บทที่221การเคลื่อนไหวของเจ้าสาว
เพียงสิ้นวาจาประโยคดังกล่าวร่างของมหาเทวะเทียนหมิงก็เลือนหาย คล้ายมีหมอกมายาแพร่กำจายเป็นทาง รู้ตัวอีกทีหมอกนั้นก็ผนึกเป็นหมัดแห่งวจนะยุทธ์ที่เทียมฟ้านำพาความครืนครั่นจนปฐพีสั่นสะเทือน ฟาดเข้าใส่ร่างของอวิ๋นเซี่ยวซุนอย่างเต็มเหนี่ยว
นี่นับเป็นครั้งแรกที่ผู้คนได้เห็นการเอาจริงของมหาเทวะเทียนหมิง!
“นี่สินะคือความพิโรธแห่งเทพ"
“พลังการโจมตีของมหาเทวะเทียนหมิงในคราจัดการธรรมบาลปัญญาและเทพดาเร้นกายมิอาจเทียบติดแม้เพียงกระผีก"
“นี่สินะคู่ปรับที่แท้จริงของท่าน"
หลังหนึ่งเสียงกึกก้องกัมปนาทปานปฐพีจะถล่มสงบลงชุดคลุมแดงขลิบทองก็สะบัดพริ้วเหนือแรงลมให้เห็นอีกครั้ง ใต้พื้นที่แตกระแหงเป็นแอ่งใหญ่ปลายนิ้วเรียวยาวขาวซีดประกบกันในท่าประนมมือ แสงสีขาวเจิดจ้าแผ่ไพศาล มุทราแห่งเทพที่เหนือยิ่งกว่ามุทราของธรรมบาลมุทราได้แผ่พุ่งวจนะยุทธ์อันหนักหน่วงแกร่งกร้าวพึ่งผ่านพ้น วจนะมุทราที่ศักดิ์สิทธิ์เหนือโลกหล้าก็แผดลำแสงอย่างต่อเนื่อง
การไม่ปล่อยโอกาสให้อวิ๋นเซี่ยวซุนนี่นับเป็นหนทางที่ประเสริฐที่สุด
ทั่วโลกหล้ามหาเทวะเทียนหมิงสามารถเพิกเฉยมองผ่านได้ทุกผู้ยกเว้นผู้เดียวก็คือ อวิ๋นเซี่ยวซุน!
การลงมือของมหาเทวะเทียนหมิงสร้างความตื่นตะลึงตรึงเครียดแก่ทุกผู้แต่การรอดูการตอบโต้คืนกลับของอวิ๋นเซี่ยวซุนทำให้พวกมันต้องลืมหายใจ เพียงการลงมือของมหาเทวะเทียนหมิงยังนำพาความพินาศเพียงนี้หากอวิ๋นเซี่ยวซุนลงมือคืนกลับจะพินาศเพียงไหน เพราะเมื่อนึกถึงเรื่องราวการประหัตถ์ประหารกันรอบแรกว่ากันว่านิกายเทวะวจนะตอนนั้นได้พังทลายไปเกินกว่าครึ่ง เช่นนั้นเมื่อการต่อสู้ของสองสุดยอดเกิดขึ้นในคำรบสองผู้คนจึงไม่ยากจะคิดถึงผลลัพธ์ที่จะเกิด ไม่อยากคิดถึงบริเวณที่พวกตนถูกกักขังอยู่พวกตนจะรอดจากลูกหลงของการต่อสู้หรือไม่ พวกมันทุกคนจึงต่างจับจ้องเหตุการณ์จนลืมหายใจ
ทว่ารอหลายชั่วอึดใจแล้วรอจนเสียงแห่งวจนะมุทราเริ่มสงบ ฝุ่นขลิบฝุ่นดินร่วงตกจนหมดสิ้น แต่การตอบโต้คืนกลับแม้เพียงครั้งก็ไม่มีพลังญาณอันนอกรีตที่เขย่าโลกาไม่ปรากฏ อวิ๋นเซี่ยวซุนมิได้ตอบโต้มหาเทวะเทียนหมิง หลายผู้จึงต่างพากันแปลกใจแววตาที่ฉายชัดออกมาล้วนงุนงงสงสัย มิต่างจากนัยน์ตาอันลึกล้ำคู่นั้น แม้แต่มหาเทวะเทียนหมิงเองก็ไม่เข้าใจ
มหาเทวะเทียนหมิงกล่าวอย่างเนิบช้า
“หรือว่าเจ้าเองรู้ตนว่าจะตายแล้ว"
ภายใต้ความปั่นป่วนที่สงบลงร่างอันโชกด้วยโลหิตของอวิ๋นเซี่ยวซุนดูแจ่มชัด สภาพภายนอกดูไม่สู้ดี ไร้สง่าราศีแห่งจอมมารปฐพีไปอย่างสิ้นเชิงนอกจากฝ่ามือที่สั่นพร่ากำชับฝ่ามือที่ประกบในท่ามุทราของมหาเทวะเทียนหมิงอย่างแน่นหนาอวิ๋นเซี่ยวซุนก็มิได้ตอบโต้ใดอีก ลำพังจะยืนหยัดก็ยากลำบาก มันพร้อมที่จะทรุดลงยังปฐพีได้ทุกเมื่อทว่ามีเพียงฝ่ามือที่กุมกำชับข้างนั้นที่มันมิอาจปล่อย
