เออร์วินมองข้อมูลบนโต๊ะที่เกิดจากการศึกษาและค้นคว้าของเขา ถ้าถามตัวเขาว่าชอบชีวิตนี้มากขนาดไหนคำตอบคือเขาชอบมันมาก เพราะตอนนี้เขามีสิ่งที่เขาโหยหามาโดยตลอดนั่นคือครอบครัวและยังเป็ครอบครัวที่รักเขามากด้วย ในชาติก่อนของเขานั้นครอบครัวเป็สิ่งที่เขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะฝัน เวลาเห็นเด็กคนอื่นเดินจูงมือมากับพ่อแม่ หรือการที่เด็กหกล้มแล้วมีพ่อแม่วิ่งมาดูด้วยความเป็ห่วง เขาก็มักจะถามตัวเองว่า ทำไมฉันถึงไม่มีแบบนั้นบ้าง
แต่ตอนนี้เขามีสิ่งแบบนั้นแล้วและเขาก็จะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องสิ่งที่มีนี้ พ่อที่เป็พระาาที่มักจะหาเวลามาหาเขาทุกวันและถามเขาว่า ‘วันนี้เป็อย่างไรบ้าง’ หรือ ‘มีใครสร้างความลำบากใจให้เ้าไหม’ มันทำให้เขารู้สึกตื้นตันใจเป็ที่สุด ราชินีแม่ของเขานั้นก็มักจะแสดงอาการเห่อลูกอยู่ตลอดเวลาแม้ว่าเขาจะสิบขวบแล้วก็ตาม บ่อยครั้งที่เธอมีงานอดิเรกคือการจับเขาแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าใหม่ ๆ แต่เออร์วินรู้ดีว่าสิ่งที่แม่เขาทำนั้นก็เพื่อ้าจะบอกว่า ‘ถึงโลกทั้งใบจะใจร้ายกับเขาแต่แม่คนนี้จะอยู่เคียงข้างเขาเสมอ’ และเขาก็รู้ดีว่าเป็เพราะเขานั่นเองที่ทำให้พ่อและแม่ตัดสินใจหยุดการมีลูก
ส่วนพี่สาวของเขาลิลิธเธอเป็เสมือนขั้วตรงข้ามกับเขาเธอเป็อัจฉริยะตัวจริงโดยเฉพาะเวทย์สายฟ้าที่มีความเข้ากันได้อย่างที่สุด ทำให้เธอมักได้รับคำชมและคำยกยอปอปั้นจากเหล่าขุนนางอยู่เสมอ แต่เธอกลับตอบรับคำเ่าั้ด้วยท่าทีเ็าที่เป็ท่าทีปกติของเธอ เออร์วินนั้นกลับมองออกว่าความรักและความห่วงใยที่เธอมีให้คนในครอบครัวและตัวเขานั้นไม่ได้หายไปไหน และเรเชลน้องสาวตัวน้อยที่เกิดจากพ่อของเขากับลาน่าสาวใช้ส่วนตัวของแม่ โดยเธอที่มักจะอ้อนให้เขาเล่านิทานให้ฟังอยู่เสมอ
เทียบกับชีวิตในโลกก่อนแล้วตอนนี้เหมือนรู้สึกเหมือนเขาอยู่บน์ การเป็คนกลับชาติมาเกิดทำให้เขารู้ว่าการมีชีวิตอยู่เพื่อการยอมรับจากคนที่ไม่เห็นค่าในตัวเรานั้นไร้สาระเราไม่ได้อะไรเลยนอกจากคำว่าเหนื่อยเปล่า สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือคนที่พร้อมจะยืนเคียงข้างเราไม่ว่าเราจะตกต่ำยังไงต่างหาก
ในเมื่อได้รับความรักโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนมาเขาก็ยินดีทำทุกอย่างเพื่อพวกเขาโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนเช่นกัน เออร์วินไม่ใช่เด็กอมมือช่างฝันหรือคนโลกสวยที่เชื่อว่าต่อให้เราไม่ทำอะไรความสงบสุขนี้ก็จะคงอยู่ชั่วตลอดกาล การได้รับชีวิตที่สองนี้มาทำให้เขารู้จักมองความเป็จริง โลกนี้เป็โลกที่ผู้เข้มแข็งกลืนกินผู้อ่อนแอ
ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมามีเพียงเจ็ดอาณาจักรใหญ่ที่อยู่ยั้งยืนยง นอกนั้นเกิดดับกันนับไม่ถ้วน การที่ดราโกวิชบุกมาตีไพร์ล็อกเป็เื่ของเวลาเท่านั้น ต่อให้ดราโกวิชไม่บุกมาตีก็ต้องมีเมืองอื่นบุกมาตีอยู่ดี กับเซลเวเรียที่ตอนนี้เป็มิตรกันอยู่ก็เพราะมีดราโกวิช ดีไม่ดีเป็เซลเวเรียเองนี่แหละจะเป็ฝ่ายบุกมาตีไพร์ล็อกเสียเอง เพราะหากมองในมุมมองของการเมืองแล้วการจะจับมือเป็พันธมิตรกันได้เงื่อนไขสำคัญก็คือความเท่าเทียม
การที่ทุกคนภาคภูมิใจในการป้องกันอันแข็งแกร่งนั้นไม่ใช่เื่ผิด แต่การเชื่อว่ากำแพงที่แข็งแกร่งจะปกป้องพวกเขาได้ตลอดนั่นกลับเป็ความคิดที่อันตรายมาก ไม่มีปราการใดที่ไม่มีวันแตก นี่เป็ความจริงที่หนีไม่พ้น
เพื่อไม่ให้เป็ปลาเล็กที่ถูกปลาใหญ่กินมีทางเดียวคือต้องทำให้ปลาเล็กกลายเป็ปลาใหญ่ แผนการเปลี่ยนเมืองเล็กแห่งนี้ให้กลายเป็มหาอำนาจที่ทุกคนต้องยอมสยบจึงเริ่มขึ้น เออร์วินสำเหนียกตัวเองว่าพลังเวทย์ของเขานั้นอ่อนด้อยเพียงไหนแต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมองมันเป็ปมด้อยเขามองว่ามันเป็เพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น เพราะเด็กชายมั่นใจว่ายังมีตัวแปรสำคัญอีกอย่างหนึ่งนั่นคือความรู้และภูมิปัญญาที่เขาได้รับในฐานะตัวทดลองเมื่อชาติก่อน
หากคิดจะท้าทายพระเ้าล่ะก็ภูมิปัญญาที่ได้รับการขัดเกลาและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องก็เป็อาวุธที่แสนจะทรงพลังที่มิอาจจะมองข้ามได้ และเพื่อให้เข้าใจโลกใบนี้มากยิ่งขึ้นั้แ่ที่เริ่มอ่านออกเขียนได้เออร์วินก็เริ่มศึกษาด้วยตัวเองอย่างบ้าคลั่ง ทั้งเื่ประวัติศาสตร์และเวทย์มนตร์ เออร์วินศึกษาและเฝ้าสังเกตสิ่งที่เรียกว่ามานาจนเขาค้นพบว่ามานามีลักษณะเป็อนุภาคและคลื่น การค้นพบนี้มันทำให้เขาตื่นเต้นเป็ที่สุดเพราะเขารู้จักแสงดีและมานาก็มีลักษณะคล้ายกับแสง
แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาปวดหัวเกี่ยวกับมานาก็คือเขาหาที่มาของมันไม่ได้ราวกับว่าอยู่ ๆ มันก็โผล่ขึ้นมาเอง ซึ่งขัดแย้งกับกฎการอนุรักษ์มวลที่กล่าวว่าวัตถุจะไม่ปรากฏขึ้นและหายไปโดยไม่เหลือสิ่งใดเลยมันแค่เปลี่ยนจากรูปลักษณ์หนึ่งไปเป็อีกรูปลักษณ์หนึ่ง แต่จนบัดนี้เขาก็ยังหาที่มาของมันไม่ได้จนต้องพักเื่นี้ไว้ก่อนแล้วไปศึกษาเื่การเปลี่ยนมานาเป็เวทย์มนตร์
เออร์วินได้ค้นพบว่าระบบเวทย์มนตร์นั้นทำงานโดยเปรียบมานาเป็พลังงาน คนร่ายเวทย์เป็คนเขียนโค้ด และตัวคาถาก็คือโค้ดหรือโปรแกรม และพอมองคาถาเป็โค้ดเขาก็ค้นพบว่าคาถาหลายอย่างที่ปรากฏในตำราสามารถย่อได้โดยใช้ระบบเลขฐานสองมาช่วย อีกทั้งเขายังค้นพบวิธีการดึงมานามาใช้โดยข้ามส่วนการร่ายคาถาไป เพียงแต่ว่าวิธีนี้ไม่สามารถทำอะไรที่ซับซ้อนได้เนื่องจากไม่มีคาถามากำกับ และเทคนิคย่างก้าวเงาภูตของเขาก็เป็หนึ่งในนั้น
สิ่งต่อมาที่เขาศึกษาจนเข้าใจถ่องแท้ก็คือระบบโครงสร้างของวงแหวนเวทย์มนตร์ วงแหวนเวทย์นั้นทำงานคล้ายกับคาถาเพียงแต่ว่าต้องเปลี่ยนจากคำพูดเป็ตัวอักษร วงแหวนเวทย์มนตร์มีประโยชน์การใช้งานที่หลากหลาย โดยปกติจะสลักวงแหวนเวทย์มนตร์ลงบนสิ่งของเพื่อให้มันกลายเป็อุปกรณ์เวทย์หรืออาร์ติแฟกต์ บางทีเขาก็ใช้ทำกับดัก
ในโลกนี้ความรู้เื่การเขียนวงแหวนเวทย์มนตร์เป็เื่ที่ยุ่งยากและซับซ้อนทำให้มีคนเลือกที่จะศึกษาเื่นี้น้อยมาก ซึ่งถ้าหากว่าใครเชี่ยวชาญในเื่นี้คน ๆ นั้นจะกลายเป็บุคลากรที่มีค่าที่ไม่ว่าใครก็ต่างพากันแย่งชิง เพราะพวกเขาสามารถสร้างอุปกรณ์เวทย์มนตร์หรือเหนือกว่านั้นก็คือสามารถสร้างอาร์ติแฟกต์ที่ช่วยเพิ่มพลังการรบให้กับกองทัพ
เออร์วินศึกษาวงแหวนเวทย์มนตร์ก่อนจะพบว่าโครงสร้างของวงแหวนเวทย์มนตร์ไม่ได้ยุ่งยากและซับซ้อนอย่างที่คิดเมื่อเทียบกับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในโลกเก่าของเขา ทำให้ศาสตร์ที่ยุ่งยากและซับซ้อนนี้กลายเป็เื่ง่าย และเขายังปรับให้มันง่ายขึ้นไปอีกโดยนำเลขฐานสองมาช่วย ทำให้มันเรียบง่ายรวบรัดขึ้นและที่สำคัญมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพราะว่ามันมีโอกาสผิดพลาดน้อยลง
ถุงมิติเทียมที่เออร์วินใช้นี้ก็จัดเป็อาร์ติแฟกต์ที่เขาสร้างด้วยตัวเองเช่นกัน สาเหตุที่เรียกว่าถุงมิติเทียมก็เพราะว่าเออร์วินได้ใช้วิธีวิศวกรรมย้อนกลับจากถุงมิติแท้ที่เขาได้เห็นแล้วนำมาสร้าง โดยของเขานั้นด้อยกว่าในเื่ปริมาณความจุจึงเรียกว่าถุงมิติเทียม เพราะว่าวัสดุที่เขาใช้มันทานพลังเวทย์ได้น้อยมากทำให้เขาต้องปรับแต่งวงแหวนเวทย์หลายครั้งกว่าจะใช้ได้อย่างทุกวันนี้ และด้วยความที่มันคล้ายกับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ทำให้เออร์วินเรียกมันว่า วงจรเวทย์
นอกจากถุงมิติเทียมแล้วก็ยังมีหน้ากากที่เขาสร้างมันขึ้นมาโดยนำเวทย์เบี่ยงเบนความสนใจแปลงเป็วงแหวนแล้วสลักลงบนหน้ากากทำให้มันสามารถเบี่ยงเบนพวกเวทย์ตรวจสอบให้หันไปทางอื่น และที่สำคัญเลยก็คือเออร์วินได้สร้างเครื่องมือและกลไกที่ใช้สกัดวัตถุดิบที่ใช้สร้างดินปืนขึ้นมาโดยใช้วงจรเวทย์เข้าช่วยเหลือ ซึ่งมันทำให้เขาทั้งประหยัดเวลาและลดความเสี่ยงโดยเฉพาะตอนที่สกัดไนโตรกลีเซอรีนที่พร้อมจะตู้มได้ทุกเมื่อ
เออร์วินเหลือบมองไปที่หญิงสาวที่โดนล่ามติดกับผนังอีกครั้ง เมื่อสองวันก่อนบังเอิญเขาเจอเธอในสภาพาเ็สาหัสก่อนจะหิ้วมาที่นี่แล้วจึงปฐมพยาบาลให้เธอ แต่ด้วยความที่เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายดีหรือร้ายเขาจึงต้องล่ามอีกฝ่ายเอาไว้ก่อน ทว่าอีกฝ่ายกลับสลบอยู่ตลอดเวลาทำให้ไม่สามารถรู้ความเป็มาได้
เขาหยิบปืนกล่องพริกไทยทุกกระบอกออกมาวางบนโต๊ะแล้วเริ่มเช็กะุปืนทีละกระบอก ก่อนจะบรรจุะุใหม่ใส่ลำกล้องที่ยิงไปแล้วเก็บปืนทั้งหมดใส่กล่องสามกล่อง แล้วเก็บกล่องไว้ในถุงมิติเทียมของเขา เออร์วินหันกลับมามองแฟ้มข้อมูลเกี่ยวกับพวกขุนนางบนโต๊ะก่อนจะหยิบขึ้นมาอ่านทีละหน้า ก่อนจะวางไว้บนโต๊ะแล้วทบทวนแผนการเปลี่ยนปลาเล็กเป็ปลาใหญ่ หรือก็คือแผนปฏิรูปประเทศในหัวก่อนจะมองไปยังแฟ้มข้อมูลเกี่ยวกับลูกขุนนางแล้วแสยะยิ้มออกมาพร้อมกับพึมพำว่า
"ในเมื่อตอนนี้ก็มีเงินมากพอแล้วคงต้องเริ่มแผนขั้นแรกแล้วสินะ"
ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปที่ทางออกของถ้ำโดยไม่พูดอะไรอีก พักหนึ่งคล้อยหลังจากที่เออร์วินเดินออกจากถ้ำไปหญิงสาวที่ควรจะหมดสติกลับลืมตาขึ้นเธอมองไปยังทางออกที่เออร์วินเดินจากไปก่อนจะพยายามขยับมือที่ถูกล่ามไว้
...................................................................................................
