บทที่ 20 อำมหิตเกินมนุษย์
ท่านอ๋องมิใช่รังเกียจสตรีที่สุดหรือ!
หลีอีเริ่มสงสัยว่าที่ตนเห็นเมื่อครู่เป็เพียงภาพลวงตาหรือไม่
หรือว่าท่านอ๋องมีใจให้กับคุณหนูเซียวหลิงอวิ๋นผู้อ่อนด้อยไร้ค่าและมีใบหน้าเต็มไปด้วยจุดแดงจริงๆ
ไม่!ชักจะเหลวไหลเกินไปแล้ว!
แม้ในใจจะตกตะลึงอย่างถึงที่สุดแต่เขาก็ลุกขึ้นทันทีโดยไม่ชักช้า ตั้งใจจะลงจากรถม้า
ทว่าทันใดนั้นหลีเย่หานกลับเอ่ยขึ้นว่า “เดี๋ยวก่อน ไม่ต้องไปแล้ว”
หลีอีกลับมานั่งประจำที่ทันทีในใจก็ลอบโล่งอก เขารู้ั้แ่แรกแล้วว่าท่านอ๋องไม่มีทางหลงใหลในตัวเซียวหลิงอวิ๋นได้
ขณะกำลังจะเอ่ยถามว่าให้สารถีขับรถออกไปเลยหรือไม่ก็เห็นท่านอ๋องทำท่าเงียบฟังบางสิ่งอย่างตั้งใจ เขาเองจึงรีบตั้งใจฟังตาม
พลันได้ยินเสียงของเซียวหลิงอวิ๋นดังขึ้นมา
“แค่พยักหน้าก็แปลว่าถูกทั้งหมดแล้วหรือ เช่นนั้นข้าจะพูดในสิ่งที่ข้ารู้และพวกเขาก็จะยังพยักหน้าเช่นเดิม หากเ้าไม่เชื่อก็ดูให้ดี”
ทันทีที่เซียวหลิงอวิ๋นเอ่ยผู้คนโดยรอบรวมถึงทั้งสี่คนนั้นต่างก็ตกตะลึง มองนางด้วยความประหลาดใจไม่มีใครเข้าใจว่าเหตุใดนางจึงมั่นใจถึงเพียงนี้
เย่ว์เทียนเจ๋อคิดว่านางกำลังดิ้นรนครั้งสุดท้ายจึงกล่าวอย่างใจกว้างว่า “ในเมื่อเ้าไม่เห็นโลงศพก็ไม่หลั่งน้ำตาเช่นนั้นก็เชิญได้เลย”
ชาวบ้านต่างก็อยากรู้อย่างยิ่งในใจนึกว่าเซียวหลิงอวิ๋นจะยังพูดความจริงที่แตกต่างออกไปได้อีกหรือ
เป็ไปไม่ได้กระมัง!
ถึงจะคิดเช่นนั้นแต่ทุกคนก็ยังเงี่ยหูฟัง จ้องมองเซียวหลิงอวิ๋นด้วยแววตาเป็ประกาย
เซียวหลิงอวิ๋นไม่ได้ลุกขึ้นนางมองชายวัยกลางคนผู้นั้นแล้วกล่าวว่า “เขาแซ่อู๋เมื่อยี่สิบปีก่อน พี่ชายคนรองของเขาเสียชีวิต และเป็เขาที่วางแผนฆ่าพี่ชายคนนั้นเพราะพี่ชายคนรองมีพร์โดดเด่นเป็ผู้ที่มีโอกาสได้สืบทอดมรดกของตระกูลมากที่สุดบิดามารดาของเขาเมื่อสูญเสียลูกชายรองก็ตรอมใจจนล้มป่วยและเสียชีวิตในเวลาไม่นานครอบครัวเหลือพี่ชายคนโตกับน้องสาวหนึ่งคน พี่ชายคนโตมีพร์ธรรมดาไม่เป็ภัยต่อตัวเขา ส่วนพี่สาวก็แต่งงานไปแล้ว จึงยังปลอดภัยมีชีวิตอยู่ได้แต่เมื่อไม่นานมานี้ มีคนไปล่วงรู้ร่องรอยบางอย่าง เกือบจะสาวถึงความจริงเมื่อยี่สิบปีก่อนได้เขาจึงมาถามคำทำนายว่าจะรอดพ้นจากเคราะห์ครั้งนี้ได้หรือไม่”
“หุบปาก! เ้าพูดเหลวไหล! หุบปากเดี๋ยวนี้!”
