“แม่นาง แม่นาง!” ไป๋หยุนเฟยร้องขึ้นอย่างวิตกก่อนจะเข้าไปพยุงร่างอรชรโดยไวเมื่อผิวกายของไป๋หยุนเฟยััผิวเนียนของสตรีชุดแดงร่างงามระหงส์สะท้านขึ้นคราหนึ่งอย่างใแต่ด้วยพิษร้ายในร่างเกิดกำเริบทำให้ยามนี้เรี่ยวแรงของนางล้วนมลายหายไปสิ้น แม้กระทั่งเรี่ยวแรงที่จะเอ่ยคำพูดก็หายสาบสูญเมื่อถูกััอย่างใกล้ชิดโดยบุรุษหนุ่มร่างงามระหงส์สั่นสะท้านคราหนึ่งอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจั์ตางามภายใต้ผ้าแพรทอประกายหม่นหมอง
ั้แ่เกิดมาไป๋หยุนเฟยอาศัยอยู่ในขุนเขาสี่ฤดูกับปู่เพียงสองคนตามลำพังในชีวิตของชายหนุ่มล้วนไม่เคยพบเจออิสสตรีแม้เพียงสักครั้ง! ถ้าเปรียบเทียบสัญชาติญาณระวังภัยของบุรุษและสตรี...ภูมิคุ้มกันของชายหนุ่มกับเพศตรงข้ามนับว่าย่ำแย่ยิ่ง!
ทว่ายามนี้ มันถึงกับแตะเนื้อต้องตัวอีกฝ่ายโดยไม่ได้ตั้งใจและทันทีที่มือของชายหนุ่มััโดนเนื้อตัวอันอ่อนนุ่มระทวยของหญิงสาวชายหนุ่มััได้ถึงความเ็าและนุ่มนิ่มมิอาจหยั่งในเวลาเดียวกันความรู้สึกที่ััคล้ายหยกพิสุทธิ์ไร้ตำหนิเย็นะเืกลิ่นกายหอมกรุ่นล่องลอยเข้าสู่โสตประสาทรับรู้ของไป๋หยุนเฟยจนหัวสมองล่องลอยด้วยความเคลิบเคลิ้มหลงใหล
ขั่ววินาทีนี้เืภายในกายไป๋หยุนเฟยร้อนลวกจากการสูบฉีดนับครั้งไม่ถ้วนเนื้อตัวของชายหนุ่มร้อนรุ่มอย่างมิเคยเป็มาก่อนด้วยประสาทััที่อยู่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปจมูกของชายหนุ่มย่อมดีเลิศไป๋หยุนเฟยสูดดมกลิ่นหอมอย่างไม่สนใจสิ่งใดพร้อมปลดปล่อยลมหายใจอันหนักหน่วงรุนแรงประดุจโรคจิตซึ่งการกระทำโดยไม่ได้ตั้งใจของชายหนุ่มส่งผลให้สตรีชุดแดงเกิดความรู้สึกขยะแขยงรังเกียจขึ้นมาทันทีก่อนจะฝืนปลดปล่อยรังสีอำมหิตออกมา
เมื่อตระหนักได้ว่าแสดงพฤติกรรมเผอเรอออกไป ไป๋หยุนเฟยดึงสัญชาตญาณดิบกลับมาก่อนจะแสดงสีหน้ากระดากอาย ภายในใจบังเกิดความละอายใจอย่างท่วมท้น
หลังจากแสดงท่าทีแก้เก้อด้วยการเกาหัวสองสามที ไป๋หยุนเฟยกระแอมเล็กน้อยก่อนจะแสดงสีหน้าให้ปกติเรียบเฉยอย่างที่สุดชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เอ่อ...แม่นาง ข้าขอโทษที่เสียมารยาทแต่ข้าขอสารภาพตามตรง ั้แ่ข้ายังเล็กชั่วชีวิตของข้าไม่เคยพบเจอสตรีเลยแม้เพียงสักครั้งการััตัวท่านครั้งนี้สมควรเป็ครั้งแรกในชีวิตข้าที่ได้ััอิสตรีท่านอย่าได้จงเกียจจงชังเด็กน้อยไร้เดียงสาเช่นข้าเลยอันที่จริงท่านสมควรดีใจถึงจะถูก…อ่า”
เมื่อััได้ถึงรังสีสังหารจากตัวสตรีชุดแดงใบหน้าไป๋หยุนเฟยซีดเผือดลงทันตา ในชั่ววินาทีนี้ชายหนุ่มมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าหากหญิงสาวอยู่ในสภาวะปกติไร้ซึ่งการถูกพิษด้วยการกระทำอันหน้าด้านของตนเองเมื่อสักครู่ชายหนุ่มสมควรตกตายภายใต้เอื้อมมือนางไม่น้อยกว่าพันครั้งเป็แน่ ทว่าในเมื่อฟ้าลิขิตให้ลงเอยและร่วมชะตากรรมเดียวกัน? ภายใต้สถานการณ์อันเอื้ออำนวยเช่นนี้ชายหนุ่มจะยอมปล่อยโอกาสพันปีจะมีสักหนให้หลุดลอยไปได้อย่างไร...
ด้วยความรู้ในศาสตร์แห่งการแพทย์ที่ถูกไป๋เทียนอวิ๋นเกรี้ยวเข็ญอย่างหนักหน่วงมาตลอดสิบกว่าปีต่อให้ชายหนุ่มััหญิงสาวเป็หนที่สองหรือหนที่สามในวินาทีนี้จิตใจไป๋หยุนเฟยล้วนไม่สนใจอีกต่อไป!ด้วยพิษร้ายที่กำเริบอยู่ในขณะนี้...ถึงแม้หลังจากนี้ชายหนุ่มจะถูกนางสับเป็หมื่นหมื่นชิ้นแต่ด้วยเพลิงไฟในจิตใจที่ถูกจุดปะทุลุกโชน...ไม่ว่าจะเผชิญกำแพงน้ำแข็งหมื่นปีหรือการลงทัณฑ์ของ์!ไมว่าอย่างไรชายหนุ่มจะต้องรักษานางให้จงได้!
“แม่นาง ปล่อยตัวตามสบายให้ข้าได้ตรวจดูอาการของท่าน!” ไป๋หยุนเฟยเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าขึงขังจริงจังทว่านอกจากลมหายใจเหนื่อยอ่อนที่สตรีชุดแดงหายใจออกมาสิ่งตอบแทนที่ชายหนุ่มได้รับกลับมีเพียงกระแสพลังสังหารเย็นเยียบเท่านั้น
ไป๋หยุนเฟยไม่สนใจพลังคุกคามที่หญิงสาวปล่อยออกมาขวางกั้นขับไล่อีกต่อไปก่อนจะยื่นมือออกไปคว้ามือขาวผ่องของหญิงสาวอย่างอ่อนโยนชายแขนเสื้อสีแดงเพลิงถูกไป๋หยุนเฟยเลิกขึ้นเล็กน้อยเผยให้เห็นข้อแขนเรียวขาวกระจ่างผิวของนางเรียบเนียนส่องสง่าดุจเงาจันทร์
ไป๋หยุนเฟยสลัดความคิดฟุ้งฟ่านทิ้งก่อนจะััไปยังจุดชีพจรของนางอย่างถือวิสาสะด้วยความนุ่มนวล
ผ่านไปเพียงครึ่งก้านธูปสีหน้าไป๋หยุนเฟยยิ่งมายิ่งขมวดนิ่วชายหนุ่มยังคงกอบกุมข้อแขนเล็กอย่างทะลุถนอมก่อนที่ั์ตาแดงของไป๋หยุนเฟยจะจับจ้องไปทางหญิสาวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “พิษกัดกร่อนิญญา!...ใช่พิษที่แม่นางประสบอยู่ใช่หรือไม่?!”
สิ้นสุดคำกล่าวของชายหนุ่ม ร่างสตรีชุดแดงสั่นสะท้านคราหนึ่งอย่างใม่านตางดงามที่พร่ามัวเบิกโพรงอย่างตกตะลึงก่อนจะเปล่งเสียงแหบพร่าที่ไม่ควรจะเอ่ยออกมาได้ด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“จ-เ้า…รู้!”
