ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]

    บทที่ 143 เก็บศพลอยน้ำ ร่างหนักดั่งเหล็ก

    ผมลองกระตุกเชือกอีกหลายครั้งทว่าศพนั้นไม่ขยับเลย เหมือนว่าศพลอยน้ำนั้นฝังรากอยู่กับที่ถูกตรึงตายอยู่ตรงจุดเดิม

            หวังเหมิ่งที่กำลังพายเรืออยู่ด้านหลังเอ่ยถามขึ้น “อาจารย์เจียง เจอปัญหาเหรอ”

            “ศพนี่เหมือนไม่อยากขึ้นฝั่งน่ะ พี่เหมิ่ง ช่วยพายเรือเข้าไปใกล้อีกหน่อย” ผมตอบกลับไป

            หวังเหมิ่งไม่ลังเลแม้แต่น้อย “ได้เลย!”

            พูดจบเขาเริ่มพายเรือเข้าหาศพลอยน้ำทีละน้อย

            แต่การพายกลับยากลำบากมากราวกับว่าน้ำรอบๆ กลายเป็นบ่อโคลน ขยับแทบไม่ได้

            ระยะเพียงสองเมตรหวังเหมิ่งต้องใช้เวลากว่าหนึ่งนาทีเต็ม กว่าจะพายเรือเข้าใกล้ได้

            ตอนนี้ศพลอยน้ำอยู่ทางกราบซ้ายของเรือหันหน้าลง

            เชือกเกี่ยวศพยังคาอยู่ใต้ถังออกซิเจนบนแผ่นหลังของเขา

            ที่ลากไม่ไปเป็นเพราะไอศพกับพลังอาฆาตในร่างมันหนักเกินไปเพราะตายอย่างไม่เป็นธรรมชาติ พลังอาฆาตจึงรุนแรงเกินควบคุม

            นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมศพพวกนี้ถึงไม่ลอยขึ้นมาตามปกติ

            หากจะลากศพพวกนี้ขึ้นฝั่งมีอยู่สองวิธี

            หนึ่งคือประกอบพิธีเซ่นไหว้โดยวางเครื่องเซ่นแล้วท่องคาถาเพื่อคลายพลังอาฆาตของศพและส่งวิญญาณไปสู่สุคติ

            ทำแบบนี้จะสามารถลากศพขึ้นมาได้

            แต่ผมทำไม่เป็นและอาจารย์ก็ไม่เคยสอน

            ผมจึงเหลือแค่วิธีเดียวใช้กำลัง

            แกดื้อฉันดื้อกว่า

            แกแกร่งฉันแกร่งกว่า

            ถ้าแกไม่ฟังดีๆงั้นฉันก็จะฟาดจนกว่าจะยอมฟัง

            พลังอาฆาตแกรุนแรงแต่จิตสังหารฉันแรงกว่า!

            นี่คือคำพูดดั้งเดิมที่อาจารย์เคยสอนผมไว้ตอนสอนวิชา

            ในตอนนั้นเองผมดึงกระบี่กระดูกปลาออกมา

            กระบี่กระดูกปลาสามารถสยบไอหยินและพลังอาฆาตได้โดยเฉพาะพวกสกปรกที่อยู่ในน้ำ

            ผมกุมกระบี่แน่นแล้วแทงลงไปเต็มแรงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

            ปลายกระบี่เสียบลงกลางแผ่นหลังของศพโดยตรง

            พอชักกระบี่กลับขึ้นมาก็เกี่ยวเอาเศษเนื้อและเลือดติดขึ้นมาด้วยเล็กน้อย

            หวังเหมิ่งเห็นผมแทงศพก็ชะงักไปเล็กน้อยแต่ไม่ได้พูดอะไร

            ส่วนผมก็“ฉึกๆๆ” แทงซ้ำลงไปอีกเจ็ดแปดครั้งอย่างแรง

            ถ้าหวังเหมิ่งเปิดตาทิพย์ได้ล่ะก็เขาจะได้เห็นว่า...

            ทุกครั้งที่ผมแทงศพลอยน้ำจนเกิดบาดแผลก็จะมีไอศพสีเหลืองจางๆ ลอยออกมาจากรอยแผลนั้น

            และน้ำในทะเลสาบโดยรอบก็เริ่มกลายเป็นสีเหลืองซีดเล็กน้อยตามไปด้วย

            เมื่อไอศพรั่วไหลออกมาอย่างต่อเนื่องผมก็ตะโกนขู่ศพลอยน้ำนั้นว่า “ถ้าแกยังไม่ยอมขึ้นไปกับฉันฉันจะเสียบจนร่างแกเละไม่มีชิ้นดี ให้กระดูกแกแหลกเหลวไม่มีเหลือ แล้วชาติหน้าก็ไปเกิดเป็นคนพิการซะ!”

            ตะโกนจบผมเก็บกระบี่กระดูกปลากลับมา แล้วลองกระตุกเชือกเกี่ยวศพอีกครั้ง

            คราวนี้ผมพบว่าศพที่เคยลากไม่ได้แม้แต่นิดเดียวบัดนี้กลับดึงได้ง่ายราวกับไม่มีแรงต้านเลย

            “พี่เหมิ่ง พายเรือเข้าฝั่งได้เลย!”

            “โอเค!” หวังเหมิ่งรับคำ แล้วเริ่มพายเรือกลับ

            ความรู้สึกเหมือนพายเรือในโคลนเหนียวก่อนหน้านี้หายไปเรือเคลื่อนตัวไปยังฝั่งได้อย่างรวดเร็ว

            พอถึงฝั่งจั่วต้าเหนียนกับซุนโหย่วก็ยืนรออยู่ก่อนแล้ว

            เห็นพวกเราลากศพกลับมาพวกเขาตื่นเต้นไม่น้อย

            “เยี่ยมเลย ในที่สุดก็ได้ศพกลับมาสักร่าง!”

            “ใช่ๆ ก้าวแรกยากเสมอ แต่พอมีศพแรก เดี๋ยวก็มีศพที่สองตามมา ว่าแต่...อาจารย์ซ่งนี่ ตั้งแต่โผล่มาครั้งนั้นก็ไม่เห็นโผล่อีกเลยนะ?”

            ผมลงจากเรือแล้วดึงเชือกเกี่ยวศพลากศพลอยน้ำขึ้นมาบนฝั่ง

            ได้ยินพวกเขาถามแบบนั้นผมก็ตอบกลับไปว่า “ไม่ต้องห่วง อาจารย์ไม่เป็นอะไรหรอก”

            ที่ผมพูดแบบนี้เพราะตอนพายเรือกลับมานั้น ผมเห็นอาจารย์โผล่ขึ้นมาหายใจใกล้ๆท่าเรือห่างออกไปราวสิบห้าเมตร

            หลังจากหายใจเสร็จก็กลับลงไปในน้ำต่อ

            ต้องบอกเลยว่าอาจารย์ของผมนี่สุดยอดจริงๆ

            อายุขนาดนี้แล้วยังสามารถกลั้นหายใจในน้ำได้นานขนาดนั้น

            ที่สำคัญคือไม่ใช่แค่กลั้นหายใจแต่ยังต้องรับมือกับสิ่งสกปรกในน้ำไปด้วย

            พอจั่วต้าเหนียนกับซุนโหย่วได้ยินแบบนี้ก็ค่อยโล่งอกขึ้นหน่อย

            พอผมลากศพลอยน้ำขึ้นฝั่งได้สำเร็จก็พลิกศพกลับ

            ร่างนั้นบวมเป่งส่งกลิ่นเหม็นคลุ้ง

            ผิวหนังตามลำตัวเน่าเปื่อยหลายจุดดูเหมือนเพิ่งตายมาแค่สี่ห้าวัน

            แต่ความจริงคือนักประดาน้ำคนนี้ตายมาแล้วหนึ่งเดือนเต็ม

            ศพแช่อยู่ในน้ำตั้งหนึ่งเดือนแต่กลับไม่เน่าเปื่อยหมดทั้งร่าง ช่างน่าประหลาดจริงๆ

            จั่วต้าเหนียนกับซุนโหย่วต่างจมูกบิดเบี้ยวเพราะกลิ่นเหม็นพอเห็นสภาพศพก็อดอุทานออกมาไม่ได้ “บ้าน่า ตายไปตั้งเดือนนึงแล้วแต่ศพยังสมบูรณ์ขนาดนี้”

            “นั่นสิ น่าประหลาดจริงๆ”

            “...”

            ขณะที่พวกเขาคุยกันผมรีบหยิบธูปเทียนกับธงเรียกวิญญาณออกมาจากกระเป๋าเครื่องมือ

            ธงสามเหลี่ยมที่เคยใช้ปราบนักพรตวิญญาณที่เนินเขาสิบลี้นั่นแหละคือธงเรียกวิญญาณที่ผมใช้ในตอนนี้

            ผมง้างปากศพออกโดยไม่สนว่ามันจะตายตาไม่หลับจ้องผมด้วยดวงตาเบิกโพลงก็ตาม

            บนฝั่งไม่เหมือนในน้ำขอแค่มันไม่ลุกขึ้นมาก็ไม่มีทางก่อคลื่นอะไรได้อีก

            ผมปักธงเรียกวิญญาณลงไปตรงปากศพโดยตรง

            เหตุผลที่ต้องทำแบบนี้เพราะผมไม่รู้วันเดือนปีเกิดของผู้ตาย

            การปักธงลงที่ตัวศพจึงเป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุด

            เมื่อปักธงเสร็จ ผมชูมือทั้งสองขึ้นผสานมุทราตามรูปแบบของวิชาเรียกวิญญาณ แล้วฟาดมือลงตรงกระหม่อมศพทันที

            มือเปียกชื้นไปหมด กลิ่นเหม็นเน่าของศพโชยขึ้นมา

            ผมหันหน้าไปทางผิวน้ำ ตะโกนออกไปเสียงดัง “กายมีอายุ วิญญาณมีจิต ตายแล้วไฟมอด ดวงจิตยังสถิต ฟ้ามีเจ็ดดาวนำทาง แผ่นดินมีอาจารย์ชี้แนะ กลับมา!กลับมา! กลับมา!”

            ผมตะโกนซ้ำสามครั้งเต็มเสียง

            ธงเรียกวิญญาณที่ปักอยู่ในปากศพพลันสะบัดขึ้นเองแม้ไม่มีลมพัดธงกางออกพร้อมกับลมเย็นพัดวูบ

            “ฟู่ว...ฟู่ว...ฟู่ว...”

            ลมพัดกระหน่ำผิวน้ำตรงหน้าเริ่มมีคลื่นซัดเข้าหาฝั่งอย่างรุนแรง

            ภายใต้ตาทิพย์ของผม ผมเห็นเงาคนเงาหนึ่งกำลังค่อยๆปีนขึ้นฝั่งจากท่ามกลางคลื่น

            เขาขยับได้ลำบาก เหมือนตรงตลิ่งลื่นมาก

            ทุกครั้งที่เขาออกแรงจะถูกคลื่นซัดกลับลงไปในน้ำเล็กน้อย

            เขาพยายามขึ้นฝั่งอยู่หลายครั้ง แต่ก็ล้มเหลวเกินสิบหน

            ผมเห็นว่าไม่ได้ผลดีนักจึงหันไปพูดกับพี่เหมิ่ง “พี่เหมิ่ง ช่วยหยิบโซ่เหล็กดำในถุงแปดทิศให้หน่อยครับ”

            พี่เหมิ่งพยักหน้า หยิบถุงที่ผมพูดถึงแล้วหยิบโซ่เส้นหนึ่งออกมา “นี่ใช่ไหม”

            ผมมองดูโซ่เหล็กเส้นเล็กนั่นแล้วพยักหน้า “ใช่ครับ เอาปลายข้างหนึ่งคล้องกับขาศพ อีกข้างโยนลงไปในทะเลสาบเลย”

            พี่เหมิ่งไม่ถามแม้แต่น้อย ทำตามทันทีอย่างว่องไว

            แต่จั่วต้าเหนียนกับซุนโหย่วกลับอดสงสัยไม่ได้เอ่ยถามขึ้น “อาจารย์น้อยเจียงโซ่นี่เอาไว้ทำอะไรเหรอ”

            “ใช่ โซ่นี่ดูเล็กแล้วก็ยาวน่าจะสั่งทำพิเศษใช่ไหม มีความหมายอะไรหรือเปล่า”

            ตอนนั้นมือข้างหนึ่งของผมกดอยู่บนกระหม่อมศพ ขยับไม่ได้

            แต่เมื่อได้ยินคำถาม ก็ตอบกลับไป “โซ่เส้นนี้เรียกว่าโซ่เหล็กดำ ใช้สำหรับดึงวิญญาณคนตายโดยเฉพาะแม้จะใช้ผูกของแทนเชือกก็ได้ แต่ตอนนี้ต้องใช้มันลากวิญญาณของศพขึ้นจากทะเลสาบ”

            ทั้งสองได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจถอยห่างจากโซ่เหล็กดำโดยไม่รู้ตัว

            พี่เหมิ่งจัดการโซ่เสร็จแล้วก็ถอยมายืนข้างๆ

            ผมกดมือลงบนกระหม่อมศพอีกครั้ง แล้วตะโกนซ้ำ “กายมีอายุ วิญญาณมีจิต ตายแล้วไฟมอด ดวงจิตยังสถิต ฟ้ามีเจ็ดดาวนำทาง แผ่นดินมีอาจารย์ชี้แนะ กลับมา!กลับมา! กลับมา!”

            ครั้งนี้วิญญาณที่นอนหมอบอยู่ในน้ำเหมือนจะถูกปลุกขึ้นทันทีคว้าโซ่เหล็กดำที่อยู่ในน้ำไว้แน่น

            คนที่อยู่บนฝั่งอย่างจั่วต้าเหนียน หวังเหมิ่ง และคนอื่นๆต่างเห็นโซ่เหล็กดำตึงขึ้น แล้วถูกลากยาวเข้าไปในทะเลสาบ พร้อมกับเสียงโซ่ดัง “แกร๊งๆ”

            วิญญาณในทะเลสาบเริ่มไต่ขึ้นมาตามโซ่ทีละนิด...


             

    คล้ายกับเรื่องขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน