บทที่ 4
เดวิดยอมตามทุกคนในบ้านไปนั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารบนโต๊ะมีเมนูสารพัดที่ป้าอิ่มผู้เป็แม่ครัวและแม่บ้านประจำที่นี่จัดการตระเตรียมเอาไว้ โดยมี เล็กกับน้อย สองสาวพี่น้องลูกสาวของป้าอิ่มเป็ลูกมือ ซึ่งหากเป็เวลาปกติเขาคงจะประจบมารดาอย่างเคยว่าช่างรู้ใจที่เตรียมอาหารที่เขาชอบหลายอย่างแต่เวลานี้ความขุ่นข้องหมองใจที่มีคำถามค้างคาเต็มหัวไปหมดทำให้เขาไม่ให้ความสนใจกับอาหารตรงหน้า
ทุกคนที่นั่งล้อมโต๊ะต่างคุยกันหยอกล้อร่าเริงมีแต่เขาเท่านั้นที่นั่งหน้านิ่งไม่สบอารมณ์มองไปทางบิดาก็เอาอกเอาใจลักษมีจนออกนอกหน้า ส่วนมารดาเขาก็มีท่าทางเห่อเด็กนั่น
‘เด็กนั่น’ ที่มีความเป็ไปได้สูงว่าจะเป็ลูกของเขา!
นั่นแปลว่าเมื่อสามปีก่อน...ลักษมีตั้งท้องกับเขาแล้วหนีไปจากเขาอย่างนั้นรึไง?
“เอ้า ไอ้ลูกเวร! ไม่กินข้าวละมัวแต่มานั่งจ้องจับผิดคนอื่นอยู่ทำไม”
ทว่าเด็กน้อยชิงพูดแทรกขึ้น ถามไปยังบิดาเขา
“คุณปู่ค้าบ...ตกลงคุณลุงหน้าดุ เขาชื่อ ไอลูกเวรเหรอค้าบ”
ผู้ใหญ่ร่วมโต๊ะต่างสะดุ้ง...ก็เด็กวัยสามขวบกำลังช่างเจรจาพูดเจื้อยแจ้วเหมือนนกแก้วนกขุนทองขี้โม้ขี้คุยเหมือนกำลังมีทอล์กโชว์เป็ของตัวเอง เป็ไอ้หนูจอมตั้งคำถามประเภท ‘ทำไม’ นั่นนี่ยืดยาวเป็หางว่าวผู้ใหญ่ก็มีหน้าที่ตอบและอธิบาย เพราะชอบพูดกันเสมอว่าเด็กพูดมากเป็เด็กฉลาด
คุณปู่รีบแย้ง “ไม่พูดแบบนั้นสิครับดีเดย์ มันเป็คำไม่เพราะนะลูก...คุณลุงเขาชื่อแวนครับไหนหนูลองเรียกซิ”
เด็กชายพยักหน้าเข้าใจ “อ่อ คุณลุงหน้าดุชื่อลุงเวรใช่ไหมค้าบ”
“ฮื้อ ไม่ใช่ครับ ออกสียงว่าแวนตามปู่สิลูก”
เด็กชายจึงอ้าปากท่อง “ลุงเวรๆๆ”
หญิงสูงวัยที่นั่งข้างๆ กำลังเตรียมตักอาหารโปรดให้จานของเด็กน้อย จึงร้องห้ามบอกให้สามีเปลี่ยนคุยเื่อื่นแทน “ปล่อยแกไปเถอะคุณ เด็กมันยังพูดไม่คล่องปากหันไปดูหน้าลูกชายคุณสิ หงิกเป็จวักแล้วค่ะนั่น”
“เอาๆ ลุงเวรก็ลุงเวรเนอะ”
เขาได้แต่นึกอย่างเซ็งๆ...จู่ๆก็ได้สองฉายาหมดความคูล ทั้ง ‘ลุงหน้าดุ’ ทั้ง ‘ลุงเวร’
เมื่อมองไปยังลักษมี ผู้ถูกเด็กน้อยเรียกว่า มามี๊ก็เห็นเธอเฉยชาใส่...ไม่ชายตามองเขาเพียงนิดเดียว ก็เลยจ้องจับผิดอยู่เป็นานสังเกตพฤติกรรมทุกคน
พ่อกับแม่ของเขามีท่าทางสนิทสนมกับเด็กผมสีทองที่มีชื่อเรียกน่ารักว่า‘ดีเดย์’ ราวกับรู้จักกันมานานไม่ใช่วันสองวัน...เรียกว่าคงต้องหลายเดือน จนเผลอๆอาจนานข้ามปีก็เป็ได้เพราะเด็กนั่นเรียกพ่อกับแม่เขาว่าคุณปู่คุณย่าคล่องปาก แถมยังคุยหยอกล้อกันอย่างคุ้นเคย
มันยังไงกันนะ?
“เก่งจังเลยลูก กินผักเยอะเลย โตขึ้นจะได้แข็งแรงนะจ๊ะ”
เด็กนั่นทำท่าพองแก้ม ปากจู๋ และยกแขนน้อยๆเหมือนจะเบ่งกล้ามคุยโวใส่แม่ของเขาที่ถูกเรียกว่าคุณย่า “ดีเดย์ชอบกินผักค้าบ มามี๊บอกว่าถ้ากินผักเยอะๆจาได้แข็ง”แล้วก็ทำท่านึก “อ๋อ แข็งแรงค้าบ จะได้ต่อสู้เอาชนะปีศาจได้”
แล้วเด็กนั่นก็ทำท่าเหมือนยอดมนุษย์ปราบตัวร้ายเลียนแบบตัวการ์ตูนญี่ปุ่น
ตัวกะเปี๊ยกแค่นี้!
