ไป่ฟานเซียนวางสายลงพลางถอนหายใจ นางตัดสินใจที่จะตอบแทนเขาด้วยโอสถและวัตถุดิบระดับสูงจำนวนหนึ่ง
หม้อปรุงโอสถที่ดีที่สุดนั้นนางเคยพูดไว้ว่ามันคือหม้อที่มีสมดุลหยินและหยางเท่ากัน เพราะโอสถระดับสูงนั้นไม่สามารถที่จะเกิดข้อผิดพลาดเกี่ยวกับสัดส่วนได้เลยแม้แต่เสี้ยวเดียว ดังนั้นหากเป็นนักปรุงระดับห้าหรือหกขึ้นไปที่ต้องใส่ใจเรื่องพวกนี้มากขึ้นก็ย่อมต้องการหม้อที่สมดุลที่สุดมากกว่า
อย่างน้อยพวกเขาจะได้ไม่ต้องมากังวลเรื่องสมดุลหยินหยางในหม้อไปแล้วหนึ่งอย่าง พวกเขาแค่ต้องจัดการสัดส่วนของโอสถแต่ละชนิดจากความแรงของไฟ พลังปราณ และวัตถุดิบเท่านั้นก็เพียงพอ
ก่อนหน้านี้เมื่อพูดถึงเรื่องหม้อปรุงโอสถนางก็พลันจดจำผู้ชายที่ไปเปิดซุ้มในงานสัมมนาวันนั้นได้หม้อที่เขาสร้างนั้นนางจำได้ว่ามันมีปริมาณหยางสูงมากจนนางยังขัดใจ เพราะมันจะไปทำลายสรรพคุณของโอสถในหม้อจนลดลงไปหลายส่วน
แต่ถ้าเป็นถังเย่เย่ที่มีพลังหยินเข้มข้นในร่างกายนั้นนางคิดว่าหม้อใบนั้นน่าจะพอหักล้างกันได้ ถึงนางจะพอคาดเดาได้ว่าพลังหยินของถังเย่เย่มันจะยังมากกว่าอยู่ดีก็เถอะ
อย่างน้อยจนกว่าเด็กๆจะควบคุมปริมาณหยินและหยางในร่างกายที่แฝงมากับลมปราณได้ การใช้หม้อที่มีเอกลักษณ์สุดโต่งพวกนี้ช่วยไปก่อนคงจะเป็นทางเลือกเดียวของพวกเธอ
ระยะเวลาผ่านไปอีกหนึ่งอาทิตย์ ในที่สุดก็ถึงเวลาเปิดกล้องของรายการ“สุดยอดนักปรุงโอสถ”
ที่อาคารสถานีซึ่งมีตระกูลหยางเป็นเจ้าของ เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายกำลังวิ่งวุ่นกันไปทั่วเพราะปริมาณของผู้ชมที่อยากจะเข้ามาดูการอัดรายการครั้งแรกนี้มันมากเกินกว่าขีดจำกัดที่ห้องอัดรายการที่ใหญ่ที่สุดจะรับไหวไปแล้ว
ในตอนแรกพวกเขานั้นทำการคาดการณ์เอาไว้ว่าจำนวนผู้สมัครร่วมแข่งขันอย่างมากก็คงไม่กี่ร้อยคน แต่เมื่อถึงวันจริงหลังจากที่ดูคร่าวๆแล้ว จำนวนมันน่าจะมากไปถึงหลายพันคนเสียอีก!
