ตอนที่ 48 หีบสมบัติรางวัลพิเศษเพิ่มเติมจากสวรรค์ รัศมีแห่งตัวร้ายผู้ลิขิตฟ้า
เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของผู้แข็งแกร่งระดับราชันเทวะ ถูกกู้ฉางเกอกลืนกินด้วยเคล็ดวิชามหามารกลืนเทพได้อย่างไร้แรงต้านทาน
เขาหลับตาลงเพื่อสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
พร้อมกันนี้ ก็ยังสำรวจความทรงจำของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นจอมราชันเทพสังหาร
สำหรับผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตที่กลับชาติมาเกิดใหม่ในร่างของคนไร้ค่าแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือความเข้าใจในเคล็ดวิชา ศาสตร์แห่งสมบัติเทพศาสตรา รวมถึงประสบการณ์การต่อสู้และการบำเพ็ญเพียรที่สั่งสมมาจากชาติที่แล้ว
นอกจากนั้นยังจะนับว่ามีสิ่งใดได้อีก
แต่ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนตกเป็นของกู้ฉางเกอแล้ว วิชามหามารกลืนเทพมิเพียงแต่สามารถดูดกลืนกินต้นกำเนิดของเหล่าราชันย์ทั้งหลายได้เท่านั้น แต่ยังสามารถกลืนกินจิตวิญญาณและสิ่งอื่นๆ ได้อีกด้วย
สาเหตุที่เขาให้หลินชิวหานออกไป ก็เพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดล่วงรู้เกี่ยวกับเคล็ดวิชามารนี้
ในแดนสวรรค์เบื้องบนนั้นมีวิชาสืบค้นความทรงจำอยู่มากมาย เขามิอาจไว้วางใจผู้ใดได้นอกเหนือจากตนเอง
“การเพิ่มพูนระดับพลังจิตวิญญาณด้วยการกลืนกินเศษวิญญาณที่แตกสลายเช่นนี้ ช่างเป็นความรู้สึกอันเปี่ยมสุขที่ยากจะหาใดเปรียบ...”
“หากวิชามารที่ขัดต่อกฎเกณฑ์มิเป็นที่ยอมรับในใต้หล้าเช่นนี้ถูกเปิดเผยขึ้นมา ก็มิอาจมีผู้ใดสามารถช่วยเหลือข้าได้...”
เมื่อสัมผัสได้ว่าพลังจิตวิญญาณของตนเองกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนถึงขั้นเหนือกว่าผู้แข็งแกร่งในระดับจอมราชันหลายคน
กู้ฉางเกอครุ่นคิดพลางพึมพำกับตนเองในใจ ขณะเดียวกันเสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้นในความคิดของเขาอย่างต่อเนื่อง
“ติ๊ง! การสังหารผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตครั้งแรกสำเร็จ กฎการลบล้างแต้มวาสนาให้เป็นศูนย์ได้เปิดการใช้งาน ระบบกำลังทำการคำนวณ...”
“ขอแสดงความยินดีกับท่านผู้ครอบครองระบบ ท่านได้รับหีบสมบัติรางวัลจากกฎแห่งสวรรค์เพิ่มเติม พร้อมได้รับค่าวาสนาเพิ่มขึ้น 100 แต้ม และได้รับค่าชะตาสวรรค์เพิ่มขึ้น 500 แต้ม”
“กำลังคำนวณรางวัลจากการสังหารครั้งแรก…ได้รับหีบสมบัติรางวัลพิเศษจากการสังหารครั้งแรก”
“เปิดใช้งานฟังก์ชันการแลกเปลี่ยนแต้มวาสนา”
“ท่านผู้ครอบครองระบบสามารถแลกเปลี่ยนแต้มวาสนาให้เป็นแต้มชะตาสวรรค์ได้ โดยอัตราการแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 ต่อ 10”
เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนเหล่านี้ กู้ฉางเกอก็รู้สึกสนใจขึ้นมา นอกจากหีบสมบัติรางวัลเพิ่มเติมจากสวรรค์แล้ว เขาก็ยังได้รับหีบสมบัติพิเศษจากการสังหารครั้งแรกด้วย
ฟังก์ชันการแลกเปลี่ยนแต้มวาสนาหรือ
นี่หมายความว่าเขาสามารถใช้แต้มวาสนาของตนเป็นสกุลเงินสารพัดประโยชน์ได้อย่างนั้นหรือ
ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็นับว่าเขามีไพ่ตายเพิ่มเติม ตั้งแต่โบราณกาล การเผาผลาญโชควาสนาก็มักจะถูกกล่าวขานว่าเป็นหนทางในการข้ามผ่านอันตรายและหลบหนีจากเคราะห์กรรมในยามวิกฤติ
ในฐานะตัวร้าย หากในอนาคตเขาต้องเผชิญกับวิกฤตที่ยากจะรับมือ การใช้แต้มวาสนาเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นแต้มชะตาสวรรค์นั้นก็นับว่าอาจจะช่วยให้เขาค้นหาทางออกในการแก้ไขสถานการณ์ได้
และแน่นอนว่ากู้ฉางเกอไม่คิดจะทำเช่นนั้นโดยง่ายดาย
อย่างน้อยในตอนนี้ เขาก็ยังมองออกว่าแต้มวาสนานั้นมีความสำคัญมาก
หากผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตปราศจากแต้มวาสนานี้ ทุกอย่างก็จะจบสิ้นในทันที
“เปิดหีบสมบัติรางวัลการสังหารครั้งแรก” กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ
เขาอยากจะรู้ว่าโชคครั้งนี้จะนำพาสิ่งใดมาให้เขาบ้าง เพราะการเปิดหีบสมบัติเช่นนี้ก็มิต่างอันใดจากสุ่มการ์ดในโลกก่อน ที่ต้องอาศัยโชคชะตาล้วนๆ
แสงสีทองส่องประกายวาบขึ้นตรงหน้า หีบสมบัติสีทองใบหนึ่งปรากฏขึ้น ก่อนจะเปิดออกด้วยเสียงดังสะท้อนก้อง!
“ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับท่านผู้ครองระบบที่มีโชควาสนาอย่างยิ่ง ท่านได้รับการ์ดปล้นวาสนา x3 หนึ่งส่วนสามของเมล็ดพันธุ์โลกที่แตกหัก x1 และการ์ดคำนวณรางวัลโบนัส x1”
เสียงระบบอันเย็นชาและไร้อารมณ์ดังขึ้น
“การ์ดปล้นวาสนาหรือ”
กู้ฉางเกอรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อดูคำอธิบายการใช้งานของการ์ดใบนี้แล้วก็พบว่า การ์ดนี้สามารถใช้เพื่อปล้นแต้มวาสนาของผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตได้ และแน่นอนว่ามีโอกาสล้มเหลว ซึ่งโอกาสในการแย่งชิงมาได้สำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับสถานะของเป้าหมาย
หากปล้นมาได้สำเร็จ แต้มวาสนาของผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตก็จะถูกลบล้างออกทั้งหมดจนเป็นศูนย์ และผู้ใช้การ์ดจะได้รับแต้มวาสนาเทียบเท่ากับจำนวนที่ปล้นมาได้
แต่หารการปล้นล้มเหลวก็จะมิมีผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น
“การ์ดคำนวณรางวัลโบนัส สามารถเปิดใช้ได้ระหว่างการคำนวณรางวัล โดยสามารถเพิ่มอัตราการคำนวณโบนัสแบบสุ่ม ตั้งแต่ 0.1 เท่า 1 เท่า 10 เท่า หรืออาจจะเป็น 100 เท่า...”
