บทที่ 28
โกงเทียบยา
ห้องโถงที่กว้างขวางภายในตระกูลเว่ยเสาต้นใหญ่หลายต้นตั้งเรียงต่อกันที่นั่งมากมายถูกจัดเอาไว้ภายในสถานที่แห่งนี้บริเวณตรงที่นั่งตำแหน่งประธานมีภาพวาดผนังขนาดใหญ่ที่วิจิตรและงดงามประดับอยู่
อันที่จริงแล้วภายในห้องโถงแห่งนี้มีแต่แขกสำคัญของตระกูลเท่านั้นที่จะได้เข้ามาภายในห้องโถงแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ความกว้างขวางเท่านั้นแต่ว่าของตกแต่งมากมายภายในห้องโถงแห่งนี้ล้วนแล้วแต่เป็ของมีค่าทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะกวาดสายตามองไปทางใดก็พบเห็นแต่ของมีค่าอย่างพวกเจอกัน หรือว่าพวกภาพวาดตัวอักษรที่ดูเหมือนว่าจะราคาแพง
จะมีตระกูลพ่อค้าสักกี่ตระกูลที่มีสมบัติมากมายขนาดนี้ภายในยุคสมัยนี้สิ่งที่น่าจะร่ำรวยมากที่สุดก็น่าจะเป็การรับราชการ
แต่การที่ตระกูลพ่อค้าตระกูลจึงจะสามารถร่ำรวยได้ขนาดนี้มันเองก็เป็ตัวยืนยันด้วยเช่นเดียวกันถึงความสามารถของพวกเขาว่าพวกเขานั้นมีความสามารถมากเพียงใด
ถ้าตะกูลนี้ไม่ได้มีผู้สืบทอดที่มีความสามารถคงอยู่ต่อกันมาได้ไม่ถึงสามรุ่นอย่างแน่นอน
ในขณะที่นั่งอยู่ภายในห้องด้วยท่าทางเก้ๆกังๆสาวชายผู้หนึ่งเดินเข้ามาภายในห้องอย่างรวดเร็วนางเดินเข้ามาพร้อมกับชุดน้ำชาและขนมนำมาต้อนรับเขาอย่างไม่ขาดตก
เพียงแต่ว่าสาวใช้ผู้นั้นกับไม่สนทนาอันใดกับเขาเลยสักนิดนางทำตามมารยาทนำของมาวางเอาไว้แล้วก็ถอยออกไปอย่างรวดเร็ว
ภายในห้องที่กว้างขวางมีเพียงแค่ตัวของเขาเพียงผู้เดียวมันทำให้เขารู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย
หลังจากที่นั่งอยู่ด้วยตัวคนเดียวมาสักพักคุณชายเว่ยพี่วันนี้สวมใส่ชุดผ้าสีอ่อนดูดีเดินเข้ามาภายในห้องอย่างรวดเร็ว
เขาเดินเข้ามาภายในห้องแล้วก็สาวเท้ามุ่งตรงมายังจุดที่เขากำลังนั่งอยู่
ลู่หยางนั่งอยู่ในที่นั่งตำแหน่งแขกลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วรีบประสานมือทั้งสองข้างแล้วก็คำนับผู้ที่อยู่ด้านหน้ากล่าวอย่างนอบน้อม “คารวะคุณชายเว่ย ”
เว่ยเจ๋อจงเป็คนอารมณ์ดีไม่ถือตัวยิ้มเล็กน้อยพยักหน้าพร้อมกับทำความเคารพกลับไป
หลังจากนั้นก็นั่งลงที่ตำแหน่งที่นั่งของตนเองที่อยู่ข้างๆ
เว่ยเจ๋อจงเมื่อหย่อนก้นนั่งลงเรียบร้อยแล้วจึงกล่าวถามออกมาอย่างรวดเร็ว“ว่าแต่มีเื่อันใดอย่างนั้นหรือขอรับเหตุใดท่านลู่หยางเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้”