คนเป็ย่าจึงยีผมสีน้ำตาลทองเส้นอ่อนนุ่มเบามือด้วยความรักและเอ็นดูพลางถามเด็กช่างเจรจาไม่หยุด
“เอ ว่าแต่ดีเดย์นอนหลับทุกคืนไหมลูก หนูมานอนที่บ้านนี้กี่คืนแล้วน้า”
เด็กชายจึงยกนิ้วขึ้นมานับ ทำท่านึกตาม
“หนึ่ง ฉอง ฉาม” แล้วก็ชูนิ้วป้อมๆสามนิ้ว “ดีเดย์นอนหลับทุกคืนเลยค้าบบนเตียงมีหนอนั์ นอนกอดแล้วอบอุ่น นุ๊ม นุ่ม ดีเดย์ชอบมากค้าบคุณย่า”
เขาฟังแล้วก็นึกตาม...อะไรกันนะ ‘หนอนั์’
แต่ที่เด็กนั่นพูด นี่เท่ากับว่าลักษมีมานอนที่บ้านของเขาตั้งสามคืนแล้วโดยที่เขาไม่ระแคะระคายเลยสักนิดเดียว เขาชักได้กลิ่นของ ‘ความลับ’ ลอยมาตุๆ
แล้วไม่นาน ทุกคนก็อิ่มท้อง แต่เขากินข้าวไปได้แค่ครึ่งจาน
“ไม่อร่อยรึไง วันนี้กินข้าวยังกะแมวดม”
พอผู้เป็พ่อทัก เขาก็เลยบอกปดแก้เก้อ“ผมเพิ่งกินข้าวก่อนจะแวะเข้ามาบ้านน่ะครับ”
ทว่าเด็กดื้อช่างซักก็ตั้งคำถามด้วยความอยากรู้ตามประสาอีกจนได้“อะไรคือแมวดมค้าบคุณปู่”
ลักษมีแอบขันกับความดื้อตาใสของลูกชาย เป็ฝ่ายอธิบายแทนทุกคน
“หมายถึงกินข้าวน้อยน่ะจ้ะลูก”
‘ลูก’ งั้นเหรอ...อืม...พูดเต็มคำเขายิ่งคิดก็ยิ่งปักใจเชื่อเต็มเปา
“แล้วดีเดย์กินข้าวอิ่มรึยังจ๊ะ”
คนเป็ย่าถาม คนเป็หลานหัวทองจึงใช้สองมือลูบท้องกลมๆของตัวเอง
“อิ่มจนท้องจะแตกเลยค้าบ”
ลักษมีจึงชิงบอกลูกชาย “งั้นไปอาบน้ำกันดีกว่าจ้ะดีเดย์เดี๋ยวคุณปู่กับคุณย่าจะได้พักผ่อนบ้าง ดูแลเด็กดื้ออย่างลูกมาทั้งวันละ”
“ดีเดย์ไม่ดื้อนะค้าบ มามี๊”
ทว่าผู้เป็ย่าที่ท่าทางเห่อหลานเป็ฝ่ายหันมาทางลักษมี“เดี๋ยวฉันจะไปอาบน้ำให้หลานเอง...เธออยู่คุยกับคนที่อยากจะถามนั่นนี่เต็มแก่ให้เรียบร้อยก่อนเถอะจ้ะ”
“ถ้าอย่างนั้น หนูรบกวนคุณแม่ด้วยนะคะ”
นั่น! เธอเรียกแม่ของเขาว่า ‘คุณแม่’เต็มปากเต็มคำ
พอคล้อยหลังสองย่าหลานหายขึ้นบันไดไปชั้นบนบิดาของเขาก็ชักชวนกันออกมานั่งที่โซฟากลางห้องรับแขกตามเดิม
“เอ้า! มีอะไรอยากจะเคลีย เชิญ!”
////////////////////////////////////////////
เดวิดเป็ลูกเสี้ยว เพราะบิดาเป็คนไทยเชื้อสายจีนส่วนมารดาเป็ลูกครึ่งไทย-อิตาลี เขาจึงเป็เพียงลูกเสี้ยว เื่นั้นคงไม่แปลกที่เขาจะมีใบหน้าคมคายในลักษณะกึ่งหนึ่งทั้งคิ้วเข้มจมูกโด่ง ดวงตาเป็สีน้ำตาลอ่อนเช่นเดียวกับสีผมแบบชาวยุโรปและดวงตาเรียวรีริมฝีปากหยักลึกมีเสน่ห์ในโทนเอเชีย
แต่เด็กน้อยนั่น...หากจะปฏิเสธว่าไม่ใช่ลูกของเขาแล้วจะถอดพิมพ์โครงหน้าใกล้เคียงเขาเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ได้อย่างไร
“นั่นลูกของคุณที่เกิดกับผมใช่ไหม คุณหมี?”
หญิงสาวตรงหน้ายียวน “เข้าใจอะไรผิดไปรึเปล่าคะ ฉันไม่ใช่เมียของคุณนะจู่ๆจะมาขี้ตู่ว่าลูกชายของฉันเป็ลูกของคุณ มันไม่ตลกไปหน่อยเหรอ”
“อย่ามายอกย้อนหน่อยเลย หน้าตาเด็กนั่นมันฟ้องดีเอ็นเอชัดๆไม่ต้องตรวจก็รู้ว่าลูกของผมแน่ๆ”
“ดีเดย์จะเป็ลูกของคุณได้ไงคะ?”
“แล้วจะไม่ใช่ได้ยังไง ในเมื่อคุณกับผม...”
เดวิดอึกอักมองหน้าของบิดาที่ตั้งใจรอฟังสลับกับมองหน้าหญิงสาวที่เชิดขึ้นเหมือนท้าทาย จนความเงียบปกคลุมอยู่อึดใจบิดาของเขาก็เป็ฝ่ายตัดบทกลางปล้อง
“เฮ้ย!ดีเดย์มันจะเป็ลูกของแกไปได้ยังไงฮึ! ไอ้ลูกเวรนี่!!”
“พ่อ!!”
บิดาเขาเลิกคิ้วถาม “ฉันนั่งอยู่ใกล้ๆนี่เอง แกจะแหกปากะโทำไมว้า”
เดวิดพยายามข่มใจ ระงับอารมณ์ไม่ให้พลุ่งพล่านก็เพราะเขากับบิดาเป็คนประเภทเดียวกัน...ดื้อก็ไม่เชิงกวนก็ไม่ใช่...พอได้สติจากการสูดลมหายใจลึกๆเข้าปอด เขาก็เลยหันไปบอกกับพ่อ
“เื่นี้ให้ผมคุยกับคุณหมีสองต่อสองได้ไหมครับ?”
บิดาเขาสั่นหน้า
“คงไม่ได้ โจทก์กับจำเลยจะขึ้นศาลทั้งที มันก็ต้องมีผู้พิพากษาจริงไหมวะ ไอ้ลูก...”
คำตอนท้ายยังไม่ทันหลุดจากปาก เดวิดก็ยกมือห้าม “พอเลยครับหยุดเรียกผมว่าไอ้ลูกเวรซะที เห็นไหมครับว่าเด็กนั่น...เอ่อ...หมายถึงดีเดย์น่ะพูดตามที่พ่อเรียก...อีกหน่อยจะยอมเรียกผมว่า ‘พ่อ’ ได้เหรอครับ”
ไม่วายที่วันชัยจะหัวเราะลั่น
“ไอ้หมอนี่! ยังไม่ทันเคลียยังมีหน้าจะให้หลานฉันเรียกตัวเองว่าพ่อ ฝันไปเหอะ ลูกเอ๊ยยย!”
นอกจากบิดาจะไม่เข้าข้างเขา ไม่วายยังซ้ำเติมเป็ระยะ...พอหันไปมองหญิงสาวต้นเื่ก็เห็นยิ้มเยาะพึงพอใจเหมือนกำลังเป็ต่อในที่สุดเขาก็เลยต้องหงายไพ่ใบสุดท้ายในมือ เมื่อ้าเคลียสถานะตัวเองกับเธอให้การต่อหน้าผู้ถือกฎบ้าน
“ถ้างั้นพ่อช่วยฟังดีๆนะครับ ผมในฐานะโจทก์...”
พ่อขัดคออีก “ผิดละ แกน่ะมันจำเลย หนูหมีต่างหาก ที่เป็โจทก์”
“จะโจทก์ จะจำเลยอะไรก็ช่าง ผมแค่จะบอกกับพ่อว่า...คุณหมีน่ะเมียผม!”
“ว่าไงนะ?!?”
เขาถอนใจอย่างโล่งอก แต่ดูสีหน้าบิดาเขา ทำไมถึงเล่นละครไม่เนียนเลย
“นี่พ่อเพิ่งรู้จากปากผม หรือว่ารู้มาก่อนหน้านี้เป็ปีๆแล้วกันแน่”
“รู้จากแกซี่ แกไม่เคยยอมรับว่าใครเป็ ‘เมีย’ เลยนี่หว่า”
ตอนนั้นเดวิดเห็นว่าควรรุกให้หนัก จึงแสดงความเป็เ้าของลุกไปนั่งใกล้แล้วโอบรอบตัวเธอให้แนบชิด ทำให้เธอขืนตัวหมายจะสะบัดออก
“อย่ามารุ่มร่ามกับฉันนะคะคุณ”
แต่ลักษมียิ่งด่า เขาก็ยิ่งกระชับวงแขนแน่นขึ้น
บิดาเขาจึงขัดคอเสียงเข้ม “แกอย่ามาทำน่าเกลียดกับผู้หญิงต่อหน้าฉันแบบนี้...ไปนั่งห่างๆโน่นเลย”
“โธ่!พ่อ”
เขาท้วงเสียงอ่อย แต่หันไปส่งเสียงดุคาดคั้นหญิงสาวในอ้อมแขนแทน
“ยังไงคุณหมี เห็นทีคุณต้องคุยกับผมส่วนตัวให้รู้เื่ซะละ”
แล้วเขาก็เผด็จการใส่ด้วยการตัดบท รั้งร่างของเธอให้ลุกขึ้นตามหวังจะไปหาห้องคุยกันสองต่อสอง มิเช่นนั้นขืนมีบิดาเขาคั่นกลางอยู่อย่างนี้เห็นทีคงไม่รู้แน่ชัดว่า...ดีเดย์คือลูกของเขาใช่หรือไม่?
