วาดชีวิต ลิขิตชะตา #เกิดใหม่ครั้งหน้า ขอข้าเป็นนางเอก [Ebook เล่ม 7 เล่มจบออกแล้วจ้า)

    บทที่ 35  รายจ่ายมากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

    เมื่อกาลเวลาล่วงเลยผ่านไปผู้คนก็มักจะลืมเลือนเรื่องราวในอดีต ครั้นวัยหนุ่มสาวฮูหยินผู้เฒ่าและเทียนหยวนจ่างกงจู่เป็นสหายรักกัน แต่หลังจากฮูหยินผู้เฒ่าแต่งงานกับใต้เท้าผู้เฒ่าเสิ่นแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งระหว่างก๊กเหล่าภายในพระราชสำนัก ทั้งสองจึงไปมาหาสู่กันน้อยลง ทว่าในยามนั้นทั้งสองก็ยังคงส่งจดหมายถึงกันเป็นการส่วนตัวอยู่เสมอ จนกระทั่งเสิ่นชิงชินตกพุ่มม่าย จวนฝั่งสามีถูกริบกลับเป็นของหลวง ฮูหยินผู้เฒ่าต้องพาบุตรสาวย้ายเข้ามาอาศัยยังหอหนิงโช่ว ในตอนนั้นนางก็ตัดขาดจากบรรดาสหายสูงศักดิ์ในเมืองหลวงโดยสิ้นเชิง หลีกเร้นไม่พบปะแม้แต่ผู้คนภายนอกและมอบสิทธิ์ขาดในการดูแลเรื่องราวภายในจวนให้ลูกสะใภ้แต่เพียงผู้เดียว


    “ท่านแม่พูดจริงหรือเจ้าคะ? หากเป็นเช่นนั้น ข้าจะนำข่าวดีนี้ไปบอกเชียนเกอ” สตรีม่ายยิ้มแย้มยินดี ความดีใจส่งให้ดวงตาคู่งามสุกใสเป็นประกายอย่างที่ยากจะเห็นได้ในรอบสิบปีและทำให้นางแลดูอ่อนเยาว์คล้ายสาวน้อยแรกแย้มที่เพิ่งเคยก้าวเท้าออกจากจวน


    ฮูหยินผู้เฒ่าที่นาน ๆ ครั้งจะเห็นบุตรสาวของตนมีใบหน้าแช่มชื่นเช่นนี้ก็อดยิ้มตามไม่ได้ “ชินเอ๋อร์ อย่าได้รีบร้อนไป ให้จ่างกงจู่ตอบจดหมายที่ข้าจะส่งไปพรุ่งนี้เสียก่อน ถึงตอนนั้นเจ้าค่อยบอกนางก็ยังไม่สาย หากเจ้าว่างและไม่รู้จะทำสิ่งใด สองวันนี้ก็ช่วยตัดเย็บชุดที่จะให้เชียนเกอใส่ไปงานเลี้ยงดีหรือไม่ พี่สะใภ้ของเจ้าคงไม่มีทางตัดชุดใหม่ให้นางเป็นแน่”


    ทันทีที่ได้ฟังฮูหยินผู้เฒ่ากล่าว เสิ่นชิงชินก็เบิกตากว้างคล้ายนึกบางอย่างได้ “ใช่แล้ว! ท่านแม่ ข้ายังมีผ้าดี ๆ เหลืออยู่มากมาย หากได้ตัดชุดสวย ๆ ให้เชียนเกอใส่ นางจะต้องงดงามมากแน่”


    เสิ่นชิงชินเป็นคนฉลาดมีไหวพริบและคล่องแคล่ว ไม่ว่าจะเป็นงานเย็บปักถักร้อย งานด้านการเพาะปลูก หรือแม้กระทั่งการจัดการกิจการการค้าของตระกูลก็ล้วนทำได้ดีไม่มีที่ติ ความสามารถอันหลากหลายนี้เรียกได้ว่าเป็นพรสวรรค์ของนางก็ไม่เกินจริง ตั้งแต่บุตรสาวผู้นี้เกิดมา เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าก็คอยอบรมสั่งสอนเป็นอย่างดี เดิมทีตระกูลที่นางแต่งเข้ามีฐานะค่อนข้างดี สามารถรักษากิจการของตระกูลให้รุ่งเรืองได้ถึงสามรุ่น เสิ่นชิงชินเองก็เข้าไปช่วยเหลือกิจการงานได้มาก ทว่าผู้ใดจะคาดคิดว่าดวงชะตาของนางจะอาภัพถึงเพียงนี้ เพราะไม่นานหลังจากนั้นความเลวร้ายก็มาเยือน… ฮูหยินผู้เฒ่าคับแค้นใจแสนสาหัส ไม่รู้ว่านางก่นด่าฟ้าดินในห้วงนิทรามาแล้วกี่ครั้ง เหตุไฉนสวรรค์ถึงลำเอียงได้มากมายเช่นนี้!


    ****************************




    การจะขอร้องผู้อื่นให้ช่วยเหลือตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นองค์หญิงห้าแล้ว ก็จำเป็นต้องมีของกำนัลที่องค์หญิงพึงพอใจติดไม้ติดมือไปด้วยไม่มากก็น้อย ดังนั้นเสิ่นเชียนเกอจึงตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อทำขนมชิงถวน*และขนมหมาฉู่** ไส้ของขนมชิงถวนคือไส้ถั่ว ส่วนไส้ของขนมหมาฉู่นั้นมีหลากหลาย อาทิ ไส้พุทรา ไส้ฟักทอง ไส้ไข่แดง หรือแม้กระทั่งเนื้อตากแห้งหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ก็สามารถนำมาทำเป็นไส้หมาฉู่ได้เช่นกัน


    *ขนมชิงถวน: เป็นขนมที่มีลักษณะเป็นลูกกลม ๆ สีเขียวหยก ทำจากแป้งข้าวเหนียว ข้างในมีไส้หวาน ทำจากถั่วแดงหรือถั่วดำ


    **ขนมหมาฉู่: ขนมซึ่งทำจากแป้งมีความเหนียวหนืด ยามรับประทานมักนำมาคลุกกับผงน้ำตาล ถั่วและงา


    เพื่อให้ขนมหมาฉู่นี้มีสีสันสดใสดูไม่จำเจ เสิ่นเชียนเกอจึงผสมน้ำฟักทอง น้ำผักปวยเล้งและน้ำคั้นจากผักมีสีชนิดอื่นลงไปในแป้งด้วย เมื่อผสมจนได้สีสันที่ต้องการและนวดจนน้ำสีแทรกซึมเข้าไปในเนื้อแป้งแล้ว ก็จะได้ขนมหมาฉู่ที่มีสีสันแตกต่างกันถึงสี่สี


    เมื่อรังสรรค์ขนมแสนน่ากินจนแล้วเสร็จ เสิ่นเชียนเกอก็นำขนมเหล่านี้ใส่กล่องเก็บความร้อนรอเวลายกไปเยี่ยมเยียนองค์หญิงห้าด้วยตัวเอง


    ****************************


    อันที่จริงต้องกล่าวว่าองค์หญิงห้าเป็นสตรีมีเหตุผลผู้หนึ่ง โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ใจนางคลายจากทิฐิและเริ่มตระหนักได้ว่านับวันตนเองยิ่งชื่นชอบคุณหนูรองเสิ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งเมื่อสหายผู้กำลังเป็นที่พึงพอใจกระทำราวกับรู้ใจนางด้วยการนำขนมหอมอร่อยจำนวนมากมาฝากเช่นนี้ เพียงแค่เสิ่นเชียนเกอเริ่มเอ่ยปากบอกเล่าเรื่องที่อยู่ในใจ องค์หญิงห้าก็รับปากให้ความช่วยเหลือเป็นมั่นเหมาะในทันที


