ตัวอย่างยายาสงบวิญญาณงั้นเหรอ?ทำไมถึงได้รวดเร็วขนาดนี้?
"ทีมวิจัยได้ทำการสกัดและจำลองตัวยาตามตำรับที่เธอให้มาพร้อมกับลองปรับเปลี่ยนสมุนไพรบางชนิดโดยใช้สมุนไพรวิญญาณที่มีสรรพคุณคล้ายคลึงกันแต่ต่างขั้นกันจนสามารถผลิตยาสงบวิญญาณออกมาได้สามเกรด"
พูดจบคณบดีเฉียนก็พลิกฝ่ามือขวดกระเบื้องเคลือบสามใบที่มีสีสันแตกต่างกันก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ
"ของที่อยู่ในนี้ ก็คือยายาสงบวิญญาณทั้งสามเกรด"
"ทั้งหมดผ่านการทดสอบแล้วว่าไม่มีพิษแต่สรรพคุณที่แน่ชัดยังต้องอาศัยการทดลองเพิ่มเติมเพื่อเก็บข้อมูลให้แม่นยำกว่านี้"
"นอกจากนี้ หากจะนำไปผลิตเพื่อการค้าก็ยังต้องใช้เวลาในการขอใบรับรองจากทางการอีกพักใหญ่"
เจียงจืออวี๋ยื่นมือไปรับขวดกระเบื้องเคลือบจากมือคณบดีเฉียนมาเปิดขวดสีขาวดูกลิ่นยาไม่ได้รุนแรงนัก ออกจะจางๆ ด้วยซ้ำ
ภายในขวดมียาเม็ดขนาดใหญ่กว่าเมล็ดข้าวสารเพียงเล็กน้อยบรรจุอยู่เจ็ดถึงแปดเม็ด
คณบดีเฉียนชี้ไปที่ขวดอีกสองใบแล้วอธิบายต่อ"ขวดสีขาวคือยาระดับต่ำสุด ต้นทุนตกเม็ดละประมาณสามพันเหรียญแต่สรรพคุณไม่ค่อยชัดเจนนักสำหรับผู้ที่อยู่ระดับแม่ทัพยุทธ์แทบจะไม่รู้สึกถึงผลลัพธ์อะไรเลย"
"ส่วนขวดนี้ ผลิตตามตัวยาที่ระบุในตำรับเป๊ะๆต้นทุนตกเม็ดละประมาณหนึ่งหมื่นห้าพันเหรียญกินหนึ่งเม็ดสามารถรับประกันได้ว่าพลังจิตจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่องราวๆสามวัน"
"และขวดสุดท้ายนี้ ราคาแพงที่สุด สมุนไพรที่ใช้ล้วนเป็นของชั้นยอดแค่เม็ดเดียวก็มีมูลค่าสูงถึงหนึ่งแสนสองหมื่นเหรียญ"
คณบดีเฉียนชี้ไปที่ขวดกระเบื้องเคลือบสีฟ้าครามพลางเอ่ยตัวเลขที่ทำเอาไป๋ฉางเซิงถึงกับหูผึ่ง
เม็ดละแสนสองหมื่นเหรียญ...งานนี้เขาต้องขอลิ้มรสชาติความแพงสักหน่อยแล้ว
"ฉันลองใช้ขวดนี้ดูแล้ว มันไม่มีผลอะไรกับซวนหนีหยกทมิฬเลยแต่สำหรับผู้ที่มีพลังจิตระดับแม่ทัพยุทธ์ กลับให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมมาก"
"เธอเอาทั้งสามขวดนี้กลับไปเถอะแล้วลองดูว่าขวดนี้จะมีผลกับพลังจิตระดับโหวแห่งยุทธ์หรือไม่"
เม็ดละหนึ่งแสนสองหมื่นเหรียญกะจากสายตาในขวดนี้น่าจะมีราวๆ สิบเม็ดรวมมูลค่าก็ปาเข้าไปหนึ่งล้านสองแสนเหรียญแล้ว
แต่ที่คณบดีเฉียนทำแบบนี้เป้าหมายหลักคือการทดสอบสรรพคุณยา ไม่ได้สนใจเรื่องมูลค่าเลยสักนิด
"ตกลงค่ะ ถึงเวลาฉันจะจดบันทึกผลลัพธ์หลังการใช้อย่างละเอียดให้"
เจียงจืออวี๋กำขวดกระเบื้องในมือแน่นก่อนจะเก็บยาทั้งสามขวดลงในแหวนมิติจากนั้นก็หันไปมองคณบดีเฉียนด้วยท่าทีอึกอักเหมือนมีอะไรจะพูด
"มีอะไรเหรอ?"
คณบดีเฉียนสังเกตเห็นท่าทีของเธอจึงเอ่ยถาม
"คือเรื่องพ่อกับแม่ของฉัน..."
เจียงจืออวี๋อธิบายความคิดของตัวเองให้ฟังคร่าวๆคณบดีเฉียนแค่ฟังประโยคแรกก็เข้าใจความหมายของเธอทันที จึงพยักหน้ารับ
"วางใจเถอะ เรื่องนี้ฉันจัดการให้เอง"
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เจียงจืออวี๋เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทใหม่ต่อให้ไม่มีตำแหน่งนี้ ขอแค่เธอเอ่ยปาก เรื่องแค่นี้ก็ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก
"เอาล่ะ ฉันไม่กวนเวลาฝึกของเธอแล้ว ต้องไปปรึกษาธุระกับท่านอธิการบดีต่อ"
"ฝากบอกเจ้าตัวเล็กด้วยว่าให้พยายามเข้า"
"ถ้าคว้าแชมป์มาได้จะยอมให้ซวนหนีหยกทมิฬมีน้องชายเพิ่มอีกสักตัวก็ไม่ใช่ปัญหา"
เรื่องคว้าแชมป์เป็นแค่ข้ออ้างเจียงจืออวี๋สัมผัสได้ถึงความหมายแฝงในคำพูดของคณบดีเฉียนว่าศักยภาพของไป๋ฉางเซิงได้รับการยอมรับจากเขาแล้ว ต่อให้ไม่เทียบเท่าซวนหนีหยกทมิฬแต่อย่างน้อยก็คงไม่ด้อยไปกว่ากันมากนัก
แต่สิ่งที่เจียงจืออวี๋ไม่รู้ก็คือเหตุผลส่วนหนึ่งที่คณบดีเฉียนยอมอ่อนข้อให้ เป็นเพราะไม่ว่าเขาจะพูดยังไงซวนหนีหยกทมิฬก็ทำหูทวนลมไม่ยอมฟัง เขาเองก็เหนื่อยจะพูดแล้วสู้ปล่อยให้เจ้าเด็กสองตัวนี้ไปเล่นสนุกกันเองเลยดีกว่า
มองส่งคณบดีเฉียนเดินจากไปเจียงจืออวี๋ก็ก้าวเข้าไปในห้องฝึกฝนระดับเจี่ยอีกครั้ง
เธอถอดรองเท้าผ้าใบออกย่ำเท้าที่สวมถุงเท้าสีขาวลงบนเบาะนุ่มแล้วนั่งขัดสมาธิ
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเธอก็หยิบขวดกระเบื้องเคลือบที่บรรจุยาสงบวิญญาณทั้งสามขวดออกมาจากแหวนมิติแล้วเรียกไป๋ฉางเซิงออกมา
เธอเทยาสงบวิญญาณจากขวดสีฟ้าครามออกมาสองเม็ดกลืนลงไปเองหนึ่งเม็ด และยื่นอีกเม็ดไปตรงหน้าไป๋ฉางเซิงความหมายชัดเจนโดยไม่ต้องเอ่ยสักคำ
ไป๋ฉางเซิงก็ไม่เกรงใจกลืนยาสงบวิญญาณขนาดเท่าเมล็ดข้าวสารลงคอไปทันที
ไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษมีเพียงรสขมฝาดจางๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของยาสมุนไพรเท่านั้น
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นแต่กลับทำให้ไป๋ฉางเซิงรู้สึกผิดหวังอย่างแรง
【ขอแสดงความยินดีโฮสต์กลืนกินยาสงบวิญญาณ ได้รับค่าพลังเลือด 14 แต้มได้รับแต้มวิวัฒนาการ 27 แต้ม】
เม็ดละแสนสองหมื่นเหรียญ...ได้แค่นี้เนี่ยนะ?
เรื่องค่าพลังเลือดน่ะช่างมันเถอะแต่แต้มวิวัฒนาการกลับได้แค่ยี่สิบเจ็ดแต้มถ้วน!
ถ้าไม่ใช่เพราะคณบดีเฉียนเอามาให้ด้วยตัวเองแถมยังเป็นของที่เอาไว้ใช้กันเองไป๋ฉางเซิงคงสงสัยไปแล้วว่าไอ้นี่มันยาปลอมหรือเปล่า
เขาเดาะลิ้นสองสามทีเมื่อแน่ใจว่าไม่มีเสียงแจ้งเตือนอะไรดังขึ้นอีก ไป๋ฉางเซิงก็รู้สึกหมดสนุกจึงขดตัวนอนหลับตาพักผ่อนอยู่ข้างๆ เจียงจืออวี๋เพื่อฟื้นฟูพลังจิตที่สูญเสียไปจากการต่อสู้เมื่อครู่
ทว่าจากที่ตั้งใจจะแค่นอนพักสายตาผ่านไปเพียงหนึ่งนาที เขากลับหลับสนิทไปจริงๆ
ปกติแล้วไป๋ฉางเซิงแทบจะไม่ฝันแต่ครั้งนี้ เขากลับฝันถึงเรื่องราวที่แปลกประหลาดมาก
ในความฝันเขาหลุดเข้าไปในโลกที่ดูราวกับวันสิ้นโลกภูเขาไฟหลายลูกกำลังพ่นลาวาเดือดพล่านออกมาทำให้ทั่วทั้งห้วงมิติอบอวลไปด้วยกลิ่นแปลก ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเมฆดำทะมึนและมีเสียงฟ้าร้องคำรามดังขึ้นเป็นระยะ
ภาพตรงหน้าทำให้ไป๋ฉางเซิงที่เพิ่งเข้ามาอยู่ได้เพียงไม่กี่วินาทีก็รู้สึกอยากจะหนีออกไปให้พ้นๆ
และความรู้สึกนั้นก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
เขาพยายามจะขยับตัวแต่กลับพบว่าไม่ว่าจะออกแรงแค่ไหน ร่างกายก็ไม่ยอมขยับเขยื้อนเลยสักนิด
และในตอนนั้นเองภูเขาไฟก็ยิ่งปะทุรุนแรงขึ้นลาวาสีแดงดำไหลทะลักลงมาตามลาดเขาและมุ่งตรงมาทางที่ไป๋ฉางเซิงอยู่
หนังตาของไป๋ฉางเซิงกระตุกอย่างแรงเขาดิ้นรนสุดชีวิต แต่ก็ยังไร้ผล
ทำได้เพียงเบิกตากว้างมองดูลาวาคืบคลานเข้ามาใกล้เรื่อยๆในขณะเดียวกัน อัสนีบาตก็เริ่มผ่าลงมาจากเมฆดำบนท้องฟ้าเพิ่มความน่าสะพรึงกลัวให้กับมิติที่บ้าคลั่งแห่งนี้ยิ่งขึ้นไปอีก
"ตู้ม!"
อัสนีบาตสายหนึ่งผ่าเปรี้ยงลงมาห่างจากหน้าเขาไปเพียงสิบกว่าเมตรเสียงระเบิดดังกึกก้องทำเอาเขาเสียวสันหลังวาบ
นี่มันแค่ความฝันใช่ไหม?มันต้องเป็นแค่ความฝันแน่ๆ ใช่ไหม?
ไป๋ฉางเซิงพยายามปลอบใจตัวเองและสะกดจิตว่านี่เป็นเพียงความฝันไม่ว่าจะเป็นอัสนีบาตหรือลาวา ก็ไม่มีทางทำอันตรายเขาได้
แต่ความจริงก็คือเขากลับสัมผัสทุกสิ่งที่เกิดขึ้นได้ชัดเจน!
ไม่ว่าจะเป็นเสียงกลิ่น หรือแม้กระทั่งความร้อนระอุจากลาวาที่ไหลเข้ามาใกล้ทุกอย่างมันสมจริงจนน่ากลัว
แต่โชคดีที่ในเวลานั้นเองเสียงหนึ่งที่ไพเราะราวกับเสียงสวรรค์สำหรับไป๋ฉางเซิงก็ดังกังวานขึ้น
"เสี่ยวไป๋!"
เสียงนั้นไม่ได้ดังมากแต่กลับทำให้ไป๋ฉางเซิงได้สติ เขาหลุดพ้นจากสภาวะถูกจองจำในทันทีสติสัมปชัญญะบิดเบี้ยวเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้น
"เสี่ยวไป๋! นายไม่เป็นไรใช่ไหม?"
เมื่อลืมตาขึ้นมาสิ่งแรกที่เขาเห็นคือสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของเจียงจืออวี๋
"ไม่เป็นไร แค่ฝันร้ายน่ะ"
ไป๋ฉางเซิงสะบัดหัวแต่กลับรู้สึกวิงเวียนและหนักอึ้งไปหมด ทั้งที่เพิ่งจะนอนหลับไปแท้ๆแต่ตอนนี้กลับไม่มีความรู้สึกสดชื่นเหมือนคนเพิ่งตื่นนอนเลยสักนิด