“นายน้อยหยางครับ! สถานที่พักดูเหมือนจะไม่เพียงพอนอกจากนี้ยังมีผู้ชมอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ครับ”
พนักงานชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาด้วยท่าทางกระหืดกระหอบเขารีบรายงานสถานการณ์ล่าสุดให้กับ “พี่ชายหยาง” ซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้ฟัง
“คนสนใจเยอะกว่าที่คิดอีกนะครับ...” นักปรุงมือใหม่หัวเราะเบาๆ เขากำลังมองบรรยากาศที่คึกคักนี้ลงไปผ่านทางหน้าต่างที่เปิดอยู่
“เราน่าจะปิดเรื่องที่ท่านจักรพพรรดินีจะมาเป็นกรรมการกิตติมศักดิ์เอาไว้ก่อน...” พี่ชายหยางถอนหายใจ ชายหนุ่มแค่อยากจะกระตุ้นความสนใจจากทางโลกผุ้ฝึกตนอีกสักหน่อย แต่กลับกลายเป็นว่ามันไม่ใช่การกระตุ้นธรรมดา มันยิ่งกว่ายาแรงที่สามารถเรียกคนให้มารวมตัวกันได้มหาศาล
“ไม่ทันแล้วล่ะ ขนาดผมที่รู้อยู่แล้วยังตื่นเต้นจนอยากจะไปแข่งด้วยเลย”
นักปรุงมือใหม่มองเหล่าผู้แข่งขันที่เข้ามาร่วมรายการและกำลังต่อแถวลงทะเบียนอยู่ด้านหน้าอย่างอิจฉา เพราะเขาต้องอยู่ช่วยเหลือพี่ชายของเขาอยู่ที่เบื้องหลังแบบนี้จึงไม่สามารถไปร่วมวงด้วยได้
“...เราจะทำยังไงดีครับ นายน้อย?” พนักงานมองการสนทนาของทั้งสองคนที่ยังใจเย็นอยู่ แต่ตอนนี้โทรศัพท์ของเขาเริ่มสั่นไม่หยุดมาสักพักแล้ว นั่นแปลว่าสถานการณ์ด้านล่างน่าจะกำลังวุ่นวายยิ่งกว่าเดิมอยู่แน่ๆ
“...รอสักหน่อย”
พี่ชายหยางนั่งลงอย่างใจเย็น แต่ทันทีที่โทรศัพท์ที่วางอยู่ของเขาดังเขาก็รีบคว้ามันไปรับอย่างไม่รีรอ
“โอเค...ได้ครับ ผมเข้าใจแล้ว”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับ เขาพูดคุยกับปลายสายอยู่อีกหลายคำแล้วจึงวางสายไป
“พ่อฉันอนุญาตแล้ว วันนี้จะทำการเลื่อนการถ่ายทำรายการอื่นในสถานีออกไปทั้งหมด! ทุกสถานที่ในตึกนี้ รวมไปถึงพนักงานจากรายการอื่น วันนี้นายไปเรียกพวกเขาให้มาช่วยได้เป็นกรณีพิเศษ!”
ทันทีที่คำสั่งอันน่าตกใจนี้กระจายออกไป พนักงานทุกคนล้วนตื่นตัวขึ้นมากะทันหัน เพราะนั่นมันหมายความว่าทางตระกูลหยางให้ความสำคัญกับการทำรายการนี้อย่างมาก ดังนั้นพวกเขาจึงต้องไปรวมตัวกันเพื่อฟังชี้แจงและทำตามคำสั่งที่ถูกวางไว้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
ครั้งนี้ตระกูลหยางลงทุนไปจำนวนมหาศาลจริงๆ!
แน่นอนว่านอกจากพนักงานที่กำลังวุ่นวายแล้ว ทางส่วนของผู้เข้าร่วมการแข่งขันเองก็กำลังกังวลอยู่ไม่แพ้กัน
“นี่ จุดลงทะเบียนมันอยู่ตรงไหนเหรอ?”
“นายสมัครผ่านช่องทางออนไลน์มาแล้วใช่ไหม?”