    ในความคิดขององค์หญิงห้านั้น …การทูลขอจดหมายเชิญจากเสด็จป้าสักใบ สำหรับตัวนางก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย…


    ที่สำคัญคือเสิ่นเอ้อร์สามารถรังสรรค์ขนมรสเลิศเหล่านี้ขึ้นมาได้! หากให้นางทำขนมถวายเสด็จป้าและนำขนมเหล่านี้ไปต้อนรับแขกเหรื่อที่มาร่วมงานเลี้ยง เช่นนั้นเสด็จป้าก็จะต้องตกรางวัลให้นางอย่างแน่นอน


    ดวงตาขององค์หญิงห้ายามลิ้มลองขนมชิงถวนและหมาฉู่ดูสุกใสยิ่งกว่าดวงดาราบนท้องนภาในยามราตรีที่ฟ้ากระจ่างเสียอีก


    เสิ่นเชียนเกอนั่งอยู่ข้างกายองค์หญิงห้า ดวงตาเมล็ดซิ่งทอดมองอากัปกิริยาของสหายอย่างสุขใจ แม่ครัวยอดฝีมือไม่รู้ตัวเลยว่าขณะนี้ใจของนางเอนเอียงเข้าหาสหายสูงศักดิ์ไปเรียบร้อยแล้ว


    *************




    ณ ตำหนักจ่างกงจู่ 


    นางกำนัลซูที่ในมือถือจดหมายฉบับหนึ่งเร่งสาวเท้าก้าวตรงไปยังห้องรับรองหลักของตำหนักด้วยความว่องไว


    ขณะนี้องค์หญิงผู้เฒ่ากำลังนั่งบนเก้าอี้กุหลาบพลางฟังผู้ดูแลรายงานเรื่องต่าง ๆ อยู่ เมื่อเห็นนางกำนัลซูเดินเข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อน จ่างกงจู่จึงหันไปโบกมือเป็นสัญญาณแก่ผู้ดูแลให้เขาหยุดและออกไปก่อน จากนั้นองค์หญิงผู้เฒ่าจึงจะกล่าวขึ้นด้วยใบหน้าแย้มยิ้มใจดี 


    “เสี่ยวซู ธุระอันใดทำให้เจ้าต้องรีบร้อนถึงเพียงนี้ ข้าไม่ได้เห็นท่าทีของเจ้าเช่นนี้มานานมากแล้ว”


    นางกำนัลซูที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ยิ้มแก้เก้อ ก่อนที่จะค่อย ๆ ขยับเข้าไปหาสตรีผู้เป็นใหญ่แล้วจึงยื่นจดหมายให้ด้วยสองมือ “จดหมายที่พระองค์รอคอยมานานหลายปี ในที่สุดก็มาถึงแล้วเพคะ”


    สิ้นวาจาของผู้รับใช้ จ่างกงจู่ก็นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบผุดลุกขึ้นแล้วกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ยายเฒ่าตระกูลเสิ่นนั่นน่ะรึ?”


    นางกำนัลซูพยักหน้าลงเล็กน้อย “เป็นจดหมายที่เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าเขียนถึงพระองค์เพคะ”


    จ่างกงจู่เปล่งเสียง ‘เหอะ!’ ในลำคออย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ “ยายเฒ่านั่น สิบปีมาแล้วที่ไม่ตอบจดหมายข้าเลย จะเขียนจดหมายถึงข้าสักฉบับหรือก็ไม่เคยมี แล้ววันนี้นึกอย่างไรถึงส่งจดหมายมาหาข้าเสียได้? ครั้งนั้นข้าเพียรเขียนจดหมายหานางติด ๆ กันหลายสิบฉบับ แต่ยายเฒ่านั่นก็ไม่เคยตอบจดหมายข้าเลยสักฉบับ! มาครานี้วิปริตไปแล้วหรือต้องการอะไรจากข้าถึงได้เขียนจดหมายหาข้าเอง คงไม่พ้นมีเรื่องมาขอร้องข้าแน่ ๆ ฮึ! รู้แต่จะมาเอาเปรียบข้าแค่นั้นสินะ!”