ชายวัยกลางคนะโเสียงดังหน้าถอดสี หมัดทั้งสองกำแน่นดวงตาแดงก่ำราวกับจะบีบคอเซียวหลิงอวิ๋นให้ตายเสียตรงนั้น
ผู้คนเห็นท่าทางของเขาก็รู้ได้ทันทีว่าคงไม่ใช่เื่เท็จล้วนตกตะลึงจนปากอ้าค้าง
เซียวหลิงอวิ๋นเหลือบมองชายวัยกลางคนนั้นแ่เบาเอ่ยอย่างอ้อยอิ่งว่า
“นี่แหละคือเหตุผลที่ข้าไม่ยอมทำนายให้เขา”
ชายคนนั้นเห็นนางยังกล้าพูดก็โกรธจนควบคุมไม่อยู่พุ่งเข้าใส่ค่ายกลป้องกันอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้าเหี้ยมเกรียมะโด่าเสียงดังลั่น
“ถ้ายังกล้าเพ้อเจ้ออีก ข้าจะฆ่าเ้าตอนนี้เลย! หุบปาก!”
เย่ว์เทียนเจ๋อตกตะลึงยิ่งกว่าผู้ใดแม้อยากปฏิเสธ แต่ท่าทางของชายผู้นั้นก็บ่งบอกความจริงทั้งหมด
ชาวบ้านที่มุงดูต่างก็รีบถอยห่างไปเล็กน้อยมองชายวัยกลางคนนั้นด้วยสายตาตำหนิ
เขายังคงสบถด่าไม่หยุดเซียวหลิงอวิ๋นจึงสะบัดมือปล่อยยันต์ออกไปแผ่นหนึ่งมันลอยตรงเข้าไปหาเขาราวกับมีชีวิต ติดแนบกับตัวแล้วตรึงเขานิ่งอยู่กับที่เอ่ยวาจาใดไม่ได้อีก
เซียวหลิงอวิ๋นหันไปทางชายร่างใหญ่อีกคนกล่าวขึ้นว่า “ชายคนนี้ทำงานให้พวกผู้มีอิทธิพลที่ไร้กฎหมาย คอยจับอสูรเป็ๆเพื่อทดลองโอสถิญญาต้องห้ามต่างๆบางตัวยังขายให้พวกที่ชอบทรมานอสูรเพื่อความบันเทิงอสูรพวกนั้นถูกทรมานจนแทบไม่ต่างจากตายทั้งเป็ ถูกตัดอุ้งเท้า หางขาด ตาบอดลิ้นขาด ผ่าท้องควักไส้ เขาไม่เพียงไม่ห้ามยังร่วมลงมือทรมานด้วยตนเองและยุยงผู้อื่นให้ทำตาม คราวนี้เขามาถามทำนายว่าจะสามารถจับอสูรปีศาจขั้นสามที่มีคนจ่ายหนักให้ล่วงหน้าสำเร็จหรือไม่”
ผู้คนได้ยินถึงกับสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ไม่อยากเชื่อว่าจะมีคนโเี้ถึงเพียงนี้
ทั้งที่แคว้นฮั่วหลีมีคำสั่งห้ามมิให้ทรมานอสูรอย่างเด็ดขาดจะล่าหรือฆ่าก็ให้ทำโดยเร็ว ไม่อนุญาตให้ทารุณอย่างจงใจ
แต่นี่เขากลับรู้ทั้งรู้แล้วยังทำผิด!
ผู้คนเริ่มมองเขาด้วยสายตาหวาดกลัวและขยะแขยงพากันถอยห่างไปอีกหลายเก้า
ชายร่างใหญ่หน้าแดงก่ำทันใดนั้นก็พุ่งเข้าใส่พร้อมคำรามว่า “นางสารเลว เ้ากล้ากล่าวเท็จข้าจะตัดลิ้นเ้าเสีย!”
เซียวหลิงอวิ๋นไม่แม้แต่จะเหลือบตามองสะบัดมืออีกครั้ง ยันต์อีกแผ่นก็ลอยออกไป ตรึงเขาให้นิ่งอยู่กับที่ใบหน้าเบี้ยวเพราะโทสะแต่ร่างกลับไม่อาจขยับแม้แต่น้อย
นางหันไปมองเด็กหนุ่มคนนั้นผู้คนที่อยู่โดยรอบก็พลันสะดุ้งในใจด้วยความใ
เด็กหนุ่มผู้นี้ก็ด้วยหรือ
เพราะทั้งสี่คนนี้ล้วนเป็คนที่เซียวหลิงอวิ๋นไม่ยอมทำนายให้
เด็กหนุ่มเองก็ดูมีท่าทางประหม่าขณะมองเซียวหลิงอวิ๋นที่เปิดปากเอ่ยว่า“เด็กหนุ่มคนนี้เป็บุตรนอกสมรสของราชบุตรเขยห้าเพราะองค์หญิงห้ามิยอมให้สามีมีสตรีอื่นภรรยาลับจึงต้องพาบุตรชายคนนี้หลบออกไปอยู่นอกจวน แม้จะไม่ขัดสนด้านอาหารการกินแต่ก็ต้องเผชิญอันตรายมาไม่น้อย เพราะองค์หญิงห้ารู้ถึงการมีอยู่ของเขาจึงแอบลงมือหลายครั้งหวังจะกำจัดให้สิ้น แต่เด็กคนนี้ก็รอดตายมาได้ทุกครั้งและเพราะองค์หญิงห้าไม่มีบุตร จึงจำต้องรับภรรยาลับและเด็กคนนี้เข้าจวนจึงมาถามว่า...”
