บทที่ 94 สมบูรณ์
“นี่คือมิติของจุดไร้คลื่นที่เก้าสิบแปดสินะ”
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นพลางทอดสายตามองไปรอบตัวเขา ที่แห่งนี้ถูกรายล้อมไปด้วยหมู่มวลดาราที่แผ่กลิ่นอายมรรควิถีออกมา มิติแห่งนี้มีพื้นที่ไม่กว้างนักและดูเหมือนว่าในมิตินี้จะมีชายหนุ่มเพียงผู้เดียวเท่านั้น
“นี่เหมือนจะสร้างมิติไว้สำหรับคนผู้เดียวเลย ไม่ว่าใครจะมาแม้ร่างกายจะอยู่จุดเดียวกันแต่จิตวิญญาณของแต่ละคนจะถูกแยกกันสินะ”
“แบบนี้ก็ดี ข้าจะได้ทำความเข้าใจมรรควิถีของข้าได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีอะไรมารบกวน”
ระหว่างที่ชายหนุ่มเอ่ยอยู่นี้เอง ก้อนพลังงานไร้รูปบางอย่างได้พุ่งเข้าใส่ศีรษะชายหนุ่มอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
ชายหนุ่มที่กำลังตกใจอยู่นั้น จู่ๆ สมองของเขาก็เจ็บแปลบขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ แต่ความเจ็บนั้นก็หายไปในไม่กี่ลมหายใจต่อมา เมื่อความเจ็บปวดหายไปภาพวัตถุบางอย่างอันเลือนรางได้ปรากฏขึ้นในความคิดของชายหนุ่ม สิ่งนั้นกำลังปลดปล่อยมรรควิถีอันน่าเกรงขามของตนออกมา
“นี่มันมรรควิถีงั้นรึ เหตุใดมรรควิถีของคนผู้หนึ่งถึงได้น่าเกรงขามได้มากขนาดนี้ ไม่สิสิ่งนั้นไม่ใช่มนุษย์อย่างแน่นอน”
“หรือว่านี่จะคือร่างที่แท้จริงของผู้อาวุโสจิตวิญญาณอาวุธงั้นรึ ผู้อาวุโสท่านเป็นอาวุธระดับใดกันถึงได้ปลดปล่อยมรรควิถีเช่นนี้ออกมาได้”
“แต่จะว่าไปก็ไม่น่าแปลกอันใด การที่อาวุธสามารถมีจิตวิญญาณแถมยังจำแลงเป็นมนุษย์ได้นี่ก็นับว่าแปลกมากแล้ว”
เมื่อเอ่ยประโยคหลังกับตัวเอง ชายหนุ่มจึงได้ใจเย็นลงและค่อยๆ นึกถึงสิ่งที่จิตวิญญาณอาวุธพูดเอาไว้ก่อนที่เขาจะเข้ามาในที่แห่งนี้
“ข้าไม่ควรจะเดินตามหรือเลียนแบบมรรควิถีของผู้อาวุโส ข้าควรจะใช้เป็นแนวทางในการฝึกมรรควิถีของข้าเท่านั้น”
ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง แต่ก็ยังคงเฝ้ามองมรรควิถีของจิตวิญญาณอาวุธอยู่อย่างนั้น เวลาค่อยๆ ผันผ่านไปอย่างช้าๆ มรรควิถีที่จิตวิญญาณอาวุธสำแดงออกมาค่อยๆ ลดระดับลงเรื่อยๆ จนมาถึงขอบเขตที่ชายหนุ่มรู้จักนั่นก็คือ ขอบเขตราชันย์ยุทธ์นั่นเอง
ทว่ายังไม่หยุดแค่นั้น มรรควิถีของจิตวิญญาณอาวุธก็ยังลดลงต่อไปเรื่อยๆ จนถึงระดับกำเนิดปราณ และสลายหายไป เหตุการณ์ทั้งหมดนี้กินเวลาไปหนึ่งชั่วยาม
ในช่วงเวลาเพียงหนึ่งชั่วยามนี้ ความรู้สึกของชายหนุ่มราวกับผ่านไปนับสิบปี ในช่วงเวลานั้นทำให้ชายหนุ่มตื่นรู้และสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่เขาเคยมองข้ามไปในระดับราชันย์ยุทธ์ของเขา
“นี่ก็คือมรรควิถีทั้งหมดของผู้อาวุโสจิตวิญญาณอาวุธงั้นรึ ถึงข้าจะไม่สามารถเดินตามได้แต่อย่างน้อยข้าก็พอรู้แล้วว่าข้าควรจะไปในทางไหนในมรรควิถีของข้า”
ชายหนุ่มได้แต่ขอบคุณผู้อาวุโสจิตวิญญาณอาวุธอยู่ในใจพร้อมกับเริ่มสังเกตมรรควิถีที่อยู่ในหมู่ดารารอบตัวเขา
