หลังจากได้มีโอกาสได้เข้าร่วมสำนักเคียงฟ้าแล้ว เฟยหลงก็นำเสี่ยวหงเข้าสำนักไปด้วย โดยมีคนพาทั้งสองไปอยู่ที่ กระท่อมของศิษย์ใหม่ แล้วก็ มอบชุดศิษย์ใหม่แล้วไปรายงานตัวกับเจ้าสำนัก โดยปีนี้ มีศิษย์ใหม่ ถูกคัดเลือกเข้ามาทั้งหมด
100 คน ทุกคนเข้าแถวมาเรียงอยู่ตรงกลาง มีพวกศิษย์พี่ทั้งหลายกว่าพันคน ยืนล้อมรอบ มี ศิษย์อันดับ 1-10 ยืนอยู่ด้านข้าง รวมทั้งเผิงตี้ที่ยืนอยู่เป็นคนที่ 10 ด้วย โดยสำนักเคียงฟ้า มีอาจารย์นั่งรออยู่กับสามสิบคน มีรองเจ้าสำนัก สี่คน และทุกคนกำลังรอ เจ้าสำนักมากล่าวต้อนรับ ศิษย์ใหม่ ทั้ง 100 คน
แล้วก็มีเสียงคนประกาศออกมาว่า
“ เจ้าสำนักเคียงฟ้า มาแล้ว”
ทุกคนทำความเคารพพร้อมกันทุก ๆ คน
“ สำนักเคียงฟ้า ยินดีต้อนรับศิษย์ใหม่ทุกคน สำนักของเรานั้นมุ่งหวังให้ศิษย์ทุกคนกลายเป็นยอดยุทธ์คุณธรรม ปราบคนชั่ว อภิบาลคนดี ช่วยเหลือผู้ด้อยกว่า นี่คือจิตปณิธานของสำนัก......” ในขณะที่อาจารย์เจ้าสำนักเคียงฟ้า กล่าวอบรมศิษย์ บนท้องฟ้ากลับมีคนกว่าร้อยคนยืนบนกระบี่ยักษ์ลอยเข้ามาในสำนักเคียงฟ้า
เจ้าสำนักหยุดพูดแล้วศิษย์ทุกคนก็มองไปที่กลุ่มคนพวกนี้อย่างสนใจ
แล้วในที่สุด ชายใส่ชุดนักพรตเต๋าคนหนึ่งก็ลอยตัวลงมายืนด้านข้างของ เจ้าสำนักเคียงฟ้า แล้วกล่าวว่า
“ ศิษย์พี่ ฟางเจิ้น สบายดี” ไห่ซัน เจ้าสำนักเคียงดิน เอ่ยทักทาย
“ ศิษย์น้อง ไห่ซัน เจ้ามาทำไม?”
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าเพียงแค่ผ่านมา พบเห็นท่านรับศิษย์ใหม่ ข้าเองก็เพิ่งรับศิษย์ใหม่มา 100 คนเท่ากัน อยากขอทดสอบหน่อย ว่าก่อนเข้าสำนัก ศิษย์ของเราทั้งสองสำนักใครจะมีฝีมือดีกว่ากัน”
“ เจ้ากลับไปเสียเถอะ ข้าไม่มีเวลาเล่นสนุกเยี่ยงนี้”
“ ท่านกลัว?”
“ ใครบอกว่าข้ากลัว”
“ ดี หากว่าศิษย์สำนักเคียงฟ้าชนะ ข้าจะมอบผลทับทิมเลือด ให้ท่านเป็นการตอบแทน แต่ถ้าศิษย์ของข้าชนะ ข้าขอเพียง ไก่ฟ้าหางขาว สิบตัว ท่านเห็นเป็นเช่นไร?”
“ ตกลง แล้วจะแข่งขันกันอย่างไร”
เจ้าสำนักเคียงดิน หยิบก้อนหินสี่เหลี่ยมขึ้นมา 1 ก้อนเท่าฝ่ามือแล้วบอกว่า
“ นี่คือแท่นศิลาประลอง สามารถบรรจุที่ยืนได้ มากกว่าห้าร้อยคน แล้วมันจะหดตัวลงเรื่อยๆ ภายในสองชั่วยาม มันจะเหลือเพียงที่ยืนได้เพียงผู้เดียว”
เจ้าสำนักเคียงดินปล่อยศิลาประลองยุทธ์ออกไป มันขยายใหญ่ขึ้น ลอยฟ้าเหนือพื้นดินประมาณ สองเมตร แล้วขยายใหญ่เป็นสนามประลองจุที่ยืนของคนได้ สองร้อยคน
“ สำนักของใครเหลืออยู่เป็นคนสุดท้าย สำนักนั้นเป็นฝ่ายชนะ”
ศิษย์ใหม่ สำนักเคียงฟ้า ถูกท้าทายเช่นนี้ก็ตื่นตัวกระโจนขึ้นรอบนเวทีประลองเลยทันที ส่วนของเฟยหลงก็มีข้อความด่านที่ หก ปรากฏขึ้นมา โค่นทุกคนให้ได้แล้วยืนเป็นผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว เฟยหลงก็ลอยตัวขึ้นไปเป็นคนสุดท้าย
แล้วศิษย์ใหม่ของ สำนักเพียงดินก็ลอยตัวลงจาก กระบี่ยักษ์ แล้วเริ่มการจู่โจม ทันที ครืน !! พอเริ่มประลอง ลานศิลาประลองก็หดตัวลง เหลือครึ่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว ทำให้คนของสำนักเคียงฟ้า ร่วงสู่พื้นดินทีเดียว แปดสิบคน ส่วนคนของสำนักเคียงดินยืนอยู่ในจุด ที่ศิลาไม่ได้หดตัว เลยยังอยู่กับครบ 100 คน
สำนักเคียงฟ้าเห็นเช่นนั้นต่างไม่พอใจ ไม่คิดว่า ศิลาประลอง จะหดตัวฝั่งของสำนักเคียงฟ้า มากกว่า ของสำนักเคียงดิน อาจารย์ใหญ่เองก็เสียอารมณ์ไม่น้อย
และตอนนี้ ต้องสู้ กันระหว่า 20 คน ต่อ 100 คน เป็นรองอย่างเห็นได้ชัด
“ ลุยมันเลย” ศิษย์ใหม่สำนักเคียงดิน คว้าไม้กระบอง ที่ติดไว้ข้างเอวออกมาโดยที่ศิษย์สำนักเคียงฟ้า มีแค่มือเปล่าเพียงเท่านั้น แล้วการตะลุมบอน ยำใหญ่ก็เกิดขึ้นกลายเป็นว่า ฝ่ายสำนักเคียงฟ้าถูกกระทำแต่เพียงฝ่ายเดียว ยกเว้นเฟยหลง ที่จับขาคู่ต่อสู้ แล้วเหวี่ยงร่าง ของศิษย์สำนักเคียงดินจนถอยร่น ตกเวทีไปทีละ สี่ห้าคน แล้วยังปล่อยพลังหมัดกระเรียนฟ้าออกไป กระแทกจนกระเด็นกลิ้งตกไปอีกเป็นจำนวนมาก หันไปมองศิษย์ของสำนักเคียงฟ้า ล้วนถูกจัดการร่วงเวทีไปจนหมด เหลือแต่เพียงเฟยหลงเพียงคนเดียว
“ ไอ้หนู กระโดดลงไปซะ อย่าให้พวกข้า ต้องลงมือเลย”
สำนักเคียงดินเหลือคนอยู่ 70 คน เดินเรียงหน้าเข้ากดดันเฟยหลงที่ยืนเผชิญหน้าเพียงผู้เดียว
“ พวกแกต่างหากที่ ควรกระโดดลงไป” เฟยหลงมองหน้าพวกมันทุกคน แล้วปล่อยพลังสยบจิตออกไป คนทั้ง 70 คน ตาเหลือกค้าง หันมามองเพื่อน ๆ ของตนเอง แล้ว ก็เริ่มต่อสู้กันเอง ไม่สนใจเฟยหลงที่ยังยืนอยู่เพียงคนเดียว ไม่มีใครสนใจแม้แต่น้อย แล้ว ศิลาประลอง ก็หดตัวลงมาอีกครั้ง ทำให้ศิษย์สำนักเคียงดิน ร่วงลงไปอีก เหลืออยู่ไม่ถึง ยี่สิบคน ซึ่งแต่ละคนยังต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย
ใครเข้ามาใกล้ เฟยหลง ก็ถูกเฟยหลงถีบตกเวทีไปทีละคน จนในที่สุดเหลือเพียงห้าคน เฟยหลงก็กระโดดถีบใส่หน้าทีละคนจนพวกมันร่วงกันไปจนหมด
เหลือเพียงเฟยหลงเพียงผู้เดียวเป็นผู้ยืนเป็นที่หนึ่ง อยู่เป็นคนสุดท้าย
“ เยี่ยม ศิษย์สำนักเคียงฟ้าของข้า เยี่ยมยอดจริงๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เจ้าสำนักเคียงฟ้าปรบมืออย่างดีใจ พร้อมกับเสียงโห่ร้องยินดีของศิษย์ร่วมสำนักที่เหลือ
แต่เจ้าสำนักเคียงดิน กลับหน้าแดงด้วยความโกรธแค้นเพราะแผนที่ทำการวางเอาไว้ ไม่น่าพลาดเพราะ ศิษย์เหล่านี้อยากเป็นผู้ชนะคนเดียว จนลืมไปว่า ยังมีศิษย์สำนักเคียงฟ้าเหลืออยู่ ไม่ได้คิดว่าลูกศิษย์ของตน จะโดนสะกดจิตให้ทำร้ายพวกเดียวกัน จึงโยนถุงใส่ทับทิมเลือดให้กับ เจ้าสำนักเคียงฟ้า แล้วจากไปในทันทีไม่พูดอะไรอีกเลย
ขีดสีขาวเพิ่มขึ้นเป็น หกขีด เฟยหลงผ่านด่านที่หกเรียบร้อยแล้ว
“ เจ้าชื่ออะไร” เจ้าสำนักเรียกเฟยหลงเข้ามาหาตนเองด้วยความดีใจ
“ ศิษย์ เจียงเฟยหลง คารวะท่านเจ้าสำนักขอรับ”
“ อืม ดีมาก เจ้าสร้างชื่อให้กับสำนักเรา นี่คือผลทับทิมเลือด เจ้าเอาไปกินห้าลูก
พลังยุทธ์ในร่างของเจ้าจะเพิ่มขึ้นอีกห้าระดับ”
“ ขอบคุณขอรับ” เฟยหลงรับ ทัมทิมเลือดมาก็เก็บเอาไว้ แต่ว่ายังสงสัยว่าในโลกฝึกฝนนี้ พลังจะเพิ่มขึ้นได้ยังไง
“ ด้วยผลงานของเจ้าวันนี้ ข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์หลักของข้า”
เจ้าสำนักบอกกับศิษย์รับใช้ให้พาเฟยหลงเข้าไปที่พัก ของศิษย์หลัก แล้วงานต้อนรับศิษย์ใหม่ก็ยกเลิกไปโดยปริยาย
“ ยอดมากเลย ศิษย์พี่ เจ้าสำนักเคียงดินสร้างความอับอายให้กับเราหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ท่านได้ช่วยกู้หน้าให้กับพวกเราเอาไว้” ศิษย์รับใช้เอ่ยอย่างดีใจ
“ เจ้าสำนักเคียงดิน มีความแค้นอะไรกับ สำนักเคียงฟ้า?”
“ ท่านไห่ซัน เพิ่งแยกตัวออกไปสร้างสำนักเคียงดินไม่ถึงห้าปี เมื่อก่อนเป็นท่านเป็นรองเจ้าสำนักเคียงฟ้า ก็ชวนศิษย์อันดับ 1-10 ไปอยู่สำนักเคียงดินจนหมดเลย”
เฟยหลงพยักหน้าเข้าใจ แล้วมาที่พักที่มีห้องนอนมากถึงสี่ห้อง เพียงพอให้เสี่ยวหงอยู่ด้วยอย่างสบาย
ตอนเย็น ศิษย์รับใช้ ก็นำอาหารมาให้กินโดยไม่ต้องทำ ทำให้เสี่ยวหง ชอบมาก
“ นี่เจ้าไม่คิดอยากกลับบ้านเจ้าเลยรึ?”
“ ไม่ ข้าอยู่กับพี่เฟยหลงนี่ดีอยู่แล้ว ได้กินอาหารอร่อย ได้เห็นพี่เฟยหลงต่อสู้ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว”
“ เด็กน้อยเอ๋ย ยังไงเจ้าก็ต้องเติบใหญ่ ข้าเองยังไม่มีรู้อนาคตของตนเองเลย”
เฟยหลงที่เอ่ยออกไปเพราะว่า ที่นี่มันโลกฝึกฝน หากฝึกเสร็จแล้ว ก็คงต้องออกไป ไม่ว่าอย่างไรก่อนไป ต้องพาเสี่ยวหงกลับบ้านให้ได้
คืนนั้น เฟยหลงมอบทับทิมเลือดให้ เสี่ยวหงไปกิน สองลูก แต่ว่าเสี่ยวหงปฏิเสธไม่กิน เพราะไม่ชอบ ด้านในของมันคล้ายกับเลือดมนุษย์เลย เฟยหลงลองกินเข้าไป ก็รู้สึกถึง พลังที่มหาศาลไหลเวียนเข้ามาในร่างกายทำให้ สายตามองได้ไกลขึ้น เคลื่อนไหวเร็วขึ้น แล้วพลังจิตของตนที่ปกติมีแค่เพียง สี่ระดับ คล้ายจะเพิ่มขึ้น เฟยหลงกินเข้าไปอีก สี่ลูกจนหมด ทำให้ พลังจิต เพิ่มขึ้นมาเป็น ระดับที่ 5 สามารถ ใช้พลังจิตเคลื่อนไหวสิ่งของได้เร็วยิ่งขึ้น
ตอนเช้า เจ้าสำนักฟางเจิ้น เรียกเฟยหลงเข้าไปพบ แล้วมอบบัตรเชิญไปร่วมงานคัดเลือกเพื่อไป เรียนที่สำนักเทพเซียนบนสวรรค์ โดยที่สำนักเซียนบุปผา เป็นผู้จัดงานนี้
“ โอกาศที่มนุษย์ธรรมดา จะได้รับเลือกจากพวกเทพเซียนนั้นช่างยากนัก หากว่าศิษย์สำนักใดได้รับการคัดเลือก ต่อไปก็จะทำให้ในอนาคตศิษย์ในสำนักมีโอกาสได้ขึ้นไปร่ำเรียนบนสวรรค์ สำนักของเราส่งศิษย์ไปทั้งหมด 11 คน ศิษย์พี่ของเจ้า อันดับ 1-9 ได้ไปแล้ว ข้าให้เผิงตี้ รอเจ้าแล้วไปพร้อมกัน
ที่ผ่านมาสำนักของเราไม่เคยมีใครได้เข้าไปศึกษาที่แดนสวรรค์ สำนักเทพเซียนเลยสักคน ข้าหวังว่าเจ้าจะทำสำเร็จเป็นคนแรก” เจ้าสำนักมอบบัตรเชิญไปที่วังเซียนบุปผา ให้กับเฟยหลง แล้ว เผิงตี้ ก็พาเฟยหลงออกเดินทางทันที
“รอก่อน ศิษย์พี่เผิง ข้าขอนำน้องสาวติดตามไปด้วย”
เฟยหลงไม่อยากทิ้งให้ เสี่ยวหงอยู่แต่เพียงคนเดียว งานนี้ ทั้งสามคนนั่งรถม้าของสำนัก ไปที่ วังเซียนบุปผา ซึ่ง พี่เผิงตี้บอกว่า ต้องนั่งรถม้าประมาณ 1 วัน
“ ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะมีฝีมือดีเช่นนี้ เจ้าไปฝึกวิชาจากสำนักใดมาก่อน”
“ สำนัก อีสต์ฟอเรสต์”
“ ไม่เคยได้ยินชื่อ น่าจะมาจากนอกด่านแน่ๆเลย”
เฟยหลงได้แต่ยิ้มไม่ตอบคำ ทั้งสามคนนั่งรถม้ามาครึ่งวัน ก็มาถึงจุดพักม้า ก็ลงไปกินอาหารกัน ในร้านมีคนกว่าร้อยคน แน่นร้าน แต่ก็พอมีที่นั่งให้คนทั้งสาม ซึ่งทุกคนก็ล้วนแต่จะเดินทางไปที่ สำนักเซียนบุปผากันทั้งหมด ซึ่งแต่ละคนก็เป็นศิษย์อันดับต้นๆ ของแต่ละสำนัก บางคนมียศศักดิ์ ถึงองค์ชายมาจากหลายๆ เมือง
เด็กรับใช้นำสุราอาหารมาส่ง ทั้งสามคนก็เริ่มกินกันอย่างหิวกระหาย เสี่ยวหงนี่ไม่เคยกินอาหารเลิศรสแบบนี้ เลยกินปลาทอดไปคนเดียว แต่ว่าไม่ยอมกินไก่ สงสัยมีปีกเหมือนกัน เลยไม่ยอมกิน ในระหว่างนั้น ก็มีกองทหารม้า มากันกว่า 1 พันคน ล้อมรอบ จุดพักม้าเอาไว้ แล้วมีผู้สูงศักดิ์ คนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน เห็นว่าร้านมีคนเยอะ องครักษ์คนหนึ่ง ถือ ทวนสามง่ามออกมา แล้วกระแทกลงพื้น
ปัง !! พื้นศิลาที่พื้นถึงกับแตกแยกออกมา คนในร้านหลายคนตกใจ
“ สิบโต๊ะ ตรงนี้ไสหัวออกไปให้หมด” คนที่นั่งอยู่สิบโต๊ะที่องครักษ์ชี้นิ้วสั่ง ก็สะดุ้งโหยง รีบลุกออกไปทันที แต่ว่ามีอยู่สองโต๊ะไม่ยอมลุก
“ กล้าหาญมากนะ ที่ไม่ยอมลุก เจ้ารู้จัก กองทหารราชันหมาป่าน้อยไปแล้ว พวกเราจัดการกับมัน” ทหารราชันหมาป่า สิบคน ล้วนแต่ใส่เสื้อเกราะ กระโดดพุ่งเข้ามาแล้วยิงหน้าไหม้ขู่ ไปก่อน ลูกดอกปักที่โต๊ะของคนที่ไม่ยอมออกไป สองโต๊ะ
คนที่โต๊ะแรก ใช้ดาบยักษ์ ขยับหน่อยเดียว ลูกดอก ถูกตัดขาดกระเด็นใส่ ทหารราชันหมาป่า จนต้องถอยหลังกลับไป อีกคนก็ชักกระบี่ไวตวัดจู่โจมหัวหน้าองครักษ์ แต่ ชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์ พุ่งตัวออกมาใช้นิ้วทั้งสองคีบกระบี่ไว นั้นเอาไว้
แล้วกระชากกระบี่ติดมือออกมา
“ กระบี่ไว เหลียวฉิง ไม่เห็นไวสมคำร่ำลือเลย” กระบี่ไวเหลียวฉิง ไร้กระบี่อยู่ในมือ ก็ได้แต่เงียบ จนชายหนุ่มดีดกระบี่คืนให้ พอเหลียวฉิงรับ ก็เซถอยไปไกล
ทำให้เหลียวฉิงอับอาจ ถึงกับเดินออกไปจาก ร้านค้าอย่างรวดเร็ว
ส่วนอีกคน กระบี่ใหญ่ ไจ้เหยียน มองเหตุการณ์แล้ว ตัวคนเดียวไม่อยากเอ่ยก็ พยายามเดินหนีจากไป แต่ว่า ชายหนุ่มไม่ยอมกับ ใช้ฝ่ามือตะปบไหล่ ไจ้เหยียนเอาไว้ แล้ว กระแทกใส่ดาบใหญ่ เข้ากระแทกไจ้เหยียนจนกระเด็นออกไปนอกร้านอย่างหมดรูป
“ เจ้าเป็นใคร?”
“ แม้แต้องค์ชายเหลยฮั่น ราชันหมาป่าน้อยยังไม่รู้จักอีกหรือ” องครักษ์ออกมาประกาศชื่อเจ้านายให้ทุกคนฟัง
“ ดี ข้าไจ้เหยียน จะจดจำความพ่ายแพ้นี้ไว้”
เฟยหลง กับ เผิงตี้ นั่งคนละมุมเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง เสี่ยวหงเห็นแล้ว อดพูดออกมาไม่ได้ว่า
“ รังแกคนเกินไปแล้ว พี่เฟยหลงสั่งสอนพวกมันให้หมดเลย”
เผิงตี้ได้ฟัง ถึงกับสะดุ้ง องครักษ์กับ องค์ชายเหลยฮั่นก็หันมามองตามเสียงน้อยๆ ของ เสี่ยวหง
“ เด็กน้อย ไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม กล้าพูดเช่นนี้กับ องค์ชายได้ยังไง เด็กๆ ตบปากสั่งสอนมัน”
ทหารองครักษ์ปรี่เข้ามาหาเสี่ยวหงสิบคน เฟยหลงดึงตะเกียบออกมาแล้วขว้างออกไปเป็นมัด ตะเกียงกระจายพุ่งเข้าใส่ แขนขาองครักษ์ทั้งสิบ ฉึก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !! อ๊ากกกกก !!!! ล้มไปกับพื้นทั้งหมด
“ เจ้ากล้าพูดเช่นนี้กับน้องสาวข้าได้ยังไง” เฟยหลง เอ่ยจบก็กระชากร่างขององครักษ์ผู้นั้นเข้ามาใกล้แล้ว ตบปากไปทีเดียว หน้าคว่ำไปทิ่มพื้น สลบไปกองแทบเท้าเฟยหลง
“ เจ้าหมาน้อย เจ้าเป็นเจ้านายมันซินะ ตบปากตัวเอง สิบที แล้วไสหัวไปซะ”
เฟยหลงมองหน้า เหลยฮั่น ราชันหมาป่าน้อย ที่กำลังโกรธเฟยหลงสุดขีด พอสบตา ก็ถูก วิชาสยบจิต ใช้มือตบปากตัวเอง ป๊าบ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !! สร้างความประหลาดใจให้กับ คนที่อยู่ในร้านอาหาหารนี้ยิ่งนัก พอตบตัวเองเสร็จ หน้าของเหลยฮั่น ราชันหมาป่าน้อย ก็บวมเป็นหัวหมูน้อย แล้วสลบไป องครักษ์มองอย่างเหลือเชื่อ เหมือนถูกผีหลอก รีบพา องค์ชายเหลยฮั่น หนีออกไปอย่างไม่คิดชีวิต
“ พี่เฟยหลง นี่สุดยอดจริงๆ เลย” เสี่ยวหงปรบมือลั่นอยู่คนเดียว แต่ว่า เผิงตี้ได้แต่ทำหน้าเครียด แล้วเอ่ยออกมาว่า
“ เจ้าตามใจน้องสาวมากไปแล้ว หากว่า จ้าวราชันหมาป่าใหญ่ พี่ชายของมันมา พวกเราได้เละตุ้มเป๊ะแน่”
“ กลัวไปไย ต่างก็มีมือสองมือเท่ากัน” เฟยหลงเอ่ยอย่างไม่แยแส เพราะว่านี่คือโลกสมมุติ เขายังมีชีวิตเหลืออีกตั้งสามชีวิต......