ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๕๕ สลายผนึกมนตรา (re-edition)

            บนพื้นวิหารปรากฏอักขระมนตราทอประกายสีแดงเข้มข้น แผ่กระจายออกไปทั่วเป็นรัศมีกว่าสิบวา เป็นอักษรโบราณเก่าแก่บรรพกาลและซับซ้อนเกินกว่าจะถูกบัญญัติด้วยปัญญาของมนุษย์

            อุทัย “เฮ้ยยย !!! เกิดอันใดขึ้น” มันหันหลังมองกลับไป เห็นเจ้าธรรมเกลอรักไปอยู่ในปราการปราณ คุกเข่าหน้าร่างปริศนานั่นเสียแล้ว

            เมื่อพิจารณาลวดลายอักขระบนพื้นใต้เท้าของมัน !!!

            อักขระเหล่านี้ ! อุทัยรู้สึกแปลกใจเป็นอักษรอันแปลกประหลาด แต่มันรู้จักอักษรทุกตัวที่ปรากฏขึ้นบนพื้นวิหาร

            ญานินดา “!!!” นางก็อ่านอักษรเหล่านี้ออกเช่นกัน

            สิ่งนั้นคือ .. อักษรเทวะ !!!

            เทพบัณฑิตตะโกนอย่างตระหนก “อย่า !!! .. อย่าดึงคทาออกมา”

            ไม่ทันการเสียแล้ว !!! หัวใจของเจ้าธรรมเต้นระรัวโลหิตภายในสูบฉีดไปทั่วกายามังกร บาดแผลที่มือทั้งสองปริแตกจนไหลนองไปด้วยโลหิตสีแดงเข้มข้น

            ทันทีที่โลหิตสดๆ อาบย้อมลงคทาก็ถูกดูดหายเข้าไปภายใน มุกมังกรสี่สมุทรระเบิดประกายแสงสีรุ้งเจิดจ้าจนแสบตา

            .. ว๊าบบบบบบ !!!

            อักขระบนพื้นตอบสนองโดยทันที แสงสีแดงเรืองรองสว่างโร่ ส่องเป็นลำแสงพวยพุ่งสว่างไปทั่ว พลังปราณเทวะมังกรศักดิ์สิทธิ์สุดเข้มข้นถูกปลดปล่อยออกทั่วทั้งวิหาร

            ไสยเวท ‘จิตมารโลภะ’ ของเจ้าเงาปีศาจถูกทำลายในทันที เหล่ายอดยุทธ์สมาพันธ์ปักษาเทวาที่ยังมีชีวิตอยู่สิบกว่าคน ถึงกับตัวสะท้านดังถูกสายวิชชุฟาดใส่ ทุกคนอาเจียนเป็นโลหิตสีดำสนิท

            .. อ๊ากกกก !!!

            .. อ๊วกกกก !!!

            .. อ๊ากกกก !!! .. เกิดอันใดขึ้น

            ผลจากไสยเวทปีศาจเกิดความเจ็บปวดปะทุออกจากดวงจิต ความปวดร้าวสุดแสนทรมานแผ่ขยายไปทั่วอณูทุกอวัยวะของร่างกาย

            บางคนถึงกับเกลือกกลิ้งลงกับพื้น บ้างถึงกับสิ้นสติ บ้างทนไม่ไหวขาดใจตายในทันที เสขาวิหคสวรรค์ร่างกระตุกล้มคะมำลง เฒ่าปักษาวิญญาณตาถลนนั่งคุกเข่าตัวแข็ง

            เทพบัณฑิต “อั่กกกก !!!” ด้วยพลังฝึกปรือระดับสูงของมันยังได้รับบาดเจ็บโลหิตไหลย้อยจากจมูกและช่องหู คนคุกเข่าล้มลง

            “อย่า ! อย่าเปิดประตูอสูร ..” เสียงพึมพำของเทพบัณฑิต มันเจ็บปวดแทบตายแล้ว

            อ่าาา ! โฮกกก .. ราชิตอาเจียนเป็นโลหิตสีดำกองใหญ่ มีโลหิตไหลซึมออกทางจมูกและดวงตาทั้งสอง

            ราชิตประคองสติที่เหลืออยู่น้อยนิด สงบจิตใจนั่งขัดสมาธิลง โคจรลมปราณ ‘เวทพิสุทธิ์’ เพื่อรักษาดวงจิต และบรรเทาความเจ็บปวดของร่างกาย