เซียวหลิงอวิ๋นเหลือบตามองดวงตาที่ดื้อดึงแต่แฝงความหวาดกลัวของเขาแล้วไม่ได้พูดต่อ กลับกล่าวเพียงเบาๆ ว่า
“ข้าบอกเ้าได้เพียงอย่างเดียว กรรมดีกรรมชั่วย่อมมีผลตอบแทนในท้ายที่สุดก่อนทำสิ่งใด จงใคร่ครวญให้ดี”
เด็กหนุ่มสะท้านไปทั้งร่างสีหน้าเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนปนซาบซึ้ง ดวงตาเริ่มรื้นน้ำตาเขาค้อมตัวลงคารวะด้วยใจจริง
“ขอบคุณท่านสำหรับคำชี้แนะ ข้ารู้แล้วว่าควรทำเช่นไร”
กล่าวจบเขาก็หมุนกายจากไปทันที
เซียวหลิงอวิ๋นมองเห็นไอมรณะที่ห่อหุ้มร่างเขาเจือจางลงจึงเหลือบมองท้องฟ้าแจ่มใส้าเมื่อแน่ใจว่าไม่มีทีท่าว่าสายฟ้าจะฟาดลงมาก็แอบโล่งใจ
แท้จริงแล้วเด็กหนุ่มผู้นั้น้าถามว่า จะฆ่าองค์หญิงห้าอย่างไรให้สำเร็จเพราะเขารู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่มีทางปล่อยเขากับมารดาไป
ทว่าเซียวหลิงอวิ๋นเพียงแค่เห็นไอมรณะที่ปกคลุมก็รู้ได้ทันทีว่าหากเขาคิดลงมือจริงจะต้องล้มเหลวแน่นอน
นางไม่รู้ว่าตนถูก์ส่งมายังที่แห่งนี้ด้วยเหตุใดจึงไม่กล้าช่วยใครเปลี่ยนชะตาอีกกลัวว่าหากช่วยเด็กหนุ่มผู้นี้จะถูกกฎแห่ง์เล่นงานซ้ำและครานี้อาจไม่โชคดีเช่นเดิม ไม่แน่ว่าิญญาอาจแหลกสลายไปเลยก็เป็ได้
แต่ดูจากเหตุการณ์ในตอนนี้ดูเหมือนว่าสาเหตุที่นางถูกส่งมาที่นี่ จะไม่ใช่เพราะช่วยผู้อื่นฝืนลิขิตฟ้า?
เซียวหลิงอวิ๋นลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วหันไปมองหญิงสาวชุดม่วงคนที่สี่
หญิงสาวมีท่าทีร้อนรนรีบลุกขึ้นพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกว่า “ข้า...ข้าไม่อยากทำนายอะไรแล้ว...”
แต่เซียวหลิงอวิ๋นกลับกล่าวขึ้นอย่างตรงไปตรงมาว่า“เ้ามีนิสัยอำมหิตั้แ่ยังเยาว์สังหารสหายเพียงเพื่อ้าแย่งตำแหน่งสาวใช้ในคฤหาสน์เศรษฐีแต่กลับผิดพลาดกลายเป็หญิงในหอคณิกา เ้าหลอกแต่งกับชายสูงวัยผู้ร่ำรวยแล้ววางแผนฆ่าภรรยาเอกของเขาอย่างแเี ครานี้เ้ามาเพื่อถามว่าจะสามารถกลายเป็ภรรยาเอกและให้บุตรยกสถานะขึ้นมาได้หรือไม่”
เสียงสูดหายใจดังเฮือกดังกระหึ่มขึ้นทั่วบริเวณ
ทุกคนต่างตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออกหญิงสาวผู้นี้ดูอ่อนหวานชวนให้สงสาร แต่กลับลงมือสังหารเพื่อนเล่นในวัยเยาว์และยังฆ่าภรรยาเอกของสามีอีก ช่างอำมหิตเกินมนุษย์!