ลู่หยางเมื่อโดนอีกฝ่ายถามเช่นนั้นไม่รีรอล้วงมือของตนเองเข้าไปภายในเสื้ออย่างรวดเร็วหลังจากที่เขาล้วงมือของตนเองเข้าไปภายในเพื่อนำสิ่งที่เก็บเอาไว้ภายในเสื้อออกมายื่นให้กับผู้ที่อยู่ด้านหน้าได้ชม
เว่ยเจ๋อจงเหลือบสายตาของตนเองมองลงด้านล่างมองสิ่งที่อีกฝ่ายส่งมาให้เขามองเห็นว่ามันเป็แผ่นกระดาษแผ่นนึงที่ถูกครับเอาไว้
เว่ยเจ๋อจงยื่นมือของตนเองเข้าไปแล้วก็รับมันเอาไว้หลังจากที่รับแผ่นกระดาษนั้นเอาไว้ภายในมือก็ดึงมันกลับไปแล้วก็เปิดมันอ่านด้วยความสงสัย
เมื่อลองกวาดสายตามองอ่านตัวอักษรที่ถูกเขียนเอาไว้ภายในนั้นอ่านจนจบใบหน้าของคุณชายผู้ที่เป็มิตรตลอดเวลาบึ้งตึ้งขึ้นมาในทันทีคิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากัน
เว่ยเจ๋อจงแสดงใบหน้าที่เคร่งขรึมหันมองไปที่ผู้ที่นั่งอยู่ข้างกายส่งสายตาเอ่ยถาม
ลู่หยางมองเห็นสายตาเช่นนั้นเขาพยักหน้าตอบรับกลับมาอย่างรวดเร็วแน่นอนว่าทั้งสองลุกขึ้นเช่นเดียวกัน
คุณชายเว่ยรีบลุกขึ้นจากที่นั่งของตนเองหลังจากนั้นเขาได้กล่าวขึ้นมา“ คงต้องรบกวนท่านลู่เดินทางไปกับข้าแล้ว ”
ลู่หยางลุกขึ้นอย่างรวดเร็วพยักหน้าหนึ่งครั้งเพื่อตอบรับกับไป
เว่ยเจ๋อจงเข้ามาถึงภายในสถานที่แห่งนี้นั่งได้เพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจเมื่อได้เห็นสิ่งที่อยู่ภายในแผ่นกระดาษก็ต้องรีบลุกขึ้นและก็เชิญลู่หยางออกไปด้านนอกพร้อมกัน
คุณชายเว่ยที่เดินออกมาด้านนอกะโสั่งอย่างรวดเร็วเขาให้จัดเตรียมรถม้า 1 คันหลังจากนั้นก็ได้นั่งรถม้าคันนั้นพร้อมกับลู่หยางต้องออกไปจากจวนตะกูลเสีย
รถม้าที่นั่งอยู่เป็รถมาคันใหญ่มีสัญลักษณ์บ่งบอกอย่างเด่นชัดว่าเป็รถม้าของตระกูลเว่ย
บริเวณด้านในถูกจัดแต่งเอาไว้อย่างดีพื้นที่เองก็กว้างขวางเป็อย่างมากเรียกได้ว่าภายในรถม้าสามารถนั่งได้ประมาณห้าถึงหกคนเลยทีเดียว
แต่ว่านั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญลู่หยางขึ้นไปนั่งอยู่บนรถม้าเรียบร้อยแล้วได้หันไปหาคุณชายเว่ยที่กำลังแสดงใบหน้าจริงจัง“ ถ้าเป็จริงท่านคิดจะทำอย่างไรต่อขอรับ? ”
เริ่มเปิดบทสนทนารถม้ามันก็ได้วิ่งออกไปในทันทีอาชาที่อยู่ด้านหน้าขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วสารถีผู้ที่เป็คนขับเคลื่อนรถม้ารีบออกรถมาตามคำสั่งของคุณชายที่ได้สั่งเอาไว้มุ่งตรงไปยังถนนเส้นหลักของเมือง
เว่ยเจ๋อจงได้ยินคำถามนั้นยิ่งแสดงใบหน้าเคร่งเครียดมากขึ้นไปอีกแล้วก็กล่าว“ ข้าเองก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไรดีคงจะต้องมองดูตามสถานการณ์แต่ว่าถ้าพวกมันทำจริงๆข้าเองก็คงจะไม่สามารถให้อภัยพวกมันได้ ”
ลู่หยางเคยเป็คนของรัฐบาลมาก่อนเขาเคยทำหน้าที่เป็หน่วยรบพิเศษเพราะแบบนั้นจึงเสนอออกมา“เกี่ยวกับเื่นี้ข้าคิดว่าขุนนางที่จัดการดูแลเมืองแห่งนี้อยู่น่าจะสามารถทำอันใดได้นะขอรับถ้าพวกเรานำเื่นี้ไปแจ้ง ”
เว่ยเจ๋อจงยกมือขึ้นมากุมขมับสำหรับเขาที่อยู่ภายในเมืองนี้มาเป็เวลานานรู้ดีที่สุดว่านั้นมันอาจจะเป็ทางเลือกที่ไม่ดีนักเขาจึงชี้แนะเกี่ยวกับเื่นี้กลับไป “เกี่ยวกับเื่นี้ข้าคิดว่ามันคงจะไม่ได้ผลสิขอรับ รอดูสถานการณ์ไปก่อน ”
เมื่ออีกฝ่ายที่เป็คนที่อยู่ภายในเมืองนี้มานานกว่าเขาบอกเช่นนั้นลู่หยางก็พอจะข่มใจแล้วก็สงบใจได้หลังจากนั้นก็รอให้ไปถึงถนนเส้นหลักของเมือง
ถนนเส้นหลักของเมืองบนถนนเส้นหลักเส้นนี้มีผู้คนมากมายหนาแน่นพวกร้านค้ามากมายและสิ่งที่เป็จุดดึงดูดของเมืองแห่งนี้ต่างตั้งอยู่บนถนนเส้นนี้ทั้งสิ้น
รวมไปถึงโรงหมอขนาดใหญ่ประจำเมืองแห่งนี้ด้วยขอขนาดใหญ่ประจำเมืองแห่งนี้ตั้งอยู่บนถนนเส้นหลักมันเป็อาคารสูงใหญ่สถานที่แห่งนี้ถูกสนับสนุนโดยตระกูลโจว
เพราะแบบนั้นความใหญ่โตของมันเลยมั่งคั่งและดูใหญ่โตกว่าพวกโรงหมอธรรมดาทั่วไป
ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลขุนนางหรือว่าตระกูลพ่อค้าที่มั่งมีคงจะไม่มีลงหมอที่ใดที่ใหญ่โตขนาดนี้อย่างแน่นอน
พวกเขาเดินทางมาถึงรถม้าของตระกูลเว่ยจอดอยู่บริเวณฝั่งตรงข้ามของโรงหมอ
เมื่อลองเปิดผ้าแล้วจะให้ดวงตาของตนเองมองออกไปบริเวณด้านนอกทั้งสองจะพบเห็นได้ในทันทีเลยว่าโรงหมอที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามมีผู้คนมากมายที่กำลังรอและจับกลุ่มกันอยู่บริเวณหน้าโรงหมอ
คุณชายเว่ยสั่งให้ละคนรับใช้ของตนเองเดินทางเข้าไปภายในนั้นและก็กระทำบางอย่าง
ทั้งสองนั่งรออยู่ภายในรถม้าอย่างใจเย็นไม่นานนัก ข้ารับใช้ที่สั่งให้ไปกระทำบางอย่างก็ได้เดินทางกลับมามันยื่นบางอย่างเข้าไปภายในรถม้าแล้วกล่าว “ ขอรับนายท่านตามที่ท่านสั่ง!!! ”
เว่ยเจ๋อจงที่ข้างๆมีลู่หยางกำลังนั่งอยู่ได้ยื่นมือของตนเองออกไปรับของสิ่งนั้นจากข้ารับใช้
เขาได้รับมันเข้ามาสิ่งที่นำกลับเข้ามาและอยู่ภายในเมืองเพราะในตอนนี้มันคือซองกระดาษหนึ่งซอง
ได้รับมันเอาไว้ภายในมือก็ดึงมันกลับมาแล้วก็ลองเปิดมันดูด้านในสิ่งที่อยู่ภายในนั้นคือตัวยาที่เป็ยาลูกกลอนประมาณสามเม็ดมีสีสันแตกต่างกันไป
