ตอนนี้ ฟางหยวน ได้หยิบหยกประจำตัวของตนของมา " ตอนนี้แสดงว่า เราก็เป็นศิษย์สายในแล้วสินะ " แล้วทำความเข้าใจกับเรื่องราวอยู่สักครู่ ฟางหยวน ก็ได้เปลี่ยนอาภรณ์ของตนเองจาก สีขาวกลายเป็นเขียวอ่อน
แล้วได้ไปที่ หลังหอตำราตามที่ชายสวมหน้ากากได้บอกไว้ ฟางหยวนจึงยอมทำตามอย่างที่ชายคนดังกล่าวได้บอกเอาไว้ " เอาละ ลองดูละกันว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น " เป๊าะ ฟางหยวนได้ดีดนิ้วไปหนึ่งครา
แต่แล้วมันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น " นี่มันยังไงกันแน่น สรุปแล้วมันไม่มีอะไรหรือยังไงกัน " ฟางหยวน ที่กำลังงุนงงอยู่ในขณะนี้กลับสัมผัสได้ถึง ปรตบะอันลึกล้ำบางอย่าง ที่มาอยู่ข้างหลังของตนเองก่อนที่ จะ รีบก้าวถอยหลังเพื่อตั้งท่าป้องกันอย่างรวดเร็ว
แต่ในที่สุด ฟางหยวน ก็ลดการป้องกันลงเพราะ เห็นคนที่มีตบะลึกล้ำนั่นก็คือ ชายสวมหน้ากากนั่นเอง " เจ้า หลับตาไว้ แล้วอยู่นิ่งๆ ซะ " ชายสวมหน้ากากไม่พูดมาก ฟางหยวน ก็เข้าใจดีเลยรีบทำตามที่พูด
และในตอนนี้ฟางหยวน รู้สึกเหมือนตัวเองบิดเบี้ยว และเวียนหัวเล็กน้อย จนในที่สุดเขาก็ลืมตาขึ้นมา เห็นตัวเองอยู่ในห้องบางอย่าง ที่คล้ายห้องสำหรับผู้ที่มีฐานะหรืออำนาจสักอย่าง ก่อนที่ฟางหยวนจะสำรวจ กลับได้ยินเสียงกล่าวถึงเขาขึ้นมา
" คงจะรู้สึกแปลกๆสินะ สำหรับการเคลื่อนย้าย ครั้งแรก " ซึ่งเสียงปริศนาไม่ใช่คนอื่นใดนอกจาก เจ้าสำนักชิงหลง ฉางหลิวฟง ฟางหยวนเห็นจึงอดที่จะตกใจไม่ได้ เขาไม่ได้นึกว่า ตนเองจะมาเจอกับเจ้าสำนัก ทั้งที่คนใหญ่คนโตเช่นนี้กลับมาพบกับ ผู้เยาว์เช่นเขา
มันอดที่จะสงสัยไม่ได้จริงๆ " เจ้าอาจจะคิด สงสัยว่าทำไมข้าถึงให้เจ้ามาพบ สินะ นั่นก็ไม่แปลกหรอกที่จะคิดเช่นนี้ แต่ว่าข้ามีเรื่องสำคัญจะพูดคุยเกี่ยวกับตัวเจ้าเอง " ฟางหยวนได้ยินเช่นนี้ ก็อดฉุดคิดมิได้ " เจ้าสำนักมี อำนาจเหลือล้นตบะที่ลึกล้ำ การที่จะมาพูดคุย "
" กับผู้เยาว์ที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ไม่มีอำนาจเช่น ข้า นั่นแปลกอย่างยิ่ง มันต้องมีอะไรสำคัญหรือแอบแฝง เป็นแน่ " ฟางหยวนสงสัยในตัวของ เจ้าสำนักอย่างมาก ยิ่งเขาคิดยิ่งระแวง " หรือว่าอาจจะเป็นเพราะปราณทมิฬของข้า? ถ้าอย่างนั้นล่ะก็อันตรายแน่ๆ "