แกรรี่เรียกคนงานมายืนรอการจ่ายงานให้พร้อมส่งกระดาษที่เขียนแบบแปลนสามแผ่นให้พวกเขาดู ทันทีที่เห็นแบบแปลนหลายคนก็ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด พวกเขาต่างมองแบบแปลนด้วยความสงสัยว่ามันคืออะไรใช้ทำอะไร และทำไมมันถึง้าความประณีตขนาดนี้
“หัวหน้าครับพอจะบอกได้ไหมครับว่าไอ้นี่มันคืออะไร”
คนงานคนหนึ่งถามขึ้น แต่แกรรี่ส่ายหน้าแล้วตอบว่า
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันรู้แค่ว่าลูกค้าสั่งมาและเขาพร้อมจ่าย”
ได้ยินดังนั้นเหล่าคนงานก็เลิกสงสัยแล้วแกรรี่ก็สั่งว่า “ลูกค้าสั่งมาสามสิบชุดวางงานที่ทำอยู่แล้วเอางานนี้ก่อนลูกค้า้าด่วน” สิ้นคำสั่งก็แบ่งงานกันว่าคนไหนรับผิดชอบทำอันไหนแล้วจึงแยกย้ายกันไป
หากมีคนที่อยู่โลกเดิมของเออร์วินมาเห็นล่ะก็พวกเขาจะบอกได้ทันทีเลยว่าแบบแปลนสามสิ่งนี้ก็คือ โครงปืนลูกโม่ ตัวลูกโม่บรรจุะุ และนกสับของปืนลูกโม่
...............................................................................................
ณ ผืนป่าบริเวณที่เออร์วินทำการปะทะกับพวกโจรป่ามีคนสามคนยืนอยู่ที่นั่น สองคนแต่งตัวมิดชิดคนหนึ่งผมสีดำแต่งกายเรียบร้อยเนื้อตัวดูสะอาดสะอ้านผิดกับอีกคนที่ย้อมผมดำสลับขาวแต่งกายไม่เป็ระเบียบ ส่วนคนที่สามก็คือนักเวทย์ดินที่เป็สมาชิกคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ของกลุ่มโจร ชายผมดำกับชายที่ย้อมผมขาวสลับดำมองไปรอบบริเวณที่มีศพนอนเกลื่อน ในขณะที่ชายผมดำยังคงใจเ็ายอีกคนกลับมีท่าทีโมโหขึ้นมา เขาหันไปถามนักเวทย์ธาตุดินคนนั้นว่า
“ตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอว่าเมื่อปล้นเสร็จแล้วจะขายของชิ้นหนึ่งให้พวกข้าน่ะหานี่มันหมายความว่ายังไงวะ”
นักเวทย์ธาตุดินคนนั้นตอบเสียงสั่นว่า
“พวกพวกเราปล้นมาได้แล้วแต่กลับเจอเ้านั่นเสียก่อน”
“เ้านั่น” ชายคนที่ย้อมผมเลิกคิ้ว “ใครกันวะเ้านั่น”
“มันเป็นักล่าค่าหัวที่อยู่ ๆ ก็โผล่มาครับ”
“มันอยู่ที่ไหนพาพวกข้าไปหามัน”
“ไม่ทราบครับหน้าตามันเป็ยังไงยังไม่มีใครรู้เลยพวกเรารู้แค่ว่ามันเป็คนแคระ” นักเวทย์ดินพยายามชี้แจง
อีกฝ่ายกลับสั่งว่า
“พาพวกข้าไปหามัน”
“คือว่า...” เขาพูดยังไม่ทันจบก็โดนคว้ามือมากุมปากไว้แล้วสั่ง
“เดี๋ยวนี้”