ใช่แล้วอยากรู้ก่อนพวกนี้มันคือยาที่โรงหมอขายให้คนที่มาซื้อมันเป็ยาที่พวกมันบอกว่าสามารถรักษาโรคบุปผาสีชาดได้
เว่ยเจ๋อจงมองสิ่งที่อยู่ภายในมือของตัวเองอยู่สักพักก่อนที่จะส่งเสียงถามข้ารับใช้ที่อยู่ด้านนอก“ เ้าซื้อมาในราคาเท่าไหร่? ”
ข้ารับใช้ที่อยู่ด้านนอกก้มศีรษะเล็กน้อยตอบกลับไป“ ข้าน้อยซื้อมาในราคาสามเม็ดห้าตำลึงขอรับ ”
ลู่หยางได้ยินเช่นนั้นถึงกับสะดุ้งยาอันใดจะแพงปานนั้นด้วยราคาขนาดนี้คนธรรมดาทั่วไปสามารถใช้เงินจำนวนนั้นเลี้ยงชีพได้เป็เวลานาน
ถ้าใช้ประหยัดประหยัดยังเขาอย่างเช่นบางครั้งก็ไม่ได้ใช้เงินตลอดทั้งวันทำการล่าสัตว์และปลูกผักกินเองเขาแทบจะไม่ต้องใช้เงินฉะนั้นเงินห้าตำลึงเรียกได้ว่าถือว่าเป็สินทรัพย์มหาศาล
แต่ว่าเ้ายาสามเม็ดนี้มันมีราคาถึงห้าตำลึงเลยงั้นรึ?
เว่ยเจ๋อจงถอนลมหายใจออกมาด้วยความหนักใจก่อนที่เขาจะส่งยาสามเม็ดที่อยู่ภายในมือให้กับลู่หยางแล้วกล่าว “ข้าน้อยไม่ค่อยมีความรู้เื่สมุนไพรและยาสักเท่าไหร่เชิญนายท่านลู่ชมแล้วก็บอกข้าน้อยด้วยว่าเป็อย่างไร”
ลู่หยางรับของนั้นเอาไว้ภายในมือหลังจากนั้นเขาก็ใช้ดวงตาของตนเองมองดูยาสามเม็ดที่อยู่ภายในมือของตนเองใช้ดวงตามองดูยาสามเม็ดที่อยู่ภายในมือค่อยๆนำมืออีกข้างหนึ่งจับพวกมันแล้วก็ขึ้นมาดูอย่างช้าๆ
ลู่หยางไม่เพียงแค่การดูเท่านั้นเขาลองใช้จมูกของตนเองในการดมกลิ่นพวกมันโดยทั่วไปแล้วสมุนไพรจะมีกลิ่นแรงให้จมูกสูดดมเขาจะสามารถััได้ในทันที
ลู่หยางใช้เวลาอยู่ไม่นานที่จะทำการพิสูจน์ส่วนประกอบของสมุนไพรที่เป็ส่วนประกอบของพวกมันเมื่อได้ลองสำรวจดูแล้วเขาก็ได้วางมันเอาไว้ที่เดิมยื่นกลับไปให้คุณชายเว่ยแล้วกล่าวด้วยใบหน้าที่หนักใจ“ เป็อย่างที่พวกเราคิดจริงๆด้วยของปลอมขอรับ ”
“ พวกตัวสมุนไพรที่เป็ส่วนประกอบของยาเหล่านี้เป็เพียงแค่สมุนไพรถูกๆที่เมื่อนำมารวมกันแล้วจะได้เป็ยาบำรุงกำลังพวกมันทำการปรุงขึ้นมาและก็ตกแต่งสีให้แตกต่างออกไปหรอกผู้คนว่าเป็ยารักษาโรคบุปผาสีชาด”
สิ่งที่พวกเขาคิดไว้ั้แ่แรกมันก็เป็จริงหมอประจำเมืองแห่งนี้ที่ขึ้นตรงกับตระกูลโจวการทำในสิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดพวกมันทำการสร้างเทียบยาปลอมขึ้นมาแล้วก็ทำยาออกมาขายโดยบอกว่าเป็ยารักษาโรคบุปผาสีชาด
เว่ยเจ๋อจงยกมือของตนเองตบลงไปที่ตักอย่างรุนแรงแล้วก็สบถคำด้วยน้ำเสียงที่เกรี้ยวกราด“ บัดซบ!!!! ”
จบบท