เขตแดนพิศวง (The Boundary)

    ตอนที่ 22 ความในใจ 1

            ออลันด์ได้ยินเสียงร้องห้ามของนาชาญก็หยุดฝีเท้ายืนนิ่งอยู่กับที่เพราะกำลังตกตะลึงกับใบหน้าของเปรตตัวโตที่ก้มลงมาจนเกือบติดใบหน้าของนาชาญและนาชาญก็ไม่ได้ถอยแม้แต่ก้าวเดียวแต่บรรยากาศรอบตัวของเขาเปลี่ยนไปดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีดำด้านแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงก้องกังวานแหบทุ้มฟังดูเหมือนเป็นคนละคนกับนาชาญที่คุยกับเขาเมื่อครู่

            “ลากมันกลับภพภูมิไปเสีย”สิ้นเสียงของนาชาญ หลุมสีดำขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นบนพื้นใต้เท้าของผีเปรตมีสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายคนสองตนลำตัวสูงใหญ่ราวครึ่งหนึ่งของเปรตเคลื่อนตัวโผล่พ้นหลุมขึ้นมาช่วงท้องของพวกเขาบวมโตและมีนัยน์ตาปูดโปนสีแดงก่ำพวกเขาถูกเรียกว่ากุมภัณฑ์เป็นเทวดาที่ทำหน้าที่อยู่ในขุมนรกจัดอยู่ในระดับกุมภัณฑ์ชั้นกลางซึ่งมีหน้าที่ปกป้องรักษาสถานที่ต่างๆ

            ทั้งสองเตะขาของเจ้าเปรตคนละข้างทำให้มันทรุดตัวลงคุกเข่าและร่างค่อยๆจมลงในหลุมสีดำที่ปรากฎขึ้นบนพื้นดิน เมื่อจมหายไปจนมิดแล้วหลุมจึงปิดลงนาชาญไม่แน่ใจแต่หลุมตรงหน้าดูคุ้นตาอย่างมาก รวมกับมือใหญ่ๆที่โผล่พ้นพื้นดินขึ้นมาแล้วมันซ้อนทับกับหลุมสีดำที่เคยมาปรากฏให้เขาเห็นบ่อยๆตอนกลับไปที่หอพัก

            เมื่อผีเปรตหายไปดูเหมือนเหล่าวิญญาณที่ชั้นล่างจะดูวุ่นวายน้อยลงพวกเขาทยอยเดินออกไปข้างนอกอาคารตามหลังออลันด์ไป ออลันด์รู้สึกขนลุกทั่วร่างเย็นสันหลังวาบขึ้นมาจึงเหลียวหลังมองเขาเห็นวิญญาณเกือบยี่สิบตนเดินตามออกมาก็เร่งฝีเท้าวิ่งไปหาเอวา

            เอวาดับเครื่องยนต์ก่อนลงจากรถเธอยืนมองออลันด์วิ่งหอบหายใจถี่รัวมาถึงจุดที่เธอยืนอยู่ก็แปลกใจท่าทางของเขาหอบเหนื่อยและยังหันไปมองข้างหลังเป็นระยะอย่างหวาดผวาเธอมองไม่เห็นนาชาญเดินตามมาก็เอะใจถามขึ้น

            “แล้วนาชาญล่ะ”

            ออลันด์ชี้ไปข้างหลังแล้วเค้นเสียงตอบ“ยังอยู่ข้างใน บอกจะช่วยธนิตย์ก่อน”

            “นายก็เลยหนีออกมาคนเดียวงั้นหรือ”

            “เจ้านั่นมันไล่ฉันออกมา” ออลันด์เห็นว่าเอวาไม่รู้สึกกลัวกลุ่มวิญญาณสีดำที่เดินตามมาข้างหลังท่าทางของเธอเหมือนมองไม่เห็นเสียมากกว่า เขาจึงกล่าวถาม“เธอไม่เห็นอะไรวิ่งตามฉันมาหรือ”