            สุดยอดไสยเวท ‘จิตมารโลภะ’ มีอานุภาพรุนแรง ในเบื้องต้นสามารถควบคุมจิตใจ ให้ดำดิ่งลงในด้ามมืดของความคิด ทั้งยังสร้างรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เพื่อหลอกหลอนจิตของผู้คน ดวงจิตที่ถูกไสยเวทควบคุมจะถูกทำร้ายอย่างไม่รู้ตัว

            เมื่อถึงเวลาหนึ่งความเจ็บปวดที่ดวงจิตจึงปะทุออกมา แผ่ขยายกระทบถึงกายเนื้อดังกำลังถูกบิดแยกร่าง มีหรือที่พวกมันจะทนทานรับไว้ได้

            “ฮี ฮี ฮี ฮี !!!” เสียงหัวเราะอันรื่นเริงของเจ้าเงาปีศาจ

            มันปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง ถึงแม้ไสยเวทของมันจะถูกทำลายไป แต่ดูมันไม่มีความตระหนกแม้แต่น้อย

            .. นั่นเพราะสิ่งที่มันคาดหวังได้บังเกิดขึ้นแล้ว !!!

            .. มนตร์อาคมที่มีมากว่าสามพันปีกำลังจะถูกทำลาย !!!

            .. ผนึกปราณเทวะมังกรศักดิ์สิทธิ์ของมหาบุรุษ ‘โอริสา’ จะถูกสลายแล้ว !!!

            เจ้าเงาปีศาจยืนดูผลงานของมัน มีทาสกระบี่ส่งแสงสีฟ้าเรืองๆ ลอยอยู่ข้างกาย

            เงาปีศาจกล่าว “ยอดเยี่ยม ! ยอดเยี่ยมยิ่งนัก .. ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

            ทาสกระบี่กล่าว “นายน้อยของบ่าว มีปัญญาเทียมฟ้า ...”

            เงาปีศาจยิ้มกล่าว “ฮา .. ข้าปลอมแปลงได้เหมือนหรือไม่”

            ทาสกระบี่กล่าว “นายน้อยของบ่าว .. ทำได้แนบเนียนยิ่ง .. หุ หุ”

            เงาปีศาจกล่าวอย่างลิงโลด “ไอ้หนุ่มนั่น ! เป็นสายเลือดที่แท้จริงของมัน ฮา ฮา”

            ทาสกระบี่กล่าว “มนตราผนึกเทวะมังกร ต้องใช้โลหิตเทวะมังกรจริงแท้เท่านั้น จึงจะปลดผนึกออกได้ .. หุ หุ”

            เงาปีศาจกล่าวต่อ “เป็นบรรพชนอำนวยพร จึงส่งบุคคลเช่นมันมาที่นี่ .. ฮา ฮา”

            ทาสกระบี่กล่าวต่อ “เด็กน้อยผู้นั้นช่างโง่เง่ายิ่งนัก เพียงอุบายเล็กน้อยมันถึงกับทำลายสิ่งที่บรรพบุรุษของมันอุทิศชีวิตสร้างขึ้นมา .. หุ หุ”

            เงาปีศาจดวงตาเป็นประกาย กล่าวว่า “หากประตูอสูรโลกาเปิดออก ข้าจะนำ ‘คุปยะ’ กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ..”

            ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า .. ทั้งสองระเบิดหัวเราะขึ้นพร้อมกัน

            .. ใช่แล้ว !!!

            .. เจ้าธรรมถูกหลอก !!!

            .. มันถูกผีหลอกอย่างจัง !!!

            .. นิมิตที่มันได้พบเห็นเมื่อครู่เป็นเพียงภาพหลอน เพื่อที่จะหลอกล่อให้มันดึงถอน ‘คทาเทวะมังกร’ ออกมา

            แต่จะว่าไป .. ก็มิใช่เรื่องหลอกลวงทั้งหมดเสียทีเดียว วัตถุวิเศษทั้งสามสิ่ง เรื่องราวของการสงคราม รวมทั้งการต่อสู้ในวิหารแห่งนี้ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในอดีตกาล

            แต่ถ้าหากมหาบุรุษ ‘โอริสา’ ผู้นั้นยังคงอยู่ คงไม่ประสงค์ให้ลูกหลานของมันทำลายผนึกที่มันเพียรสร้างขึ้นมา

            .. หรือนี่คือโชคชะตา !!!

