ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 189 เคลื่อนทัพ
กองกำลังที่ถูกเกณฑ์มาจากเมือง B-24 ถูกแบ่งออกไปสังกัดหน่วยต่างๆ โชคดีหน่อยที่สมาชิกตระกูลพีไรซ์ได้อยู่ด้วยกันเกือบทั้งหมดเนื่องจากพื้นฐานการฝึกฝนและเคล็ดวิชาที่เหมือนกัน การให้อยู่รวมในหน่วยเดียวกันน่าจะดึงประสิทธิภาพการรบออกมาได้มากที่สุด
ยกเว้นเพียงแต่คาลอสเท่านั้นที่แข็งแกร่งเกินไป คงจะน่าเสียดายหากไม่ใช้ศักยภาพของอเวกระดับแปดให้คุ้มค่าที่สุด ด้วยเหตุนี้คาลอสจึงถูกย้ายไปสังกัดหน่วยอื่นที่มีภารกิจเฉพาะตัว
นี่จึงทำให้ซากศพเดินได้อย่างหวงเลี่ยงเบาใจลงไปมาก การจัดแบ่งกำลังคนเป็นสองส่วนเช่นนี้ตัวมันก็พอรับไหว ดีกว่าการกระจายสมาชิกตระกูลพีไรซ์ออกไปอยู่หน่วยต่างๆ จนทำให้มันและสไปร์แอบแฝงเข้าไปดูแลได้ไม่ทั่วถึง
เป็นไปตามที่จินได้กำชับเอาไว้ สไปร์ถูกส่งให้ไปติดตามคาลอส ส่วนหวงเลี่ยงจะทำหน้าที่จับตาดูความเคลื่อนไหวของทั้งสี่คนอยู่ในเงามืด
สไปร์ที่ได้รับการสอนจากหวงเลี่ยงตลอดทางก็สามารถลอบเร้นซ่อนกายได้อย่างมิดชิดไร้ข้อบกพร่อง แถมความสามารถของมันยังเหนือล้ำไปยิ่งกว่าหวงเลี่ยงอีกหลายช่วงตัว การซ่อนเร้นของมันแทบจะกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมรอบตัวได้อย่างแนบเนียน
นี่เป็นทักษะที่แม้แต่หวงเลี่ยงก็ทำไม่ได้ บางที นี่คงจะเป็นความสามารถของซากศพร่างสูงก่อนจะตาย เนื่องจากมันเป็นตัวตนที่เหนือกว่าผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตระกูลหวงหลงอย่างหวงเลี่ยงไปมาก ไม่น่าแปลกใจเลยหากมันจะมีวิชาอันทรงพลังมากมายในกำมือ
การสั่งสอนของหวงเลี่ยงคงไปกระตุ้นทักษะบางอย่างของมันให้ตื่นขึ้น ทำให้ความสามารถด้านการลอบเร้นของซากศพร่างสูงเพิ่มขึ้นไปอีกระดับ ตอนนี้ต่อให้เป็นตัวตนระดับเดียวกับสไปร์มาเดินสวนใกล้ๆ บางทีพวกมันอาจจะยังไม่รู้สึกตัวเลยก็เป็นได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกอย่างก็เริ่มพลิกกลับ จากผู้สั่งสอนกลายเป็นผู้เรียนรู้ หวงเลี่ยงพยายามทุกวิถีทางให้สไปร์ถ่ายทอดวิชานี้ให้กับตนเอง แต่หนทางมันช่างยากเย็นเหลือเกิน
ไม่ใช่ว่าสไปร์นั้นไม่เต็มใจจะสอน แต่ด้วยตัวของมันในปัจจุบัน แค่จะสื่อสารออกไปยังเป็นเรื่องยาก อีกอย่างสิ่งนี้ก็เกิดขึ้นมาเองเหมือนเป็นทักษะติดตัวไปแล้ว และมันก็ไม่มีความทรงจำตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย ยากแก่การอธิบายโดยแท้จริง
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้หวงเลี่ยงละความพยายาม ตลอดทางมันพยายามขุดคุ้ยวิชานี้ออกมาอย่างเต็มที่ และพยายามเรียนรู้ทุกอย่างที่สหายร่างสูงพอจะสื่อสารออกมาได้