เห็นเช่นนั้น ไป๋หยุนเฟยยักยิ้มที่มุมปากก่อนจะกล่าวอย่างอวดดี “แม่นางใช่ท่านกำลังดูถูกข้าหรือไม่? ถึงแม้ข้าจะบ่มเพาะพลังิญญาไม่ได้แต่วิชาการแพทย์ของข้าไม่ได้ด้อยเหมือนพลังิญญาหรอกนะ ‘พิษกัดกร่อนิญญา’ นับว่าเป็พิษที่ร้ายกาจสำหรับผู้ฝึกพลังิญญาตามชื่อของมัน…เมื่อใดก็ตามที่มีคนต้องพิษชนิดนี้พิษร้ายจะค่อยค่อยกัดกร่อนพลังิญญาของคนที่ผู้นั้นทีละนิดจนกระทั่งเหือดแห้งและพิการในท้ายที่สุด! ข้ากล่าวถูกหรือไม่?’’ ไป๋หยุนเฟยเว้น่เล็กน้อย “พิษชนิดนี้ถึงแม้จะไม่ใช่ปัญหากับคนธรรมดา แต่กับผู้บ่มเพาะพลังิญญานั้นมันกลับเป็พิษอันร้ายกาจอย่างแท้จริง!ซึ่งวิธีขจัดพิษชนิดนี้มีหลากหลายวิธีแม้กระทั่งโอสถที่ใช้รักษาพิษชนิดนี้ก็ไม่สมควรเสาะหายากจนเกินไปแต่ด้วยความร้ายกาจของมัน…เอิ่ม ถ้าข้าจำไม่ผิดถ้าใครก็ตามที่ถูกพิษชนิดนี้ ยิ่งคนผู้นั้นมีพรมแดนิญญาสูงเท่าใดพิษก็จะยิ่งรุกลามรวดเร็วมากเท่านั้น?!”
สิ้นสุดวาจา จิตใจสตรีชุดแดงเริ่มหวั่นไหวเนื่องจากมันป็นอย่างที่ชายหนุ่มแปลกหน้ากล่าวมาข้างต้นทั้งหมดทุกประการพิษชนิดนี้รุกลามรวดเร็วประดุจไฟลามทุ่งการที่นางโดนพิษชนิดนี้สืบเนื่องมาจากแผนร้ายขององค์รัชทายาททว่าด้วยอยู่ในผืนขุนเขาที่ลึกลับซับซ้อนห่างไกลจากชุมชนการจะออกจากหุบเขาเพื่อไปเสาะหายาแก้พิษล้วนยากลำบากแสนเข็ญไหนจะต้องเผชิญการไล่ล่าขององค์รัชทายาทอีกด้วยปัจจัยเหล่านี้การที่หญิงสาวติดพิษร้ายในสถานที่เช่นนี้นับว่าเลวร้ายแก่ตัวนางอย่างถึงที่สุด
ยามชายหนุ่มเอ่ยจบ สายตาไป๋หยุนเฟยจ้องเขม็งไปทางเนื้อผ้าสีแดงสดบริเวณ่ต้นแขนขวาของหญิงสาวเล็กน้อยรอบคราบโลหิตแห้งกรังเปลอะเปื้อนอาภรณ์ของนางยังสามารถมองเห็นได้อย่างเลือนลางบริเวณ่แขนที่มีคราบโลหิตแห้งกรังอยู่ สามารถมองเห็นต้นแขนของนางบวมเปล่งจากการติดพิษด้วยการมองด้วยสายตาเพียงครั้งเดียวไป๋หยุนเฟยแน่ใจในทันทีว่าาแบริเวณตรงนั้นคือาแจากการติดพิษของนางอย่างแน่นอน!
ไป๋หยุนเฟยหันใบหน้าอันกระอักกระอ่วนไปทางอื่นหลังจากลังเลอยู่นาน ชายหนุ่มตัดสินใจพูดในที่สุด
“แม่นาง...เอ่อ...ถึงแม้ว่าจะไม่มีโอสถขจัดพิษแต่ยังมีอีกหนทางหนึ่งอ่า...ท่านจะยินดีให้ข้ารักษาด้วยวิธีนี้หรือไม่?”