            เจ้าธรรมดวงตาแดงฉาน เลือดในกายปะทุออกตามผิวหนัง ทั้งร่างกายโทรมไปด้วยโลหิตเทวะมังกร พลังปราณเทวะมังกรจวนจะระเบิดออกจากร่างกาย

            เงาปีศาจหลอกล่อต่อเนื่อง มันกล่าวเบาๆ แต่เจ้าธรรมกลับได้ยินน้ำเสียงนั้นเต็มสองรูหู “ถอนมันออกมา .. แล้วพลังเทวะมังกรของข้า .. จะเป็นของเจ้า ..”

            อ๊ากกกกกกกกก !!! .. เสียงกู่ร้องกึกก้องของเจ้าธรรม

            เส้นเลือดทั่วร่างกายปูดโปน สองมือจับคทาเทวะค่อยๆ ดึงขึ้นมาจากพื้น

            วงอักขระมนตราเทวะมังกรสีแดงเข้มรัศมีกว่าสิบวายกตัวสูงขึ้น แล้วหมุนวนไปรอบๆ โดยมีคทาเทวะมังกรเป็นศูนย์กลาง

            อุทัย “!!!”

            ญานินดา “!!!”

            ทั้งสองตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น วงอักขระมนตราสีแดงลอยผ่านกายของพวกมัน แล้วหมุนวนเร็วขึ้น

            .. หมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ ตัวอักษรแสงสีแดงก็ยิ่งแดงเข้มข้น !!!

            .. หมุนเร็วขึ้นจนเห็นเป็นจานแสงสีแดงใบใหญ่!!!

            .. เป๊าะ !!! เสียงดังอย่างแผ่วเบา คทาศักดิ์สิทธิ์ที่ปักตรึงมานานนับสามพันปีหลุดขึ้นจากพื้น เกิดกระแสปราณเป็นลมรุนแรงกระแทกออกเป็นวงกว้าง

            วงอักขระมนตราเทวะมังกรหยุดหมุนโดยฉับพลัน !!!

            มันค้างนิ่งเพียงหนึ่งลมหายใจ แล้วจึงหมุนกลับในทิศทางตรงข้ามด้วยความเร็วอันเป็นเท่าทวี อักขระมาตราทั้งหมดหมุนหดตัวเข้าหาเจ้าธรรมอย่างรวดเร็ว

            .. ฟิ้ววว ! .. ฟิ้ววว ! .. ฟิ้ววว !

            พรึบบบ !!! พลังปราณรวมทั้งเวทมนตร์ทั้งหมดทั้งมวลถูกกายามังกรของเจ้าธรรมดึงดูด พลังอันมหาศาลบรรจุเข้าสู่ร่างของเจ้าธรรม

            ก่อเกิดเป็นผนึกแสงสีแดง น้ำเงิน และเขียว สุดลึกล้ำครอบคลุมกายามังกรของมันไว้

            .. ผนึกมนตราที่ปิดกั้น ‘ประตูอสูรโลกา’ ได้ถูกปลดผนึกออกแล้ว !!!

            “สำเร็จ ! สำเร็จแล้วนายน้อย .. ผนึกนั้นไม่คงอยู่แล้ว” ทาสกระบี่กระดี๊กระด๊าบินวนอยู่รอบเจ้าเงาปีศาจ

            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เงาปีศาจยินดีเป็นที่สุด

            “การเฝ้ารออันยาวนานของข้า ได้สิ้นสุดลงแล้ว .. ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

            เงาปีศาจมีน้ำปริ่มดวงตา ความทรงจำอันเก่าแก่พรั่งพรูออกมา

            “พระปิตุลา !!! หลานอกตัญญูผู้นี้จะทวงเกียรติอันยิ่งใหญ่แห่งวงศ์คุปยะของเรากลับคืนมา”

            “พระบิดา !!! พวกมันตัดหัวท่านแขวนบนกำแพงเมือง ข้าจะล้างความอัปยศให้แก่ท่าน”

            “พระมารดา !!! ท่านต้องภูมิใจที่ให้กำเนิดเอกบุรุษเช่นข้า”

            “เหล่าทหารของข้า !!! พวกเจ้ามิตายเปล่าแน่นอน”

            “นางสนมทั้งหลายของข้า !!! ข้ากลับมาแล้ววววว”

            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า !!!!”

            เงาปีศาจหัวเราะราววิปลาส .. สีหน้ามันฮึกเหิม .. ช่วงเวลาที่รอคอยได้มาถึงแล้ว มันเก็บตัวอยู่ในวิหารนี้อย่างยาวนาน .. นานจนลืมเดือนลืมปีลืมของโลกมนุษย์ไปแล้ว

            เงาปีศาจมีสีหน้าจริงจัง ดวงตาสาดประกายดังสีของโลหิต ตะโกนเสียงดังจนก้องไปทั้งวิหาร

            “ด้วยอำนาจแห่งข้า ! ขอเปิดประตูอสูรโลกา ปลดปล่อยเหล่าอสูรร้ายออกมา ณ บัดนี้ ... ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

            เงาปีศาจยืนตรงเงยหน้ามองเพดานแขนทั้งสองกางออกดังไม้กางเขน ร่างกายแผ่กระจายด้วยไสยเวทอาคมสุดอาถรรพ์ รัศมีสีดำกระจายเป็นระลอกควัน

            “แย่แน่แล้ว !!!” อุทัยตะลึงงัน เจ้าปีศาจตนนี้จะทำอะไรอีก

            “พี่ใหญ่ !!!” ญานินดาร้องเรียกอุทัย นางหน้าถอดสีด้วยความประหวั่น

            .. ความเงียบเข้าปกคลุม

            … ผ่านไปห้าลมหายใจ

            …... ผ่านไปอีกห้าลมหายใจ

            …...… ผ่านไปกว่านาทีแล้ว แต่หามีสิ่งใดเกิดขึ้นไม่ !!!

            “...” อุทัย มองไปรอบๆ ภายในวิหารยังคงเหมือนเดิม

            “เฮ้อออ ...” ญานินดา ไม่พบสิ่งใดเกิดขึ้น นางเดินไปดูราชิตแล้ว

            “!!!” เงาปีศาจเองก็แปลกใจ .. แปลกใจเป็นที่สุด

            เกิดอันใดขึ้น ! ทำไมประตูอสูรโลกายังไม่เปิดออก

            “หรือพลังของข้ายังมีไม่เพียงพอ” เจ้าเงาปีศาจกล่าวอย่างฉงน ส่วนเจ้าทาสกระบี่บินกลับไปยังโลงศิลาราวจดจำบางสิ่งได้

            เงาปีศาจกล่าวพึมพำ “ใช่ ! พลังของข้ายังไม่แข็งแกร่งพอ”

            สายตาของมันเหลือบไปเห็นเฒ่าปักษาวิญญาณนั่งคุกเข่าตัวสั่นอยู่ไม่ไกล

            .. พรึบบบ ! เพียงกะพริบตาเงาปีศาจกลายเป็นควันสีดำมาปรากฏอยู่เบื้องหน้าเฒ่าปักษาวิญญาณ

            น้ำลายของมันไหลยืด “เจ้า ! เจ้าตัดมือข้า .. เจ้าเป็นลำดับแรก .. ฮี ฮี”

            เฒ่าปักษาวิญญาณจ้องมองตาถลน “ไอ้ผีบ้า ! จะทำอันใด”

            ดวงจิตของเฒ่าปักษาวิญญาณบาดเจ็บอย่างรุนแรง ทั้งร่างกายยังเจ็บปวดราวกำลังถูกแยกร่างเป็นชิ้นๆ มันเหลือเรี่ยวแรงเพียงเล็กน้อย

            เงาปีศาจก้าวมายืนอยู่ประชิดด้านหน้า น้ำลายมันไหลย้อยอาบย้อมจนศีรษะของเฒ่าปักษาวิญญาณเสียเปียกโชก มันอ้าปากกว้างจนเกือบถึงรูหู เผยให้เห็นฟันแหลมคมเรียงซ้อนกันสะเปะสะปะ แล้วจึงใช้มือข้างที่เหลืออยู่จับไหล่ของตาเฒ่า

            “เฮ่ยยยย !!! .. เจ้า .. เจ้าผี ..” เฒ่าปักษาวิญญาณร้องตะโกน ตาเบิกโตเท่าไข่ห่าน

            งั่บบบบ !!!! เงาปีศาจขบกัดร่างกายเฒ่าปักษาวิญญาณ

            “อ๊ากกกก !!!” เฒ่าปักษาวิญญาณร้องด้วยความเจ็บปวด

            ปากใหญ่โตและฟันอันแหลมคมของมันกัดเข้าบ่าขวาของเฒ่าปักษาวิญญาณจนหายแหว่งไปเลย เป็นภาพสุดแสนสยดสยองเลือดพุ่งกระฉูดดังน้ำพุ

            “!!!” อุทัย ภาพของเงาปีศาจกัดกินเฒ่าปักษาวิญญาณ ทำน้ำในกระเพาะของมันแทบพุ่งย้อนออกมา