            “อะไรล่ะ”เอวาหรี่ตามองไปข้างหลังออลันด์ แต่ก็ไม่เห็นอะไรเลย

            สีหน้าของออลันด์แปลกใจแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อเขาดึงมือเอวาเดินไปหลบข้างหลังรถแล้วรอดูเหล่าวิญญาณเดินผ่านหน้ารถไป เมื่อเห็นในระยะใกล้จึงสังเกตเห็นบาดแผลฉกรรจ์จากรอยมีดฟันบนตัวของวิญญาณแต่ละตนเอวาสังเกตสีหน้าซีดขาวของออลันด์ที่กำลังจ้องมองอากาศตรงหน้าอย่างใจจดใจจ่อระคนหวาดผวาเธอมั่นใจแล้วว่าเขาต้องมองเห็นสิ่งเหนือธรรมชาติจึงถอดสร้อยพระแล้วเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อทันทีที่ถอดสร้อยพระในดวงตาของเธอก็สะท้อนภาพเดียวกับที่ออลันด์เห็นนั่นคือกลุ่มวิญญาณเกือบยี่สิบดวงที่เดินผ่านหน้ารถไปแม้จะทำใจไว้แล้วแต่เธอก็เกือบหวีดร้องออกมา เธอรีบยกมือขึ้นปิดปากเสียก่อน

            เอวาสังเกตเห็นวิญญาณมุ่งหน้าไปทางแม่น้ำปิงที่ซึ่งสะเปาหรือกระทงยังคงลอยช้าๆอยู่ในแม่น้ำราวกับมันลอยวนไปมาอยู่แบบนั้นไม่มีที่สิ้นสุด เอวารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งดึงความสนใจให้เดินออกมาดูออลันด์เป็นห่วงเธอจึงเดินตามไปด้วยทั้งคู่เห็นเหล่าวิญญาณต่างวิ่งเข้าไปหาสะเปาราวกับโหยหาบางอย่างเมื่อพวกเขาจับเสื้อผ้าในสะเปาเสื้อผ้าของพวกเขาก็เปลี่ยนเป็นชุดใหม่เหมือนกับเสื้อผ้าในสะเปานั้น บางคนที่มีร่างกายผอมแห้งเมื่อแตะถูกอาหารในสะเปาก็กลับอวบอิ่มดูมีน้ำมีนวลขึ้นสีหน้าของพวกเขาแต่ละคนดูมีความสุข

            ดวงไฟในสะเปาก็ราวกับจะตอบรับด้วยการส่องแสงสว่างไสวมากขึ้นส่งผลให้แม่น้ำทั้งสายเรืองแสงสีทองสุกสกาวราวกับว่าความคิดคะนึงที่ญาติของพวกเขาส่งมาเมื่อนานแสนนานมาแล้วในที่สุดก็ได้รับการตอบรับเสียทีออลันด์พอมีความรู้เรื่องประเพณีล่องสะเปาอยู่บ้างเมื่อเห็นภาพตรงหน้าก็พอจะเข้าใจได้เขาเห็นในดวงตาของเอวาเหมือนจะปริ่มไปด้วยน้ำจึงถามขึ้นอย่างแปลกใจ

            “เธอรู้หรือว่าพวกนั้นทำอะไรกัน”

            “ไม่รู้หรอก แค่รู้สึกว่าน่าเศร้า”เอวามองตามภาพตรงหน้าแทบไม่กระพริบตาทั้งที่น้ำตาคลอ

            “ในอดีตสะเปาพวกนั้นเป็นของที่ชาวบ้านทำขึ้นพวกเขาจุดดวงไฟเพื่อส่งความคิดระลึกถึงไปยังญาติที่พลัดพรากจากกันไปการที่วิญญาณพวกนั้นวิ่งเข้าไปหาก็อาจเป็นเพราะว่าพวกเขาพึ่งจะมีโอกาสได้ออกมาตอบรับความความคิดถึงนั้น”

            เอวามองหน้าออลันด์ก่อนถามขึ้นอย่างแปลกใจ“พึ่งมีโอกาสได้ออกมางั้นหรือ หมายความว่ายังไงเกิดอะไรขึ้นข้างในโรงงานร้างอย่างนั้นหรือ”

            ออลันด์นึกถึงผีเปรตที่ถูกอมนุษย์หน้าตาประหลาดดึงตัวลงไปในหลุมก็ย่นคิ้วไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันว่าสิ่งที่เห็นเมื่อครู่เชื่อถือได้หรือไม่เขาตอบน้ำเสียงติดขัด “อ่า…คิดว่าคงเพราะผีเปรตที่คอยกันประตูหายไป วิญญาณพวกนี้ก็เลยเป็นอิสระล่ะมั้ง”

            “ผีเปรตงั้นหรือ”

            “คิดว่าใช่นะ ที่ตลกก็คือนาชาญมัน…”ออลันด์หยุดเลือกที่จะไม่พูดต่อเพราะมันเหมือนเรื่องราวในจินตนาการมากเกินไปเขาพูดตัดบทไปเสียเฉยๆ  “เอาเป็นว่ามันจัดการได้”

            เอวายังรู้สึกติดใจที่เขาหยุดพูดกลางคันมันทำให้เธอเป็นกังวล “นาชาญเป็นอะไรหรือเปล่า”

            “ฉันว่าห่วงอย่างอื่นน่าจะดีกว่านาชาญมันไม่เป็นไรหรอก”

            เอวาพยักหน้ารับรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาถ้าเป็นเรื่องวิญญาณหรือผีส่วนใหญ่นาชาญก็รับมือได้… หรือเปล่า เธอฉุกคิดขึ้นมาได้จึงรีบถามออลันด์“ว่าแต่ผีนั่นเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง สวยมั้ย”

            ออลันด์สีหน้างุนงงแต่เขาดูไม่ออกจริงๆว่าเจ้าเปรตที่ลำตัวไหม้เกรียมนั่นเป็นเพศอะไร เขาจึงตอบแบบไม่ใส่ใจนัก “คงเป็นผู้ชายมั้งแล้วมันมีอะไรล่ะ”

            เอวาถอนหายใจอย่างโล่งอกเพราะถ้าเป็นผู้หญิงสวย นาชาญอาจจะเป็นฝ่ายโดนหลอกและถูกเล่นงานแทนท่าทีของเอวาทำให้ออลันด์แอบไม่พอใจนิดหน่อย

            “นี่เธอ อย่าบอกนะว่าชอบเจ้านั่นเข้าแล้ว”

            “อะไรนะ”ใบหน้าของเอวาแดงกร่ำไปจนถึงใบหู เธอรีบบ่ายเบี่ยง “ชอบใคร”

            ออลันด์เม้มปาก ทุกอิริยาบถของเธอสื่อความหมายออกมาได้โดยที่เอวาไม่ต้องพูดเองด้วยซ้ำไม่นานนักแสงสีทองสุกสกาวในแม่น้ำปิงก็เริ่มอ่อนแสงลง วิญญาณในแม่น้ำค่อยๆเลือนรางหายไปในอากาศ

            นาชาญที่พึ่งยืนมองเจ้าเปรตร่างสูงชะลูดถูกดึงลงหลุมสีดำไปแล้วก็เริ่มเดินกึ่งวิ่งไปขึ้นบันไดเพื่อขึ้นชั้นลอยฝั่งตรงข้ามเขาดันประตูเปิดเข้าไปตรงห้องที่วิญญาณชี้บอกทางให้จึงมองเห็นธนิตย์ที่ตั้งท่ายกเก้าอี้ไม้โยนเข้ามาใส่เขารีบถอยหลังปิดประตูปล่อยให้เก้าอี้กระแทกใส่ประตูดังโครมใหญ่ก่อนจะเปิดประตูกลับเข้าไปในห้องแล้วโวยวายใส่ธนิตย์