ทว่ามีหรือที่ลักษมีจะยอมจำนน
“ถ้าคุณคิดว่าตัวเองเป็สามีของฉันจริงก็ทำให้ฉันยอมรับให้ได้สิคะ...และถ้าคุณคิดว่าดีเดย์เป็ลูกชายของคุณจริงก็ทำให้แกยอมรับตัวคุณเป็พ่อให้ได้สิคะ ถ้าทำได้...เมื่อไหร่ ค่อยว่ากันแต่ถ้าทำไม่ได้...ก็เชิญเป็คุณลุงหน้าดุต่อไปหรืออาจจะเป็ ‘ลุงเวร’ ไปตลอดชีวิตของแก”
แล้วเธอก็ถอยหลัง ก้าวขายาวๆเตรียมหนีขึ้นบันไดไปชั้นบน
“มาคุยกันให้รู้เื่ก่อนสิคุณ”
แล้วเธอก็พูดหนึ่งประโยคที่มันแทงใจดำเขาโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าคำพูดที่เขาเคยเอ่ยออกไป มันทำร้ายหัวใจเธอในตลอดหลายปีที่ผ่านมา
“คุณลองทบทวนตัวเองดูก่อนสิคะ ว่าคุณสมควรจะเป็พ่อของดีเดย์รึเปล่า”
“หมายความว่าไง?”
“คุณเคยบอกกับฉันไม่ใช่เหรอคะ...คุณไม่ชอบเด็กและคุณไม่เคยมีความคิดว่าจะมีลูก!!”
เขาอึ้งอยู่กับที่ ก้าวขาไม่ออก
“แต่...”
แม้จำประโยคนั้นไม่ค่อยได้ แต่พอเห็นหน่วยตาเธอเหมือนมีน้ำใสคลอใจเขาก็สั่นขึ้นมาเอง
“ไม่ต้องตามมานะคะ”
แล้วเธอก็หมุนตัวเดินหนีไป เขาจะเดินตาม บิดาก็รั้งขึ้น
“แกมานั่งคุยกับฉันดีกว่าไอ้ลูกเวร”
//////////////////////////////////////
เมื่อลักษมีกลับเข้าไปยังห้องนอนใหญ่ ที่เ้าของบ้านหลังนี้ให้เธอกับลูกมาอาศัยอยู่...ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้ว่าเป็การชั่วคราวหรือจะมีโอกาสถาวรนั้น...เธอก็พบว่าดีน่าแม่ของเดวิดกำลังห่มผ้าผืนน้อยคลุมถึงอกให้ลูกชายของเธอ ซึ่งตอนนี้หลับสนิทไปแล้ว
“เด็กดื้อนอนหลับปุ๋ยไปละจ้ะ”
“ดีเดย์ดื้อกับคุณแม่ไหมคะ?”
คู่สนทนาโบกมือปัดไปมา “เด็กมันก็ซนตามวัยน่ะจ้ะแต่เธออย่าไปคิดว่าเป็การรบกวนกันนะ ฉันมีความสุขมากต่างหากที่ได้เลี้ยงหลานแล้วก็ต้องขอบใจที่เธอใจอ่อน ยอมทำตามสิ่งที่ฉันกับสามีขอร้อง”
“หนูเองก็ต้องขอบคุณ คุณแม่มากนะคะ ที่เอ็นดูหนูกับลูกมาตลอด”
เธอกระพุ่มมือไหว้ขณะยืนอยู่ปลายเตียงผู้สูงวัยกว่าจึงลุกขึ้นมาดึงแขนเธอให้ย้ายไปนั่งลงบนโซฟาตัวยาวที่ตั้งชิดอยู่มุมหนึ่งในห้องนอน
“เป็ยังไงบ้าง เื่ของเธอกับลูกชายฉัน”
เธอจึงทอดถอนใจเบาๆ “ท่าทางเขาช็อกเล็กน้อยค่ะ ตอนที่เห็นหน้าดีเดย์”
“ฉันยังนึกขำไม่หายตอนที่เห็นลูกชายทำหน้างงๆเมื่อรู้ว่าเธอมาอยู่ที่นี่แถมยังมีลูกชายมาด้วยอีกคน...แต่นึกแล้วก็หมั่นไส้พ่อตัวดีนะทำให้หนูต้องลำบากเลี้ยงลูกคนเดียวมาตั้งสามปี”
เธอเป็ฝ่ายเอื้อมไปกุมมือดีน่า
“คุณแม่อย่าพูดแบบนั้นสิคะในเมื่อตลอดสามปีที่ผ่านมา ที่หนูยังมีพลังใจและมีกำลังเงินในการเลี้ยงดูลูกตลอดรอดฝั่งก็เพราะคุณพ่อกับคุณแม่สนับสนุนทุกเื่ ทำให้หนูไม่ลำบาก...เพราะหนูเองก็ยังไม่รู้ว่าถ้าคุณแม่ไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยตอนนี้หนูกับลูกจะเป็ยังไงบ้างเหมือนกัน”
“ดีเดย์เป็หลานฉันต่อให้พ่อมันไม่รู้ตัวหรือไม่สำนึกผิด ฉันก็ไม่มีวันทิ้งหลานได้ลงคอหรอก และฉันก็เชื่อว่าถ้าเ้าตัวเขารู้ว่าต้นสายปลายเหตุมันเป็ยังไงเขาก็ต้องยอมรับดีเดย์และก็รักลูกชายของเธอ เหมือนที่ฉันกับสามีรักนั่นแหละจ้ะ...คนเป็พ่อน่ะยังไงก็ต้องรักลูกอยู่วันยังค่ำ”
ทว่าเธออดะเืใจไม่ได้ ก็คำพูดของเขามิใช่หรือ ที่ทำให้เธอยอมทิ้งทุกสิ่งที่มี
‘คุณเคยคิดจะมีลูกบ้างไหมคะ’
นั่นเป็การโยนหินถามทางเมื่อสามปีก่อนตอนรู้ว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆหลังพลั้งเผลอไปมีสัมพันธ์กับเดวิด...และเขาทำให้เธอเจ็บปนอายกับการกระทำบางสิ่งแต่พอมาได้ยินคำพูดที่มันทิ่มแทงใจอีกก็ทำให้เธอสะบั้นความรู้สึกดีๆที่มีให้เขาอย่างไม่หลงเหลือตัดใจเดินจากเขาไปอย่างง่ายดาย
‘ผมไม่ชอบเด็ก และผมก็ไม่เคยคิดจะมีลูกกับใครทั้งนั้น!’