            “อะ อี๋ ! แหวะ ! ... อ๊วกกกก !!!” ญานินดาขนหัวตั้งชัน ถึงกับหลับตาเมินหน้าหนี แล้วอาเจียนออกมาด้วยความขยะแขยง

            เฒ่าปักษาวิญญาณทำหน้าดังพบเจอขุมนรกปากร่ำร้องทรมาน ดวงตาข้างหนึ่งหลุดออกมาจากเป้า แขนซ้ายทิ้งตกลง แขนขวาขาดร่วงลงพื้น ร่างสั่นกระตุกไม่ยอมหยุด

            “อ๊ากกกก !!!” เสียงร้องโหยหวน ไม่เพียงแค่ร่างกาย จิตวิญญาณของมันกำลังถูกเจ้าเงาปีศาจกัดรับประทานด้วย

            งับ ! งับ ! กร๊วบ ! กร๊วบ ! .. เสียงเงาปีศาจเคี้ยวอาหารของมัน โลหิตไหลนองไปทั่ว

            งั่บบบบ !!! เสียงร้องของเฒ่าปักษาวิญญาณขาดหายไป คราวนี้ส่วนหัวของมันถูกรับประทาน ไม่เหลือปากให้ร่ำร้องทรมานอีกแล้ว

            กร๊วบ ! กร๊วบ ! กรุบ ! กรุบ ! .. เงาปีศาจบ่นไปรับประทานไป “หนังหน้าของเจ้าเฒ่านี้ ช่างเหนียวยิ่งนัก”

            เพียงห้านาทีเฒ่าปักษาวิญญาณเหลือเพียงแข้งซ้าย และแขนขวาข้างหนึ่ง ส่วนอื่นๆ หายเข้าไปในท้องเจ้าเงาปีศาจหมดแล้ว

            แฮ่ … เสียงเงาปีศาจ มันแลบลิ้นยาวเลียคราบโลหิตที่เปรอะเปื้อนตามใบหน้า

            แล้วจึงนำ ‘ตะขอคู่เกี่ยวขั้วใจ’ อาวุธของเฒ่าปักษาวิญญาณผู้ล่วงลับ มาทำการเขี่ยเศษเนื้อที่ติดตามซอกฟันเป็นการใหญ่

            .. ชั่วครู่ร่างกายเงาปีศาจเกิดการเปลี่ยนแปลงอีก !

            หลังจากย่อยสลายดูดซึมพลังชีวิต พลังปราณ และดวงวิญญาณที่รับประทานเข้าไป ทำร่างกายของมันเริ่มขยายใหญ่ เส้นผมดกหนาผิวหนังเต่งตึงขึ้น สีหน้าผุดผ่องเป็นยองใย

            .. พรับ ! พรึบ ! มือซ้ายที่ถูกฟันขาดกำลังถูกสร้างขึ้นใหม่

            มือและนิ้วทั้งห้างอกออกมา เป็นผิวหนังเมือกๆ โผล่ออกมาราวกรงเล็บผี

            “ผีจิ้งจก ! มันต้องเป็นผีจิ้งจกแน่ๆ” ญานินดาอุทาน

            เจ้าเงาปีศาจยังไม่อิ่มหนำมันกำลังมองหาอาหารรับประทานต่ออีก เหยื่อมากมายยังเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้น

            “ต่อไป ! เป็นเจ้า ! นังหนู ! อี อี" เจ้าเงาปีศาจจ้องมองมายังญานินดา

            ญานินดาถูกมองจนสะดุ้ง เจ้าปีศาจตนนี้หมายจะรับประทานนางอยู่แต่แรกแล้ว

            ทันใดนั้น ! ทาสกระบี่บินกลับมา มันมาถึงก็กล่าวว่า

            “อายอ้อย ! อายอ้อย ! อ้าอู้วิอีแอ้ว ..” ในปากของมันคาบบางสิ่งกลับมาด้วย

            “กล่าวอันใดของเจ้า ..” เงาปีศาจถาม มันไม่เข้าใจสิ่งที่ทาสกระบี่พูด

            “อายอ้อย ! อายอ้อย ! อ้าอู้วิอีแอ้ว ..” ทาสกระบี่กล่าวเช่นเดิม สิ่งของยังถูกคาบไว้

            “นายน้อย ! นายน้อย ! ข้ารู้วิธีเปิดประตูอสูรแล้ว เจ้าข้า ..” พออ้าปากพูด สิ่งของที่มันคาบอยู่ก็หล่นลงมา ลักษณะเป็นแผ่นหนังภายในขีดเขียนอักษรมองดูคล้ายจดหมายฉบับหนึ่ง

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน