เจียงถิงจิตใจสั่นไหวอย่างรุนแรง!
“เยี่ยมยอดเยี่ยมนัก แม่นางช่างมีจิตใจเปี่ยมด้วยคุณธรรม ข้าเจียงถิงขอคารวะ!มิทราบว่าแม่นางเป็นบุตรสาวของตระกูลใด? จิตใจกว้างขวางนัก รอจนกระทั่งสงครามสงบลงคราที่ต้องตอบแทนความดีความชอบ ข้าเจียงถิงจะเป็นคนแรกที่กราบทูลฮ่องเต้จะมิปฏิบัติต่อแม่นางอย่างอยุติธรรมแน่นอน!”
ดวงตาของเจียงถิงแดงก่ำด้วยความซาบซึ้งเขากำหมัดประสานมือไปทางฮวาเหยียน
ฮวาเหยียนโบกมือไปมา“ช่างเถิด”
เมื่อหันศีรษะกลับมานางก็เห็นสีหน้าที่ทั้งตกใจและภูมิใจของบิดา
ใช่แล้วท่านพ่อมู่ภาคภูมิใจกับการตัดสินใจของนาง
หากมิใช่เพราะไตร่ตรองแล้วว่าแม่นางน้อยของเขาไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนเกรงว่ามู่เอ้าเทียนคงรีบพุ่งเข้าไปกอดและกล่าวชมนางไปแล้ว!
ดูเถิด ดูๆ นี่คือบุตรสาวของเขาในใจคิดถึงประโยชน์ส่วนรวม บนไหล่แบกรับหน้าที่ความรับผิดชอบ
จีอู๋ซวงที่อยู่ด้านข้างเองก็ตื่นตระหนกยิ่งเช่นเดียวกันเขารู้จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างแม่นางผู้นี้กับตี้หลิงหานเป็นอย่างดี และรู้เรื่องการเดิมพันเงินสามล้านตำลึงของพวกเขาทั้งสองด้วยเพื่อรวบรวมเงินจำนวนนี้ สมบัติต่างๆ ที่นางมีล้วนถูกนำออกมาขายให้หออู๋หมิงทั้งสิ้นการกระทำทั้งหมดนั้น มิใช่เพื่อให้ตนเองไม่ต้องพ่ายแพ้ต่อตี้หลิงหานหรอกหรือ?
สัญญาที่มีเนื้อหาว่าหากไม่สามารถรวบรวมเงินสามล้านตำลึงได้ภายในสามวันยังอยู่ในกำมือของตี้หลิงหานหากเงินนี้ถูกนำไปใช้ เช่นนั้นมู่อันเหยียนคงทำได้แค่ยินยอมเข้าจวนไท่จื่อในฐานะหญิงรับใช้เท่านั้น...
หัวใจของจีอู๋ซวงสั่นสะท้านทั้งร่างของแม่นางผู้นี้นับว่าเป็นสมบัติจริงๆในกระดูกของนางมีความมุ่งมั่นปรารถนาและอิสระอันยิ่งใหญ่ที่บุรุษบางคนยังไม่มี
ในร่างของนางมีบางสิ่งเปล่งประกายยิ่งกว่าทอง!
จีอู๋ซวงรู้สึกเพียงว่าหน้าอกของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง...
“ทองทั้งหมดล้วนอยู่ในคลังขอแค่หลงจู้นำออกมาย่อมเป็นอันใช้ได้ ทว่ายังรบกวนท่านแม่ทัพมู่กลับไปกับข้าสักรอบเพื่อขนเงินที่เหลือของข้ามาเจ้าค่ะ”
ฮวาเหยียนทิ้งคำพูดไว้เช่นนั้นก่อนจับมือหยวนเป่าแล้วเดินจากไป มู่เอ้าเทียนเดินตามหลังฮวาเหยียนเขาย่อมทราบดีว่าลูกรักของเขากำลังจะกลับจวน
“หลงจู้จี ท่านทราบหรือไม่ว่าแม่นางผู้นั้นมาจากจวนตระกูลใด?ช่างเป็นเด็กดีไม่เลวเลยจริงๆ”
ขณะเจียงถิงสั่งการให้ทหารใต้อาณัติตรวจสอบเงินงบประมาณกองทัพ สายตาก็มองตามนางไปพลางกล่าวด้วยความชื่นชม
แววตาของจีอู๋ซวงดำดิ่งอยู่ในห้วงลึกเขาส่ายหัว “ข้าเองก็ไม่ทราบเช่นกัน”
...