เมื่อนึกถึง น้ำใสก็คลอหน่วยตาอีกจนได้
“หนูก็ไม่รู้นะคะว่าคุณเดวิดเขาอยากจะรับดีเดย์เป็ลูกของเขาไหม?”
“ทำไมคิดอย่างนั้นละจ๊ะ!?”
“คุณแม่ก็รู้ว่าทุกคนพูดถึงหนูยังไงบ้างหลังหนูหายตัวไปจากบริษัท มีแต่คนเอาหนูไปพูดเสียหายหาว่าหนูหนีไปอยู่กับคุณภีม...ทั้งที่ความจริงมันไม่ใช่แบบนั้น คุณเดวิดเองก็อาจจะคิดเหมือนคนอื่นก็ได้...อาจจะคิดว่าดีเดย์เป็ลูกของหนูกับคุณภีมไม่ใช่ลูกของเขา”
ดีน่าปลอบประโลมลักษมี
“เชื่อฉันสิถ้าพ่อตัวดีคิดแบบนั้นมันก็เป็พวกผีบ้าผีบอ ประสาทเสียแล้วละเห็นกันเต็มสองตาว่าดีเดย์น่ะหน้าเหมือนกันกับพ่อเขายังกับแกะ...จริงๆนะ เด็กดื้อหน้าเหมือนพ่อตัวดีตอนเด็กๆเปี๊ยบเอาไว้ฉันจะเอาอัลบั้มรูปของเขามาให้เธอดู”
เธอยิ้มอ่อนโยนมองเข้าไปยังแววตาของผู้สูงวัย ความใจดีสื่อผ่านดวงตาอันโรยราสองข้างนั้น...ได้แต่นึกในใจว่าคำขอบคุณที่คิดและเอ่ยออกไปนับครั้งไม่ถ้วนเป็สิ่งเดียวที่เธอจะบอกกับท่านทั้งสองได้
เมื่อสามปีก่อน...ตอนที่เธอรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ได้สองเดือนเศษแล้วตั้งใจหนีหน้ากลับไปอยู่บ้านที่เพชรบูรณ์ ท่านสองคนพอรู้ว่าเธอจะมีลูกกับใครหลังจากซักฟอกจนยอมเปิดปาก ทั้งคู่ไม่มีวี่แววจะคิดจะว่าเธอปั้นน้ำเป็ตัวกุเื่หวังจับลูกชายตัวเองสักนิด แถมยังเป็ผู้ที่เหนี่ยวรั้งและขอร้องให้เธอเห็นแก่หน้าหลานที่จะลืมตาขึ้นมาดูโลกไม่อยากให้เด็กขาดพ่อ...แต่ทิฐิในตอนนั้นยังแรงกล้า จึงทำให้เธอปฏิเสธความหวังดีและยังบอกปัดท่านทั้งคู่ว่าหากนำเื่ที่เธอท้องไปบอกเดวิดเธอจะหนีหน้าไม่ให้ตามตัวเจอได้อีกเลยตลอดชีวิต
พ่อกับแม่ของเขาจึงยื่นข้อเสนอ...ขอดูแลเธอโดยไม่เกี่ยงงอน
เมื่อเธอย้ายไปอยู่ที่เพชรบูรณ์ซึ่งเป็บ้านเกิดระหว่างปีแรกที่อุ้มท้องอุ้ยอ้ายดีน่าก็จ้างพยาบาลมาช่วยดูแลเธอในตอนที่ท่านไม่อยู่แม้กระทั่งคลอดแล้วจนดีเดย์โตขึ้นทุกปี ดีน่ากับสามีก็ไม่เคยทอดทิ้งยังคงเทียวไปหาเธอที่เพชรบูรณ์เดือนละสี่ถึงห้าครั้ง
เธอเคยถามว่าเดวิดไม่สงสัยใคร่ถามบ้างหรือไรท่านก็ตอบว่า ‘พ่อตัวดีซักฉันบ่อยจะตายแต่ฉันก็บอกแค่ว่าจะมาหาซื้อที่ทางไว้ทำรีสอร์ทบนเขาค้อ ซึ่งฉันก็มาซื้อจริงๆไงก็เลยมีหลักฐานไปคุยนั่นนี่จนหลังๆก็เลยไม่ถามอีกว่าฉันกับสามีมาทำไมที่เพชรบูรณ์บ่อยๆ’
ตลอดเวลานั้น เธอก็เลยรู้ความเคลื่อนไหวของเขาสม่ำเสมอ
วันชัยคอยกระซิบบอกเื่ที่เดวิดเปลี่ยนเลขาฯเป็ว่าเล่น‘หนูรู้ไหม ลูกชายฉันเปลี่ยนเลขาฯอีกแล้ว...ฉันละเบื่อกับมันจริงๆกี่คนๆก็ไม่ถูกใจ...ก็มันเล่นบังคับให้ทุกคนแต่งเนื้อแต่งตัวแบบหนูเวลาไปทำงาน’
‘ยังไงคะ?’