“นับตั้งแต่ที่เห็นฟ้าเปิดข้าก็รู้ตัวว่าตนคงหมดเวลาแล้ว เช่นเดียวกันกับเจ้า เวลาของเจ้าก็ใกล้เข้ามาเต็มที"
มหาเทวะไม่แสดงสีหน้าความรู้สึก
“นั่นคือสิ่งเดียวที่ข้าอยากจะหนีซึ่งหากก้าวข้ามเจ้าเมื่อไหร่ ข้าย่อมหนีได้… ไม่ว่าจะฟ้าหรือปรโลกจะไม่มีสิ่งใดที่สามารถกร้ำกรายข้า”
หนึ่งวาจาที่เปล่งออกก่อรวมเป็นวจนะคาถา คำกล่าวทุกคำของมหาเทวะเทียนหมิงเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ เต็มไปด้วยพลังเต็มไปด้วยเจตจำนงแห่งสมมุติเทพ คำเหล่านั้นจู่โจมราวสายฟ้าแลบเข้าใส่อวิ๋นเซี่ยวซุน
แม้มิอาจตอบโต้ แต่เกราะญาณคุ้มกายของอวิ๋นเซี่ยวซุนนับว่าแข็งแกร่งวจนะคาถาเวียนว่ายราวพยุหะผ่าฟาดใส่ร่างของมันทุกสารทิศ เสียงเปรี้ยงสนั่นอึงอนแผ่ลามทั่วเขตเขาภูผาที่สูงชัน แมกไม้ที่ยืนต้นเด่นเป็นสง่า เหล่านี้ล้วนพังครืนโค่นล้มไร้เศษซาก อานุภาพแห่งวจนะคาถาลึกล้ำสุดประมาณกระนั้นก็มิอาจทำให้มหาเทวะเทียนหมิงหลุดพ้นจากการกุมกำชับของอวิ๋นเซี่ยวซุนได้
“รั้งตัวข้าได้จะมีประโยชน์อันใดในเมื่อเจ้าโจมตีไม่ได้ แต่ข้ายังใช้วาจาได้"
แม้คร่ากุมแขนสองข้างของมหาเทวะเทียนหมิงหยุดยั้งมิให้มหาเทวะผู้นี้ใช้วจนะยุทธ์และมุทราได้อย่างสะดวก แต่วาจาของมันยังถ่ายทอดได้เช่นนั้นวจนะคาถาจึงยังคงอยู่ กลับกัน อวิ๋นเซี่ยวซุนทุ่มพลังที่มีทั้งหมดเพื่อการคร่ากุมนี้พลังโจมตีของมันจึงอ่อนโทรม พลังป้องกันก็ใกล้ถึงขีดจำกัด การกระทำของมันมิก่อให้เกิดประโยชน์แม้เพียงนิด
“เจ้าอ่อนแอลงไปมากอวิ๋นเซี่ยวซุน”
“ผู้คนมิอาจหนีกาลเวลาพลังเป็นสิ่งที่ไม่จีรัง อ่อนแอลงจึงมิใช่เรื่องแปลก"
“นั่นคือเส้นทางของเจ้า”
“นี่คือสัจธรรมความเป็นจริง"
“เห็นแก่เจ้าที่เคยชุบเลี้ยงข้าข้าจะส่งเจ้าไปตามวัฏสังขารอย่างไม่ทรมาน"
“มาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกันพวกเราสองคนอยู่บนโลกมานานเกินสมควรแล้ว"
คำกล่าวนี้ของอวิ๋นเซี่ยวซุนทำให้หัวคิ้วของมหาเทวะเทียนหมิงถึงกับต้องกดลงจนเห็นเป็นปมอีกหนตั้งแต่ที่ท่าทีของอวิ๋นเซี่ยวซุนเปลี่ยนแปลงไป พลังฝีมือถดถอยไม่เหมือนเดิม เทียนหมิงยังเข้าใจว่ามันบาดเจ็บจากคราสู้กันครั้งแรกไม่หายดีแต่เมื่อเห็นแววตาคู่นั้น วาจาที่แฝงด้วยความนัยนั้น อีกทั้งการที่มันทุ่มทุกพลังที่มีเพื่อคร่ากุมตนไว้การที่จอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนผู้ยากคาดเดานี้ได้กระทำทั้งหมด ล้วนมิใช่ไม่มีเหตุผล!