“ลูกรักเจ้าคือความภาคภูมิใจของพ่อ”
ระหว่างทางกลับไปยังจวนในที่สุดมู่เอ้าเทียนก็อดทนเอาไว้ไม่ไหวจริงๆ ดวงตาของเขาแดงก่ำ กล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
เด็กน้อยคนนี้ช่างเยี่ยมนัก ยอดเยี่ยมจริงๆ
“ข้าเป็นบุตรสาวของท่านพ่อโดยธรรมชาติแล้วย่อมเรียนรู้จากท่านพ่อ เงินและสมบัติอื่นใดล้วนเป็นสิ่งของนอกกาย ยามนี้สถานการณ์ทางชายแดนวุ่นวายมิรู้ว่ามีผู้พลัดถิ่นไปแล้วกี่คนช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องการความช่วยเหลือทางด้านวัตถุ หากมีกำลังสำรองเพียงพอสงครามจึงจะสามารถสงบลงได้
ท่านพ่อไม่ต้องกังวลเรื่องของข้าต่อหน้าเรื่องใหญ่ของแคว้น ทุกเรื่องย่อมกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเจ้าค่ะ”
“เยี่ยมพูดได้ดียิ่ง! สมแล้วที่เป็นบุตรสาวของข้ามู่เอ้าเทียน!”
มู่เอ้าเทียนกล่าวอย่างซาบซึ้งใจ
ฮวาเหยียนพยักหน้าอย่างเอาจริงเอาจัง
เนื่องจากเวลามีจำกัดฮวาเหยียนและคนอื่นๆ จึงกลับมาถึงจวนอย่างรวดเร็ว ฮวาเหยียนขอให้บิดารอนางสักครู่นางกลับไปที่เรือนของตนเพื่อหยิบตั๋วเงิน ทันทีที่มาถึงห้องฮวาเหยียนก็ปีนขึ้นไปบนเตียง ร่างกายของนางสั่นสะท้านด้วยความเจ็บใจ
เพราะนางกลัวว่าจะมีคนค้นพบไข่มุกทองมังกรคะนองน้ำบนร่างของนางดังนั้นจึงกล่าวว่านางต้องการกลับห้องเพื่อหยิบเงิน
ชั่วขณะนั้นฮวาเหยียนนำเงินส่วนตัวตั๋วเงิน แท่งทองคำ และแท่งหยกทั้งหมดที่เก็บไว้ในไข่มุกทองมังกรคะนองน้ำออกมา สีหน้าของนางราวกับว่าชีวิตไร้ความหมายนางกุมอกหายใจเข้าลึกสองสามครั้ง
“ฮวาเหยียนเจ้าเป็นคนมีศักดิ์ศรี ตระหนักรู้คุณธรรมอย่างลึกซึ้ง เจ้าเป็นบุตรสาวของตระกูลมู่ต้องไม่ทำให้ตระกูลมู่ขายหน้าด้วยเงินเพียงเล็กน้อยเท่านี้!อีกทั้งพี่ชายรองก็ยังอยู่ที่ชายแดน เจ้าไม่เพียงช่วยชีวิตปวงประชา แต่ยังช่วยชีวิตของพี่ชายรองอีกด้วย...”
ฮวาเหยียนจัดเรียงความคิดของตนเองนางพิงโต๊ะเพื่อเขียนจดหมายหนึ่งฉบับ ใช้ห่อผ้าใบเล็กบรรจุสิ่งของ ก่อนออกมาจากห้องของตน“ท่านพ่อ รีบนำเงินทองเหล่านี้ไปมอบให้ท่านแม่ทัพเจียงเถิด และถือโอกาสนำห่อผ้านี้มอบให้ท่านแม่ทัพด้วยนี่เป็นของที่ข้าแยกเอาไว้ให้พี่ชายรอง ทว่าเนื่องจากท่านแม่ทัพมิทราบตัวตนของข้า จึงขอให้ท่านพ่อมอบในฐานะของท่านแทนเจ้าค่ะ”
มู่เอ้าเทียนรู้ดีว่าเวลามีจำกัดและหากล่าช้าไปเพียงเค่อ ทหารชายแดนก็จะมีเสบียงน้อยลงหนึ่งส่วนเขาเรียกให้คนรับใช้ในจวนมานับเงินส่วนตัวของบุตรสาว และนำเงินห้าแสนตำลึงที่ตนมอบให้นางเมื่อคืนออกมาตรวจนับให้เรียบร้อยสุดท้ายก็รวบรวมได้มากกว่าที่คาดไว้ มู่เอ้าเทียนสั่งให้คนขนเงินไปทั้งหมด จากนั้นก็นำห่อผ้าใบเล็กที่ฮวาเหยียนเตรียมไว้ติดตัวไปพร้อมเร่งรีบออกจากจวน
ภายในห่อผ้าใบเล็กมีจดหมายที่ฮวาเหยียนเขียนถึงพี่ชายคนรองตระกูลมู่ทั้งยังมีโอสถหลายขนานที่หยวนเป่าปรุงขึ้นมา มีทั้งโอสถต่อชีวิต โอสถจินฉวน และอีกมากมาย ล้วนเป็นโอสถล้ำค่า ฮวาเหยียนมิหักห้ามใจแม้แต่น้อยนางใส่เข้าไปทั้งหมดเพื่อมอบให้ท่านพี่รองของตน
แม้มู่เอ้าเทียนมีคำอยากกล่าวมากมายแต่เขาย่อมทราบดีว่าสถานการณ์ยามนี้เร่งด่วนเพียงใด ทางด้านเจียงถิงเตรียมพร้อมออกเดินทางแล้วเขาจึงรีบร้อนออกจากจวนเช่นกัน
ทันทีที่มู่เอ้าเทียนออกเดินทางไปฮวาเหยียนก็ทรุดนั่งลง ทั้งร่างราวกับพังทลาย...
“ท่านแม่ท่าทางของท่านดูเศร้านักขอรับ...”
หยวนเป่าเห็นมารดาของตนนอนฟุบอยู่บนโต๊ะด้วยใบหน้าเศร้าหมองเด็กน้อยจึงแสดงความกังวลและตรงเข้ามาปลอบโยนนาง
ฮวาเหยียนส่ายหัวเบาๆอย่างอ่อนกำลัง “ลูกรัก แม่มิได้เศร้า แม่แค่เป็นห่วงท่านลุงรองของเจ้า สงครามชายแดนวุ่นวายเป็นอย่างยิ่งไม่รู้จะมีคนบาดเจ็บล้มตายอีกกี่คน เฮ้อ แม่เพียงทนไม่ไหวเท่านั้น ที่พวกเราในเมืองหลวงใช้ชีวิตอย่างไร้กังวลเช่นนี้ได้ก็เพราะมีทหารชายแดนคอยปกป้องจากลมและฝนนับว่าสมควรแล้วที่แม่จะลงแรงที่เล็กน้อย [1] นี้อีกทั้งแม่ยังเป็นคนของตระกูลมู่ด้วย”
ตระกูลมู่ สามพยางค์นี้นับเป็นตัวแทนของการรับใช้ชาติและปวงประชาแน่วแน่ เข้มแข็ง และภักดีต่อองค์ฮ่องเต้ ดังนั้นนางมิอาจทำให้ตระกูลมู่เสื่อมเสียได้
หยวนเป่าพยักหน้า“ท่านแม่ยอดเยี่ยมนัก ท่านเป็นความภาคภูมิใจของหยวนเป่าขอรับ”
ทว่าท่าทางของท่านแม่ยังดูคล้ายอยากร่ำไห้ออกมาเหลือเกิน
เขารู้ดีว่าจิตใจของท่านแม่มีโลหิตหยดซึมแต่เขาเป็นบุตรชายที่ใส่ใจ ดังนั้นย่อมไม่เปิดโปงท่านแม่!
ฮวาเหยียนกล่าวคำพูดตรงข้ามกับจิตใจด้วยท่าทียิ่งใหญ่ทรงพลังทว่านางยังคงนอนพังพาบอยู่บนโต๊ะอย่างอ่อนแรง...
“ลูกรักโอสถวิญญาณทั้งหลายที่เจ้าปรุงขึ้นเพื่อแม่ แม่นำไปมอบให้ท่านลุงรองของเจ้าจนหมดแล้วดาบในสนามรบไร้ดวงตา หากไม่ระวังเพียงพริบตาอาจได้รับบาดเจ็บหรือตายได้ยาเหล่านั้นที่เจ้าทำขึ้นล้วนมีไว้เพื่อช่วยชีวิต”
ฮวาเหยียนกล่าว
เมื่อกล่าวเช่นนี้หัวใจของนางก็พลันไหววูบ แม้ยาเหล่านั้นจะมีค่ามากกว่าทองคำสี่ล้านตำลึงแต่นางก็เต็มใจมอบให้พี่ชายรองตระกูลมู่ พี่ชายที่นางมิเคยพบหน้า
“ขอรับท่านแม่ตัดสินใจแล้วย่อมดีที่สุด ไว้รอข้าปรุงโอสถให้ใหม่นะขอรับ”
หยวนเป่าเชื่อฟังเป็นอย่างยิ่งเขาเดินมาตรงหน้านางเพื่อตบไหล่ให้นางหายใจสะดวกขึ้นดวงตาของท่านแม่ว่างเปล่าอยู่บ้าง ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดหัวใจไปด้วย
แม่ลูกทั้งสองกำลังนอนฟุบอยู่บนโต๊ะของศาลาคลายร้อนในสวนดวงตาคู่โตสบประสานดวงตาคู่เล็ก
ทันใดนั้นหยวนเป่าก็คิดบางสิ่งขึ้นมาได้เขามองท่านแม่ของตนที่มีท่าทีเศร้าซึม ก่อนจะเปิดปากกล่าวว่า “ท่านแม่พวกเราเพิ่งไปหาเรื่องที่จวนไท่จื่อ ทันทีที่จากมาท่านก็บริจาคเงินสามล้านตำลึงเช่นนั้นเงินที่ต้องส่งมอบให้จวนไท่จื่อจะทำเช่นไรดีเล่าขอรับ? ท่านแม่ สัญญายังอยู่ในมือขององค์รัชทายาทนะขอรับ”
ไอ้หยา...
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ฮวาเหยียนพลันเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะ ดวงตาแมวหรี่ลง ไม่รู้ว่านางกำลังคิดอันใด
“ท่านแม่ ท่านลุงตี้หลิงหานผู้นั้นเป็นถึงองค์รัชทายาทแห่งต้าโจวแคว้นนี้ภายหลังย่อมเป็นเขาที่กุมอำนาจต่อเงินทองของท่านแม่ทำคุณประโยชน์ให้แก่แคว้นของเขา หากจิตใจของเขาซาบซึ้งมากพอเขาก็มิควรนำสัญญานั้นมาบีบบังคับท่านแม่ และไม่ควรบังคับให้ท่านแม่ทำตามที่ระบุไว้ในสัญญาด้วยขอรับ...”
เชิงอรรถ
[1] แรงที่เล็กน้อย 绵薄之力 (Mián bó zhī lì) เป็นคำพูดถ่อมตัว หมายถึง พยายามด้วยแรงอันน้อยนิดของตนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นช่วยได้เล็กน้อยก็จะช่วย