ราชันเวทเทพองเมียว

    59 พรจากมหาเทพ และการต่อสู้ในสมรภูมิแห่งจิตวิญญาณกับหนังสุนัขป่า (2)

            “คิดมากอะไรปานนั้น ก็แค่สู้ไม่ใช่เหรอ” โนะฮิเมะกล่าวปลุกใจตามประสา เธอยื่นมือขวามาให้ด้วยแววตาแฝงความมุ่งมั่นบางอย่าง

    ทีแรกคิดว่าเป็นการชนหมัดแบบนักสู้ก่อนขึ้นสังเวียน ที่ไหนได้พอยื่นถึงกลางคันเธอพลันแบมือ บนฝ่ามือเต็มไปด้วยปลากรอบตัวเล็ก ๆ คล้ายกับว่านี่คือการแสดงน้ำใจและให้กำลังใจ บางทีนี่อาจเป็นธรรมเนียมก่อนที่แมวจะสู้กันกระมัง 

            ต้าหมินหยิบปลาตัวหนึ่งเข้าปาก

            อืม ก็แค่สู้มันจนตายไปข้าง ความกังวลตอนนี้คงเพราะเราไม่รู้อะไรเป็นอะไรต่างหาก

            ต้าหมินสูดหายใจเข้าลึก คนคล้ายเข้าใจแล้วว่าความกังวลยามนี้เกิดจากผลของการต่อสู้ ไม่ใช่ตัวการต่อสู้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยสู้มาก่อน ไม่ว่าโจรสลัด ผีไร้หน้า นักดาบ ผลลัพธ์ของการพ่ายแพ้ล้วนคือความตายเช่นกัน เพียงแต่คราวนี้เหมือนกับว่าเขาต้องสู้เพียงลำพัง

            ขาดเพื่อนคู่หู

            ขาดดาบคู่ใจ 

            ข้อดีคือคราวนี้มีเวลาเตรียมการล่วงหน้า ไม่เหมือนครั้งก่อน ๆ 

            “แล้วเธอรู้หรือเปล่าว่าสมรภูมิแห่งจิตวิญญาณนี้เป็นการต่อสู้แบบไหน”

            “ไม่ใช่วิญญาณสองฝ่ายมาสู้กันเหรอ”

            โนะฮิเมะหยิบปลากรอบเข้าปากตัวแล้วตัวเล่า ด้วยท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาว ราวกับการต่อสู้ครั้งนี้เป็นเพียงเพื่อนเดินออกไปซื้อของปากซอย เดี๋ยวเดียวก็กลับ ไม่มีอะไรต้องกังวล

            “มันก็ใช่ แต่อยากรู้ก่อนน่ะว่าสู้กันแบบไหน หมายถึงดึงวิญญาณออกมาแล้วสู้กันมือเปล่า หรือมีอาวุธให้ด้วย อย่าลืมนะอีกฝ่ายเป็นสุนัขป่า แค่เขี้ยวกับกรงเล็บก็อันตรายพอตัวอยู่”

            “ไม่รู้สิ ทำไมไม่ถามตาแก่ล่ะ”

            “เฮ้ย อาจารย์ไม่อยู่จะไปถามได้อย่างไรเล่า”

            “ตัวไม่อยู่แต่มีสิ่งนั้นไม่ใช่รึ?”

            เด็กหญิงมองไปยังตำราปกสีน้ำเงินซึ่งวางอยู่บนโต๊ะด้วยแววตาใสซื่อ

            “เออ จริงด้วย”

            เด็กชายค่อย ๆ พลิกเปิดอย่างแผ่วเบา ด้วยความเก่าแก่ของมันเขากลัวว่าหากเผลอใช้แรงมากไปอาจขาดได้ พลิกเปิดตั้งแต่หน้าแรกยันหน้าสุดท้ายยังคงเห็นแต่กระดาษเปล่า

            เฮ้ย แล้วมันใช้งานยังไงวะ

            “เฮ้อ! ในชีวิตทำอะไรเป็นบ้างเนี่ย” เสียงบ่นดังขึ้นข้างหู “ถามไปสิ สงสัยอะไรก็ถามไป”

            “หา!”

            “จะมองข้าทำไม ถามสิถาม”

            แทบไม่อยากเชื่อ นี่มันเทพตำราชัด ๆ ตอบสนองตามคำสั่งเสียง ทีแรกนึกว่าแค่อยู่ในมือของเจ้าของที่แท้จริงแล้วตัวอักษรจะปรากฏ 

            โอ้ อากู๋ฉบับองเมียว

            “อา คุณพี่ขอรับ พี่พอจะทราบไหมว่า ‘สมรภูมิแห่งจิตวิญญาณ’ คืออะไร”

            ทันใดนั้นตัวอักษรปรากฏเป็นพรืด ทีแรกเป็นภาษาญี่ปุ่นแบบโบราณซึ่งเป็นตัวอักษรจีน อ่านแทบไม่เข้าใจ แต่เพียงครู่ตัวอักษรที่ดูไม่รู้จักกลายเป็นสนิทสนมคุ้นเคยซะงั้น เหมือนกับว่าสิ่งที่เห็นไม่ได้เป็นตัวอักษร แต่เป็นความหมายสิ่งซ่อนอยู่ภายในของตัวอักษรนั้น ๆ

     

            [สมรภูมิแห่งจิตวิญญาณ]

            รูปแบบการต่อสู้ชนิดหนึ่งกำเนิดในยุคบรรพกาล ใช้พัฒนาวิญญาณให้แข็งแกร่ง โดยกรรมการเป็นผู้ดึงวิญญาณของทั้งสองฝ่ายออกมา ผูกโยงเข้าด้วยกัน ก่อนส่งกลับไปยังแดนฝัน มีข้อห้ามสำคัญคือมิให้คู่ขัดแย้งใช้การต่อสู้ด้วยวิธีนี้เด็ดขาด เพราะสิ่งที่รออยู่มักเป็นความตายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสมอ

            [จบ]

     

            เชี่ยยยยย! 

            เอาแล้วไง เจ๊แกไม่ทราบหรือว่าห้ามคู่ขัดแย้งใช้วิธีนี้ อืม บางทีอาจมีแค่วิธีนี้วิธีเดียวที่ใช้แก้ปัญหาวิญญาณปลอมปน

            ขณะกำลังขบคิดอยู่ดี ๆ เสียงเสียงหนึ่งดังขึ้น

            “ข้าขอไปเที่ยวแดนจิ้งจอกก่อนล่ะ เล่นกับสุนัขป่าให้สนุกนะ ไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยเจอกัน”

            โนะฮิเมะกล่าวลา พลางลุกยืนทำท่าจะเดินไปทางด้านหลังโรงครัว

            “เฮ้ย ไม่อยู่ช่วยกันก่อนหรือ” 

            เด็กชายทำหน้าเหวอ ตั้งแต่ย้อนอดีตมาไปที่ไหนก็มีเธอคนนี้อยู่เคียงข้าง ยามหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้คู่หูดันบอกขอตัวไปเที่ยว นี่มันหมายความว่าอย่างไร ไม่ใช่ควรอยู่ข้าง ๆ เป็นเพื่อนคอยให้กำลังใจหรอกหรือ

            “สมรภูมิอะไรนั่นเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัว แล้วข้าจะไปช่วยอะไรได้ อยู่ก็เหมือนไม่อยู่ สู้ไปหาอะไรเพลิดเพลินทำดีกว่า” เด็กหญิงทำหน้าทำตาแบบว่านี่คือสิ่งสมควรแล้วไม่ใช่เหรอ

            “มันก็ใช่ แต่มีคนอยู่เป็นเพื่อนมันอุ่นใจมากกว่าน่ะ”

            ต้าหมินส่งสายตาขอความเห็นใจ การต่อสู้คราวนี้คล้ายกับงานกีฬาสี ยามลงสนามหากมีคนคุ้นเคยอยู่ด้วย อาจไม่มีผลต่อการแข่งขัน แต่แค่เห็นใจก็ฟูขึ้นไม่น้อย กำลังใจมาเต็ม

            “อืมได้ งั้นข้าจะกลับมาก่อนค่ำแล้วกัน ระหว่างนี้เจ้าเร่งฝึกวิชาเข้าสิ มีเวลาถมเถไป อ้อ ถ้าได้เวลาอาหารให้มาที่โรงครัวนี้นะ จะมีของกินเตรียมไว้ให้ รับประทานเสร็จแล้ววางบนโต๊ะนี่แหละ”

            โนะฮิเมะกล่าวเสร็จตัวพลันเดินหายไปทางเตาเผาถ่านทันที ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้เอ่ยอะไรต่อ 

            คงต้องฝึกวิชาล่ะนะ เดี๋ยวก่อน แดนฝัน หมายความว่าอะไร

            “พี่ครับ แดนฝันคืออะไรครับ”

            ตัวอักษรเดิมเลือนหายกลายเป็นกระดาษเปล่าอีกครั้ง ก่อนจะมีข้อความใหม่ปรากฏขึ้น

     

            [แดนฝันในสมรภูมิแห่งจิตวิญญาณ]

            หาใช่ห้วงความฝันยามหลับฝันไม่ แต่เป็นดินแดนที่เกิดจากความคิดของทั้งสองฝ่าย มีส่วนคล้ายกับห้วงความฝันยามปกติไม่น้อย โดยเฉพาะการควบคุม การเปลี่ยนแปลง การบันดาลให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น

            [จบ]

     

            “ว้าว! ฮะ ฮ่า ฮ่า”

            เขารู้แล้วว่าจะใช้ประโยชน์จากแดนฝันอย่างไร หากเป็นอย่างที่คิดจริงล่ะก็ เผลอ ๆ การประลองคราวนี้อาจง่ายกว่าที่คิด ง่ายขนาดที่บางทีเขาอาจไม่ต้องลงมือเองด้วยซ้ำ

            ระหว่างรอให้เวลากลางคืนมาถึง เด็กชายรู้สึกอิ่มเอมกับของเล่นใหม่ เฝ้าถามตอบกับตำราปกน้ำเงินอย่างขะมักเขม้น ความรู้สึกของชีวิตเก่ากลับมาอีกครั้ง แม้การใช้งานตำราเล่มนี้ไม่เหมือนกับการพิมพ์คำถามลงในคอมพิวเตอร์สักทีเดียว ด้วยเรื่องที่มันตอบได้มีแค่เรื่องเกี่ยวกับการฝึกบำเพ็ญเท่านั้น แถมยังต้องถามอย่างเฉพาะเจาะจงอีกด้วย แต่บางข้อมูลที่คล้ายจะเกี่ยวกับการฝึกตน แต่ไม่ใช่สักทีเดียว หากถามอย่างถูกวิธีกลับได้คำตอบน่าสนใจอยู่เหมือนกัน

            อย่างเช่น ระดับของเซียนจิ้งจอกแดงเทียบกับระดับขององเมียวจิ ใครเก่งกว่ากัน

            เมื่อไม่สามารถถามตรง ๆ เลยต้องอ้อมไปถามเรื่องระบบการฝึกตนของปีศาจ ซึ่งไม่มีคำตอบ ตำรากลับเป็นกระดาษเปล่าอีกครั้ง บางทีคำถามอาจกว้างเกินไป คำตอบมีหลากหลายเพราะปีศาจมีหลายประเภท

            ดังนั้นคำถามจึงต้องเปลี่ยนเป็นเฉพาะเจาะจงกว่านั้น อย่าง…

            สัตว์ประเภทจิ้งจอกกลายเป็นปีศาจได้อย่างไร

            ปีศาจจิ้งจอกสูงสุดมีกี่หาง

            ปีศาจจิ้งจอกสามารถมีมากกว่าเก้าหางได้หรือไม่

            หากปีศาจจิ้งจอกมีมากกว่าเก้าหางเรียกว่าอะไร

            จากนั้นค่อยย้อนมาถึงขั้นตอนการฝึกตนขององเมียวจิ

            ต่อมาค่อยถามเปรียบเทียบแต่ละขั้นกับหางของจิ้งจอก ซึ่งอาจสนุกแค่ช่วงแรก ทว่าเมื่อต้องไล่ถามซ้ำไปซ้ำมา กลับชวนหงุดหงิดไม่น้อย หลังใช้ความพยายามไปพอสมควรก็ได้คำตอบที่น่าพอใจ

            ‘เซียนจิ้งจอกแดงยังไม่ถึงขั้นเทพเทวา อยู่กึ่งเทพเทวา’

            จะว่าไปในคำว่าเซียนถือเป็นคำใบ้อยู่ในตัวอยู่แล้ว ในเมื่อเซียนกับเทพใช้คำคนละคำกัน ย่อมไม่ใช่สิ่งเดียวกัน หากถามตามสามัญสำนึก เทพย่อมเก่งกว่าเซียน ดังนั้นขั้นสุดท้ายขององเมียวจิอย่างเทพเทวาย่อมเหนือกว่าขั้นเซียนของเซียนจิ้งจอกแดงเป็นแน่

            “เวร เวร เวร”

            “ตูมัวทำอะไรอยู่เนี่ย เสียเวลาถามตอบไปหนึ่งชั่วยามเพื่อเรื่องนี้น่ะหรือ ตูควรคิดหาวิธีชนะการต่อสู้คืนนี้สิ”

            ต้าหมินให้รู้สึกผิดยิ่งนัก แต่โทษเขาไม่ได้ ในเมื่อมีของเล่นสนุก ๆ อยู่ในมือ ในฐานะเด็กโดยเฉพาะเด็กผู้ชาย ย่อมมีนิสัยเล่นสนุกอยู่ในตัวอยู่แล้ว ยิ่งได้ของวิเศษซึ่งสามารถถามตอบได้มาอยู่ในครอบครอง หากไม่เล่นสักหน่อยคงไม่ใช่วิสัยของเด็ก

            แต่ทว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ไม่ใช่หรือ!

            อันที่จริงการย้อนเวลาไม่ได้เกิดขึ้นด้วยพลังเทพเพียงอย่างเดียว ต้องประกอบด้วยภัยธรรมชาติขนาดใหญ่ อย่าง แผ่นดินไหวขนาดที่ทำให้แกนโลกขยับ เมื่อพลังแห่งธรรมชาติสำแดงฤทธิ์ ยามนั้นพลังเหนือธรรมชาติจึงสามารถสำแดงเดชสอดแทรกมิติเวลา ทว่าเพียงนำดวงวิญญาณข้ามมาเท่านั้น หาเป็นร่างกายไม่ 

            ทว่าด้วยความพิเศษแห่งพรของมหาเทพสึคุโยมิ ร่างกายจึงถูกสร้างขึ้นใหม่ ไม่ใช่บิ๊กย้อนวัยกลับเป็นเด็ก 

            เขาเป็นเด็กจริง ๆ และเมื่อเป็นเด็ก อิทธิพลของวัยนี้จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต กว่าบิ๊กในร่างเด็กชายต้าหมินจะรู้ตัวในเรื่องนี้ ก็ต้องผ่านความลำบากไปอีกพักใหญ่

     

            สมรภูมิแห่งจิตวิญญาณ ยามชวี*

            เชี่ยยยยยยย!

            ทำไมเป็นแบบนี้ได้ ไม่เห็นเหมือนอย่างที่คิดไว้เลยนี่หว่า แล้วทำไมสุนัขป่าแม่งมาเป็นฝูงวะ ไม่ใช่ตัวเดียวที่ต้องต่อสู้กันหรอกหรือ

     

            แฮก ๆๆ

     

            ต้าหมินวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต!

            ตรงลึกเข้าไปในป่าดงดิบที่ไหนสักแห่งในแดนฝัน…

     

            *ยามชวี ช่วงเวลา 19.00-20.59