            “แกทำอะไรฟะ เหมือนคู่หูแกเลย”

            “ก็มันมีตัวประหลาดอยู่ข้างนอกนั่นตอนเข้ามาแกไม่เห็นหรือ”

            “เห็น ถึงได้มาช่วยนี่ไงดันปาเก้าอี้ใส่ซะงั้น”

            “แล้วแกมาได้ไงเจ้าตัวนั้นมันไปแล้วหรือ”

            “ไปหมดแล้ว รีบออกไปข้างนอกกัน”

            เสียงของนาชาญบ่งบอกว่ารำคาญนิดหน่อยเขาหันหลังจะเดินออกจากประตูแต่แล้วก็เปลี่ยนใจก้าวถอยหลังกลับเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูอีกครั้งธนิตย์ยืนงุนงงไม่เข้าใจการกระทำของอีกฝ่าย จนกระทั่งนาชาญถามขึ้นมา

            “แกเห็นเปรตทั้งหมดกี่ตัว”

            “ฮะ”ธนิตย์ร้องออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัวก่อนจะเริ่มใช้ความคิดแล้วตอบคำถาม“ตอนแรกเห็นไอ้ตัวสูงตัวเดียว แต่พอวิ่งหนีมาทางนี้ถึงได้เจออีกตัวหนึ่งขนาดตัวมันใหญ่กว่าคนทั่วไปนิดหน่อยแต่ทั้งมือและเท้ามีเล็บยาวแหลม”

            นาชาญนึกถึงตอนเปิดประตูออกไปเมื่อสักครู่นี้เขาเห็นอมนุษย์ตัวสูงเกือบเท่าชั้นลอยแต่มีเล็บมือเล็บเท้ายืดยาวคมกริบดุจใบมีดมันใช้ใบมีดนั้นข่วนเลือดเนื้อของตนเองแล้วกินเป็นอาหารซ้ำๆอยู่ที่ลานว่างเบื้องล่างนาชาญคิดว่าคงเป็นอมนุษย์ตนเดียวกับที่ธนิตย์พูดถึงจึงกล่าวกับอีกฝ่าย

            “ฉันเห็นมันทำร้ายตัวเองคงไม่ทำร้ายคนหรอกมั้ง”

            “งั้นหรือ” สีหน้าของธนิตย์แปลกใจ“ก่อนหน้านี้ฉันเห็นมันกระโดดขึ้นไปเกาะฉีกเนื้อเจ้าเปรตตัวใหญ่กินแทะจนตัวเองลื่นไหลลงมาตรงขาของเจ้าเปรตนั่นก็เลยไม่แน่ใจว่าถ้ามันเห็นฉันจะจับกินด้วยหรือเปล่า ท่าทางมันหิวโซเลย”

            นาชาญย่นคิ้วเรื่องในนรกภูมินั้นเขาพอรู้อยู่บ้างผีเปรตไม่ได้มีแต่ประเภทที่รูปร่างสูงใหญ่และมือเท่าใบตาลเท่านั้นแต่เปรตบางประเภทจะมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างออกไปตามแต่ผลกรรมที่ทำเอาไว้ในความทรงจำของวิญญาณที่ถูกฆ่าซึ่งนาชาญมองเห็นก่อนหน้านี้ เขาเห็นคนร้ายเพียงคนเดียวที่ลงดาบฆ่าชาวบ้านแต่ไม่เห็นคนร้ายอีกคนที่จุดไฟเผากระท่อมหลังนั้นบางทีเจ้าเปรตตัวสูงซึ่งถูกลากลงนรกไปก่อนคงเป็นคนจุดไฟส่วนเจ้าตัวที่เฉือนเนื้อตนเองกินอยู่ตอนนี้คงเป็นคนที่ลงดาบฆ่าชาวบ้านนาชาญชั่งใจอยู่พักใหญ่ก่อนจะเปิดประตูเดินออกไปอีกรอบหนึ่ง