“สภาพเช่นนี้ของเจ้ายังจะเล่นลูกไม้ใดได้อีก"
อวิ๋นเซี่ยวซุนแย้มยิ้มราวกับผู้ที่หลุดพ้นพลางส่ายศีรษะกล่าวราบเรียบ
“ลูกไม้นั้นข้าได้เล่นไปหมดแล้ว”
ยิ่งกล่าวยิ่งชวนทำให้ผู้คนสับสนสภาพของอวิ๋นเซี่ยวซุนตอนนี้ไม่เหมือนกับคำเล่าลือเพียงนิด ในสายตาของผู้คน อวิ๋นเซี่ยวซุนก็เสมือนมารเฒ่าที่ไร้ประโยชน์ผู้หนึ่ง
มารเฒ่า?
หัวคิ้วที่ขมวดของมหาเทวะเทียนหมิงพลันกดลึกยิ่งกว่าเดิมอวิ๋นเซี่ยวซุน จอมมารแห่งปฐพีที่ดูคล้ายบุรุษวัยกลางคนตรงหน้ากลับกลายมีผมเผ้าขาวโพลนผิวหนังเหี่ยวย่นหย่อนคล้อย เป็นมารชราในชั่วพริบตา ราวกับพลังญาณที่มันบำเพ็ญเพียรมาตลอดนับพันปีสูญหายไปแล้ว!
รูปลักษณ์ภายนอกไม่เหมือนเดิมพลังญาณที่แกร่งกร้าวทัดเทียมมหาเทวะไม่เท่าเดิม เป็นเหมือนนักพรตแก่หง่อมไร้ราศีผู้หนึ่งแต่สิ่งเดียวที่มิเคยลดทอนตั้งแต่ต้น นั่นคือการคร่ากุมฝ่ามือที่ประกบกันของมหาเทวะเทียนหมิงมีเพียงฝ่ามือเท่านั้นที่ยังมีสุดยอดพลังญาณเสี้ยวหนึ่งหมุนวนอยู่ ประหนึ่งว่าการมาครั้งนี้ของอวิ๋นเซี่ยวซุนมีเหตุผลเดียวนั่นคือ
รั้งตัวของมหาเทวะเทียนหมิง!
ขอเพียงมหาวิถีเทวะวจนะทั้งสี่ไม่หลอมรวมนี่ก็เท่ากับว่าอวิ๋นเซี่ยวซุนทำตามเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้ได้แล้ว
แม้หัวคิ้วจะขมวดจนสังเกตุได้ทว่ามหาเทวะเทียนหมิงยังคงเปล่งวาจาด้วยน้ำเสียงที่สงบราบเรียบดังเคย
“เจ้าก็ยังเป็นคนที่ยากคาดเดาเหมือนเดิม"
มหาเทวะเทียนหมิงถูกพันธนาการด้วยฝ่ามือที่เหี่ยวย่นผู้คนต่างพากันลืมหายใจจับจ้องต่อเหตุการณ์ พวกมันเป็นเพียงตัวตนที่ต่ำต้อยหากเทียบเปรียบกับตัวตนอย่างมหาเทวะเทียนหมิงหรือแม้แต่จอมมารแห่งปฐพีอย่างอวิ๋นเซี่ยวซุนเช่นนั้นจึงไม่เข้าใจต่อสถานการณ์ที่เกิด ไม่เข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงของอวิ๋นเซี่ยวซุนไม่เคยเห็นสีหน้าที่ปรากฏปมขมวดของมหาเทวะเทียนหมิง พวกมันจึงต่างหยุดยืนมองเหตุการณ์อย่างใจจดใจจ่อเฝ้ารอผลลัพธ์ที่ต่างฝ่ายก็ต่างต้องการ สภาวะการณ์ต่อสู้ของพวกมันจึงเริ่มสงบลง ลมหายใจเองก็สงบลงเพียงลุ้นระทึกต่อผลลัพธ์การสัประยุทธ์ของเทพกับมารเท่านั้น ไม่ว่าวันนี้จะเป็นเทพหรือมารที่เป็นฝ่ายชนะแน่นอนผลการต่อสู้จะพลิกโฉมปฐพีของพวกมัน
เมื่อเสียงลมหายใจยังเงียบสงัดเช่นนั้นสุรเสียงที่เกิดขึ้นของทุกสรรพสิ่งจึงดังเกินกว่าปกติ ผู้คนเงียบแล้ว การต่อสู้ของมหาเทวะเทียนหมิงกับอวิ๋นเซี่ยวซุนอยู่ในสภาพพันธนาการแน่นิ่งมิอาจไหวติงทั้งสองฝ่ายเช่นนั้นเสียงการเคลื่อนไหวเพียงย่างก้าวเดียวจึงแจ่มชัด