“ถ้างั้นนายเดินตรงไปที่ห้องทางขวา ที่นั่นมีโต๊ะที่รับลงทะเบียนอยู่นายไปแจ้งรหัสผู้เข้าแข่งแล้วเขาจะให้ป้ายชื่อกับหมายเลขนายมา”
ที่หน้าประตูย่อมเป็นส่วนที่วุ่นวายที่สุด ขนาดว่าสถานีนั้นมีลานกว้างสำหรับกิจกรรมและการถ่ายทำที่กว้างขวางอยู่รอบๆก็ยังแน่นขนัดไปด้วยฝูงชน ตากล้องของสถานีกำลังวิ่งไปทั่วเพื่อเก็บบรรยากาศช่วงนี้เอาไว้ให้มากที่สุด
นี่เป็นหนึ่งในจุดขายที่พวกเขาวางไว้สำหรับรายการนี้ พวกเขากำลังพัฒนาไปจากรายการธรรมดาๆที่อัดกันในห้องส่งแล้วก็จบไป รายการนี้จะมีการถ่ายทอดตั้งแต่ช่วงที่ผู้คนมาสมัคร บรรยากาศคึกคักเหล่านี้เป็นตัวช่วยในการโฆษณาอย่างดีสำหรับรายการ
นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ พวกเขาเข้าไปขอสัมภาษณ์ผู้สมัครและผู้ชมหลายคนที่บ้างก็เป็นคนธรรมดา บ้างก็เป็นผู้ฝึกตน จุดประสงค์ก็เพื่อทำให้ผู้ชมทางบ้านได้รู้ว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นคนดังหรือเป็นที่รู้จักก็สามารถสมัครมาแข่งขันในรายการของพวกเขาได้ มันจะไปส่งผลดีหากว่ารายการนี้จะมีการทำต่อเนื่องไปอีกหลายปี
“รีบเก็บภาพทางนั้นเร็วเข้า ฉันหาผู้สมัครที่ดูน่าสนใจได้แล้ว เดี๋ยวจะไปขอสัมภาษณ์สักหน่อย”
ชายวัยกลางคนที่สวมชุดของทีมงานสนทนากับเพื่อนร่วมงานผ่านทางหูฟังซึ่งติดอยู่ที่หู พวกเขาแบ่งงานกันเพื่อที่จะมีพื้นที่รับผิดชอบของตนเอง ตอนนี้เขามองไปยังชายชราท่าทางน่าสนใจที่แบกหม้อปรุงยาใบใหญ่มาด้วยที่กลางหลัง แสดงว่าเขาต้องมาเข้าร่วมการแข่งครั้งนี้ด้วยแน่นอน
“เข้าใจแล้วๆ เดี๋ยวฉันถ่ายทางนี้เสร็จจะรีบไปหา”
ตากล้องหนุ่มรับคำไป ขณะเดียวกันกล้องของเขาก็กำลังถ่ายไปที่มุมหนึ่งของสวนที่คนกำลังมุงชายคนหนึ่งซึ่งกำลังตั้งเตาเพื่อปรุงโอสถกันอย่างโจ่งแจ้ง
ที่น่าสนใจคือชายคนนี้ยังหนุ่มแต่กลับสามารถปรุงโอสถระดับสองขั้นสูงสุดได้แล้ว แปลว่าอีกแค่ก้าวเดียวเขาก็จะเข้าสู่ฐานะนักปรุงโอสถขั้นที่สาม
ถ้าเป็นเมื่อหนึ่งเดือนก่อนคนธรรมดาย่อมไม่สามารถรู้ถึงความยอดเยี่ยมของสถานะเหล่านี้ แต่หนึ่งเดือนที่ผ่านมานั้นได้เกิดอะไรขึ้นมากมายหลายอย่าง เหล่านักปรุงโอสถได้แสดงอภินิหารในการใช้ยาเพื่อช่วยรักษาคนหลายคนจนหายดี แม้แต่รัฐบาลก็ยังสนับสนุนทำให้ผู้คนรู้จักมากขึ้น และได้รับรู้ด้วยตัวเองว่าเส้นทางผู้ฝึกตนและเส้นทางนักปรุงโอสถพวกนี้มันยากลำบากขนาดไหน
ตอนนี้แค่ถูกเรียกว่าเป็นผู้ฝึกตน แม้จะเป็นแค่ขั้นรวมปราณระดับต้นก็สามารถยืดอกอย่างภาคภูมิใจได้แล้ว
ดังนั้นชายตรงหน้าที่ยังหนุ่มยังแน่นแต่กลับพัฒนาไปจนถึงขั้นนี้ได้จึงกลายเป็นที่หมายปองของสาวๆหลายคนที่แอบส่งสายตาหวานเยิ้มมาให้
ทันทีที่หม้อเริ่มเดือด เขาก็สะบัดมือเพื่อส่งลมปราณเข้าไป มันหมุนวนและปรับสมดุลภายในหม้อเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่หม้อจะสั่นสะเทือนขึ้นเบาๆแล้วหยุดลง
ความสงบและแรงกดดันบางเบาที่มารวมตัวที่หม้อก่อนจะหายไปนั้นเป็นเครื่องยืนยันว่าการหลอมครั้งนี้น่าจะประสบความสำเร็จ!
เขาจัดการเปิดฝาหม้อ ด้านในมีโอสถสีน้ำตาลสามเม็ดกลิ้งอยู่ที่ก้นหม้อมันส่องประกายเป็นเงาในยามที่กระทบกับแสงอาทิตย์ ชายหนุ่มยิ้มท่ามกลางเสียงชื่นชมของฝูงชนที่เข้ามามุงดู ตากล้องหนุ่มเองก็จัดการเก็บภาพบรรยากาศที่น่าสนใจนี้เอาไว้เรียบร้อยหากว่าชายคนนี้ลงแข่งต้องกลายเป็นที่จับตามองแน่นอน
ขณะเดียวกัน ชายคนนี้มีชื่อว่า “ฟู่หรง”เขากำลังมองสถานการณ์ที่กำลังเป็นไปอย่างที่เขาคาดเอาไว้อย่างยินดี
เขานั้นเป็นนักปรุงโอสถมาจากทางภาคใต้ เพราะการเริ่มต้นของยุคสมัยแห่งผู้ฝึกตน ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาเริ่มเปลี่ยนไป เขาเริ่มจะมองเห็นสหายของเขาหลายคนที่กลายเป็นคนมีชื่อเสียงและมีการงานเข้ามาไม่ขาดสาย ตัวเขาเองที่เห็นโอกาสจากรายการนี้จึงรีบสมัครและเดินทางมาที่นี่เช่นกัน
หากว่าสามารถมีชื่อเสียงผ่านรายการนี้ ต่อให้ไม่ต้องชนะเลิศ แน่นอนว่าเขาย่อมมีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นและกลายเป็นคนเด่นดังขึ้นมาเหมือนใครหลายคน
ดังนั้นทันทีที่เห็นว่ามีตากล้องหลายคนออกมาเก็บภาพ เขาจึงเริ่มจากการแสดงความสามารถตั้งแต่ตรงนี้เพื่อดึงดูดความสนใจจากทางรายการ
ฟู่หรงหยิบเม็ดยาออกมาซึ่งมันสามารถเรียกความสนใจจากฝูงชนได้เป็นอย่างดี นี่เป็นโอสถระดับสองขั้นสูงที่วิธีการปรุงไม่ได้ยากและใช้เวลาไม่นาน สำหรับนักปรุงระดับสามขึ้นไปมันอาจจะเป็นแค่โอสถที่ที่เห็นได้เกลื่อนทั่วไปแต่สำหรับคนธรรมดาแค่นี้มันก็เหลือเฟือแล้วที่จะเรียกความสนใจจากพวกเขา
เขากำลังคิดจะมอบพวกมันให้ใครสักคนเพื่อแสดงถึงความมีน้ำใจ ขณะที่กล้องกำลังถ่ายสายตาของฟู่หรงก็พลันไปสะดุดเข้ากับดวงตากลมโตใสแจ๋วที่จ้องมาอย่างสนใจ
เป็นเด็กหญิงตัวเล็กหน้าตาน่ารักที่ความสูงยังไม่เกินเอวของผู้ใหญ่ เธออยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวและมีเสื้อนอกสีฟ้าตัวเล็กสวมทับไว้ กระโปรงและรองเท้าหนังก็ดูเป็นทางการดูคล้ายกับเด็กนักเรียน เธอกำลังกอดตุ๊กตากิ้งก่าสีแดงตัวเล็กไว้ด้วยสองแขน
ชายหนุ่มเลือกเป้าหมายได้ทันที คนที่เหมาะกับการแสดงน้ำใจแล้วจะถูกชื่นชมที่สุดก็คงไม่พ้นเด็กผู้หญิง หรือคนชรา ดังนั้นเขาจึงหยิบโอสถเม็ดหนึ่งแล้วเดินไปหาเด็กน้อยทันที
“หนูหลงทางหรือเปล่า? อยากจะให้อาช่วยตามหาผู้ปกครองไหม?” ขณะที่พูดเขาต้องมั่นใจว่ากำลังถูกตากล้องถ่ายทุกอากัปกิริยาของตัวเองไว้อยู่ดังนั้นสายตาของเขาจึงเหล่ไปทางกล้องตลอดเวลา
เด็กหญิงไม่ตอบเธอเพียงแค่เอียงคออย่างสงสัยเท่านั้น ฟู่หรงค่อนข้างจะคุ้นเคยกับการรับมือกับเด็กอย่างไม่น่าเชื่อ เขายื่นเม็ดยาที่เขาพึ่งหลอมเสร็จให้เธอแล้วพูดว่า
“หนูน่าจะมากับครอบครัวใช่ไหมอายกยาเม็ดนี้ให้ หนูจะเอามันไปฝากคุณพ่อหรือคุณแม่ก็ได้นะ?”
เขาก้มตัวลงแล้วพยายามจะยัดเม็ดยาสีน้ำตาลใส่มือเล็กๆนั่นโดยไม่ถามความสมัครใจ
แต่ก่อนที่เขาจะได้สัมผัสกับตัวเด็กน้อยนั้น เจ้าตุ๊กตากิ้งก่าในอ้อมแขนของเธอก็พลันขยับได้ขึ้นมา มันอ้าปากเล็กๆเผยให้เห็นเขี้ยวอันจิ๋ว แล้วงับเอายาในมือของเขาไปเคี้ยวกลืนลงคอก่อนจะเรอออกมาปิดท้ายเบาๆ ทุกอย่างที่กล่าวมานั้นเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีจนมีแต่ชายหนุ่มที่อยู่ใกล้ที่สุดเท่านั้นที่มองเห็น!
ชายหนุ่มสะดุ้งจนเผลอสะบัดมือออก แต่เพราะความไม่ระวังทำให้เขาล้มลงจนก้นจ้ำเบ้า ตากล้องบังเอิญถ่ายเก็บช่วงเวลาที่เขาทำหน้าตกใจได้อย่างพอดิบพอดี มันจะต้องกลายเป็นฉากสำคัญที่จะถูกนำไปใส่ในช่วงแรกของรายการได้แน่ๆ
เขารีบลุกขึ้นมาด้วยความอับอาย ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่มีเสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลังฝูงชน
“เย่เย่...นายหญิงของหนูไม่ให้รับของจากคนแปลกหน้า ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาคนดูแลอย่างผมในวันนี้จะลำบากเอานะครับ”
ฝูงชนที่กำลังรับชมเรื่องสนุกรู้สึกเหมือนถูกแรงกดดันบางประการทำให้พวกเขาต้องแหวกออกเป็นทางก่อนที่ผู้พูดจะปรากฏตัวพร้อมกับรอยยิ้มที่เบาสบาย
เขาเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่ดูค่อนข้างจะผอมบางไปสักหน่อยและยิ่งเป็นเพราะว่าวันนี้เขาอยู่ในชุดลำลองสีขาวไม่ใช่ชุดทางการที่ใส่ประจำ ดังนั้นต่อให้จะมีใครมาบอกว่าผู้ชายคนนี้เป็นทหารของทางการก็คงไม่มีใครจะเชื่อ!
แต่แน่นอนว่าต้องมีคนบางส่วนจำได้ เพราะเขาคนนี้มีตัวตนอยู่ทั้งในฝั่งของคนธรรมดาและผู้ฝึกตน บุคลิกสง่าผ่าเผยและเต็มไปด้วยอำนาจยามที่เขาขยับนั้นมันติดตัวเขามาจนเป็นนิสัย
“ท่านพลเอกนี่นา?”
“พลเอกหลิวเยี่ยนเฟย!?”
“ทำไมตัวตนแบบเขาถึงมาอยู่ที่นี่ด้วยล่ะ?”
ผู้ที่พูดขึ้นมาคือเหล่าผู้ฝึกตนที่รับรู้ถึงพลังของระดับปรมาจารย์ดีอยู่ดังนั้นพวกเขาจึงประหลาดใจเนื่องจากท่านพลเอกที่ช่วงหนึ่งเดือนมานี้แทบจะไม่ปรากฏตัวขึ้นเลยในตอนนี้กำลังยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้ว!
ตากล้องรีบแพนกล้องไปเก็บภาพนั้นเอาไว้ รวมถึงสาวๆที่เคยมองฟู่หรงอย่างชื่นชมก็ทิ้งเขาไปจนหมดทันทีที่หลิวเยี่ยนเฟยปรากฏตัวขึ้นมา ยิ่งได้รู้ว่าผู้ชายที่ดูหล่อเหลาคนนี้มีฐานะเป็นถึงพลเอกแห่งกองทัพสายตาของพวกเธอก็เต็มไปด้วยประกายลุกวาว
ชายหนุ่มกัดฟันกรอดอย่างไม่พอใจ แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไรบางอย่างฝูงชนก็ละความสนใจจากเขาและสลายไปตามทางใครทางมัน ส่วนที่ยังอยู่ก็ย้ายความสนใจไปทางท่านพลเอกหนุ่มกันหมด
“หนูไม่ได้รับมานะ! แดงน้อยต่างหากที่กินไปแล้ว”
เด็กน้อยเดินกลับไปหาหลิวเยี่ยนเฟยโดยไม่สนใจสายตาของฝูงชน มือเล็กๆของเธอถูกท่านพลเอกหนุ่มดึงไปจูงไว้ ภาพที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นนี้ถูกตากล้องบันทึกเอาไว้จนหมด เขาแค่ละสายตาไปรับโทรศัพท์ครู่เดียวเด็กคนนี้ก็แวบหายไปเสียแล้ว ดีที่ราชินีมังกรที่ถูกกอดเป็นตุ๊กตานั่นส่งเสียงทางปราณมาบอกไม่งั้นเขาคงต้องปวดหัวตามหาเธออีกสักพักแน่ๆ
“แล้วพี่ฮุ่ยเอ๋อกับพี่เหม่ยอิงล่ะคะ?”
“พวกเธอต่อแถวอยู่กับคุณปู่เจิ้ง เพราะวันนี้นายหญิงของพวกหนูต้องไปอีกที่หนึ่ง ดังนั้นวันนี้ต้องเป็นเด็กดีเชื่อฟังผมนะครับ”
หลิวเยี่ยนเฟยหัวเราะเบาๆ แม้จะเป็นถึงตัวตนที่ยิ่งใหญ่แค่ไหนแต่วันนี้ท่านปรมาจารย์ไปไม่อนุญาตให้ศิษย์ตัวน้อยทั้งสามคนของนางได้รับอภิสิทธิ์ใดๆจากทางทีมงาน เพราะครั้งนี้นางเองก็เป็นหนึ่งในผู้ตัดสินด้วย หากนางให้ท้ายคนของตัวเองเกินไปจะถูกมองว่าไม่ยุติธรรม
“เข้าใจแล้วค่ะ...อ๊ะ! แดงน้อยบอกว่าอยากกินขนมที่ร้านนั้นล่ะ”
เด็กน้อยพยักหน้ารับ ขณะเดียวกันสายตาของเธอก็เป็นประกายเมื่อชี้ไปยังร้านขนมแผงลอยที่ถือโอกาสมาตั้งอยู่รอบๆเพราะเห็นว่าฝูงชนมารวมตัวกันมากมาย
“...ข้าไม่ได้อยากกินเสียหน่อย”
ราชินีมังกรที่เงียบมานานเพราะถูกไป่ฟานเซียนกำชับมาอดที่จะเถียงไม่ได้ เด็กนี่แค่อยากกินขนมเองแล้วทำไมต้องเอานางมาอ้างด้วยเล่า?
“แต่ตรงนั้นมีเนื้อย่างด้วยนะ? ไม่รู้จะอร่อยเหมือนที่ลุงหวงทำให้กินหรือเปล่า?”
“งั้นเจ้ารออะไรอยู่เล่า!”
ราชินีมังกรที่เปลี่ยนคำพูดแบบร้อยแปดสิบองศาใช้พลังปราณในร่างมาลากเอาร่างเล็กๆให้ตรงไปทางนั้นโดยไม่รีรอส่งผลให้ท่านพลเอกหนุ่มที่จับมือฮุ่ยเอ๋อไว้อยู่โดนลากไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้ เขาหัวเราะออกมาเบาๆจากใจ ชีวิตที่สบายๆและความสุขที่ได้รับจากครอบครัวแบบนี้เป็นสิ่งที่เขาเคยโหยหาที่สุด
พวกเขาจากไปโดยไม่รู้เลยว่าที่ด้านหลังของพวกเขา มีสายตาของชายหนุ่มกำลังจ้องมองตามไปเพราะถูกแย่งชิงความโดดเด่นอย่างโกรธแค้น