ตัวของชายหนุ่มนั้นไม่รู้เลยว่า ตัวเขานั้นได้โชควาสนาขนาดไหนโดยทั่วไปแล้วการที่จิตวิญญาณอาวุธนั้นจะชี้แนะใครก็ว่ายากแล้ว แต่เมื่อต้องชี้แนะก็จะชี้แนะมรรควิถีในระดับเดียวกับคนผู้นั้นเท่านั้น มีคนเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่ได้รับการชี้แนะทุกระดับการฝึกฝน ถึงแม้ผู้รับการชี้แนะจะไม่เข้าใจมรรควิถีที่ระดับสูงกว่าก็ตามที แต่นั่นก็ยังเป็นผลดีในอนาคตเป็นอย่างมาก
หากเหล่าจอมยุทธ์ที่เคยมาขอให้จิตวิญญาณอาวุธชี้แนะ หากรู้ว่าชายหนุ่มได้วาสนาเช่นนี้คงอกแตกตายเป็นแน่แท้
ในด้านของชายหนุ่ม ขณะที่กำลังสังเกตมรรควิถีในหมู่มวลดาราอยู่นั้น คิ้วของชายหนุ่มมักจะย่นเข้าหากันและคายออกอยู่เป็นพักๆ หนึ่งก้านธูปต่อมาชายหนุ่มได้นั่งลงกับพื้นและหลับตาลงพร้อมๆ กับปลดปล่อยมรรควิถีของตนออกมา
“มรรควิถีของข้าคืออะไร ข้าจะมีมรรควิถีไปทำไม อะไรคือวิถีของข้า”
ชายหนุ่มเริ่มครุ่นคิดและอนุมาน มรรควิถีของตนในตอนนี้ชายหนุ่มเข้าสู่ภวังค์แห่งการค้นหามรรควิถีของตนในระดับนี้อย่างแท้จริง เมื่อมรรควิถีสมบูรณ์วิชามรรคที่สร้างก็จะสมบูรณ์ตามมรรควิถีนั้น
ในระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังอนุมานอยู่นี่เอง ดวงดารามรรควิถีต่างๆ ต่างพากันส่งคลื่นพลังงานบางอย่างมารวมกันที่ตัวของชายหนุ่ม เวลานี้เองร่างกายภายนอกมิติแห่งนี้ของชายหนุ่มก็ได้แผ่กลิ่นอายคลุมเครือบางอย่างออกมา
ภายในห้วงความคิดของชายหนุ่ม เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายเต็มไปหมด
“การสร้างเจตจำนงในมรรควิถีของข้า ข้าควรจะทำในตอนที่จะก้าวข้ามไประดับจ้าวดินแดน”
“แต่ในระดับราชันยุทธ์ระดับกลางข้าขาดสิ่งใดกันอยู่ล่ะ”
“มันคือสิ่งใดกัน”
คิดได้เช่นนั้นชายหนุ่มจึงเริ่มอนุมานวิชามรรคหยินหยางของตนขึ้นมาอีกครั้ง ในระหว่างที่จิตของชายหนุ่มอนุมานวิชามรรคอยู่นั้นเอง รัศมีสีหยินหยางก็ได้ปรากฏขึ้นด้านหลังของชายหนุ่มที่กำลังนั่งอยู่บนจุดไร้คลื่นด้วยตัวเอง
เดิมทีวิชามรรคหยินหยางของชายหนุ่มก็ควรจะเป็นเพียงแค่วิชาดาบเท่านั้น ทว่าชายหนุ่มกลับสร้างวิชามรรคฝึกฝนกายหยาบขึ้นมาด้วย นั่นจึงทำให้วิชามรรคหยินหยางของชายหนุ่มไปไม่สุดสักทาง
ชายหนุ่มเริ่มตระหนักถึงสิ่งนี้มาสักพักแล้ว และเมื่อมาทำความเข้าใจมรรควิถีในครั้งนี้จึงทำให้ชายหนุ่มมั่นใจในสิ่งที่ตัวเขาคิดขึ้นไปอีก
“ข้าต้องทิ้งวิชามรรคด้านกายหยาบไปก่อนและมุ่งเน้นไปที่วิชาดาบหยินหยางเพื่อให้กลายเป็นวิชาดาบของข้าที่สมบูรณ์ ส่วนวิชาฝึกฝนกายหยาบต่อให้ข้าไปสร้างก่อนบรรลุจ้าวดินแดนก็ไม่สาย”
คิดได้เช่นนั้น ชายหนุ่มจึงเริ่มอนุมานวิชามรรคดาบหยินหยางให้สมบูรณ์โดยไม่รีรอ รัศมีหยินหยางด้านหลังร่างของชายหนุ่มเวลานี้ก็ได้เริ่มหมุนวนอย่างต่อเนื่องราวกับว่าหยินและหยางกำลังจะให้กำเนิดอะไรบางอย่าง