คิ้วโก่งดุจจันทร์เสี้ยวภายใต้ผ้าแพรแดงขมวดนิ่วจิตใจของนางคล้ายรับรู้ถึงสิ่งปกติแต่ก็ไม่อาจบอกได้ว่าคือสิ่งใดทว่าภายในใจของนางยามนี้ล้วน้าคำตอบในวิธีรักษาที่ชายหนุ่มได้เอ่ยก่อนหน้าอย่างใจจดใจจ่อ
ไป๋หยุนเฟยกระแอมไออีกคราก่อนจะกล้ำกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ กล่าวด้วยน้ำเสียงกะตุกกะตัก
“อย่างที่ข้าบอก…วิธีรักษานั้นมีหลายวิธี…เอ่อ แต่ว่าตอนนี้นับว่า์เมตตาท่านแล้วที่พบเจอข้า อ่า…ถ้าท่านไม่ยอมรับขั้นตอนนี้…พิษในตัวท่านย่อมรุกลามไปทั่ว…และ ผลสุดท้าย ท่านต้องพิการเป็แน่!” เห็นคำพูดอ้ำอึงกอปรกับใบหน้ากระอักกระอ่วนของชายหนุ่มจิตใจของหญิงสาวยามนี้ทั้งหงุดหงิดและดีใจในเวลาเดียวกันจะอย่างไรชายหนุ่มเบื้องหน้าบอกว่ามีวิธีขจัดพิษให้แก่นางซึ่งเื่ราวอันดีเช่นนี้จะไม่ให้นางดีใจได้อย่างไรถึงจะเป็เช่นนั้นความรู้สึกอัปมงคลชนิดหนึ่งก็เกิดขึ้นในใจนางเมื่อเห็นท่าทางอ้ำอึ้งคล้ายมีพิรุจของชายหนุ่มเป็เวลานาน
“พูด!” น้ำเสียงแ่เบาของนางฝืนเค้นออกมาแ่เบาด้วยความ้ารับรู้คำตอบ
“อ่ะ! ใช่แล้วใช่แล้ว มีเพียงวิธีนี้ทางเดียวเท่านั้น!” ไป๋หยุนเฟยกล่าวอย่างสะดุ้งใก่อนจะกล่าวต่อ “อย่างที่ข้ากล่าวออกไปก่อนหน้านี้?แม่นางต้องทราบว่าข้านั้นไม่มีพลังิญญาและเป็เพียงคนธรรมดาผู้หนึ่ง?”
“ถ้าพิษชนิดนี้เข้าสู่ภายในร่างกายผู้ฝึกพลังิญญาไม่ว่าจะทางไหนก็ตามคนผู้นั้นจะติดพิษทันที” ไป๋หยุนเฟยเว้นระยะ “แต่กับข้านั้นต่างออกไป! ถ้าพิษเข้าสู่ร่างกายข้าล้วนไม่เป็ผลเพราะข้าไม่มีพลังิญญา?!”
กล่าวถึงตรงนี้ไป๋หยุนเฟยแสร้งปั้นสีหน้ายับยู่ยี่แต่ในจิตใจชายหนุ่มเริงร่ายิ่งเมื่อตัดสินใจได้แล้ว ไป๋หยุนเฟยฝืนวิสาสะจ้องมองไปยังใบหน้าภายใต้ผ้าแพรผืนบางอย่างแน่วแน่จากนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน
“ให้ข้าได้ดูดพิษออกจากกายท่านเถิด! นั่นคือวิธีรักษาเพียงหนึ่งเดียวของข้า!?”
“*&%$#(” สตรีชุดแดง
สิ้นสุดคำกล่าวอันองอาจของไป๋หยุนเฟย จิตสังหารเข้มข้นทวีความรุนแรงออกมาจากหญิงสาวอย่างบ้าคลั่งทำให้ชายหนุ่มผละถอยไปด้วยกระดูกสันหลังหนาวสั่น
จะอย่างไรมันก็เอ่ยวิธีรักษาให้นางได้ฟังหมดแล้ว? และวิธีที่ชายหนุ่มกล่าวออกไปย่อมเป็การรักษาแค่ขั้นตอน ‘เบื้องต้น’ เท่านั้น!
จะอย่างไรนางก็ไม่อาจจะขยับตัวได้ซึ่งแน่นอนนางไม่อาจหลีกหนีชะตากรรมนี้พ้น ถ้ามัวแต่ชักช้าไม่รีบดูดพิษที่เข้มข้นให้เจือจางออกให้เร็วที่สุดพิษในร่างกายของนางอาจรุกลามและทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น! และถ้าเป็เช่นนั้นการรักษาและขจัดพิษให้สลายออกจากตัวหญิงสาวยิ่งยากลำบากขึ้นไปอีก
...ในฐานะผู้มีจิติญญาแพทย์อันซื่อสัตย์? การช่วยชีวิตคนย่อมสำคัญกว่าแม้ว่าชะตากรรมหลังจากนั้นจะเจอเื่ราวโหดร้ายเพียงใดก็ตาม!
โดยไม่้าความเห็นของอีกฝ่ายไป๋หยุนเฟยเลิกแขนเสื้อข้างขวาของสตรีชุดแดงขึ้นอย่างเนิบช้าเผยให้เห็นแขนเรียวเล็กประดุจกิ่งหยก ผิวขาวนวลละเอียดราวผืนหิมะขาวผุดผ่องชายหนุ่มขยับเลิกแขนเสื้อสีแดงเพลิงของนางขึ้นทีละน้อยจนกระทั่งถึง่แขนที่มีคราบโลหิตแห้งกรังทุกการกระทำของชายหนุ่มส่งผลให้ร่างการอรชรของหญิงสาวสั่นระริกด้วยความคับแค้นใจจนขีดสุด
เห็นาแสีม่วงคล้ำตัดกับผิวขาวผ่องอย่างชัดเจน สายตาไป๋หยุนเฟยทอประกายแรงกล้า! นี่ย่อมคือาแที่ติดพิษซึ่งชายหนุ่มกำลังจะทำการรักษาอย่างแน่นอน… ด้วยเพลิงไฟที่ถูกจุดปะทุในจิตใจอันลุกโชน ไม่!...สมควรเรียกว่า ด้วยจิติญญาแห่งแพทย์อันเปี่ยมล้นที่ลุกโชนจุดสีม่วงคล้ำที่อาบย้อมไปด้วยพิษร้ายเบื้องหน้า...คือเป้าหมายที่ชายหนุ่มกำลังจะทำการรักษา!
ไป๋หยุนเฟยขยับใบหน้าอันเต็มไปด้วยแรงปรารถนาลงไปอย่างเชื่องช้าสายตาหม่นหมองใต้ม่านคุมจ้องมองการกระทำของชายหนุ่มอย่างโกรธแค้นด้วยระยะห่างจากใบหน้าไป๋หยุนเฟยกับาแเพียงแค่เอื้อมแต่ด้วยการจ้องมองของหญิงสาวความรู้สึกที่นางได้รับคล้ายยาวนานนานนับปี
ริมฝีปากไป๋หยุนเฟยใกล้ขึ้น...ใกล้ขึ้น...
จวบจนกระทั่งวาระสุดท้ายก็มาถึงภาพที่นางไม่้าพบเจออย่างที่สุดในชีวิตก็ได้บทสรุปเมื่อริมฝีปากชายหนุ่มนิรนามบรรลุถึงาแของหญิงสาวอย่างอ่อนโยน…
กึก!
“อึ่ก...อ่าห์” เมื่อริมฝีปากเริ่มทำการบรรจงดูดพิษออกจากาแร่างอรชรสั่นสะท้านรุนแรงคราหนึ่งก่อนจะร้องเสียงครวญครางออกมาแ่เบาน้ำเสียงของนางที่หลุดลอยออกมาราวเสียงลูกแมวน้อยที่รับาเ็
เหมือนได้รับความขับข้องใจถึงขีดสุดหลังจากเสียงน่ารักรัญจวนหลุดลอยออกมา ร่างกายผอมบางกระตุกเกร็งเล็กน้อยก่อนที่นางจะสิ้นสติไป
สำหรับจิตใจของหญิงสาวนางล้วนเว้นระยะห่างจากบุรุษไว้ไกลห่างราวคนละโลกบุรุษทุกคนที่อยู่ในความคิดของนางล้วนแปรเปลี่ยนเป็ตัวเลวร้ายทั้งสิ้นด้วยเหตุนี้ั้แ่เล็กจนโตนางเสาะแสวงหาแต่ความแข็งแกร่งเพื่อข่มเหงไม่ให้ผู้คนที่อ่อนด้อยกว่าเข้าใกล้ทว่ายามนี้ตัวตนของนางอ่อนแออย่างถึงที่สุดด้วยสภาวะร่างกายที่ย่ำแย่รวมกับจิตใจที่เหนื่อยล้าแสนสาหัสและเมื่อถูกไป๋หยุนเฟยกระทำพฤติกรรมอันเลวทรามใส่หน้าตาเฉยโดยตัวนางไม่อาจขัดขืนดิ้นรนจิตใจอันเปราะบางของนางล้วนไม่ยินยอมอย่างถึงที่สุดด้วยแรงขับเคลื่อนในจิตใจถึงทางตัน จึงทำให้หญิงสาวสิ้นสติทันที
ตลอด่การขับพิษไป๋หยุนเฟยยังคงบรรจงดูดพิษออกจากร่างสตรีชุดแดงอย่างจริงจังบนใบหน้าชายหนุ่มปรากฏหยาดเหงื่อพรั่งพรูมากมาย ด้านข้างร่างงามระหงส์มีแอ่งเืสีดำสนิทขนาดย่อมที่ถูกขับออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าโลหิตสีดำผสมจนเจือไปด้วยพิษร้ายถูกอุณหภูมิหนาวเย็นของหุบเขาแช่แข็งราวก้อนผนึกก้อนหนึ่ง
ระยะเวลาผ่านไปครึ่งชั่วยามเสียงด่าทอของหยางเสี้ยนยังคงดังออกมาเป็ครั้งคราวชายฉกรรจ์ยังคงลงมือทุบตีโล่มนตราอย่างบ้าคลั่ง นอกจากแรงสั่นะเืเล็กน้อยโล่มนตรายังคงเปล่งแสงเฉิดฉันท้าทายกับความบ้าคลั่งของหยางเสี้ยนตลอดเวลาและเื้ัของหยางเสี้ยนนั้นองค์รัชทายาทมองดูการกระทำของไป๋หยุนเฟยต่อสตรีที่มันปราถนาอย่างเครียดแค้นใบหน้าหล่อเหลาดำมืดจนน่ากลัว กระทั่งยังยับย่นยิ่งกว่าเศษกระดาษเสียอีก
ตอนนี้ไป๋หยุนเฟยได้ทำการดูดพิษในร่างสตรีชุดแดงออกไปถึงเจ็ดในสิบส่วนแล้ว เหลือเพียงอีกสามส่วนล้วนเป็พิษตกค้างที่หลงเหลืออยู่ตามส่วนต่างต่างของไขกระดูกภายในร่างกายหญิงสาวเพียงเท่านั้นซึ่งการรักษาในขั้นตอนสุดท้าย ไป๋หยุนเฟยต้องพาร่างอันไร้สติของหญิงสาวขึ้นไปบนหุบเขาอันเป็ที่พักอาศัยของตนเพื่อทำการรักษา
ก่อนที่ไป๋หยุนเฟยจะพาร่างหมดสติของสตรีชุดแดงเข้าไปยังอุโมงค์เสียงด่าทออย่างเกรี้ยวกราดของหยางเสี้ยนคำรามลั่น “ไอ้ลิงป่าอวดดีอย่าคิดว่าข้าหยางเสี้ยนผู้นี้จะไม่รู้ โล่มนตราของเ้าเพียงคุ้มกะลาหัวเ้าได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้น! เมื่อไรก็ตามที่มันเสื่อมอานุภาพลงข้าจะตามไปทุบตีขยี้เ้าไม่ให้เหลือชิ้นดีถ้าเ้าส่งมอบสตรีนางนั้นมาให้แก่ข้าแต่โดยดีข้าหยางเสี้ยนผู้นี้จะไว้ชีวิตลิงป่าเช่นเ้า และจะปล่อยคืนสู่ป่าอย่างปลอดภัยข้าสัญญา!”
ตลอดการรักษาไม่รู้ว่าไป๋หยุนเฟยได้ยินคำด่าทำนองนี้ไม่รู้กี่ร้อยครั้งแล้วชายหนุ่มไม่นำข้อเสนอบ้าบอมาคิดใส่ใจ...จะอย่างไรก็ดีมีแต่ตัวโง่งมเท่านั้นที่จะเชื่อคำกล่าวไร้สาระเช่นนี้และปักใจเชื่อ
คำก่นด่าของหยางเสี้ยนที่ด่าทอไป๋หยุนเฟยว่าลิงป่านับครั้งไม่ถ้วนย่อมทำให้ภายในใจของชายหนุ่มล้วนตะคิดตะควงไม่พอใจก่อนจากไปถ้ามันไม่ได้ด่าทอกลับสักเล็กน้อยคงข่มตานอนไม่หลับสักหลายคืนเป็แน่
ไป๋หยุนเฟยสูดหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะกู่ร้องดังลั่น
“ลิงป่าบ้านเ้าสิไอ้โล้นเอ้ย! พล่ามจบหรือยังเ้าโคแก่ ถ้าพล่ามจบเมื่อไหร่ก็รีบกลับเข้าป่าไปหาเล็มหญ้ากินซะละบ่นอยู่นั่นเหละ น่ารำคาญ! จะทำอะไรหัดเกรงใจโคแก่ที่ลอยอยู่บนหัวบ้างสิลุง! ฮ่าฮ่าฮ่า” ด้วยแรงะโทั้งหมดของชายหนุ่มกอปอกับอยู่ในพื้นที่คับแคบคำที่กล่าวออกไปล้วนก้องกังวานไปไกล ใบหน้าพวกทหารชุดทองแต่ละคนตื่นตะลึงลานอย่างไม่เชื่อหูแม้กระทั่งองค์รัชทายาทยังแทบไม่เชื่อในสิ่งที่มันได้ยินจากใบหน้ากระตุกไปมาหลายคราแต่สุดท้ายเมื่อนึกถึงคำพูดของไป๋หยุนเฟยเกี่ยวกับโคแก่ที่ลอยอยู่บนหัวแม้กระทั่งองค์รัชทายาทเองยังเกือบส่งเสียงหัวร่อออกมา
ตัวตนของหยางเสี้ยนในพระราชวังถึงจะเป็เพียงองค์รักษ์ที่ติดตามองค์รัชทายาทสำหรับตัวตนในวังนับว่าสูงส่งอยู่บ้างแต่ด้วยตำแหน่งของมันไม่ว่าจะก้าวเดินไปทางใดผู้ที่ต่ำต้อยกว่ามันยังต้องก้มหัวอย่างเกรงกลัวแล้วสถานการณ์ที่มันพบเจอเวลานี้คือเื่ราวอันใดมันกลับถูกชายหนุ่มรุ่นลูกผู้หนึ่งซึ่งเป็เพียงคนธรรมดาไร้ซึ่งพลังิญญาคนหนึ่งด่าทอต่อหน้าต่อตาและที่สำคัญ มันไม่อาจทำอันใดกับอีกฝ่ายได้…นี่นับเป็ความอัปยศในชีวิตมันอย่างแท้จริง
ใบหน้าดุดันด้วยความโกรธของหยางเสี้ยนเมื่อได้ยินคำด่าเผ็ดหูเหล่านี้แค่ละคำล้วนทิ่มแทงจิตใจของมันอย่างซื่อตรงแค่ละคำทำให้สีหน้าถมึงทึงกลับกลายไปมาไม่หยุดยั้ง
ดวงโตของมันเบิกโพรงอย่างเหลือกลานก่อนจะขบเขี้ยวฟันไปมาอย่างน่าสยดสยอง
“จ-เ้า!” เสียงคับข้องใจสุดแสนเล็ดลอดไรฟันออกมาก่อนจะชี้นิ้วมือสั่นระริกไปทางไป๋หยุนเฟย ใบหน้าดุดันยามนี้เขียวคล้ำดุจตับหมูหน้าอกหอบหายใจขึ้นลงอย่างหนักหน่วงคล้ายจะะเิได้ตลอดเวลาแม้กระทั่งรูจมูกของมันยังพ่นลมหายใจฮึดฮัดส่งผลให้หนวดเคราปลิวว่อน
"อ๊ากกกกกก ไอ่เ้าบักซบอ๊ากก!!"
ซึ่งภาพใบหน้าหยางเสี้ยนยามโมโหในเวลานี้...ช่างเลวร้ายและคล้ายกระทิงแก่ยิ่งนัก!