‘ก็มันขอให้เลขาฯสวมแต่สูทสีขาวไปทำงานกระโปรงหรือกางเกงไม่ว่า...แต่สูทตัวนอกต้องสีขาว เสื้อตัวในต้องสีแดงเท่านั้นแถมผมต้องไว้ยาวแล้วรวบเป็หางสูงๆอะไรนั่น ที่สำคัญปากงี้ทาแดงสดทุกคน’
ตอนได้ยิน เธอยังนึกขำ ก็นั่นมันบุคลิกการแต่งตัวเฉพาะของเธอครั้งที่ยังทำงานเป็เลขาฯของเขาแต่ได้ยินแค่นั้นก็ยังมึนตึงไม่ยอมใจอ่อน...กระทั่งครั้งล่าสุดวันชัยก็บอกกับเธอว่า ‘หนูไม่คิดจะให้โอกาสลูกชายฉันได้แก้ตัวบ้างเหรอ...มันไม่เคยรู้ว่าหนูมีลูกทั้งที่มันอยากจะเจอหนูมาก รู้บ้างไหม...ถึงมันจะไม่บ่นเื่ของหนูให้ฉันฟังแต่ฉันรู้จักลูกชายตัวเองดี รายนั้นน่ะปากแข็ง ชอบทำเป็ขรึม เ็าใส่คนอื่น...ฉันขอละหนูกลับไปอยู่ที่บ้านของฉันนะ แล้วฉันจะหาทางให้หนูกลับไปทำงานที่เดิม’
‘แต่เขาอาจจะไม่ยอมรับดีเดย์เป็ลูกก็ได้นะคะคุณพ่อ’
‘หนูยังไม่ทันลองเลย หนูก็ตั้งธงไปแล้วว่าไม่’
เธอจึงเริ่มไตร่ตรองมาตลอด ‘แล้วถ้าหนูให้โอกาสแต่เขาไม่ยอมรับ...หนูจะพาลูกหนีไปอยู่ที่อื่นนะคะ’
‘ฉันรับปาก ขอแค่หนูให้โอกาสไอ้ลูกเวรของฉันสักครั้ง นะหนูนะ’
ทว่าภวังค์ความคิดของเธอสะดุดลง เมื่อเสียงของดีน่าดังขึ้น
“เธอไม่ต้องกังวลนะมาอยู่ที่นี่กับฉัน ฉันจะไม่ยอมให้ลูกชายตัวดีทำร้ายจิตใจเธอได้อีกแล้วก็ต้องขอบคุณเธอมากที่ให้โอกาสลูกชายของฉันยอมกลับมาที่นี่...เห็นแก่เด็กดื้อนะจ๊ะ...เขาจะได้เรียกลูกชายฉันว่าปาปี๊แบบคนอื่นบ้างสักที”
“ต้องแล้วแต่เขาค่ะว่าจะทำให้ดีเดย์ยอมรับความเป็พ่อลูกได้แค่ไหน”
///////////////////////////////////////
หลังจากลักษมีอาบน้ำเปลี่ยนเป็ชุดนอนเธอปิดไฟที่กลางห้อง เหลือเพียงโคมไฟสีเหลืองนวลที่หัวเตียงแสงนวลตาส่องกระทบเสี้ยวหน้าเล็กของลูกชายที่เปลือกตาปิดสนิทแก้มยุ้ยเป็พวงมีเืฝาดอมชมพู นิ้วเรียวเคลื่อนไปไล้ขึ้นลงด้วยความรัก
ดีเดย์เป็แก้วตาดวงใจของเธอได้แต่คิดว่า...หากเขาไม่ยอมรับลูก ก็ไม่เป็ไรและต่อให้เขายินดี...เขาก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง ทำให้ดีเดย์ยอมรับความเป็พ่อให้ได้ ซึ่งเธอมีเงื่อนไขในใจที่จะบอกกับเขาวันพรุ่งนี้เช้าแล้ว
จะยอมให้เธอยกโทษง่ายๆเห็นทีจะไม่มีทาง!
ก็สามปีที่แล้วหลังจากเธอมารับตำแหน่งเลขาฯประจำตัวของเขา เมื่อท่านประธานวันชัยพ่อของเขาซึ่งเป็เพื่อนเก่ากับพ่อของเธอเอ่ยปากชักชวน...ตอนนั้นเธอซึ่งจบปริญญาตรีมาแล้วยังตกงานอยู่จึงตกปากรับคำโดยง่าย ซึ่งพ่อของเธอก็ฝากฝังให้ท่านประธานช่วยดูแลซึ่งท่านก็รักเธอประหนึ่งลูกตัวเอง
แต่ไม่วาย...เธอแอบไปได้ยินผู้ใหญ่สองคนคุยกัน
‘ฉันมีลูกสาวคนเดียวไม่รู้จะไปพึ่งใคร ก็มีแต่นายนั่นแหละเพื่อน ยังไงก็ฝากลูกสาวของฉันด้วยนะ’
‘เอาน่าฉันก็ไม่เคยลืมสัญญาที่เราเคยคุยกันไว้หรอก’
พ่อของเธอหัวเราะฝืดเฝื่อนขึ้นมา‘เื่ที่บอกว่าถ้าลูกฉันโตเป็สาว ถ้ายังไม่มีแฟนจะขอไปเป็ลูกสะใภ้นายน่ะหรือ’
‘ก็ใช่น่ะสิ’
‘แต่ฉันได้ข่าวว่าลูกชายของนายควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าถ้าขืนไปจับคู่กับลูกสาวของฉันรู้เข้าจะพานเกลียดขี้หน้าฉันกับแกเปล่าๆ...แล้วฉันเองก็ไม่เคยบังคับลูกสาวเลยนะอยากให้เลือกแฟนด้วยตัวเอง เพราะว่าชีวิตเป็ของแกเอง’
‘อย่าห่วงไปเลยเื่ความเ้าชู้ที่มีคนเอาไปพูดน่ะ มันก็ไม่ได้มักง่ายคบใครทิ้งๆขว้างๆขนาดนั้นฉันแค่คิดว่าลูกชายฉันมันยังไม่ถูกใจใครมากกว่า’
‘แล้วลูกชายของนายจะถูกใจลูกสาวฉันรึ’
ตอนที่ลักษมีได้ยินใจถึงกับเต้นแรง...ก็เธอเคยเห็นหน้าเขามาสองสามครั้งและแอบชอบเขาั้แ่แรกพบด้วยซ้ำ พอรู้ว่าผู้ใหญ่สองฝ่ายเห็นดีเห็นงาม ใจก็โบยบินไปหาเขาั้แ่วันนั้น
แต่แล้วบิดาของเดวิดก็พูดขึ้น ‘ฉันจะสั่งห้ามลูกชายของฉันคั่วลูกสาวนาย’
‘ทำไมวะ?’
‘หมอนั่นมันเป็พวกยิ่งห้ามก็ยิ่งยุ’
ใจเธอเริ่มห่อเหี่ยวลงถนัดตา...แต่ก็มีความหวังว่าเขาจะสนใจเธอขึ้นมาจริงๆบ้างตลอดเวลาที่ได้ใกล้ชิดทำงานกับเขา จึงแอบมองทีเผลอเสมอและเก็บงำความรู้สึกตัวเองไม่อยากให้เขารู้...ซึ่งเขาก็ไม่มีทีท่าจะสนใจเธอแต่อย่างใดจนแอบคิดว่าบางทีบุคลิกอย่างเธออาจจะไม่ถูกสเป็กเขาก็เป็ได้
จนกระทั่งมีรุ่นพี่ที่รู้จักสมัยเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกันชื่อภีมเป็นายแบบมีชื่อเสียงระดับหนึ่ง แวะเวียนมาหาเธอจึงเริ่มเห็นการแสดงออกของเขาแปลกตาไปบ้าง...เขาชอบเหน็บพูดจาแดกดัน สายตาเ็ามองเธออย่างไม่พอใจอยู่เรื่อยจนมีครั้งหนึ่งเขาพูดใส่เธออย่างเจ็บแสบด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
‘สงสัยเธอจะคอยมองหาพวกผู้ชายหล่อๆเอาไว้ควงมั้ง’
‘ฉันไม่ใช่คนแบบนั้นนะคะบอส’
‘แต่ก็เห็นไปกินข้าวกับนายแบบอะไรนั่นแทบทุกวันตอนเย็น...ติดใจกันรึไง’
ไม่รู้เธอควรจะดีใจหรือไม่...การที่เขาสนใจเธอแต่พูดแดกดันแบบนี้
กระทั่งคืนหนึ่งหลังกลับจากงานเลี้ยงสังสรรค์ของลูกค้าที่เธอจำเป็ต้องไปพร้อมกับเขา...เดวิดพูดจาหยาบคายกับเธอไม่หยุดหย่อนกล่าวหาเธอด้วยถ้อยคำสบประมาทชนิดเธอได้ยินยังไม่เชื่อหู
‘ถ้าเธอไม่ได้คิดจะจับหมอนั่นมาทำผัวแล้วเธอจะไปกับมันทำไม อย่าคิดว่าคนอื่นเขาไม่รู้นะ...ไอ้ที่ทำใสๆซื่อๆมันก็แค่สร้างภาพ แต่จริงๆแล้วเธอน่ะกำลังอ่อยไอ้นายแบบกระจอกนั่นอยู่’
‘ทุเรศ’
เธอโกรธแสนโกรธ แม้คิดทีแรกว่าเขาพูดหยาบคายเพราะฤทธิ์สุราแต่พอโดนดูถูกมากเข้า เธอก็เผลอตบหน้าเขาเต็มแรง...และผลลัพธ์หลังจากนั้นคือเขารุกรานเธอฉวยโอกาสกอดจูบเธอ...มันเต็มไปด้วยแรงใคร่ที่โหมกระหน่ำอยู่ภายในรถยนต์จนเธอไม่เหลือเรี่ยวแรงจะขัดขืนยอมปล่อยกายเตลิดไปกับใจที่มอบให้เขาไปแล้วก่อนหน้า
แต่พอมีสติ เธอก็ขืนกาย สะบัดหน้าหลบอย่างรังเกียจนเขาจับคางเธอมาจับจ้องใกล้ๆ
‘ทำไมจะตบผมอีกเหรอ เอาสิ...ตบมาอีก ผมจะจูบกลับ’
เธอก็เลยฟาดแก้มเขาไปเต็มแรงอีกหนหลังจากนั้นเขาก็เลยกระชากเธอลงจากรถยนต์จนตัวปลิวไปตามแรงมหาศาลของชายร่างสูงใหญ่ถูกบังคับให้ตามเข้าไปในคอนโดฯที่เขามีห้องสวีทส่วนตัวอยู่ชั้นบนเธอพยายามขัดขืนแต่ดูเหมือนอีกใจกลับทะยานไปตามแรงดึงนั้นด้วยความเต็มใจ
แล้วเขาก็ผลักเธอลงบนเตียงนอนคิงไซส์‘อย่างผม พอจะเป็ผัวของคุณได้ไหม?’
‘คุณจะทำอะไรฉัน!’
เสียงเขาเหยียดหยัน‘แอ๊บรึเปล่านี่ ทำเหมือนไม่เคย บอกไว้ก่อนนะว่าผมไม่ชอบพวกลวงโลก’
หลังจากนั้นเขาก็ปราดเข้ามาทับร่างของเธอตะโบมโลมไล้จูบเธอด้วยความกระหายกระทั่งร่างของเธอระทวยโอนอ่อนผ่อนตามอยู่ในการควบคุมของเกมพิศวาสที่เขาปรนเปรอด้วยความที่มีใจแก่เขาเป็ทุนเดิม ทำให้รสสวาทที่ก่อเกิดนั้นเต็มไปด้วยความสุข
เดวิดจึงเป็ผู้ชายคนแรกของเธอ
แต่แล้วโลกมันก็พังทลายลงเมื่อตอนเช้าเธอตื่นขึ้นมาพบแต่เตียงอันว่างเปล่าไร้ร่างสูงของเขา...มองเห็นแต่รอยยับย่นบนผ้าปูที่ยังทิ้งความอุ่นของร่างกายใครอีกคนตกค้างเอาไว้เป็หลักฐานว่าเมื่อคืนนี้เื่ที่เกิดขึ้นของเธอเป็เื่จริง แต่พลันที่สายตาเหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งวางอยู่หัวเตียงเธอก็หยิบมันขึ้นมาอ่าน
‘เก็บเอาไว้ใช้’
กระดาษวางใกล้กับเงินจำนวนหนึ่งหมื่นบาท!
เงินปึกนั้นถึงกับทำให้เธอกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งสะอึกสะอื้นตัวโยนขณะก้มหน้าซุกอิงแนบหัวเข่าสองข้างเนื้อตัวสั่นสะท้านเพราะความเสียใจ ไม่คิดว่าเขาจะดูถูกเธอด้วยการตีราคากันแบบนี้...นั่นแปลว่าเื่ที่เขาคุกคามเธอ...เพราะเขามองเธอเป็แค่ทางผ่านเห็นเธอเป็ผู้หญิงหิวเงิน
กว่าน้ำตาจะเหือดตอนนั้นหัวใจเธอก็แห้งแล้งไปเสียแล้ว
แต่เธอก็ยังฝืนไปทำงานเหมือนเช่นทุกวันทำตัวเป็ปกติโดยไม่เอ่ยถึงเื่คืนนั้นกับเขาสักคำเดียว แม้เขาจะเปรยขึ้นคราใดเธอก็พยายามหลีกเลี่ยงการเอ่ยถึงมันอยากให้เป็เพียงฝันร้ายที่ตื่นขึ้นมาแล้วไม่เ็ป จนกระทั่งสองเดือนกว่าเธอมีอาการคลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ มีความเป็ไปได้ที่จะแพ้ท้อง ตอนนั้นจึงตัดสินใจซื้อที่ตรวจครรภ์มาทดสอบความสงสัยและพบว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์
เธอตั้งสติไต่ตรองและใคร่ครวญว่าจะจัดการอย่างไรดี
จะเอาเด็กออกอย่างนั้นหรือ?
หรือว่าจะไปบอกเขาเพื่อทวงสิทธิ์ความเป็เมียและอนาคตแม่ของลูกเขา?
แล้วถ้าเกิดเขาไม่ยอมรับเธอละ...ในเมื่อตลอดสองเดือนกว่าหลังจากคืนนั้นดูเขาก็ไม่มีทีท่าอยากจะสานต่อหรือรับผิดชอบใดๆกับเธอ ดังนั้นเธอจึงลองเลียบเคียงด้วยการโยนหินถามทางจนได้ยินจากปากเขาเอง...เขาไม่ชอบเด็ก และไม่เคยคิดอยากจะมีลูก...นั่นจึงเป็ฟางเส้นสุดท้ายที่เธอตัดสินใจ
เธอไปบอกกับท่านประธานว่าจะลาออกกลับไปอยู่บ้านแต่ท่านไม่ยอมและคาดคั้นจนเธอต้องเปิดปากเล่าถึงความคับข้องใจ...และเป็ที่มาของการตกลงกันลับๆเื่ที่เธอจะลาออกแล้วย้ายกลับไปอยู่เพชรบูรณ์โดยที่ท่านทั้งสองจะทำตามคำขอของเธอทุกอย่าง
กระทั่งผ่านไปไม่กี่เดือนพ่อของเธอก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต
ท่านประธานกับภรรยาจึงขอให้เธอยอมรับเงื่อนไขที่พวกท่านเสนอกลับไปบ้าง...และคนที่หมดทางไปอย่างเธอจะปฏิเสธได้ลงคอเชียวหรือเมื่อนึกถึงหน้าเด็กน้อยที่จะออกมาลืมตาดูโลกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
เมื่อเลือกทางเดินแล้ว...ทุกอย่างก็แล้วแต่ฟ้าลิขิต
//////////////////////////////จบบทที่ 4