หลังจากอ่านคำอธิบายของการ์ดใบที่สอง เขาก็อดพึมพำด้วยความประหลาดใจมิได้
ของรางวัลเหล่านี้ก็เหมือนกับเกมสุ่มที่ต้องพึ่งโชคชะตาเช่นกัน แต่จากประสบการณ์การเปิดหีบสมบัติในสองครั้งที่ผ่านมา ก็ดูเหมือนว่าโชคของเขาจะไม่เลวเลยทีเดียว
เขาวางแผนจะเก็บการ์ดใบนี้ไว้ใช้ในโอกาสอันเหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อถึงเวลาที่ต้องจัดการสังหารเย่เฉิน
ส่วนการ์ดปล้นวาสนานั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจดีทีเดียว เพราะในตอนนี้ หากเขาต้องการได้รับแต้มวาสนาจากผู้ครองชะตาฟ้าลิขิต เขาก็จะต้องค่อยๆ ข่มขวัญและกดดันผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตจนแย่งชิงแต้มทั้งหมดที่มีมาไว้ในครอบครอง
แต่การ์ดปล้นวาสนานั้นสามารถข้ามขั้นตอนการกดดันนี้ไปได้ และปล้นแต้มวาสนาของพวกเขามาได้โดยตรง
ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวเช่นเดียวกัน
แน่นอนว่ากู้ฉางเกอก็ได้ตรวจสอบราคาของการ์ดปล้นวาสนาในร้านค้าระบบแล้ว ซึ่งระบบระบุไว้ว่ามีราคามากถึง 10,000 แต้มชะตาสวรรค์ต่อใบ
ทำเอาเขาแทบจะสำลักในอากาศ
นั่นก็หมายความว่า อย่างน้อยเขาจะต้องแน่ใจว่าจะสามารถปล้นแต้มวาสนามาอย่างน้อย 2,000 แต้มขึ้นไปจึงจะถือว่าคุ้มค่า มิเช่นนั้นก็นับว่าขาดทุนย่อยยับ
อย่างไรก็ตาม กู้ฉางเกอก็คาดเดาว่า ผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตที่เขาจะได้พบในอนาคต คงจะมิมีผู้ใดที่มีแต้มที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนทำให้เขาขาดทุนเอาได้
ทว่าด้วยระดับของพื้นพิภพเทียนชิงหรือก็คือโลกที่เขาอยู่ในตอนนี้ก็นับว่าอ่อนแอเป็นอย่างมาก
ในบรรดาโลกเบื้องล่างต่างๆ เมื่อเปรียบเทียบแล้วก็จัดว่าอยู่ในระดับที่มิแข็งแกร่งนัก ตามความเข้าใจของเขา อาจเรียกได้ว่าเป็นเพียงพื้นพิภพชั้นเล็กเท่านั้น อ่อนแอถึงระดับที่ผู้แข็งแกร่งในระดับเทวะมายาก็สามารถทำลายมิติม่านฟ้าได้
ส่วนโลกเบื้องล่างที่มีขนาดใหญ่กว่าโลกแห่งนี้ อย่างเช่นพื้นพิภพชั้นกลาง อันเป็นสถานที่ที่จอมราชันเทพสังหารน่าจะเคยอาศัยอยู่ ซึ่งที่แห่งนั้นจะต้องบำเพ็ญเพียรจนทะลวงถึงระดับราชันเทวะถึงจะแข็งแกร่งพอที่จะทำลายม่านมิติในห้วงอากาศได้
ในขณะที่แดนสวรรค์เบื้องบนที่เขาอาศัยอยู่ นับว่าเป็นเหมือนศูนย์กลางที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างพื้นพิภพชั้นเล็ก พื้นพิภพชั้นกลาง และพื้นพิภพชั้นใหญ่เข้าด้วยกัน ซึ่งมีโครงสร้างสายสัมพันธ์ที่ซับซ้อนเป็นอย่างมาก
จากนั้น กู้ฉางเกอก็เปิดหีบสมบัติรางวัลพิเศษเพิ่มเติมจากสวรรค์อีกใบ เขาคาดเดาว่าสิ่งนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตเป็นแน่
แสงสีทองวาบผ่านตรงหน้า ขณะเดียวกันเสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้นในหูของเขา “ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับท่านผู้ครอบครองระบบ ท่านได้รับรัศมีแห่งผู้ครองชะตาฟ้าลิขิต ขณะนี้รัศมีแห่งแสงนี้ได้ทำการเปลี่ยนแปลงโดยอัตโนมัติ ขอแสดงความยินดีกับท่าน ท่านได้รับรัศมีแห่งตัวร้ายผู้ลิขิตฟ้า”
“ขอแสดงความยินดีกับท่าน ท่านยังได้รับหัวใจแห่งราชันเทวะมาครอง...”
“รัศมีแห่งตัวร้ายผู้ลิขิตฟ้าหรือ”
กู้ฉางเกอมิได้สนใจสิ่งอื่นมากนัก เพราะเขารู้สึกสนใจเกี่ยวกับรายละเอียดของรัศมีแห่งแสงนี้เป็นพิเศษ จนอดเผยสีหน้าใคร่รู้ออกมามิได้
“ตัวร้ายผู้ลิขิตฟ้า ลิขิตฟ้าได้กำหนดให้มีบทบาทเป็นตัวร้ายโดยธรรมชาติ โดยสามารถกำจัดผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตได้โดยมิต้องคำนึงถึงความแตกต่างของแต้มวาสนา...”
“มิต้องคำนึงถึงความแตกต่างของแต้มวาสนานั้นหมายความว่าอย่างไรกัน” กู้ฉางเกอขมวดคิ้วเล็กน้อย พร้อมกับเอ่ยถามระบบ
“หากมีความแตกต่างของแต้มวาสนามากเกินไป ก็อาจจะทำให้เกิดการสะท้อนกลับของโชคชะตาได้ นั่นหมายความว่า เมื่อพลังของท่านผู้ครอบครองระบบเหนือกว่าผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตมากเกินไป แต่ขณะเดียวกันแต้มวาสนาของท่านก็กลับน้อยกว่าแต้มวาสนาของผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตอย่างมหาศาล เมื่อนั้นสวรรค์ก็จะเลือกปกป้องคุ้มครองผู้ครองชะตาฟ้าลิขิต และทำให้เกิดการสะท้อนกลับของโชคชะตาใส่ท่าน...” ระบบอธิบาย
“เป็นเช่นนั้นเองหรือ ดังนั้นนี่คงเป็นสาเหตุที่ตอนข้ามภพมาใหม่ๆ แต้มวาสนาในตอนนั้นของข้ามีจำนวนน้อยนิด แต่พลังของข้ากลับแข็งแกร่งมาก อีกทั้งกฎแห่งฟ้าก็มิอาจจงใจลดสติปัญญาของข้าได้ จึงได้แต่สร้างการสะท้อนกลับของโชคชะตามาเพื่อปกป้องผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตแทน...”
กู้ฉางเข้าใจเหตุผลของระบบได้ในทันที
ในตอนนี้แต้มวาสนาของเขาก็เพิ่มขึ้นมาแล้ว การจัดการกับผู้ไร้ซึ่งความสลักสำคัญอย่างเย่เฉินหรือหลินเทียนก็ย่อมมิจำเป็นจะต้องกังวลถึงเรื่องการสะท้อนกลับของโชคชะตาอีก
แต่ถ้าหากในอนาคตจะต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นเดิมอีกเล่า
เช่นนั้นก็จะถึงเวลาที่รัศมีแห่งตัวร้ายผู้ลิขิตฟ้าที่เขาได้รับมานี้ เข้ามาช่วยขจัดปัญหาที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นไปได้อย่างหมดจด ทำให้ทุกอย่างราบรื่นไร้ซึ่งอุปสรรค
ส่วนหัวใจแห่งราชันเทวะที่ได้รับเป็นรางวัลเพิ่มเติมนั้น กู้ฉางเกอก็ลองเปิดดูแบบคร่าวๆ แล้วก็พบว่า มันคือความเข้าใจและประสบการณ์แห่งการบำเพ็ญเพียรของผู้แข็งแกร่งระดับราชันเทวะที่สั่งสมมาหลายหมื่นปี
เมื่อเทียบกันแล้วในสายตาของเขา จิตใจของหลินเทียนผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตนั้นดูแล้วก็มิได้ดีเด่อันใดเป็นพิเศษ
แตอย่างไรก็เป็นถึงรางวัลที่ระบบมอบให้ ก็นับว่าย่อมจะมิใช่สิ่งที่ไร้คุณค่า
กู้ฉางเกอจึงเลือกที่จะหลอมรวมมันเข้ากับตนเองทันที ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกราวกับทั้งร่างถูกห่อหุ้มด้วยแสงอันอบอุ่น
จิตสำนึกของเขาคล้ายกับจมหาย ราวกับได้ล่องลอยไปท่ามกลางการรับรู้ที่สั่งสมมานับหมื่นปี
กาลเวลาหมื่นปีหมุนเวียนในชั่วพริบตา วัฏจักรแห่งชีวิตดำเนินไปมิมีที่สิ้นสุด
ไม่นานนัก ความคิดของเขาก็กลับมาสดใสแจ่มชัดอีกครั้ง
กู้ฉางเกอขมวดคิ้วเล็กน้อย
ดูเหมือนว่าจิตใจของเขาจะมิได้เปลี่ยนแปลงอันใดมากนัก แต่ความรู้สึกและมุมมองต่อสิ่งต่างๆ ของเขากลับแตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด
ถึงอย่างนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนหน้าก็นับว่าดีขึ้นมาก
ในฐานะที่เขาเป็นผู้ข้ามภพมา แม้ว่าจะปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่กระบวนการนี้ก็ย่อมต้องอาศัยเวลาอยู่บ้าง ดังนั้นการมีหัวใจราชันเทวะช่วยเหลือ ก็ทำให้เขาประหยัดเวลาไปได้ไม่น้อย
จิตใจหรือสภาวะจิตนั้น หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายก็เป็นสิ่งที่คล้ายคลึงกับแต้มวาสนา เลือนรางและจับต้องมิได้ แต่อย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละคนว่าจะมองมันอย่างไร