ในชุดเจ้าสาวสีแดงสดหรูหราเหนือสิ่งใดขาเรียวงามขาวผ่องเยื้อย่างออก ชุดเจ้าสาวปลิวสะบัดไปตามแรงลมที่พัดผ่าน แววตาอันเย็นชาดุดันมองอย่างแน่วแน่ไปที่ใจกลางการปะทะของสองสุดยอดตลอดการต่อสู้เป็นตายในงานมหาพิธีมงคลสมรสครั้งนี้ เสมอมานางไม่เคยขยับกายแม้เพียงก้าวนางไม่เคยแสดงออกว่าจะลงมือแม้เพียงหน บัดนี้เหตุการณ์เริ่มตรึงเครียด กองกำลังสองฝ่ายเริ่มสงบการต่อสู้ของสองสุดยอดอยู่ในการพันธนาการจนต่างฝ่ายมิอาจขยับในชั่วขณะ ถึงตอนนี้เจ้าสาวผู้สะคราญโฉมจนยากหาผู้ใดมาเปรียบเปรยจึงเคลื่อนไหว
ไป๋เหิ่นซินเยื้อย่างสู่สนามสัประยุทธ์
ทุกย่างก้าวของนางมุ่งสู่ใจกลางการต่อสู้ของสองสุดยอดแห่งปฐพี!
“แสงสังหารแห่งวจนะในที่สุดก็เคลื่อนไหวซักที"
“เมื่อนางลงมือแล้วความได้เปรียบย่อมตกเป็นของพวกเรา”
“ร่วมมือกับท่านมหาเทวะสังหารจอมมารชั่วนั่นเถิดมหาเทวีของพวกเรา"
“ยุคสมัยแห่งจอมมารกำลังจะสิ้นสุดแล้ว!”
เห็นไป๋เหิ่นซินเคลื่อนไหวเสียงคำรามก้องของเหล่าคนจากนิกายเทวะวจนะล้วนได้ใจ ไม่เว้นแม้แต่ประชาชนทั่วไปที่ติดอยู่ในที่แห่งนี้ความตรึงเครียดตกไปยังเหล่าผู้ฝึกญาณ ปะปนไปกับความสับสนที่เหนือประมาณ จะเข้าขัดขวางสตรีในชุดเจ้าสาวสีแดงปกปิดก็คงยากเพราะคนจากนิกายเทวะวจนะขัดขวางไว้ แต่ถึงแม้จะผ่านเข้าไปถึงตัวนาง ทว่าคนผู้นั้นเป็นถึงแสงสังหารแห่งวจนะเช่นนั้นใครจะหยุดยั้งนางได้
หลายผู้หลากความคิดหลายฝ่ายหลากจิตใจ ฝ่ายยินดีโห่ร้องข่มขวัญ ฝ่ายเสียเปรียบร้อนลนรุกคืบคิดขัดขวาง ทว่าไม่มีฝ่ายใดได้ทันกระทำอย่างที่ตนคิดเพราะร่างในชุดเจ้าสาวงามระหงส์ได้เหินฟ้าพุ่งทะยานถึงกึ่งกลางระหว่างร่างมหาเทวะเทียนหมิงกับจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนแล้ว
การเคลื่อนไหวระยะประชิดผู้คนย่อมคาดคิดว่านางจะจู่โจมด้วยวจนะยุทธ์ แม้นางเก่งกาจวจนะมุทราเป็นที่สุด ทว่ามารเฒ่าที่พลังถดถอยเพียงคนเดียวอาศัยวจนะยุทธ์แห่งแสงสังหารก็สามารถปลิดชีพมันได้
ทว่าเพียงแขนที่เรียวงามขาวผ่องยกขึ้นสีหน้าของทุกผู้ก็ต่างแตกตื่นตกตะลึงปนความงุนงงสงสัย นั่นมิใช่เป็นเพราะผ้าคลุมแดงที่ปิดคลุมใบหน้าของนางเปิดออกเผยให้เห็นความสะคราญโฉมเหนือโลกหล้าที่ซุกซ่อนแต่มือที่นางชูขึ้นเหนือแผ่นฟ้า พลังที่แผ่พุ่งเกินจินตนาการ สิ่งนี้หาใช่พลังจากมหาวิถีเทวะวจนะไม่
มันคือพลังญาณ!