    ถึงแม้วาจาตัดพ้อขององค์หญิงเฒ่าจะฟังดูเย็นชาและไร้เยื่อใย ทว่าในยามที่มือเรียวแกะซองจดหมายออกนั้น กลับรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ


    หลังคลี่จดหมายออก จ่างกงจู่ก็กวาดสายตาอ่านจบในเวลาอันรวดเร็ว ทันใดนั้นองค์หญิงผู้เฒ่าก็หัวเราะดังลั่น เสียงสรวลนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขและเบิกบานใจ


    นางกำนัลซูที่อยู่ข้าง ๆ รู้สึกฉงนกับท่าทีของผู้เป็นนายจึงเอ่ยถาม “จ่างกงจู่เพคะ ในจดหมายมีเรื่องน่าขันหรือเพคะ?”


    “ไม่ใช่เรื่องตลกเหมือนบทร้องงิ้วหรอก” จ่างกงจู่ยังคงหัวเราะต่ออีกเล็กน้อยก่อนจะสงบลง


    สองวันมานี้ตำหนักจ่างกงจู่อันเงียบสงบมีแขกเหรื่อมาขอเข้าเฝ้าไม่ขาดสาย ทั้งองค์หญิงห้าที่เปรียบดั่งสมบัติล้ำค่าของเจี่ยงกุ้ยเฟย หรือแม้แต่เยี่ยนอ๋องผู้เลื่องชื่อเรื่องความโฉดโหดร้ายก็ยังมาเยือนตำหนักนี้และเข้าคารวะนางแล้วเช่นกัน มาถึงตอนนี้ กระทั่งยายเฒ่าเสิ่นที่เอาแต่หดหัวอยู่ในกระดองมานานแสนนานนั่นก็ยังเขียนจดหมายถึงนางอีกด้วย


    อันที่จริง เพียงแค่เรื่องแขกไปใครมาย่อมไม่แปลกและถึงแม้จะเป็นแขกที่ไม่นึกฝันว่าจะติดต่อมาก็ไม่ใช่เรื่องน่าหัวเราะ ทว่าสิ่งประหลาดที่สุดที่ทำให้จ่างกงจู่ต้องสรวลลั่นห้องก็คือเหตุผลที่คนทั้งสามติดต่อมานั้นล้วนเป็นเรื่องเดียวกันทั้งสิ้น นั่นคือการทูลขอจดหมายเชิญร่วมงานเลี้ยงวสันตกาลให้แก่คนผู้หนึ่ง


    ฝ่ายนางกำนัลซูนั้นคิดเท่าไหร่ก็ไม่สามารถเชื่อมโยงความเกี่ยวข้องของคนทั้งสามนี้ได้เลยสักนิด หากนำมาเรียงลำดับก็เป็นประเภท – หนึ่งผู้เฒ่าสองหนุ่มสาว – หรือ – หนึ่งบุรุษสองสตรี เยี่ยนอ๋องและองค์หญิงห้าเป็นพี่น้องกัน ทั้งสองจึงค่อนข้างสนิทสนมกัน ความสัมพันธ์นี้นางก็ยังพอเข้าใจได้ ทว่าทั้งสองมีความเกี่ยวพันใดที่สามารถเชื่อมโยงไปถึงเสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าได้หรือ?


    สิบปีมานี้ไม่เคยมีผู้ใดเห็นเสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าย่างเท้าก้าวออกจากจวน อีกทั้งยังตัดขาดความสัมพันธ์กับผู้คนในเมืองหลวงจนหมดสิ้น ว่ากันตามหลักแล้วเสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่น่าจะรู้จักเยี่ยนอ๋องและองค์หญิงห้าเสียด้วยซ้ำ


    “จ่างกงจู่เพคะ เรื่องนี้มันพิลึกพิลั่นชอบกล หม่อมฉันสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก ขอจ่างกงจู่เมตตาช่วยไขข้อข้องใจให้หม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ”


    องค์หญิงผู้เฒ่าค่อย ๆ พับจดหมายกลับเช่นเดิม ก่อนจะวางลงบนโต๊ะ “เจ้าว่าแปลกหรือไม่ เพียงเพื่อทูลขอจดหมายเชิญให้คุณหนูรองตระกูลเสิ่นผู้เดียว คนสามคนถึงกับต้องมาทูลขอข้าถึงที่นี่”


    “อ๋าาา คุณหนูรองตระกูลเสิ่น ดรุณีน้อยที่เพิ่งกลับเข้าจวนตอนอายุได้สิบปีคนนั้นน่ะหรือเพคะ?”


    “ใช่แล้ว เด็กคนนั้นยังอายุน้อยนัก แต่ความสามารถของนางกลับไม่น้อยเลย” จ่างกงจู่เอ่ยคำประหนึ่งรำพัน


    คิ้วสองข้างของนางกำนัลซูยิ่งขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความฉงน “หม่อมฉันงงไปหมดแล้วเพคะ”


    จ่างกงจู่หลุดจึงหลุดหัวเราะอีกครั้ง “ฮ่า ๆ มันก็ไม่ได้มีอะไรเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตหรอก หลักใหญ่ใจความก็แค่คนที่ข้าไม่นึกไม่ฝันว่าจะมาหา กลับพร้อมใจกันมาขอจดหมายเชิญเข้าร่วมงานเลี้ยงวสันตกาลให้คุณหนูรองเสิ่นน่ะ”


    นางกำนัลซูทำหน้าครุ่นคิด “เอ๊ะ! แต่หม่อมฉันจำได้ว่าเคยส่งจดหมายเชิญไปให้จวนเสิ่นแล้ว เหตุใดถึงได้มาทูลขออีกล่ะเพคะ? …แล้วแค่มีคนมาขอจดหมายให้คุณหนูผู้นั้น มันน่าขันจนพระองค์ต้องสรวลเช่นนั้นเลยหรือเพคะ?”


    “เรื่องเหตุผลนั่นข้าเองก็ไม่ทราบ แต่ที่ข้าหัวเราะเพราะมีเรื่องหนึ่งที่ข้ารู้สึกว่าช่างบังเอิญเสียเหลือเกิน”


    “แล้วเป็นเรื่องอันใดเล่าเพคะจ่างกงจู่? อย่ายึกยักให้หม่อมฉันต้องเดาต่อไปอีกเลย”


    จ่างกงจู่พ่นลมหายใจแล้วหันไปถลึงตาใส่นางกำนัลข้างกายวูบหนึ่ง หลายปีมานี้เห็นชัดว่าความร้อนใจของเสี่ยวซูยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ  ‘…หรือยิ่งนางแก่ตัวก็ยิ่งใจร้อนงั้นรึ!?’


    “เจ้าจำรางวัลที่ข้ามอบให้ผู้ชนะจากการแข่งขันฉุยหวานของหอศึกษาในครั้งก่อนได้หรือไม่?”


    “จำได้สิเพคะ หม่อมฉันเป็นคนนำรางวัลเหล่านั้นไปมอบให้กับอาจารย์หลิวด้วยตนเอง มีพู่หยกสามชิ้นและตำราที่จ่างกงจู่เก็บรักษามาอย่างดีอีกเล่มหนึ่ง”


    “เสิ่นเอ้อร์คือหนึ่งในกลุ่มผู้ชนะ และสุดท้าย นางคือผู้ที่เลือกเอาตำราเล่มนั้นไป!”


