ั้แ่ไปจวนตระกูลจู เสิ่่นเย่ว์เฉินก็กระจ่างแจ้งแล้วว่าฐานะและสถานการณ์ของตนในตระกูลเสิ่นเริ่มยกระดับและเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตามหัวใจของนางยังคงสงบนิ่งดั่งสายน้ำเฉกเช่นยามปกตินอกจากออกไปปรนนิบัติทักทายผู้าุโทุกเช้าเย็นแล้ว นางจะออกจากเรือนน้อยมากเพียงอ่านหนังสือคัดอักษรอยู่ในห้องอย่างสงบ ถึงอย่างนั้นเรือนทักษิณที่นางอาศัยอยู่กลับไม่ได้เงียบเหงาเหมือนแต่ก่อนคนครัวส่งน้ำแกงไก่บำรุงร่างกายมาให้นางทุกเช้าเย็น บอกว่าฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นสั่งมาเซียวซื่อกับอนุว่านก็ให้คนส่งขนมรสชาติล้ำเลิศหลากหลายชนิดมาด้วย ฝีมือประณีตเสียจนทำให้ผู้คนอดใจไม่ไหว
เสิ่่นเย่ว์เฉินไม่ชอบกินของหวานจึงกลายเป็ลาภปากของชุ่ยซินผู้ติดตาม นางถือขนมอบชิ้นหนึ่งไว้ในมือก่อนยัดใส่ปากจนแก้มพอง กินอย่างเอร็ดอร่อย
ชุ่ยซินกินขนมด้วยใบหน้าอิ่มเอม เสิ่่นเย่ว์เฉินมองดูนางพลางแย้มยิ้มคล้ายกำลังใคร่ครวญ
พรุ่งนี้เป็วันครบรอบวันตายของหลินซื่อ เสิ่นเย่ว์เฉินต้องไปวัดฉืออวิ๋นเพื่อจุดธูประลึกถึงมารดาที่ตายไปแล้วและถือโอกาสพบหน้าอาจารย์เหลี่ยวหลานเพื่อเอาของที่ฝากไว้ที่เขามาตลอดกลับคืนมา
เช้าวันต่อมา ฟ้าด้านนอกยังไม่สว่าง ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นสั่งให้คนเฝ้าประตูจัดเตรียมรถม้าให้เรียบร้อยทั้งยังให้คนเจาะน้ำแข็งออกมาจากบ่อน้ำแข็งหลายก้อนเพื่อนำมาทำกระถางน้ำแข็ง
การคารวะยามเช้าดำเนินไปอย่างราบรื่น แม้แต่อาหารเช้าเสิ่นเย่ว์เฉินก็กินร่วมกับฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นทั้งยังได้รับบะหมี่อายุยืนที่ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นสั่งให้โรงครัวทำมาให้เสิ่่นเย่ว์เฉินอีกด้วยอาหารจานนี้เป็น้ำแกงใส เส้นหมี่ยาวละเอียดราวกับหนวดัสีขาว
เนื่องจากต้องไปไหว้ขอพรที่วัดเสิ่่นเย่ว์เฉินจึงไม่สะดวกสวมพัสตราภรณ์สีสว่างนางสวมเพียงชุดกระโปรงสีขาว นอกจากประดับปิ่นเงินบนศีรษะแล้วก็ไม่ได้สวมใส่เครื่องประดับใดบนร่างกายอีก
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเห็นรูปร่างผอมบาง หน้าตาสะอาดหมดจดของนางพลันคิดถึงมารดาของนางที่ตายไปั้แ่นางยังเล็กทั้งยังได้รับการเลี้ยงดูอยู่นอกจวน จู่ๆ ก็เกิดปวดใจขึ้นมาก่อนออกเดินทางจึงตั้งใจจูงมือหลานสาว พร้อมเอ่ยกำชับอย่างเมตตาสองสามประโยค แล้วมอบถุงเงินใบใหญ่ที่บรรจุก้อนเงินไว้เต็มถุงเพื่อให้นางบริจาคเงินค่าน้ำมันตะเกียงมากขึ้นเมื่อถึงเวลา
เสิ่่นเย่ว์เฉินรับถุงเงินไว้ในมือ นางรับรู้ได้ถึงน้ำหนักของเงินในนั้นอย่างน้อยคงมีสักยี่สิบตำลึงเงิน
ยากนักที่ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นจะใจกว้างเช่นนี้ เสิ่่นเย่ว์เฉินขอบคุณด้วยรอยยิ้มหลี่หมัวมัวส่งตะกร้าไผ่ใบเล็กตามมาให้ติดๆ ทั้งยังยิ้มพลางเอ่ยว่า“ขนมพวกนี้บ่าวทำเองเ้าค่ะ คุณหนูนำไปด้วยนะเ้าคะ เอาไว้กินระหว่างทาง”
ก่อนหน้านี้พวกนางใจร้ายกับเสิ่่นเย่ว์เฉินจนนางชินชาไปแล้ว จู่ๆ ต้องมาเผชิญกับการปรนนิบัติรอบด้านเช่นนี้แม้ในใจยังไม่อาจปรับตัวรับได้ทันทีแต่ปากยังกล่าวขอบคุณไปอย่างนอบน้อม
ในรถม้าจัดเตรียมกระถางน้ำแข็งไว้แล้วอีกทั้งยังออกเดินทางแต่เช้าทำให้ระหว่างทางเย็นสบายยิ่งนักไม่ร้อนอบอ้าวแม้แต่น้อย
การเดินทางใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วยาม ผ่านไปสักพักบนหน้าผากของอู๋มามาก็เริ่มมีเหงื่อผุดพรายนางรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาชุบน้ำแข็งเล็กน้อยแล้วนำไปโปะบนหน้า
ชุ่ยซินที่นั่งอยู่ข้างกันโบกพัดเบาๆ พร้อมลอบมองลอดตะเข็บผ้าม่านออกไปสำรวจด้านนอกท่าทางอยากรู้อยากเห็นยิ่งนัก
ตำแหน่งของวัดฉืออวิ๋นอยู่บริเวณชานเมืองฝั่งตะวันตกของเต๋อโจวแม้ไม่นับว่าไกลแต่เงียบเหงาเป็ที่สุด
วัดฉืออวิ๋นตั้งอยู่บริเวณไหล่เขา เส้นทางขรุขระเดินทางลำบาก และยามนี้ก็เป็ฤดูร้อนพอดีอากาศจึงร้อนมากยากจะทานทน เหล่าผู้ศรัทธาจึงไม่เต็มใจมาทนทุกข์ทรมานที่นี่
สาเหตุที่เสิ่่นเย่ว์เฉินนำป้ายิญญาหลินซื่อมาสักการะไว้ที่นี่ประการหนึ่งเพราะอาจารย์เหลี่ยวหลาน ประการที่สองเป็เพราะที่นี่เป็สถานที่เงียบสงบไม่ค่อยมีคนนอกมารบกวน
เสิ่่นเย่ว์เฉินพาอู๋มามาและชุ่ยซินเดินขึ้นเขาตลอดทางด้านหลังมีคนงานแบกตะกร้าใส่ของตามมาด้วยคนหนึ่ง
ด้านนอกประตูวัดฉืออวิ๋นมีศิลาจารึกสลักคำว่า ‘นะโมอามิตตาพุทธ’ ตั้งอยู่ก้อนหนึ่ง เลยไปมีเณรน้อยสวมชุดผ้าป่านกำลังถือไม้กวาดทำความสะอาดบันไดหินใต้เท้าเบาๆ
ยามทอดมองไปไกลค่อยพบว่ามีคนเดินเข้ามา เณรน้อยผู้นั้นรีบโยนไม้กวาดลงพื้น หมุนตัวเดินไปยังลานวัดที่เปิดประตูทิ้งไว้พลางะโเสียงกังวานว่า“ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ มีคนมาขอรับ”
เสิ่่นเย่ว์เฉินมองตามทิศทางที่เขาวิ่งไปพบว่ามีบรรพชิตเฒ่าท่าทางเมตตาเดินเอื่อยๆเข้ามาตบศีรษะเณรน้อยเบาๆ อย่างเหนือคาด “เจี้ยเชินห้ามส่งเสียงดังในเขตของพุทธองค์ เหตุใดเ้าไม่เชื่อฟังบ้าง”
เณรน้อยรับคำตำหนิจากพระอาจารย์เฒ่าแต่ก็ไม่ได้หวาดเกรงเพียงหมุนตัวหันไปมองเสิ่่นเย่ว์เฉิน แย้มยิ้มยินดี สองมือประนมเข้าด้วยกัน“อามิตตาพุทธ สีกาท่านนี้มาจุดธูปขอพรหรือ”
เสิ่่นเย่ว์เฉินมองเขาพลางผงกศีรษะ จากนั้นก็มองบรรพชิตเฒ่าคารวะครั้งหนึ่งแล้วกล่าวว่า “ข้าคือเสิ่่นเย่ว์เฉินมาวัดนี้เพื่อทำพิธีรำลึกถึงมารดาผู้ล่วงลับไม่ทราบว่าพระอาจารย์เหลี่ยวหลานอยู่หรือไม่เ้าคะ”
บรรพชิตเฒ่าผู้นั้นคารวะตอบ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “เหลี่ยวหลานทำวัตรอยู่เชิญท่านทั้งหลายตามอาตมาไปรอที่ห้องปีกสักครู่”
“รบกวนพระอาจารย์ด้วยเ้าค่ะ” เสิ่่นเย่ว์เฉินเดินนำ อู๋มามากับชุ่ยซินเดินตามเณรน้อยที่ถูกเรียกว่าเจี้ยเชินก็ตามหลังพวกนางมาด้วยความกระตือรือร้น ท่าทางดีใจเป็อย่างยิ่ง
บรรพชิตเฒ่านำพวกนางเข้าไปยังห้องหนังสือที่ตกแต่งเรียบง่ายและสะอาดสะอ้านแห่งหนึ่งบอกให้เจี้ยเชินออกไปชงชา กล่าวกำชับพวกนางสองสามประโยคค่อยถอยออกไปจากห้อง
อู๋มามาให้คนงานผู้นั้นนำของในตะกร้าออกมาแล้วมอบเงินทองแดงให้เขาพวงหนึ่ง จากนั้นก็บอกให้เขาลงเขาไปได้เลย
ครู่หนึ่งเจี้ยเชินเณรน้อยก็ยกถาดเข้ามา ้ามีถ้วยชาหยาบๆสามใบและกาน้ำชากระเบื้องเคลือบเขียนสีเก่าๆ ใบหนึ่ง
ชุ่ยซินเห็นว่าเขาอายุยังน้อยจึงสืบเท้าเดินเข้าไปรับถาดมาจากมือ“ลำบากพระอาจารย์น้อยแล้วเ้าค่ะ”
เจี้ยเชินได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ ยกมือขึ้นเกาศีรษะเล็กๆที่โล่งเตียนของตนพลางตอบ “ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องเกรงใจ”
อู๋มามาชอบเด็กน้อยเป็ที่สุด เมื่อเห็นเขามีใบหน้าดูฉลาดเฉลียวจึงหยิบเงินทองแดงหลายเหรียญออกมาจากถุงเงินแล้วส่งให้เขา“ลำบากพระอาจารย์น้อยแล้วเ้าค่ะ เอาไว้ซื้อลูกอมกินนะเ้าคะ”
เจี้ยเชินถอยหลังไปอย่างเขินอายอู๋มามาที่เคลื่อนไหวคล่องแคล่วว่องไวรีบยัดเงินใส่มือของเขาทันทีจากนั้นก็ลูบศีรษะน้อยๆ ที่โล่งเตียนของอีกฝ่ายอย่างเอ็นดู
เจี้ยเชินใบหน้าแดงระเรื่อ ในมือกำเหรียญทองแดงหมุนตัววิ่งออกไปด้านนอกทันใดแต่วิ่งไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็เปลี่ยนทิศทางกะทันหัน รีบร้อนหันมาคารวะอู๋มามา“ขอบคุณสีกา”
อู๋มามาถูกเขาหยอกล้อจนหัวเราะออกมา นางมองเสิ่่นเย่ว์เฉินแล้วบอกว่า“เด็กคนนี้รู้ความยิ่งนัก”
นางเพิ่งกล่าวจบก็มีเสียงไอต่ำๆ ดังแว่วมาจากนอกห้องจากนั้นเสียงแหบแห้งของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังตามมา “เจี้ยเชิน เ้าจะไปไหนอีกแล้ว”
“พระอาจารย์เหลี่ยวหลาน ข้าจะลงเขาไปซื้อลูกอมกินขอรับ”
“อือ ไปเถิดๆ แค่กๆๆ…”
เสิ่่นเย่ว์เฉินได้ยินเสียงก็ลุกขึ้นยืน แล้วเดินเนิบนาบไปที่ประตูพบว่าบรรพชิตวัยกลางคนสวมชุดบางๆ ผู้หนึ่งกำลังเดินมาทางนี้สีหน้าของเขาดูย่ำแย่ยิ่งนัก สองแก้มซูบตอบจนเป็ร่องลึกและไออยู่ตลอดไม่หยุด
“พระอาจารย์เหลี่ยวหราน” เสิ่่นเย่ว์เฉินเรียกเสียงแ่ นางไม่อาจเชื่อมโยงใบหน้าซูบผอมคล้ายคนเจ็บป่วยตรงหน้าเข้ากับพระอาจารย์ที่ชอบยิ้มแย้มที่นางเคยพบพานในวัยเด็กได้เลย
ไม่ได้พบกันหลายปี เขาแก่ขึ้นมากจริงๆ…
เหลี่ยวหลานเงยหน้าขึ้นมองนาง ก็สบเข้ากับดวงตาสีดำขลับดั่งหยกแต้มหมึกคู่นั้นของเสิ่่นเย่ว์เฉินเข้าพอดีั์ตาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนคลี่ยิ้มบางๆ “เย่ว์เฉินนี่เอง”
เมื่อได้ยินเขาเรียกชื่อตน ไม่ทราบว่าเหตุใดจู่ๆ เสิ่่นเย่ว์เฉินถึงดวงตาแดงระเรื่อรีบสาวเท้าเดินเข้าไปหา “พระอาจารย์ ท่านป่วยหรือ ร่างกายไม่สบายตรงไหนหรือไม่เ้าคะ”
เหลี่ยวหลานส่ายศีรษะเบาๆ เดินเข้ามาในห้องพร้อมนางเมื่อเห็นอู๋มามาอยู่ด้วย เขาก็ยกสองมือขึ้นประนม “อามิตตาพุทธ ไม่ได้พบกันหลายปีสุขภาพของท่านยังดีอยู่หรือไม่”
อู๋มามาคิดไม่ถึงว่าเขาจะเปลี่ยนไปจนกลายเป็เช่นนี้จึงนิ่งอึ้งไป ครั้นได้สติก็รีบผงกศีรษะตอบ“ข้าสบายดี ทุกอย่างเ้าค่ะ ขอบพระคุณในความใส่ใจ”
เสิ่่นเย่ว์เฉินประคองเหลี่ยวหลานนั่งลงด้วยตนเอง อู๋มามาหันไปมองชุ่ยซินแล้วบอกว่า“ชุ่ยซิน เ้าไปเผาคัมภีร์ให้ฮูหยินที่อุโบสถกับข้า”
ชุ่ยซินอายุยังน้อย เื่บางเื่จึงไม่สะดวกให้นางรู้ อู๋มามาเลยจงใจกันนางออกไปให้คุณหนูสนทนากับพระอาจารย์เหลี่ยวหลานได้อย่างสะดวก
เหลี่ยวหลานพิจารณาเสิ่่นเย่ว์เฉินอย่างละเอียด พบว่านางเติบโตขึ้นมากจริงๆแต่ดวงตาคู่นั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลง ยังคงใสกระจ่างลึกซึ้งดังเดิม
เสิ่่นเย่ว์เฉินนั่งลงฝั่งตรงข้าม ใคร่ครวญเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า“พระอาจารย์ วันนี้ข้ามารับกล่องใบนั้นเ้าค่ะ”
ตอนแรกก่อนตระกูลเสิ่นรับนางกลับมาจากอารามจิ้งเย่ว์ เสิ่่นเย่ว์เฉินนำเงินทั้งหมดที่ตนเก็บหอมรอมริบมาหลายปีไปแลกเปลี่ยนเป็ตั๋วเงินแล้วเก็บไว้ในกล่องเล็กๆใบหนึ่ง เนื่องจากตอนนั้นนางไม่รู้ว่าหากกลับไปที่ตระกูลเสิ่นแล้วสถานการณ์จะเป็อย่างไรเสิ่่นเย่ว์เฉินไม่กล้าพกตั๋วเงินติดตัวไปด้วย จึงไหว้วานพระอาจารย์ในอารามให้เก็บรักษาไว้ให้นางต่อมาทราบว่าพระอาจารย์เหลี่ยวหลานอยู่ที่วัดฉืออวิ๋นจึงไหว้วานให้คนส่งกล่องมาไว้ที่นี่
เหลี่ยวหลานมองตานางประหนึ่งคาดเดาความคิดของนางได้อย่างทะลุปรุโปร่ง จึงถามขึ้นว่า“คนที่นั่นดีต่อเ้าหรือไม่”
ั์ตาของเสิ่่นเย่ว์เฉินสั่นไหวเล็กน้อย นางพยักหน้าเบาๆ กล่าวว่า“เ้าค่ะ พวกเขาล้วนปฏิบัติต่อข้าเป็อย่างดี” นางหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อไป“แต่ข้าคิดว่าข้าควรจากไปได้แล้ว”