อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    ทาสกระบี่แห่งชิงอวิ๋น

    ‘ยังไม่ตายเหรอ?’
    หลินอวิ๋นลืมตาขึ้นมองหน้าอกราบเรียบ ความคิดแรกคือยังไม่ตาย
    เขาจำได้ว่านาน ๆ ทีตนจะว่างเลยไปเที่ยวปีนเขาไท่ซาน 
    ใครจะไปคาดคิดว่าวินาทีที่ขึ้นถึงยอดเขาจะโดนแสงกระบี่สายหนึ่งทะลวงผ่านหน้าอก
    ยังไม่ทันตั้งรู้ตัวก็หมดสติไปทันที
    “เจ็บชะมัดเลย!” หลินอวิ๋นพลันกุมศีรษะด้วยสีหน้าดิ้นรน
    เจ็บ… เจ็บหัวแทบจะแยกออกเป็นสองส่วน ความทรงจำเบียดทะลักเข้ามาเป็นสาย ๆ ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ขยับวูบไหวอย่างรวดเร็วราวกับภาพยนตร์
    การผสานความทรงจำไม่ได้ผ่านไปนานนัก ทว่าหลินอวิ๋นกลับรู้สึกเหมือนผ่านไปสิบกว่าปี 
    จนเมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง สีหน้าผ่อนคลายลงทีละน้อย ระหว่างดวงตาสองข้างเต็มไปด้วยความสุขุม
    ที่แท้ก็ยังไม่ตายจริง ๆ เขาทะลุมิติมาแล้ว
    มาสู่โลกที่มีนามว่าเสวียนหวง สถิตอยู่ในร่างทาสกระบี่ตัวจ้อยคนหนึ่งที่นอนหลับอยู่ริมแคว้นเทียนสุ่ย
    บางทีสวรรค์อาจจะมีเจตนาซ่อนเร้นอยู่ นามของทาสกระบี่นี่ก็ชื่อหลินอวิ๋นเช่นกัน
    ความทรงจำที่ผสานรวมเข้ามาทำให้เขารู้ว่าปีนี้ตนอายุสิบห้าปี เข้าสำนักชิงอวิ๋นเมื่อสามปีก่อน มีคุณสมบัติต่ำเตี้ยยิ่ง ดังนั้นเลยไม่ได้เป็นศิษย์ชิงอวิ๋น 
    เขากลับได้เป็นแค่นักการในห้องชะล้างกระบี่ฝ่ายใน เป็นทาสกระบี่ ทำหน้าที่ดูแลรักษากระบี่ให้เหล่าศิษย์ฝ่ายในและผู้อาวุโสโดยเฉพาะ
    ดีที่สำนักชิงอวิ๋นไม่ใช่สำนักที่ใช้กระบี่เป็นหลัก เขาเลยไม่ได้มีงานยุ่งอะไรมากเป็นพิเศษ จึงมักมีเวลาว่างใช้ฝึกฝนบ้างในทุกวัน
    โลกเสวียนหวงนั้นใช้กำลังเป็นใหญ่
    มีชีวิตเป็นทาสกระบี่ ทั้งยังได้โอกาสฝึกฝน นับว่าหาได้ยากยิ่งแล้ว
    ในสำนักชิงอวิ๋นมีกฎอยู่ว่านักการทุกคน หากบำเพ็ญเพียรสำเร็จขั้นต้นก็สามารถเป็นศิษย์สำนักได้อย่างเป็นทางการ
    กฎนี้เองที่ผลักดันหลินอวิ๋นมาตลอด เพื่อความหวังนี้เขายอมเป็นทาส ไม่ออกจากสำนักชิงอวิ๋นไป
    น่าเสียดาย เจ้าหลินอวิ๋นนี่มีความแน่วแน่มากพอ ทว่าการตระหนักรู้แย่เกินไป ฝึกฝนมาสามปียังไม่ข้ามวิถียุทธ์ขั้นสอง ล่าช้าไม่อาจก้าวสู่ขั้นสาม 
    ทว่ามาตรฐานของศิษย์ฝ่ายนอกคือวิถียุทธ์ขั้นสาม และความห่างหนึ่งก้าวนี้เองที่สกัดหลินอวิ๋นไว้ที่ประตูฝ่ายนอกมาตลอด
    หลินอวิ๋นตรึกตรองเงียบ ๆ ในใจ ตนเป็นทาสกระบี่ เวลาการฝึกฝนและทรัพยากรมีจำกัด แม้จะใช้เวลาสามปีเต็ม ๆ ก็ยังทะลวงสู่วิถียุทธ์ขั้นสามไม่ได้ การตระหนักรู้ของเจ้าของร่างเดิมนี่ธรรมดาไปหน่อย
    ‘ในเมื่อได้เกิดใหม่อีกครั้งก็ต้องใช้ชีวิตต่อไปให้มันดี ๆ ชื่อหลินอวิ๋นในโลกนี้ต้องเลื่องลือไกลได้เหมือนกัน!’