แม้สิ่งที่ได้มาจะไม่ได้มากนัก แต่อย่าได้ดูถูกไปเชียว มันช่วยยกระดับความสามารถด้านการลอบเร้นของหวงเลี่ยงได้พอสมควร ถึงกับสามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับของอีโวลได้เลยทีเดียวหากอีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจตรวจสอบ
แม้จะไม่ได้กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมเหมือนสไปร์ แต่หากไม่ได้อยู่ใกล้จนเกินไป ก็ยากที่จะสังเกตเห็นซากศพชุดทองซึ่งยืนหลบซ่อนอยู่
ดูเหมือนว่าในภารกิจครั้งนี้ ซากศพเดินได้ทั้งสองจะได้รับกำไรไปมากพอสมควร ความสามารถของทั้งคู่ล้วนยกระดับขึ้น อย่างน้อยก็ไม่ต้องคอยกังวลว่าจะถูกคนในกองทัพจับได้หรือไม่ ยามที่แอบติดตามสมาชิกตระกูลพีไรซ์อยู่ห่างๆ
หลังจากตกลงกันเรียบร้อย ซากศพร่างสูงก็แยกตัวออกไป ติดตามคาลอสไปยังพื้นที่ทางตอนเหนือของเมือง B-17 ส่วนหวงเลี่ยงคอยดูแลอีกสี่คนที่เหลืออยู่ทางตอนใต้
โชคดีที่คนจากตระกูลพีไรซ์ค่อนข้างแข็งแกร่ง จึงได้ประจำการอยู่ภายในเมือง คนบางกลุ่มที่อ่อนแอกว่าจำเป็นจะต้องออกไปกางกระโจมพักแรมอยู่ในพื้นที่รกร้าง ซึ่งแน่นอนว่าไม่สะดวกสบายเลยสักนิด แต่เพราะนี่คือสงคราม ไม่มีใครคาดหวังความสบายอยู่แล้ว จึงเป็นสิ่งที่พอรับได้
------------
หลังจากการรายงานตัว คาลอสก็ถูกส่งเข้ามาร่วมหน่วยพิเศษที่สมาชิกทุกคนล้วนเป็นอเวกระดับสูง และมีหัวหน้าหน่วยเป็นอีโวลระดับที่หนึ่ง ชื่อว่า'ไคโฮ' ความแข็งแกร่งของชายผู้นี้ไม่เลวเลย เหมาะสมแล้วที่ได้รับเลือกเป็นผู้นำของหน่วย
ตั้งแต่วันแรกที่คาลอสเข้าร่วม เบื้องบนก็มีคำสั่งลงมาให้หน่วยนี้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการฝึกซ้อม และแยกออกไปฝึกที่นอกเมือง
สำหรับคาลอส เรื่องนี้ก็นับเป็นเรื่องที่ดี อย่างน้อยเขาก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาฝึกฝนกับกองทัพส่วนกลางเหมือนคนอื่นๆ แต่จะได้รับการฝึกฝนในรูปแบบเฉพาะไปตั้งแต่แรกเลย นี่หมายความว่าทุกคนในหน่วยก็จะใหม่กับสิ่งนี้เช่นเดียวกัน
วันแรกในกองทัพของคาลอสจบไปเพียงเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรมาก นับว่าค่อนข้างสบาย เหมือนเป็นการพักผ่อนหลังจากเดินทางไกล
แต่นับจากวันนั้นเป็นต้นมา การฝึกซ้อมของหน่วยก็เปลี่ยนไป สมาชิกทุกคนต้องเดินทางออกจากเมือง B-17 ไปยังพื้นที่รกร้างด้านนอกห่างไกลผู้คนเพื่อฝึกซ้อมยุทธวิธีพิเศษ สิทธิพิเศษของอเวกระดับสูงที่สามารถพักผ่อนในเมืองได้มลายหายไปกับตา
ทุกคนต้องออกไปใช้ชีวิตด้านนอกราวกับอเวกระดับต่ำไม่เว้นแม้แต่ไคโฮหัวหน้าหน่วย แผนการซ้อมรบร่วมกันถูกส่งมาให้ไคโฮและรองหัวหน้าซึ่งเป็นอเวกระดับที่เก้าปฏิบัติตาม ซึ่งทั้งสองคนก็ออกแบบการฝึกตามแผนการรบอย่างเคร่งครัด และจะมีคนจากรัฐบาลกลางมาตรวจสอบการพัฒนาทุกๆ สามวัน
...
วันเวลาผ่านพ้นไปนานกว่าครึ่งเดือน ตอนนี้ทุกคนในหน่วยฝึกซ้อมกันอย่างหนัก และเริ่มต่อสู้ร่วมกันได้อย่างลงตัวมากขึ้น แทบไม่มีการเคลื่อนไหวใดที่ไปขัดแข้งขัดขากันเอง
ความสัมพันธ์กับคนในหน่วยเองก็ค่อนข้างดี เพราะอัจฉริยะอายุน้อยเช่นคาลอสไม่ได้มีให้เห็นมากนัก ทุกคนจึงหวังประโยชน์จากการได้สนิทชิดเชื้อกับบุคคลเช่นนี้ คาลอสเองก็สนิทสนมกับพวกเขาแค่เพียงผิวเผินเท่านั้น ไม่ได้ให้ค่าแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธไมตรี
จะมีก็เพียงแต่วาเปียวซึ่งรู้จักกันตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาในหน่วยเท่านั้นที่สนิทสนมเป็นพิเศษ เพราะอีกฝ่ายค่อนข้างจริงใจกับตน อย่างน้อยๆ ก็ช่วยแนะนำหลายๆ สิ่งให้ตั้งแต่วันแรก
นอกเหนือจากการฝึกซ้อมร่วมกับคนภายในหน่วย คาลอสก็ฝึกฝนพลังเพิ่มเติมไปด้วยเพราะรู้สึกได้ถึงความเร็วในการฝึกฝนที่มากกว่าปกติ นี่จะต้องเป็นฝีมือของบรรพบุรุษแน่ หากเขาไม่ตักตวงโอกาสนี้ไว้สักหน่อยมันคงจะน่าเสียดาย
เมื่อเป็นเช่นนั้น นอกจากความเข้าขากันของคนในหน่วย ระดับพลังของคาลอสก็ยังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้กลายเป็นอเวกระดับแปดขั้นสูงสุดแล้ว อีกเพียงนิดเดียวก็จะยกระดับไปเป็นอเวกระดับเก้า
แต่ก่อนที่คาลอสจะข้ามผ่านไปได้ ก็เกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน......
วันนี้มีการฝึกซ้อมเช่นเดียวกับทุกวัน แต่มีจดหมายด่วนส่งมาจากแนวหน้าที่ตรึงกำลังไว้ที่ตะเข็บรอยต่อระหว่างเขต ดูเหมือนฝ่ายศัตรูจะมีการเคลื่อนไหวบางอย่าง กองทัพใหญ่ของพวกมันเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เทือกเขารอยต่อมากขึ้น
ข่าวนี้ทำให้กองทัพผสมของเขต B ตื่นตัว และเริ่มเตรียมพร้อมเพื่อรับมือเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้น แม่ทัพใหญ่ที่ถูกส่งตัวมาจากรัฐบาลกลางเขต B ก็สั่งให้เตรียมเคลื่อนพลทั้งหมดรอบเมือง B-17 ไปประชิดเทือกเขาที่กั้นขวางระหว่างเขตภายในวันมะรืน
ทว่าสำหรับหน่วยของคาลอส... พวกเขาต้องเตรียมตัวเดินทางภายในวันนี้เลย เพราะภารกิจของหน่วยนั้นค่อนข้างสำคัญ มันอาจช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับกระแสการรบได้เลย
หน่วยที่คาลอสสังกัดนับเป็นหน่วยลับซึ่งตั้งขึ้นเพื่อบุกทะลวงไปยังส่วนหลังของกองทัพศัตรู หากส่วนหลังของกองทัพซึ่งเป็นฝ่ายบัญชาการมีปัญหา กองทัพของฝ่ายศัตรูทั้งหมดก็ย่อมได้รับผลกระทบ นั่นจะทำให้ทัพหลักของเขต B ทำงานได้ง่ายขึ้นมาก
แต่ภารกิจนี้ถือว่าเสี่ยงตายเป็นอย่างมาก ต้องทราบก่อนว่าส่วนหลังของกองทัพนั้นเป็นเหมือนแหล่งรวมตัวตนระดับสูงที่มีอำนาจในการสั่งการกองทัพ เผลอๆ จะมีตัวตนระดับอีโวลมากกว่าหนึ่งคนด้วยซ้ำ ฉะนั้นหากก้าวพลาดเพียงนิดเดียว หน่วยทั้งหน่วยอาจจะถูกทำลายได้ภายในพริบตา นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคนภายในหน่วยนี้จึงคัดมาแต่หัวกะทิที่แข็งแกร่ง
แน่นอนว่าหน่วยลับที่ทำหน้าที่ประเภทนี้ไม่ได้มีแค่หน่วยเดียว หากมีหน่วยไหนพลาด ก็ยังมีหน่วยอื่นๆ พร้อมที่จะสร้างความวุ่นวายให้กับกองทัพส่วนหลังของศัตรูอยู่อีก
ไคโฮประกาศให้ทุกคนเก็บข้าวของสัมภาระเพื่อเตรียมตัวเดินทางในตอนเย็น พวกเขาจะต้องไปเตรียมพร้อมที่แนวหน้าของกองทัพก่อนที่ทัพหลักจะมา ภารกิจของหน่วยจำเป็นต้องเดินนำหน้าผู้อื่นหนึ่งก้าวเสมอ ไม่เช่นนั้นจะไม่อาจช่วงชิงจังหวะสำคัญในการเข้าไปปั่นป่วนกองทัพของศัตรูได้
พวกเขาไม่จำเป็นต้องสังหารตัวตนระดับบัญชาการของอีกฝ่าย เพียงแต่จะต้องรับมือไม่ให้พวกมันควบคุมกองทัพได้สะดวก จากนั้นกองทัพหลักของเขต B จะตามมาบุกถล่มพวกมันจนราบ...
แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงฉากในอุดมคติ แต่พวกเขาจะทำอะไรได้? แม้แต่อีโวลระดับหนึ่งซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยยังต้องปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลกลางเลย ไม่ต้องพูดถึงทหารเกณฑ์ตัวเล็กๆ อย่างพวกเขา ทั้งหมดที่ต้องคิดคือทำอย่างไรจึงจะปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จเท่านั้น
“พวกเราจะเดินทางอ้อมไป เราจะไม่ไปรวมกับกองทัพหลักที่อยู่แนวหน้า และเราจะไม่เดินทางผ่านช่องแคบเล็กๆ นั่นเด็ดขาดเพราะมันจะเตะตาศัตรูจนเกินไป” ไคโฮประกาศแผนต่อหน้าสมาชิกภายในกลุ่มที่จัดเก็บสัมภาระเรียบร้อย พร้อมต่อการออกเดินทาง
การเดินทางครั้งนี้พวกเขาจะเดินเท้าไป และไปกันอย่างเงียบเชียบ เพราะฉะนั้นสัมภาระที่พกมาจึงแทบจะนับชิ้นได้เลยเพื่อความคล่องตัว
“ครั้งนี้อาจจะต้องเหนื่อยกันหน่อย พวกเราจะต้องปีนข้ามเทือกเขาที่กั้นขวางนั่นไป แต่ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าได้เลือกจุดที่เตี้ยและเดินทางได้ง่ายที่สุดมาให้แล้ว แม้แต่อเวกระดับเจ็ดก็คงไม่มีปัญหา” คำกล่าวนี้ทำให้เหล่าทหารในหน่วยทั้งหมดต่างหันหน้ามองกัน
เทือกเขาที่กั้นขวางระหว่างเขต B และเขต C ไม่ใช่เตี้ยๆ อย่างน้อยอเวกระดับต่ำก็ไม่มีทางที่จะปีนข้ามผ่านไปได้โดยปลอดภัย และอเวกระดับสูงก็ยังลำบากไม่น้อย ไหนตอนนี้ยังเป็นช่วงสงครามอีก การระแวดระวังจำเป็นต้องมีมากขึ้นอีกหลายเท่า
“ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว มันไม่มีแผนการอื่นที่ดีกว่านี้! หรือว่าพวกเจ้าต้องการจะเดินเข้าไปประจันหน้ากองทัพของศัตรูตรงๆ เล่า?” ไคโฮพูดตัดบทก่อนจะให้ทุกคนเตรียมตัวออกเดินทาง
ทั้งหน่วยใช้เวลาทั้งคืนเดินทางอ้อมมาถึงส่วนที่ไม่มีกองทัพหลักตั้งค่ายอยู่ กว่าจะมาถึงบริเวณตีนเขา พระอาทิตย์ก็ลอยขึ้นมาจากขอบฟ้าแล้ว
นี่หากเป็นคนธรรมดาอาจจะต้องใช้เวลาเป็นวันในการเดินทาง แต่หน่วยทหารเหล่านี้มีแต่บุคคลที่แข็งแกร่ง การเดินเท้ามาที่นี่ภายในหนึ่งคืนจึงไม่ใช่ปัญหา ทุกคนไม่ได้ใช้กำลังเต็มที่ด้วยซ้ำเพราะไคโฮต้องการให้ทุกคนประหยัดแรงเอาไว้เผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
หลังจากหยุดพักครู่ใหญ่ หัวหน้าหน่วยอย่างไคโฮก็นำสมาชิกทุกคนเดินทางขึ้นเทือกเขาสูงแห่งนี้ทันที จุดมุ่งหมายของพวกเขาคือการไปตั้งกระโจมอยู่ที่ด้านบนให้ได้ภายในวันนี้