    นางกำนัลซูตกตะลึงตาเบิกค้างพลางกล่าวขึ้น “ถือว่ามีชะตาต้องกันโดยแท้เพคะ! หม่อมฉันคิดว่าพระองค์สมควรให้คุณหนูรองเสิ่นผู้นั้นได้เข้าเฝ้าสักหน่อยนะเพคะ จ่างกงจู่”


    จ่างกงจู่แย้มรอยยิ้มบาง “ใช่แล้ว ถึงแม้สามคนนั้นจะไม่มาขอ ข้าก็จะส่งจดหมายเชิญถึงเด็กคนนั้นเป็นการส่วนตัวอยู่ดี”


    สิ้นเสียง จ่างกงจู่ก็เลื่อนจานกระเบื้องเคลือบเนื้อดีไปไว้เบื้องหน้านางกำนัลของตน “เจ้าลองชิมดูสิ”


    เมื่อมองดูจานกระเบื้องใบนั้น นางกำนัลช่างสงสัยก็พบขนมสีสันสดใสวางอยู่ห้าชิ้น ตรงกลางขนมแต้มด้วยดอกอิ๋งชุนฮวาสีเหลืองทองงดงาม


    “โอ้โห จ่างกงจู่ นี่เป็นขนมจากที่ใดกันเพคะ รูปลักษณ์งดงามประณีตไร้ที่ติ แค่ได้เห็นก็รู้แล้วว่าเป็นขนมชั้นเลิศ หน้าตาแบบนี้เกรงว่าแม้แต่ห้องเครื่องหลวงก็ไม่สามารถทำได้”


    ในขณะที่กล่าวอยู่นั้น นางกำนัลซูก็ค่อย ๆ คีบขนมชิ้นหนึ่งขึ้นมา ขนมชิ้นนี้มีสีเหลืองนวลตา เพียงแค่ถูกยกขึ้นมาในระดับจมูก กลิ่นหอมหวานอันน่าเย้ายวนก็พุ่งเข้าจู่โจม แค่ได้กลิ่นก็รับรู้ได้ว่าไม่เพียงขนมนี้จะไม่ทำให้รู้สึกเลี่ยน แต่ยังทำให้รู้สึกถึงความละมุนละไมและแปลกใหม่ และในยามที่เนื้อขนมสัมผัสเข้าไปในโพรงปาก ความเนียนนุ่มก็ซาบซ่านไปทั่วทุกอณู เมื่อกัดไปแล้วคำหนึ่ง นางกำนัลซูก็เห็นว่าภายในตัวขนมมีไส้อยู่อย่างอัดแน่น หลังจากยกขนมขึ้นมาดูใกล้ ๆ และละเลียดชิมเข้าไปคำเล็ก ๆ ข้ารับใช้แห่งตำหนักจ่างกงจู่ก็เบิกตากว้างก่อนกล่าวขึ้นด้วยความตกตะลึง “ไส้ขนมนี่คือไข่แดงหรือเพคะ?”


    “ใช่แล้ว!” จ่างกงจู่เผยรอยยิ้มซึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยความสำราญออกมา “เจ้าลองชิมชิ้นอื่นดูสิ แต่ละชิ้นมีรสชาติแตกต่างกันไป ไม่มีซ้ำกันแม้แต่ชิ้นเดียว!”


    “แหม คุณหนูเสิ่นช่างเลือกใช้วิธีการได้แยบคายยิ่งนัก จดหมายเชิญที่พระองค์ประทานให้ในครั้งนี้ไม่เสียเปล่าแล้วเพคะ”


    *************




    สองวันให้หลัง 


    ในขณะนี้เสิ่นเชียนเกอกำลังสั่งการให้บ่าวรับใช้สองคนก่อก้อนอิฐสร้างเตาอบขึ้นบริเวณพื้นที่โล่งข้างห้องครัวเล็กในสวนรอง เตาอบที่ว่านี้ถูกสร้างขึ้นอย่างง่าย ๆ รูปร่างหน้าตาไม่ต่างจากเตาดินทั่วไปมากนัก เพียงแต่ภายในถูกแบ่งพื้นที่เป็นสามชั้น ชั้นบนและชั้นล่างสามารถวางถ่านเพื่อให้ความร้อนได้ ส่วนโพรงตรงกลางมีไว้สำหรับเป็นพื้นที่อบ


    เหลียงเฉินคอยติดตามดูแลข้างกายเสิ่นเชียนเกอไม่ห่าง ตลอดทั้งวันสาวใช้ช่วยจัดการเรื่องต่าง ๆ อย่างแข็งขัน และในตอนท้ายเมื่อได้เห็นเตาอบที่เสร็จสมบูรณ์นางก็กล่าวขึ้นด้วยใบหน้าตื่นตะลึง “คุณหนูรอง ขะ…ของสิ่งนี้สามารถใช้ปรุงอาหารเลิศรสได้จริง ๆ หรือเจ้าคะ?”


    เจ้าสิ่งที่เรียกว่าเตาอบนี้ ทั้งด้านบนและด้านล่างล้วนมีถ่านวางเรียงราย แล้วมันจะทำอาหารได้อย่างไร? ในความนึกคิดของสาวใช้ตอนนี้ นางนึกไม่ออกจริง ๆ ว่า เตาไฟหน้าตาตลกนี่จะนำมาใช้งานอย่างไร


    “ได้สิ รอให้ดินแห้งอีกสักสองวัน ข้าจะใช้ให้เจ้าดู”


    ในขณะที่นายและบ่าวกำลังสนทนากันอยู่นั้นเอง ไป๋มามาผู้รับใช้ใกล้ชิดฮูหยินผู้เฒ่าก็เดินเข้ามาในเรือนรองด้วยท่าทางดีอกดีใจ


    เสิ่นเชียนเกอออกไปต้อนรับไป๋มามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “มามา มีข่าวดีอะไรหรือ? ถึงได้เบิกบานเช่นนี้”


    ไป๋มามายื่นจดหมายที่อยู่ในมือตนให้เสิ่นเชียนเกอ “คุณหนูรอง รีบเปิดอ่านดูสิเจ้าคะ”


    เสิ่นเชียนเกอรับจดหมายมาแล้วเปิดออกดู ครั้นได้เห็นคำว่า ‘งานเลี้ยงวสันตกาล’ บนหน้ากระดาษนางก็ทราบได้ในทันทีว่าเป็นจดหมายเชิญของจ่างกงจู่


    แววตาเมล็ดซิ่งเปล่งประกายในทันที รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้า ดูเหมือนว่ายุทธการทำขนมถวายองค์หญิงห้าจะได้ผลอย่างแท้จริง


    “ขอบใจมามามาก ที่เป็นธุระนำมาให้” คุณหนูผู้งดงามเอ่ยเสียงใส


    ไป๋มามาโบกมือปฏิเสธ “เพียงแค่นำมาให้เท่านั้น ไม่ได้ลำบากแต่อย่างใดเจ้าค่ะ คุณหนูรองยังต้องการความช่วยเหลือเรื่องใดอีกหรือไม่เจ้าคะ?”


    เสิ่นเชียนเกอส่ายหน้าปฏิเสธ “ขอบใจมามามาก แต่มีเก๋อมามาอยู่ ท่านไม่ต้องห่วง กลับไปดูแลท่านย่าต่อเถอะ ประเดี๋ยวมื้อเที่ยงข้าจะทำอาหารไปให้ท่านย่าและท่านอาเอง”


    หลังจากส่งไป๋มามากลับไปแล้ว เสิ่นเชียนเกอก็พับเก็บจดหมายเชิญที่ได้รับมาด้วยความทะนุถนอมก่อนจะพาบรรดาสาวใช้ไปหมักซีอิ๊วและจิ๊กโฉ่วสำหรับเก็บไว้ใช้ปรุงอาหารต่อ