    จะว่าไปก็แปลก หลินอวิ๋นปรับตัวกับเรื่องการทะลุมิติได้เร็วมาก ครู่เดียวก็กำหนดเป้าหมายให้ตนเองได้ บางทีอาจจะเกี่ยวกับงานเมื่อภพก่อนของเขามากก็ได้ ดังนั้นเขาจึงรักษาความสุขุมเอาไว้ได้ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมใด
    ภพก่อนเขาเป็นทนายความอัจฉริยะ ชำนาญเรื่องกฎหมาย อ่านผ่านตาไม่ลืม ใช้ความสุขุมและมั่นคงจนมีชื่อเสียงโด่งดัง ตั้งแต่ฝึกงานจบมายังไม่เคยว่าความแพ้สักครั้ง
    “ลองดูก่อนแล้วกันว่าร่างนี้มีคุณสมบัติยังไงกันแน่”
    หลินอวิ๋นเอ่ยเสียงหนักแน่นแล้วเปิดห้องไม้เล็ก ๆ นั้นออกมาบนที่โล่งกว้างหน้าประตู
    หลินอวิ๋นตั้งท่าหมัดพยัคฆ์ร้ายแล้วย่ำจังหวะก้าวก่อนจะชกออกไปทีละหมัด
    หมัดพยัคฆ์ร้าย ฟังจากชื่อแล้วรู้เลยว่าเป็นวิชาหมัดที่แพร่หลายแต่มีคุณภาพ ความจริงก็เป็นเช่นนั้น ในวิชาพื้นฐาน วิชาที่ดีกว่าหมัดพยัคฆ์ร้ายในสำนักชิงอวิ๋นไม่รู้มีอีกตั้งเท่าไร
    เพียงแต่ทาสกระบี่จะได้รับเพียงวิชานี้เท่านั้น หากไม่ใช่ศิษย์สำนักอย่างเป็นทางการก็จะไม่มีวันได้ทรัพยากรมากมายหลายหลาก ๆ ของสำนักชิงอวิ๋นเลย
    เหตุใดนี่ถึงเป็นเพียงวิชาพื้นฐานน่ะหรือ?
    วิถียุทธ์สิบขั้น สามขั้นแรกฝึกหนังกระดูกฝึกทางเดินเลือดลม สามขั้นตรงกลางฝึกเลือดเนื้อฝึกอวัยวะภายในทั้งห้า สามขั้นสุดท้ายเชื่อมเส้นเอ็น ละลายกระดูก ผลัดเปลี่ยนไขสันหลัง ก้าวสู่จุดสูงสุดขั้นสิบ
    วิชาหมัดพื้นฐานคือการขัดเกลาร่างกาย ปรับทางเดินเลือดลม กระดูก และเลือดเนื้อให้ดีขึ้น เป็นการปูพื้นฐานสำหรับเส้นทางการฝึกฝนอันยาวนานหาที่สุดมิได้ในภายภาคหน้า
    ฟู่ว ๆ!
    แรงหมัดแหวกผ่านอากาศดังฟู่วพัดใบไม้ที่ร่วงหล่นอยู่ตามพื้นให้ลอยขึ้น หลินอวิ๋นรู้สึกเบาสบายไปทั้งตัว จมดิ่งอยู่ในความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่าง
    แปลก ทำไมวันนี้เราถึงฝึกหมัดพยัคฆ์ร้ายนี่ได้ราบรื่นแบบนี้
    ในความทรงจำนั้น เมื่อก่อนตอนหลินอวิ๋นฝึกวิชาหมัดชุดนี้จะรู้สึกว่าคลุมเครือเข้าใจยาก ได้แต่ทำตามไปแบบทื่อ ๆ โดยไม่ได้เข้าใจความหมายของมันสักนิด
    ทว่าวันนี้ฝึกแล้ว หลินอวิ๋นกลับรู้สึกสมองปลอดโปร่ง เข้าใจทุกอย่างอยู่ภายในใจ ทุกหมัดที่ชกออกไปจะมีความร้อนไหลเวียนราบรื่นในร่างกาย ก่อนจะเข้าใจความหมายสำคัญในกำปั้นทันที
    หมัดพยัคฆ์ร้ายมีทั้งหมดสิบแปดรูปแบบ ข้างหน้าสิบห้ารูปแบบ ใช้เพื่อถนอมขัดเกลากายหยาบ อีกสามรูปแบบข้างหลังใช้จู่โจม ต้องมีการตระหนักรู้ที่ค่อนข้างสูงถึงจะฝึกได้
    แบ่งเป็นพยัคฆ์คำรามป่าเขา พยัคฆ์ร้ายลงเขาและร้อยสัตว์เข้าเฝ้า
    แก่นสำคัญของหมัดพยัคฆ์ร้ายอยู่ที่สามกระบวนท่านี้ ทว่าหลินอวิ๋นคนก่อนฝึกไม่สำเร็จ สิบห้ารูปแบบแรกยังเข้าใจแค่ครึ่งเดียว แล้วจะไปคิดถึงสามกระบวนท่าหลังได้อย่างไร
    ขณะครุ่นคิดอยู่นั้นได้ชกหมัดสิบห้ารูปแบบแรกครบหมดแล้ว ความร้อนไหลเวียนไปทั่วแขนขาและกระดูกทั่วร่าง แล่นพล่านไปอยู่ทุกที่
    ทันทีที่แววตาหลินอวิ๋นแน่วแน่ แก่นสำคัญของวิชาหมัดพยัคฆ์ก็วูบผ่านความคิด เขาอาศัยความรู้สึกนี้ควบคุมกระแสความร้อนที่วิ่งพล่านไปมาในร่างกายไว้ ก่อนคำรามเสียงเบาทีหนึ่งแล้วชกหมัดพยัคฆ์ร้ายรูปแบบที่สิบหก พยัคฆ์คำรามป่าเขา
    โฮก!
    เมื่อปล่อยหมัดออกไป กระแสความร้อนในร่างกายเดือดพล่าน หลั่งไหลไปที่มือขวาทั้งหมด เหมือนปรากฏเงาพยัคฆ์ร้ายร่างหนึ่งข้างหลังหลินอวิ๋นแล้วคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด
    จากนั้นกระดูกส่งเสียงระเบิดปึงปังดังไปทั่วร่าง ดังทั้งหมดร้อยครั้ง ทุกเสียงดั่งความพิโรธ ประหนึ่งพยัคฆ์คำราม พายุคลั่งกระหน่ำไปมา เศษใบไม้บนพื้นกว้างโล่งปลิวว่อนกลางอากาศ แตกสลายเป็นเศษผงนับไม่ถ้วนก่อนจะตกลงมาดังซ่า ๆ
    กระแสความร้อนในร่างกายยังคงไหลพล่านไม่หยุด รู้สึกอบอุ่นไปทั้งตัว สุขสบายอย่างยิ่ง
    “นี่คือพลังภายใน! ทะลวงกระดูกดังร้อยครั้งเกิดพลังภายใน มันคือสัญลักษณ์ในการทะลวงขั้นสอง เราจะไปถึงวิถียุทธ์ขั้นสามแล้ว!”
