาตได้ยังไง! จะเอาอะไรใส่!”
“ใส่ย่ามนี่ไง!” สองเปลี่ยนกางเกงตัวใหม่ เป็กางเกงขาสั้นที่มีกระเป๋ารอบตัว ใส่ถุงเท้าสีดำรองเท้าแตะคู่ใหม่ แต่ยังห่มจีวรเหมือนเดิม โกนหนวดเคราเรียบร้อย ตัดผมทรงสกินเฮด มองเผินๆคล้ายพระเหมือนกัน เป็ฝีมือปุ๊กที่จัดการให้
“นิมนต์เอ็งไปไกลๆตีนน้าเลย! เอ็งไม่ใช่พระ! นี่ไง! ในย่ามเอ็งนี่มันใส่ปืนไว้ด้วย!” ออดะโหน้าดำหน้าแดง
“อาตมาเป็พระแน่นอน! เพราะอาตมารับปากหลวงตาไว้แล้ว!” สองเถียงคอเป็เอ็น
“พระส้นตีนอะไร! เมื่อคืนน้านอนฟังเสียงเอ็งล่อกันกะเมียทั้งคืน! แหกปาก โอ้เย้ โอ้เย้! เสียงลั่นหมู่บ้าน! นี่ยังแค้นไม่หาย! เมื่อวานเอ็งบังคับให้น้านั่งพนมมือไหว้เอ็ง! ” ออดเดือดดาล
“เสียงหัวเมียเอ็งกระแทกข้างฝาบ้านดังปังๆทั้งคืน! ที่มันไม่โผล่หน้าออกมานี่เพราะหัวปูดอยู่ใช่มั้ย! นี่เอ็งยังจะมีหน้ามาบิณฑบาตอะไรอีกเรอะ! เดี๋ยวกูเตะ!” ออดแผดเสียงแล้วยกเท้าขึ้นชูหรา
“นี่มันใส่ร้าย! นี่มันปรักปรำพระ!” สองถอยหลังไปพ้นรัศมีเท้า แต่ยังไม่ยอมแพ้ ะโตอบโต้
“จะมาได้ยินได้ยังไง! เอาหมอนกั้นไว้แล้ว!” สองทำท่าคิดแล้วะโต่อ
“ตอนนั้นสึกแล้ว! นี่เพิ่งบวชใหม่เมื่อเช้ามืด!” ออดอึ้ง คนในหมู่บ้านทุกคนต่างนิ่งอึ้ง
สุดท้าย สองหันหลังเดินเข้าบ้าน แต่ยังไม่วายะโ พุทธสุภาษิต
“นะทันติ! ทานัง! กะทะริยา! คนตระหนี่! ย่อมไม่สรรเสริญทาน!”
“กูมีแต่กระทะภริยากูเนี่ย! มึงจะเอามั้ย!” ออดคว้ากระทะเตรียมขว้าง แต่สองเดินจากไปแล้ว
เ้าเหนือที่นั่งเกาะอยู่บนยอดมะขามที่ใบร่วงเหลือแต่กิ่งก้าน เลิกหน้าเบิกตากลม ทำปากจู๋ มองซ้ายทีขวาทีด้วยความสนใจ พอดีสองที่กำลังเข้าบ้านเหลือบมาเห็น
“เหนือ! ธุค้าบหลวงลุงยัง!” เสียงะโปานฟ้าผ่าทำเอาเ้าเหนือสะดุ้ง รีบยกมือไหว้ท่วมหัวปะหลกปะหลก สองผงกหัวหงึกๆ ยิ้มด้วยความพอใจแล้วเดินเข้าบ้านไป อย่างน้อย หลานรักของเขาก็ยอมรับว่าเขาเป็หลวงลุง