    ในช่วงเวลานี้ แผ่นดินต้าฉีก็พอจะมีการหมักซีอิ๊วใช้กันเป็นบางพื้นที่แล้ว ทว่ากรรมวิธีการหมักไม่ค่อยพิถีพิถันมากนัก ทำให้รสชาติที่ออกมาไม่ดีตามที่ต้องการ หนำซ้ำราคาก็ค่อนข้างสูงเพราะมีต้นทุนค่าวัตถุดิบสูง วิธีการหมักที่เสิ่นเชียนเกอนำมาใช้ในครั้งนี้เป็นสูตรของอาจารย์ที่เคยถ่ายทอดให้นางครั้นร่ำเรียนการปรุงอาหารในภพก่อน โดยสูตรนี้ใช้วัตถุดิบหลักเป็นถั่วเหลืองซึ่งมีราคาย่อมเยาอีกทั้งยังให้รสที่กลมกล่อม ยามที่หมักออกมาแล้วก็จะได้รสชาติดีกว่าซีอิ๊วราคาแพงตามท้องตลาดทั่วไปหลายเท่า


    ส่วนขั้นตอนการหมักจิ๊กโฉ่วนั้นจะค่อนข้างยุ่งยากกว่าการหมักซีอิ๊ว วัตถุดิบที่เสิ่นเชียนเกอนำมาใช้คือข้าวเหนียว แป้งส่าเหล้า งาและส่วนผสมที่ทำให้เกิดความเปรี้ยว การหมักประเภทนี้ต้องใช้เวลาหมักสามสิบถึงสี่สิบวันซึ่งใช้เวลานานกว่าซีอิ๊วเล็กน้อย


    เสิ่นเชียนเกอ เหลียงเฉินและสาวใช้อีกสองคนช่วยกันหมักซีอิ๊วและจิ๊กโฉ่วตั้งแต่ช่วงเที่ยง จนกระทั่งดวงตะวันลับขอบฟ้าขั้นตอนแรกของการหมักจึงจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ไหใบใหญ่หลายใบที่ตั้งเรียงรายอยู่ในห้องครัวเป็นเสมือนตัวแทนความภาคภูมิใจของแม่ครัวมือหนึ่ง ยิ่งมองดูไหอ้วนเหล่านั้น เสิ่นเชียนเกอก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงพลังแห่งความสำเร็จที่กำลังก่อตัวขึ้นทีละน้อย


    เหลียงเฉินก็เช่นกัน แม้จะมีเหงื่อเม็ดโตที่บ่งบอกถึงความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าผุดขึ้นเต็มใบหน้า แต่ดวงตาทั้งคู่กลับส่องประกายเจิดจ้าเป็นอย่างยิ่ง


    เมื่อจัดการมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อย เสิ่นเชียนเกอก็อาบน้ำผลัดอาภรณ์ก่อนจะมานั่งคัดตัวอักษรที่โต๊ะเขียนหนังสือ เก๋อมามายกน้ำแกงหวานมาให้คุณหนูของนางด้วยความระมัดระวัง ก่อนที่จะยื่นสมุดบันทึกเล่มบางเล่มหนึ่งให้


    “คุณหนูรอง นี่เป็นรายจ่ายตลอดช่วงที่เราย้ายเข้ามาอยู่ในสวนรองหอหนิงโช่วเจ้าค่ะ”


    เสิ่นเชียนเกอรีบเปิดออกดูในทันที คราแรก ยามไม่เห็นก็ยังไม่ทราบ แต่เมื่อได้เห็นได้รับรู้ หญิงสาวก็ตกใจจนสะดุ้งโหยง พวกนางย้ายมาพักอาศัยที่นี่เพียงแค่ครึ่งเดือนเท่านั้น แต่ค่าใช้จ่ายกลับสูงถึงสิบตำลึงแล้ว! …รายจ่ายมากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ!


    .


    .


    .



    คล้ายกับเรื่องวาดชีวิต ลิขิตชะตา #เกิดใหม่ครั้งหน้า ขอข้าเป็นนางเอก [Ebook เล่ม 7 เล่มจบออกแล้วจ้า) ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891