    หลินอวิ๋นดึงหมัดกลับมาและปรับลมหายใจ สีหน้ามีความดีใจบาง ๆ ไม่นึกเลยว่าฝึกพยัคฆ์คำรามป่าเขาสำเร็จแล้วจะทำให้เขาก้าวสู่วิถียุทธ์ขั้นสามไปพร้อม ๆ กันด้วย
    เขายังแปลกใจอยู่ ทำไมการตระหนักรู้ของเขาถึงสูงขึ้นแบบนี้
    ทีเดียวก้าวสู่วิถียุทธ์ขั้นสามยังอธิบายได้ ถึงอย่างไรหลินอวิ๋นก็สั่งสมอยู่ในขั้นพลังนี้มาปีกว่าแล้ว
    คิดไปคิดมาก็มีแค่คำอธิบายเรื่องการผสานจิตวิญญาณเพียงอย่างเดียว ภพก่อนเขาฉลาดสุดยอดอยู่แล้ว เป็นทนายความอัจฉริยะ อ่านผ่านตาไม่ลืม ท่องจำขึ้นใจ ไม่ได้มีชื่อเสียงจอมปลอมอย่างแน่นอน
    เดิมทีมีข้อได้เปรียบตรงนี้ ประกอบกับการผสานจิตวิญญาณของอวิ๋นอีกคน การตระหนักรู้จึงก้าวไปอีกขั้น ก็พอจะเข้าใจได้
    “ดูท่าในโลกนี้ ความฉลาดของเราคืออัจฉริยะ ควรพัฒนาในจุดที่เติบโตได้แล้ว เรามีวิถียุทธ์ขั้นสามแล้วก็มีคุณสมบัติเป็นศิษย์ฝ่ายนอกสำนักชิงอวิ๋นแล้ว จากนี้ไม่ต้องเป็นทาสกระบี่อีกแล้ว” หลินอวิ๋นพึมพำกับตัวเอง จู่ ๆ เขาก็นึกถึงเรื่องหนึ่ง ใบหน้าเปลี่ยนสีเด่นชัด ก่อนจะรีบกลับไปในห้องไม้แล้วค้นหาไปทั่ว
    เห็นกระบี่ล้ำค่าแช่อยู่ในน้ำเย็นตรงมุมมืดห้องไม้
    “มันนี่แหละ”
    หลินอวิ๋นยื่นมือไปหยิบกระบี่ล้ำค่าออกมาอย่างไม่ลังเล มือขวาพลันโดนความเย็นจนซีดขาว
    ในน้ำเย็นนั้นสะท้อนใบหน้าหล่อเหลาของหลินอวิ๋น ตรงระหว่างคิ้วยังมีสัญลักษณ์ทรงสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดสีม่วงจุดหนึ่ง หลินอวิ๋นมองสัญลักษณ์สีม่วงนี่ด้วยสีหน้าแปลกประหลาด
    เป็นทาสหนึ่งวันมีตราประทับไปชั่วชีวิต!
    หลินอวิ๋นไม่ได้สนใจอะไรมาก เขาถือกระบี่ล้ำค่าออกจากห้องมุ่งหน้าไปยังห้องชะล้างกระบี่อย่างว่องไว
    กระบี่ล้ำค่าไม่ใช่ของเขาอยู่แล้ว แต่เขาบำรุงรักษาให้ศิษย์ฝ่ายในสำนักชิงอวิ๋นคนหนึ่ง กระบี่ทุกเล่มเมื่อใช้ไปนาน ๆ แล้วจะต้องบำรุงรักษาด้วย
    เพื่อยืดอายุขัยของมัน กระบี่ล้ำค่าดี ๆ ยิ่งต้องทำเช่นนี้
    เขาเป็นทาสกระบี่ตลอดช่วงหลายปีมานี้จนขอห้องพักส่วนตัวจากสำนักชิงอวิ๋นได้ เขากับทักษะบำรุงรักษากระบี่เหนือชั้นนี่แยกจากกันไม่ได้แล้ว
    ไม่ทันการล่ะ ควรจะส่งคืนไปตั้งแต่เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน แต่เขาดันมาฝึกวิชาหมัดอยู่เสียได้
    หลินอวิ๋นหงุดหงิดใจเล็กน้อย ตนเป็นคนต้อยต่ำ ดันทำเสียเรื่องคนใหญ่คนโตในสำนักที่เคร่งครัดระดับนี้ ไม่อยากจะคิดถึงผลที่ตามมาเลย
    หากร้ายแรงหน่อย นี่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
    “ศิษย์พี่หญิงซู เขามาแล้ว!”
    ตรงหน้าห้องชะล้างกระบี่ตรงมุมเขามีคนสามคนรวมกัน หลังเห็นหลินอวิ๋นเร่งรีบมาแล้ว บุรุษรูปร่างผอมหนึ่งในนั้นรีบเอ่ยปาก
    ตรงข้ามเขาเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่งยืนอยู่ ลักษณะไม่ธรรมดา บุคลิกยอดเยี่ยมโดดเด่นกว่าใคร ดูต่างจากคนที่เอ่ยเมื่อครู่อย่างชัดเจน
    โดยเฉพาะสตรีผู้นั้นสวมเสื้อเขียวกระโปรงยาว ร่างอรชรอ้อนแอ้น เอกลักษณ์เหนือธรรมดา ใบหน้างดงามไม่ธรรมดา ทำให้คนเกิดความรู้สึกไร้ค่าไม่กล้าสบตาตรง ๆ
    หลินอวิ๋นมองผ่านกลุ่มคนไปเห็นสตรีนางนั้นกลับรู้สึกดีอย่างน่าประหลาด
    หลินอวิ๋นที่ผสานรวมความทรงจำกับเจ้าของร่างเดิมไม่ได้แปลกใจเลย เจ้าของร่างเดิมนี่คงจะแอบรักศิษย์ฝ่ายในสำนักชิงอวิ๋นนามซูจื่อเหยาคนนี้มาตลอด
    “เจ้าทาสกระบี่ เหตุใดถึงเพิ่งโผล่มาป่านนี้ ศิษย์พี่หญิงซูรอเจ้ามาหนึ่งเค่อ1แล้ว” ผู้ชายร่างผอมเห็นหลินอวิ๋นเข้ามาใกล้จึงด่าทอโดยพลัน
    ซูจื่อเหยาเอ่ยราบเรียบ ด้วยใบหน้าไร้คลื่นอารมณ์ “เอากระบี่มา”
    หลินอวิ๋นถอนหายใจโล่งอก อีกฝ่ายไม่ได้ต่อว่าจึงเดินเข้าไปส่งกระบี่ล้ำค่าตรงอ้อมอกไป
    ซูจื่อเหยาหยิบผ้าเช็ดมือออกมาเช็ดกระบี่ตั้งแต่หัวถึงปลายรอบหนึ่ง การทำแบบนี้ทำให้หลินอวิ๋นขมวดคิ้วน้อย ๆ ความรู้สึกดีน้อยนิดจากเจ้าของร่างเดิมมลายหายไปจนหมด
    ชิ้ง!
    ตัวกระบี่ถูกชักออกมาครึ่งชุ่น สายลมหนาวเหน็บหมุนม้วนตามออกมา ซูจื่อเหยาถูอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่งกระบี่กลับเข้าฝักอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวว่องไวจนคนเห็นแค่ประกายหนาวเยือก
    “ไม่เลว” ซูจื่อเหยาเก็บกระบี่ล้ำค่าไปด้วยความพอใจก่อนจะโยนขวดหยกมาตรงเท้าหลินอวิ๋น
    นี่หมายความว่า มองเขาเป็นขอทานอย่างนั้นเหรอ?
    หลินอวิ๋นโกรธอยู่ในใจนิด ๆ
    บุรุษหล่อเหลาข้างกายพูดยิ้ม ๆ “ศิษย์น้องหญิงซูใจกว้างจริง ๆ ทาสกระบี่นี่มาช้าไปหนึ่งเค่อ ยังจะให้รางวัลมันอีก ยังไม่รีบหยิบขึ้นมาขอบคุณศิษย์พี่หญิงอีก!”
    พอเห็นหลินอวิ๋นแน่นิ่ง บุรุษหล่อเหลาขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางว่าด้วยน้ำเสียงเย็นชา
    ถ้าเป็นหลินอวิ๋นเมื่อก่อน ไม่ต้องให้บุรุษหล่อเหลานี่พูดอะไรมากก็คงหยิบขึ้นมาเองแล้ว
    ทว่าตอนนี้…
    เก็บหรือว่าไม่เก็บกันแน่?-โปรดติดตามตอนต่อไป-1 หนึ่งเค่อ เท่ากับเวลา 15 นาที