ทางด้านตัวของลู่เมิงในยามนี้นั้นตัวของมันเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อและตื่นตะลึงอย่างแท้จริง มันมีพลังความแข็งแกร่งมากกว่าหลินเทียนแท้ๆแต่กับไม่สามารถที่จะตามความเร็วของเด็กหนุ่มผู้นี้ได้ทัน ทุกกระบวนท่าที่มันมุ่งหวังจู่โจมนั้นล้วนแล้วแต่เป็นจุดที่ชวนอันตรายทั้งสิ้นหากตัวของหลินเทียนหลบหลีกไม่ทันมีหวังเด็กหนุ่มผู้นี้ได้เจ็บหนักเป็นแน่ถึงแม้ว่าตัวของหลินเทียนนั้นจะรวดเร็วแต่ร่างกายของเขานั้นไม่ได้มีความแข็งแกร่งอะไรมากมายถึงขนาดนั้น แต่โอกาสที่ตัวเขานั้นจะพลาดท่ามันแทบที่จะเป็นศูนย์นั่นเป็นเพราะการเคลื่อนไหวของคนตรงหน้ามันเชื่องช้าจนเกินไป แต่สาเหตุของความเป็นจริงแล้วนั้นเจ้าลู่เมิงนั้นหาได้เชื่องช้าแต่อย่างใดแต่นั่นเป็นเพราะความเร็วของหลินเทียนต่างหากระดับความเร็วของเขามันเหนือกว่ามนุษย์ปกติธรรมดาทั่วไป“แก่เจ้าคนขี้ขลาด แน่จริงก็ยอมหยุดอยู่เฉยๆแล้วรับการโจมตีของข้าซ่ะ” ยิ่งเวลาไหลผ่านไปนานเพียงใดตัวของมันจะเริ่มมีแต่รู้สึกอับอายขายหน้าเท่านั้นมันเป็นถึงจอมเวทฝึกหัดขั้นที่ 9 แต่กลับไม่สามารถแตะเนื้อต้องตัวเจ้าคนอ่อนแอผู้นี้ได้ นี่มันผิดไปจากที่ตัวของมันคาดคิดและแอบวางแผนเอาไว้หมดแล้ว“เห้อ เจ้าโง่รึเปล่าใครมันจะปัญญาอ่อนให้คนอื่นมาทำร้ายตัวเองกัน นอกจากเจ้าจะไร้ซึ่งพรสวรรค์แล้วแต่ดูเหมือนว่าสติปัญญาของเจ้าก็จะมีปัญหาเช่นกันและข้าเชื่อว่าสักวันหนึ่งศิษย์ฝ่ายนอกทุกคนจะต้องแซงเจ้าหมด เหลือทิ้งไว้แต่เจ้าเพียงคนเดียวแน่” คำพูดนี้นั้นเป็นคำพูดที่แทงใจดำมันอย่างถึงที่สุดการที่ตัวของมันต้องรังแกผู้คนนั้นก็เพื่อที่จะลบจุดข้อด้อยของตัวเอง ยกตัวเองให้อยู่เหนือผู้อื่นคนประเภทนี้นั้นเป็นประเภทที่ตัวของหลินเทียนนั้นรู้สึกรังเกียจอย่างถึงที่สุด ถ้าหากว่ารู้ตัวว่าตนเองนั้นเป็นผู้ที่ไม่มีพรสวรรค์ก็ควรที่จะมีแต่พยายามให้แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นถึงแม้ว่าระยะเวลามันจะผ่านไปนานสักเพียงใด“แก เจ้าบัดซบนี่แกกล้าว่าข้าต่อหน้าผู้คนอย่างงั้นเหรอ จงไปตายแล้วไปเกิดใหม่ซ่ะ มหาสายฟ้าตรีศูลเทพ” มันถึงกับบ้าคลั่งราวกับผู้คนที่เสียสติ มันบ้าคลั่งโดยสมบูรณ์ด้วยประโยคที่แทงใจดำของหลินเทียน ตัวของมันนั้นย่อมรู้อยู่แก่ใจดีว่าตัวของมันนั้นอ่อนแอสักเพียงไหนตัวของมันเพียงแต่ที่จะต้องการได้รับการยอมรับเท่านั้นว่าคนอย่างมันก็แข็งแกร่งเหมือนคนอื่นได้เช่นกัน แต่วิธีที่ตัวของมันเลือกใช้นั้นกับไปรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า ถือว่าเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจอย่างถึงที่สุด มวลสายฟ้ามหาศาลถูกปลดปล่อยออกมาจากอาวุธตรีศูล ด้วยพลังที่ตัวของมันปลดปล่อยออกมาเช่นนี้ถึงกับทำให้ผู้คนแสดงสีหน้าที่เปลี่ยนสีออกมาไม่ได้“ไม่ได้การแล้วขืนเราไม่รีบเข้าไปห้ามจะต้องมีผู้บาดเจ็บล้มตายแน่” ผู้อาวุโสควบคุมการประลองกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่หวาดวิตกเกรงกลัวว่าหลินเทียนผู้นี้นั้นจะรับมือไม่ไหว การประลองในครั้งนี้ก็เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนฝีมือกันเท่านั้นไม่ได้ต้องการที่จะเอากันให้ถึงแก่ชีวิตนี่ถือว่าเป็นการผิดหลักของการประลองในฐานะผู้ควบคุมแล้วนั้นตัวของมันนั้นจะต้องให้อยู่ตามกฏหวืด หวืด ดูเหมือนมีพลังแรงกฏดันวิญญาณจากสถานที่ห่างไกลกดทับควบคุมร่างของมันไว้เพื่อไม่ให้ตัวของมันนั้นเข้าไปแทรกแซงการประลองในครั้งนี้“ให้พวกมันประลองกันให้จบหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นพวกข้าจะรับผิดชอบเอง” ฉินอู๋โหย่วออกคำสั่งผ่านกระแสจิตไปหาผู้อาวุโสท่านนี้ด้วยตรงเพื่อที่จะไม่ให้มันหยุดการประลองพวกเขาเชื่อว่าหลินเทียนจะต้องตั้งรับเกี่ยวกับการโจมตีนี้ได้เป็นแน่“ขอรับ” ผู้อาวุโสตอบรับออกมาด้วยความตื่นตกใจมันไม่คาดคิดว่าเบื้องบนจะให้ความสนใจเกี่ยวกับการประลองของศิษย์ฝ่ายนอกเช่นนี้ด้วย ดูเหมือนว่าการประลองในครั้งนี้มันจะไม่ธรรมดาเสียแล้วทางด้านของหลินเทียนนั้นถึงกับแสดงสีหน้าที่ตึงเครียดออกมามวลพลังขุมนี้กำลังคืบคลานมาที่ตนเองอย่างช้าๆและมันเป็นการโจมตีเป็นวงกว้างด้วยอยากยิ่งนักที่จะทำการหลบหนี มีเพียงแต่ตัวเขาจำเป็นที่จะต้องตั้งรับอย่างซึ่งหน้าเท่านั้นถึงจะมีโอกาสรอดจากการโจมตีในครั้งนี้ได้
“มหาเวทอันเชิญประตูสู่ปรภพ” คลืนนนนน คลืนนนน รูปร่างของมันนั้นคล้ายกับประตูที่นำไปสู่โลกหลังความตายโผล่ขึ้นมาจากอากาศที่ว่างเปล่าอยู่เบื้องหน้าของหลินเทียน ความสูงใหญ่ของมันนั้นยากที่จะจินตนาการของผู้คนประตูสีแดงบานใหญ่ค่อยๆถูกเปิดออกมาอย่างช้าๆเมื่อมองเข้าไปแล้วคล้ายกับหุบเหวไร้ที่สิ้นสุดมันเต็มเปรี่ยมไปด้วยพลังงานอันชั่วร้ายคลืนนนนน คลืนนนน พลังของตรีศูล ถูกสูบเข้ามาสู่ประตูปรภพอย่างเชื่องช้ามวลพลังมากมายมหาศาลล้วนแล้วแต่ถูกดูดกลืนจนหมดสิ้นไม่หลงเหลือแม้แต่เพียงเศษเสี้ยวของพลังแม้แต่น้อย