เวลาหนึ่งวันได้ผ่านไป ทว่าชายหนุ่มกลับยังคงดำดิ่งอยู่กับการสร้างวิชามรรคอย่างไม่หยุดยั้ง
ทางด้านเจียงเป่านั้นก็นิ่งงันไม่ต่างจากชายหนุ่ม แม้จะได้รับคำชี้แนะจากจิตวิญญาณอาวุธเหมือนกับชายหนุ่ม สิ่งนั้นก็ช่วยเจียงเป่าทำความเข้าใจได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
หากจิตวิญญาณอาวุธมาเห็นว่าการชี้แนะของตนทำได้เพียงช่วยเหลือเจียงเป่าทำความเข้าใจมรรควิถีของตนได้เพียงเล็กน้อยล่ะก็ เขาคงจะต้องสงสัยในความสามารถของตนเองเป็นแน่
ต่างจากชายหนุ่มที่ทุกอย่างเป็นไปตามคาดของจิตวิญญาณอาวุธ ถึงแม้จริงๆ แล้วชายหนุ่มจะไม่ได้รับความช่วยเหลือของจิตวิญญาณอาวุธก็คงใช้เวลานานกว่านี้ไม่มากนัก ถึงอย่างไรสิ่งที่ชายหนุ่มต้องการตอนนี้ก็มีเพียงความเข้าใจในมรรควิถีระดับราชันย์ยุทธ์เพียงเท่านั้น ต่อให้รู้ความเข้าใจที่สูงกว่านี้ไปก็ไร้ประโยชน์ในตอนนี้อยู่ดี
แต่หากจิตวิญญาณอาวุธรู้ว่าใครคืออาจารย์ของชายหนุ่ม ต่อให้มีความกล้ามากกว่านี้ตัวของจิตวิญญาณอาวุธก็ไม่มีทางกล้าไปชี้แนะลูกศิษย์ของซินแสเฒ่าอย่างแน่นอน
เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไปอย่างต่อเนื่อง
“ดาบหยางสะบั้นภพและดาบหยินผนึกสวรรค์ของข้า นั่นเป็นสองกระบวนดาบที่ดีที่สุดเท่าที่ข้าคิดได้ในตอนนี้แล้ว แล้วข้าควรเพิ่มอะไรไปดีล่ะเพื่อที่จะทำให้วิชาดาบนี้สมบูรณ์”
“แล้วถ้าดาบหยินและหยางมารวมกันมันจะเป็นเช่นไรกันนะ”
ชายหนุ่มลองผิดลองถูกอยู่นับครั้งไม่ถ้วน จนถึงวันที่สามดวงตาของชายหนุ่มได้เปิดขึ้นพร้อมกับปลดปล่อยแรงกดดันออกมา รัศมีสีหยินหยางหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง แต่ก่อนที่จะมีอะไรไปมากกว่านี้ชายหนุ่มได้หลับตาลงและลืมตาขึ้นอีกครั้ง พร้อมๆ กับแรงกดดันทั้งหมดที่สลายหายไปอย่างรวดเร็ว
“เฮ้อ โชคยังดีที่ข้าไม่ไปรบกวนเจ้า”
ชายหนุ่มเอ่ยออกมาขณะมองไปยังสหายของตน เวลานี้รอบๆ ตัวของเจียงเป่าถูกปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายลึกลับอะไรบางอย่างที่ชายหนุ่มยากจะเข้าใจ
แต่ครู่ต่อมาชายหนุ่มก็ได้ละความสนใจไปจากกลิ่นอายเหล่านั้น และก้าวเท้าไปยังคลื่นที่เก้าสิบเก้าเพื่อเข้าสู่จุดไร้คลื่นต่อไป
“ข้าขอลองหน่อยเถิดว่าข้าในตอนนี้จะสามารถทำความเข้าใจได้ถึงระดับใด”
แต่ในตอนนั้นเองเสียงของชายชราอันคุ้นเคยก็ได้ดังขึ้นหยุดชายหนุ่มไว้ เจ้าควรใช้พลังของเจ้าในตอนนี้ไปประลองในด่านอเวจีไร้ชีวาให้จบก่อนนะ แล้วเจ้าค่อยมาที่นี่อีกครั้งจะดีที่สุด
“และข้าก็ขอบอกไว้ก่อนเลยนะ ว่าร่างจำลองของเจ้าพวกนั้นเองก็ถูกจำลองตอนที่ยังทำความเข้าใจมรรควิถีในระดับสูงไม่ถึงขีดสุดทั้งสิ้น”
“แต่หากเจ้ากลัวแพ้เจ้าจะเข้าไปทำความเข้าใจมรรควิถีให้นำหน้าเจ้าพวกนั้นก็ได้นะ ฮ่าๆๆ”
ผู้ที่เอ่ยก็คือชายชราจิตวิญญาณอาวุธนั่นเอง
ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio