เทย์เลอร์พบผ้าใบผืนหนึ่งในห้องเก็บของตอนที่เข้าไปหาเครื่องมือและอุปกรณ์ในการตกปลาเขาอยากจะรื้อฟื้นชีวิตในอดีตขึ้นมาอีกสักครั้ง แล้วเขาก็พบเสื้อนิรภัยสีส้มชุดมนุษย์กบพร้อมด้วยหน้ากากยาง เครื่องเล่นที่ไม่จมน้ำ พายสำหรับใช้กับเรือบตผ้าใบผืนนั้นอยู่หลังโรง ใกล้กันคือสามขากับกระป๋องสี
ทันทีที่เขาเห็นผ้าใบสามขากับกระป๋องสีเข้า ความคิดที่จะตกปลาก็เลือนหายไปจากสมองครั้งหนึ่งตอนที่เขาหาซื้ออุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้มาก็เป็เพราะความอยากวาดรูปทิวทัศน์ของทะเลสาบมันยังเป็สิ่งที่ฝังอยู่ในความทรงจำจนทุกวันนี้ ปกติแล้วทุกปีที่มาพักผ่อนที่นี่เขาจะต้องเขียนรูปทิวทัศน์ดังกล่าวขึ้นมาชิ้นหนึ่งมันเป็งานอดิเรกที่เขารักมาก แต่เวลามันก็ผ่านมานานเสียเหลือเกิน
เขาขับรถไปยังแม๊กเวลล์โกรเซอรี่ แบกเบียร์กลับมาลังหนึ่ง หลังจากนั้นก็จัดการตั้งสามขาขึงผ้าใบขึ้นบนเนินหญ้าเหนือชายหาดที่เต็มไปด้วยกรวดทราย
มันเป็ยามบ่ายของวันที่อากาศอบอุ่นเมื่อเปิดเบียร์แล้ว เขาก็เริ่มลงมือทำงานอดิเรกที่รักมากโดยอยู่ในชุดกางเกงยีนกับเขิ้ตแขนยาวลายทาง
ทิวเมฆที่ปรากฏขึ้นเหนือทะเลสาบในยามนี้เป็สีดำเป็รอยตำหนิอันน่าชิงชังบนพื้นฟ้าสีคราม แต่กระนั้น ส่วนอื่นของปริมณฑลแห่งทะเลสาบนั้นก็ยังอาบอยู่ด้วยสีทองเพียงแต่เพิ่มความเข้มของสีเทากับสีเขียวของใบไม้ขึ้นเท่านั้น
แปรงในมือเทย์เลอร์ราวเริงร่ายอยู่ระหว่างผืนผ้าใบกับจานสีสายตาของเขาจับอยู่ที่วิว แทบจะไม่ได้ก้มลงมองรูปที่ตัวเองกำลังเขียนอยู่ว่าขณะนี้มันก้าวหน้าไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว คล้ายกับเขาถูกสะกดไว้ด้วยภาพของผืนฟ้าต้นไม้กับใบไม้อย่างไม่อาจถอนสายตาได้เลยขณะเดียวกันจิตใจก็เปี่ยมปีติที่ได้กลับมาทำงานที่รักมากอีกครั้ง
เขาได้ยินเสียงแอนนี่เรียกขึ้นอีกครั้ง...
“เทย์เลอร์...นั่นเขียนรูปอีกแล้วหรือคะ?”
เขาเพียงแต่หันไปโบกมือให้ไม่ได้ตอบคำถามของนาง
“ขอลงไปดูหน่อยได้ไหม?”
“อีกเดี๋ยว...”หลังจากนั้นเขาก็กลับเข้าสู่โลกที่ปิดกั้นตัวเองไว้จากทุกสิ่ง
เสียงใบไม้แห้งที่เสียดสีกันอยู่ใต้ฝ่าเท้าของใครคนหนึ่งปลุกให้เขาตื่นจากภวังค์เมื่อหันไปมองก็เห็นแอนนี่ที่กำลังยื่นจานใบหนึ่งมาให้ตรงหน้าในจานนั้นคือแซนด์วิช
“เกรงว่าคุณจะหิว”
เทย์เลอร์ยิ้มอย่างมีความสุขเป็ครั้งแรก
“ครับ ผมหิวจริงๆเสียด้วย”
“เป็ไง เขียนรูปสนุกไหมที่นี่วิวมันสวยจริงๆ เสียด้วยสิ”
“เสร็จแล้วนะครับนี่...”เขาตอบพร้อมกับยิ้มเปรมปลื้ม
“ขอดูหน่อยสิ”
“เชิญเลยครับ”เขาก้าวถอยหลังเพื่อให้แอนนี่ได้เห็นรูปที่เขาเขียนขึ้นหวังอยู่เต็มเปี่ยมในใจว่าจะต้องได้รับคำชมตามแบบของนาง พร้อมกับเสียงอุทานที่ว่า...แหม...สวยเหลือเกิน...หรืออะไรทำนองนั้น...
แต่สีหน้าของแอนนี่กลับเผือดซีดอย่างประหลาดดวงตาเบิกโพลง จานใส่แซนด์วิชที่ยังถือค้างอยู่ในมือร่วงลงบนพื้นดินยกมือขึ้นปิดปากไว้สีหน้าบอกความตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
เสียงที่หลุดลอดออกมาจากลำคอของนางในยามนี้บอกไม่ถูกว่าเป็เสียงร้องหรือคำพูด...
แอนนี่ วิลสันกระถดถอยหลังเซซังอย่างไม่รู้ตัว...
และตอนนั้นเองที่เทย์เลอร์หันไปมองรูปที่ตัวเองเขียนขึ้น...
เขาจ้องมองรูปที่ปรากฏอยู่บนผืนผ้าใบอยู่นานกว่าที่สมองจะรับรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น และทันทีที่รับรู้หัวใจก็เต้นกระหน่ำราวจะะเิออกมานอกอกหยาดเหงื่อลามไหลลงมาตามแผ่นหลัง
“คุณพระคุณเ้าช่วย...”
เด็กหญิงที่อยู่ในรูปหน้าตาเหมือนจิลล์ไม่มีผิดเพี้ยน...ซึ่งก็คือจิลล์นั่นเองเธออยู่ในท่านอนหงาย ดวงตาเหลือกลาน ปากอ้ากว้างบอกให้รู้ว่ากำลังส่งเสียงร้องด้วยความตระหนกสุดชีวิต มีอะไรบางอย่างที่คล่อมทับร่างสาวน้อยอยู่เป็อะไรบางอย่างที่ใหญ่โตมหึมาและเป็สีดำที่พอจะมองเห็นอยู่คือมือที่กระชับมีดไว้มั่นขณะเอื้อมไปกระชากตัวลูกสาว...
เนื้อตัวของเด็กหญิงเต็มไปด้วยเื...
ขณะเดียวกันก็มีตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่เขียนขึ้นด้วยลายมือที่เหมือนของเด็กเป็ข้อความว่า...
“เขาฆ่าและฆ่ามามากแล้ว...”
เทย์เลอร์ฟาดกำปั้นเข้าใส่ผืนผ้าใบเต็มเหนี่ยวสามขาที่ตั้งอยู่พลิกคว่ำลงบนใบไม้แห้ง จากนั้นเขาก็เดินกลับเข้าไปในบ้านในสภาพของคนที่สิ้นหวัง
มาริลีนใช้เวลาในยามบ่ายของวันพฤหัสบดีด้วยการออกไปนั่งเล่นในสวนสาธารณะใกล้กับอพาร์ตเม้นท์ที่พักอาศัยเธอ้าจะอ่านหนังสือที่เขียนขึ้นโดยเดวิด วิลเลียมสันที่ซื้อมาเมื่อวันก่อนให้จบมันเป็เื่ราวที่เกี่ยวกับการตามล่าล้างของจิติญญา
ในการออกไปนั่งเล่นครั้งนี้เธอหาความสุขด้วยการเอาน้ำแอปเปิล ขนมปังฝรั่งเศส ชีสสเปรดที่ใช้ทาลงบนขนมปังไปด้วยนั่งรับประทานอาหารพร้อมกับอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ จนดวงอาทิตย์เริ่มจะลับขอบฟ้าอากาศหนาวเย็นขึ้นกว่าในตอนบ่ายมาก แม้รูว่าตนเองจะต้องตกเป็เป้าสายตาของผู้คนที่ออกมาหาความสำราญด้วยการพักผ่อนในสวนสาธารณะแห่งนี้ แต่มาริลีนก็ไม่แคร์ เพราะมันกลายเป็ความเคยชินนานแล้ว
ถ้าจะว่าไปแล้วเธอแทบจะไม่ได้รับความรู้อะไรจากหนังสือเล่มนี้เลยนอกเสียจากความจริงในสิ่งที่เธอไม่เคยคิดถึงมาก่อน
“คือวิลเลียมสันได้แยกประเภทระหว่าง “คนทรง” กับสิ่งทีเขาเรียกว่า “คนตาทิพย์” หรือคนที่กำลังััอยู่กับ “ความตาย” อย่างใกล้ชิดไว้ว่า
“คนทรง” คือคนที่มีความสามารถติดต่อกับผู้ที่ผ่านพ้นภาวะความตายไปแล้ว พูดง่ายๆก็คือคนที่อยู่อีกฟากฝั่งหนึ่ง ซึ่งการติดต่อดังกล่าวโดยปกติแล้วจะบอกเล่าแก่กันได้ เพราะคนตายจะไม่สามารถพูดได้ด้วยตนเองแต่จะพูดผ่านคนทรง ทำให้สามารถล่วงรู้ความคิดได้
แต่สำหรับคนที่มีตาทิพย์นั้นเป็อะไรบางอย่างที่ไม่ได้เหมือนกันเลยวิลเลียมสันอธิบายตรงนี้ไว้ว่า...คนเ่าั้ ด้วยเหตุผลประการใดประการหนึ่งเขาอยู่ใกล้ชิดกับความตายมากกว่าคนที่ยังมีชีวิตยู่เพราะฉะนั้นเขาย่อมสื่อความเข้าใจกับจิติญญาของผู้ที่ตายไปแล้วได้อย่างง่ายดายถ้าบังเอิญมีจิติญญาดังกล่าวมาวนเวียนอยู่ใกล้ในขณะนั้น
เมื่อมาริลีนพิจารณาความสามารถของตนเองเธอก็ออกจะแน่ใจ ว่าเธออยู่ในประเภทหลังมากกว่าประเภทแรกแล้วก็พบว่ามันเป็เื่ที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง เพราะเธอชอบคำว่า” ตาทิพย์”ที่เขากำหนดขึ้นไว้ด้วยบางครั้งเธอก็มีความรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังััอยู่กับความตายอย่างแท้จริง
กว่าที่เธอจะตัดสินใจลุกขึ้นกลับบ้านนั้นมันก็เกือบทุ่มเข้าไปแล้วแต่ตอนที่กำลังเก็บข้าวของอยู่ จิลล์ก็ก้าวออกมาจากเื้ัต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งเนื้อตัวของเด็กหญิงโชกเื ท่าทางรันทดน่าสงสารยิ่งนัก
มาริลีนจำต้องทรุดตัวลงนั่งในที่เดิมนับแต่เมื่อวานนี้เป็ต้นมาที่เธอเฝ้าครุ่นคิดถึงแต่เด็กหญิงผู้นี้ไม่ใคร่แน่ใจเหมือนกันว่าเด็กหญิงที่เธอพบนั้นตายแล้วหรือยัง
“เฮลโล จิลล์”เธอทักทายออกไป
“ช่วยเขาด้วย...ห้ามเขาที...”
” พ่อหนูน่ะเรอะ”
“ใช่ค่ะกรุณาช่วยเขาด้วย”
“บอกชื่อเขาหน่อยสิจิลล์”
“เทย์เลอร์ค่ะ”
“นามสกุลอะไร?”
“โฮลด์แมนค่ะ”
“เทย์เลอร์โฮลด์แมน...” มาริลีนทวนชื่อนั้น
“แม่พบเขาแล้ว...ช่วยเขาด้วย...ห้ามเขาด้วยนะคะ...”
พอเด็กหญิงพูดมาถึงตรงนี้ก็เหลียวหน้าเหลียวหลังราวกับกำลังมองไปทางใครคนหนึ่งที่มาริลีนมองไม่เห็นด้วยและแล้วก็เห็นสีหน้าของเด็กหญิงเปลี่ยนเป็หวาดกลัว
“จิลล์บอกฉันสิว่าเพราะอะไร ทำไมฉันต้องช่วยพ่อหนูด้วย?”
“เขากลัวมาก”
“กลัวอะไรล่ะจิลล์?”
เด็กหญิงเริ่มก้าวถอยหลังมาริลีนััความเย็นเยือกของสายลมที่พัดกระโชกเข้ามาถูกตัววูบหนึ่งจึงหันขวับไป
“เขากำลังจะฆ่า...จิลล์บอก
เมื่อมาริลีนหันกลับมานั้นร่างของจิลล์ได้หายไปแล้ว เืยังลามไหลลงมาตามต้นไม้หยดลงบนพื้นดินโคนต้นเธอรออยู่จนเมื่อหยดเืหายไปจึงได้ออกเดินจากตรงนั้น
ช่วยเขา...ห้ามเขา...เทย์เลอร์...โฮลด์แมน...
ช่วยเขาด้วยการห้ามเขาอย่างนั้นรึ...?จิลล์หมายความว่ายังไง...ทำไมเทย์เลอร์ถึงต้องกำลังฆ่า...
หรือว่า...เธอแปลความหมายในคำพูดของเด็กหญิงผิดไป...
มาริลีนรู้สึกหนาวเยือกเย็นขึ้นมาทั้งตัวแต่ไหนแต่ไรมาเธอไม่เคยกลัวคนตาย ถ้าจะว่าไปแล้ว พวกเขาเป็เพื่อนของเธอด้วยซ้ำแต่ครั้งนี้เป็ครั้งแรกที่ความกลัวที่ซ่อนลึกอยู่ในใจเริ่มปรากฏขึ้น
เธอเดินเข้าไปในตู้โทรศัพท์สาธารณะข้างอพาร์ตเม้นท์ที่พักหยิบสมุดโทรศัพท์ที่วางอยู่ในนั้นออกมาเปิด และพบว่ามีคนใช้นามสกุลโฮลด์แมนมากกว่า30 คน โดยเฉพาะในย่านนี้ และอีกหลายคนที่ชื่อเทย์เลอร์
มันทำให้เธอต้องปิดสมุดลงเดินใช้ความคิดกลับไปยังห้องพัก
เอาละ...ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นอย่างน้อยเธอก็รู้แล้วว่าเขาเป็ใคร
เทย์เลอร์โฮลด์แมน...
เธอเอ่ยชื่อนั้นออกมาดังๆตอนที่เดินขึ้นบันได มีความรู้สึกหนาวเย็นไปทั่วไขสันหลัง...