หลังจากนั้นมวลมิติโดยรอดเกิดการสั่นสะเทือนเล็กน้อยพลังสายฟ้าของตรีศูลที่ถูกดูดกลืนเข้าไปสู่ประตูปรภพถูกส่งย้อนกลับมาที่โลกเบื้องนอกพลังความแข็งแกร่งของมันที่ถูกส่งออกมานั้นแข็งแกร่งกว่าเดิมถึง 10 เท่า ทางด้านของลู่เมิงนั้นถึงกับมีดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อพลังที่มากมายถึงขนาดนี้แม้แต่เป็นตัวมันที่เป็นเจ้าของพลังก็ไม่มีทางที่จะรับมือได้ไหวแข็งขาของมันถึงกับสั่นเทาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวในพลังของตนเองที่ถูกย้อนคืนกลับมานับ 10 ไม่ว่าใครก็ไม่คาดคิดว่าเรื่องราวเช่นนี้จะเกิดขึ้นอ๊ากกกก ลู่เมิงถึงกับส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยน้ำเสียงที่สุดแสนจะเจ็บปวดยังไม่ทันที่จุดศูนย์กลางของมวลพลังจะเข้าถึงตัวมัน ถึงกับสร้างผลกระทบให้กับมันได้มากมายถึงเพียงนี้ หากปล่อยไว้อีกเพียงไม่กี่อึดใจมันผู้นี้คงจะเหลือแต่เศษเนื้อที่ไหม้เกรียมเป็นแน่ น้ำเสียงของลู่เมิงในยามนี้นั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความสิ้นหวังทางด้านตัวของหลินเทียนเองก็เช่นกันตัวของเขานั้นอยู่ในอาการที่ตื่นตะลึงเขาไม่คาดคิดว่าเจ้าทักษะมหาเวทบทนี้นั้นมันจะร้ายกาจและทรงพลังมากมายถึงเพียงนี้มันคือทักษะที่ได้รับการสืบทอดมาจากฉินโจวอย่างไม่ได้ตั้งใจมันถือว่าเป็นทักษะระดับสูงที่ดูแล้วชั่วร้ายเป็นอย่างมาก เนื้อหนังของลู่เมิงในยามนี้นั้นค่อยๆไหม้เกรียมอย่างช้าๆส่งกลิ่นเหม็นลอยปกคุมไปทั่วท่ามกลางความตื่นตะลึงของคนทุกคนฟิ๊ว ตู๊มมมมมม ร่างของผู้อำนวยการชิงหลงในยามนี้เคลื่อนที่เร็วราวกับดาวหางจากบนฟากฟ้าตัวของเขานั้นปัดป้องพลังของเจ้าตรีศูลนี้ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก“เจ้าหนู เจ้าจะลงมือหนักเกินไปแล้วนี่เจ้าคิดจะฆ่าคนอย่างงั้นเหรอ” ถึงแม้ว่าปากของผู้อำนวยการท่านนี้จะพูดไปอย่างงั้นแต่น้ำเสียงของมันนั้นไม่ได้แสดงถึงความโกรธเคืองออกมาเลยแต่ในทางกลับกันตัวของเขานั้นแอบชื่นชมในความสามารถของหลินเทียนเสียมากกว่า“ข้าเพียงแต่ที่จะต้องการป้องกันตัวเองเท่านั้น และเป็นเขาเองที่มุ่งหวังจะเอาชีวิตของข้าก่อน” หลินเทียนเองก็ตอบไปตามความจริงพลังโจมตีของมันในครั้งสุดท้ายนั้นช่างร้ายกาจจริงๆตัวของเขานั้นอยู่ในสภาพที่จนมุมถึงขีดสุดจึงเลือกที่จะใช้ทักษะวิชานี้ออกมา