โจรที่ใช้เวทย์ดินหน้าซีดเหงื่อตกและเผลอปัสสาวะราดออกมา เขาพบว่ามือที่กุมปากเขาไว้มันแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เขาพยายามดึงมือออกตามสัญชาตญาณแต่ไร้ผล มือของชายคนนั้นเริ่มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเริ่มจากหลังมือที่มีเกล็ดงูโผล่ขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดมือเขาที่กำลังกุมปากโจรที่ใช้เวทย์ดินก็เปลี่ยนเป็หัวงูขนาดเท่าฝ่ามือที่กำลังง้างขากรรไกรแล้วฝังเขี้ยวที่แก้มเขา
เมื่อฝังเขี้ยวที่แก้มเสร็จก็ถอนหัวงูออกมาเผยให้เห็นรอยเขี้ยวงูบนแก้มโจรที่ใช้เวทย์ดิน บนรอยกัดที่แก้มมีควันขาวลอยพุ่งออกมา เสียงร้องโหยหวนดังลั่นป่าไปทั่วบริเวณนั้น
“ได้อะไรบ้างริค” ชายที่ย้อมผมเดินมาถามชายที่ไว้ผมสีดำ
ริคตอบว่า
“เกือบทุกศพมีรูที่หัวหนึ่งรู แต่มีสองศพที่มีรูที่หน้าอกสองรู และที่สำคัญ” เขาชี้ที่พื้นจุดหนึ่งแล้วบอกว่า “ตรงนั้นมีร่องรอยการะเิมหาศาลแต่กลับไม่มีร่องรอยว่าแรงะเิเกิดจากการใช้พลังเวทย์”
“คิดว่าจะเกี่ยวกับคนแคระตามที่มันพูดไหม”
ริคที่ได้ฟังก็ส่ายหน้าแล้วตอบว่า
“ไม่ใช่หรอกเอนวี่จริงอยู่ที่พวกคนแคระนั้นไม่ค่อยพึ่งพลังเวทย์มนตร์ และสามารถสร้างอาวุธที่ไม่ใช้พลังเวทย์ แต่เ้าโจรนั่นบอกนี่ว่าเป็เ้านั่นไม่ใช่พวกนั้น แสดงว่าคน ๆ นี้ฉายเดี่ยว และคนแคระเพียงคนเดียวฆ่าคนพวกนี้ไม่ได้หรอก”
เอนวี่นิ่งเงียบก่อนจะพูดว่า
“ทางตันสินะ”
“ไม่เชิงหรอกเบาะแสที่มีตอนนี้คือ นักล่าค่าหัว ค่อย ๆ หามันไปเดี๋ยวก็เจอ”
พูดถึงตรงนี้ริคก็รู้สึกอะไรบางอย่าง เขามองไปยังทิศทางที่มีป้อมปราการแอสทราวินแล้วพูดว่า “คงต้องเร่งมือกันแล้วล่ะ”
“หา ?” เอนวี่ร้องด้วยความสงสัย
“ศาสนจักรเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว”
ทันที่ได้ยินคำนี้เอนวี่ก็นิ่งก่อนแสยะยิ้มออกมา
“งั้นเรอะ เ้าพวกตอแหลนั่นก็มากันแล้วเหรอ”
...............................................................................................
เออร์วินปีนกลับเข้าห้องนอนทางหน้าต่างมองไปที่บนเตียงนอนของตนซึ่งควรจะว่างเปล่าแต่กลับมีร่าง ๆ หนึ่งนอนหลับอยู่ เออร์วินเดินไปที่เตียงเห็นว่าอีกฝ่ายเป็เด็กสาวผมดำขลับกำลังนอนหลับจนเหมือนเทพธิดาตัวน้อย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลิลิธพี่สาวเขาแอบมานอนบนเตียงเขากลางดึก เออร์วินรู้ดีว่าแม้พี่สาวเขาจะดูเ็าแต่เนื้อแท้แล้วเธอยังคงเป็เด็กผู้หญิงที่ขออุ้มเขาในวันที่เขาเกิดอยู่เสมอ เธอรู้มานานแล้วว่าเขามักออกไปข้างนอกกลางดึก เธอเคยถามครั้งหนึ่งแต่เขาบ่ายเบี่ยงเธอก็ไม่คาดคั้นและถามอะไรเขาอีกทั้งยังไม่บอกใคร แต่เธอจะมานอนบนเตียงเขามารอเขาเพื่อให้มั่นใจว่าเขาจะกลับมาหาเธออย่างปลอดภัย