" ไม่สิมันก็ไม่แน่ ว่ามันอาจจะรู้ความลับของข้า ก็ได้ ยังไงก็ตามต้องลองดูไปก่อน " ฟางหยวนจึงได้ถามฉางหลิวฟงว่า " งั้นท่านอาวุโส มีอะไรจะพูดคุยกับ ผู้เยาว์อย่างข้า "
" ข้ารู็ดีถึง ปราณทมิฬของเจ้า ดังนั้นไม่ต้องปกปิดมันหรอก " ฉางหลิวฟงได้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสบายๆ แต่ฟางหยวน กลับไม่ได้มีท่าทีสบายเช่นนั้น เขาได้ยินสิ่งนี้ ฉางหลิวฟงกล่าว ฟางหยวนไม่รอช้า โคจรตบะออกมา พร้อมถอยหลังไปตั้งท่าพร้อมโจมตีกลับทันที
ฉางหลิวฟง เห็นเช่นนั้น ก็มีสีหน้าเย็นชา และกำลังจะไว้มือขวายกขึ้นมาทำท่าอะไรบางอย่าง ฟางหยวน เห็นเช่นนั้น ตกใจอย่างสุดขีด " ถ้าหากมันลงมือละก็ ข้าไม่รอดแน่ๆ ดังนั้นข้าจึงจำเป็นต้องรีบหนี ไป " แต่ก่อนที่ฟางหยวนจะทำอะไร ฉางหลิวฟง กลับหัวเราะลั่นดัง ออกมา
" ฮ่า ฮ่าๆ ดูเจ้าสิ ข้าเพียงแค่หยอกเล่นนิดหน่อย กลับมีสีหน้าเช่นนี้แล้ว ช่างขบขำเสียจริง " ฉางหลิวฟงกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ ฟางหยวน ที่เห็นเช่นนั้น ได้แต่งงเป็นไก่ตาแตก สุดท้ายก็ตระหนักได้ว่า ตนเองนั้นช่างตื่นตูมราวกับ ไก่ที่ต้องการหลุดกรงไปเสียอย่างนั้น
ฟางหยวนก็อดที่จะเขินอายมิได้ " เอาละ เข้าเรื่องได้แล้วสิ่งที่ข้าอยากพูดกับเจ้าจริงๆนั่นก็คือการรับเจ้าเป็นศิษย์สืบทอดโดยตรงของข้า " ฟางหยวนได้ยินเช่นนั้นก็ตกตะลึงอย่างมาก ถึงขั้นสบถอยู่ในใจ " นี่มันเจ้าสำนักบ้าอะไรกันวะเนี่ย รับคนที่ไม่รู้จัก อย่างข้ามาเป็นผู้สืบทอดเนี่ยนะ " ฟางหยวนได้แต่ยืนงงเป็นไก่ตาแตกเสียอย่างงั้น
" ข้ารู้ข้าเข้าใจว่า เจ้ายังคงสงสัยว่า ทำไมข้าถึงอยากให้เจ้ามารับตำแหน่งสืบทอด ข้ามีเหตุผลหลักจริงๆอยู่นั่นก็คือ การที่เจ้าสามารถฝึกตำราวิถีมารของเซียนปีศาจได้ นั่นเอง เนื่องจากวิชานี้มันสืบทอดมาจากบรรพบุรุษรุ่นแรกๆ ที่เป็นเจ้าสำนัก "
" เจ้าสำนักรุ่นแรกได้กล่าวเอาไว้ ถ้าหากมีผู้ใดสามารถฝึกตำราเล่มนี้ได้แล้วละก็ จงมอบให้มันผู้นั้น และสนับสนุนมันซะ มันมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่อยู่ในกำมือ " ฟางหยวนได้ยินเช่นนั้นก็อดที่จะตกใจอีกครั้งมิได้ ผลทั้งหมดเกิดจากการที่เขาได้บังเอิญพบกับตำราเล่มนี้
และได้ฝึกตามแนวทางของมัน ไม่น่าเชื่อว่ามันจะมีเรื่องราวเช่นนี้ได้ แสดงว่า หนังสือเล่มนี้ต้องมีที่อันน่าเหลือเชื่ออย่างแน่นอน แต่ฟางหยวนยังคงสงสัยถึง ถ้างั้นทำไมไม่มีใครฝึก ตำราเล่มนี้กันละ เพราะมันผ่านมานานแล้วกลับไม่มีคนฝึกมันได้
มีแค่เขาเท่านั้นที่ฝึกมันได้ นี่มันจะไม่แปลกไปหน่อยเรอะ ฟางหยวนจึงได้ถาม ฉางหลิวฟงถึงเรื่องนี้ " เจ้าอยากรู้ ว่าทำไมถึงไม่มีผู้ใดฝึก ตำรานี้ได้งั้นเรอะ? " ฉางหลิวฟงถามกลับ ฟางหยวน
" ก็ได้ งั้นข้าจะบอกเจ้า ตำราเล่มนี้จริงๆข้าไม่ได้รู้อะไรมาก มีเพียงท่านเจ้าสำนักรุ่นแรกเท่านั้นที่รู้เกี่ยวกับมันมากที่สุด ข้ารู้เรื่องราวของมันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ท่านผู้นำรุ่นก่อนได้กล่าวกับข้าไว้ว่า หนังสือเล่มให้ ท่านรุ่น1 ได้นำมาจาก การชนะ เซียนคนหนึ่งได้ จากการประลองเป็นตาย "
" แต่ก่อนที่จะได้ถามไถ่อะไร เซียนคนนั้นกลับ ไม่ยอมบอกและฆ่าตัวตายไปเสียอย่างงั้น ราวกับไม่ต้องการแพร่งพรายข้อมูลใดๆของ ตำราวิถีมารเล่มนี้ให้ผู้ใดล่วงรู้ แต่ท่านผู้นำพอเข้าใจได้ เนื่องจาก เซียนที่เขาประลองตัดสินชีวิตด้วยนั้น เป็นคู่ต่อสู้ที่ สู้ยากที่สุดเท่าที่เคยพบมา นั่นทำให้ ท่านรุ่น1 ต้องเอาชนะด้วยกลโกง อันแยบยล จึงจะเอาชนะมาได้ หากสู้กันตรงๆมีแต่จะเสียเปรียบ "
" แต่การประลองครั้งนั้นก็ได้ทิ้งพิษบาดแผลไว้ นั่นทำให้ พลังฝึกปรือของท่านรุ่น1 ถดถอยลงอย่างมาก เขาต้องการล่วงรู้ถึงความลับของ ตำราเล่มนี้ เขาได้ใช้เวลาทั้งของชีวิต ศึกษามัน และในที่สุด ท่านรุ่นแรกก็ได้เข้าใจถึง ความลับของมัน บ้างเล็กน้อย นั่นก็คือ มันคือตำราที่จะทำให้ผู้ที่ฝึกมัน สามารถกลายเป็นเซียนได้โดยตรงถ้าหาก สำเร็จวิชานี้แล้วละก็!!! "
ฟางหยวนที่ได้ยินเช่นนั้น ถึงกับลอบยิ้มในใจ " นี่มันสุดยอดจริงๆ ไม่นึกว่าข้าจะได้สุดยอดวิชาเช่นนี้เพราะความบังเอิญ ต้องขอบคุณดวงของข้า จริงๆ ที่ทำให้ได้มีโอกาสเช่นนี้ "
" แต่ว่า ข้ายังเชื่อว่ามันมีรายละเอียดมากกว่านี้ แต่ก่อนที่ท่านรุ่นแรกจะรู้ข้อมูลและบอกกล่าวต่อท่านรุ่น2 ท่านรุ่นแรกกลับหายตัวไปอย่างลึกลับ นั่นทำให้ ความลับที่เหลือนั่นไม่อาจล่วงรู้ได้อีก แต่ยังไงก็ตามบัดนนี้กลับมีคนฝึกมันได้แล้ว นั่นก็คือเจ้า ดังนั้น ข้าจะสนับสนุนเจ้า เพื่อสืบทอดเจตจำนง ของเจ้าสำนักจากรุ่นสู่รุ่น ให้สำเร็จดังที่ว่าไว้ ข้าจะทำให้เจ้าเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ดั่งที่ท่านรุ่นแรกได้กล่าวเอาไว้ !! "
ฟางหยวนที่ได้ยินเช่นนั้นบัดนี้กลับเข้าใจว่า เรื่องที่เขาเกี่ยวข้องนั้นมันใหญ่กว่าที่เขาคิดไว้มาก และในตอนนี้ฟางหยวน เข้าใจแล้วว่า เจ้าสำนัก ฉางหลิวฟง นั่นคาดหวังในตัวเขามากแค่ไหน จากตอนแรกที่เขา ไม่อาจเชื่อได้ฉางหลิวฟง ได้ และสงสัย ในตัวของมันอยู่
ตอนนี้ความเคลือบแคลงใจได้ลดลงแล้ว นั่นทำให้ ภาพของฉางหลิวฟง สร้างความประทับใจแก่ฟางหยวน และในตอนนี้ฉางหลิวฟง ได้ก้าวออกมาข้างหน้า ฟางหยวน และได้กล่าวเอาไว้ " เจ้าจะคำนับฟ้าดิน และนับถือข้าเป็นอาจารย์หรือไม่ "
ฉางหลิวฟง กล่าวด้วยวาจาที่เข้มแข็ง แต่กลับมีใบหน้าที่อบอุ่น นั่นทำให้ ฟางหยวน รู้สึกถึงความเชื่อใจ ต่อชายที่อยู่ตรงหน้า ของเขา เขาเชื่อว่าชายคนนี้หวังดีๆ ต่อเขาจริงๆ นั่นทำให้ ฟางหยวน ไม่สงสัยอะไรในตัวของเจ้าสำนักคนนี้อีกต่อไป
" ข้า... ขอกราบไหว้ฟ้าดิน ขอสวดบทเหล่านี้ให้แก่เทพเซียนและ โพธิสัตว์เป็นพยาน ข้าขอคำนับท่านเป็นอาจารย์ของข้า " ฟางหยวน กราบไหว้ลงต่อ อาจารย์คนแรกของเขา ด้วยความรู้สึก ตื้นตันใจอย่างมาก
ฉางหลิวฟงก็ตอบรับคำกล่าวของฟางหยวน พร้อมกล่าวด้วยเสียงที่ดังก้อง " ตั้งแต่บัดนี้ไป เจ้าและข้าคือศิษย์อาจารย์กัน สายสัมพันธ์ของเราทั้งสองจะเชื่อมโยงกัน และไม่มีวันถูกตัดขาด ข้าขอสาบานด้วยสัตย์จริง "
ฟางหยวนก็กล่าวออกมาเช่นกัน " ข้าขอสาบานด้วยสัตย์จริง " บัดนี้ ฟางหยวนได้รู้สึกถึงสิ่งที่เขาไม่เคยมีมันมาก่อนตั้งแต่เด็ก นั่นก็คืออาจารย์นั่นเอง " เอาละเสี่ยวหยวน งั้นข้า จะพาเจ้าไปที่ ถ้ำเซียนของเจ้า และอธิบายถึงเรื่องราว "
ฉางหลิวฟงได้ พาศิษย์ของตน ฟางหยวน ไปที่ถ้ำเซียนสำหรับฝึกตน ทั้งสองคนนั้น นั่งคุยกัน อยู่สักพักก่อนที่ ฉางหลิวฟง จะถ่ายถอดวิธี เดินลมปราณและฝึกกำลังภายในของตนให้แก่ศิษย์คนแรกของเขา ฟางหยวน